ร้ายกว่ารัก

ตอนที่ 14 : ตอนที่ 14 ชั้นเชิงของผู้หญิง : มารยา

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,362
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 9 ครั้ง
    7 ก.ย. 63




ตอนที่ 14 ชั้นเชิงของผู้หญิง : มารยา

ก๊อกๆๆ

เสียงเคาะประตูสามครั้งซ้อนทำเอาคนที่กำลังเพลิดเพลินกับริมฝีปากหอมหวานและเนื้ออวบอิ่มนุ่มมือชะงักค้าง ใบหน้าคมแหงนหงายก่อนจะถอนหายใจออกมาอย่างสุดเซ็ง พิชชาภรณ์หัวเราะคิกกับท่าทางของคนตรงหน้า ดวงตาคมตวัดขู่เมื่อเสียงหัวเราะใสหลุดออกมาให้ได้ยิน มือทั้งสองข้างละออกจากร่างบางอย่างแสนเสียดาย

“ฝากไว้ก่อนเถอะ” เขากระซิบขู่

“รีบมาเอาคืนนะคะ” แม้ใจจะเต้นแรง แต่ก็ไม่วายยั่วล้อให้อีกฝ่ายตบะแตก บุรินทร์ชี้หน้าคาดโทษขณะเดินไปกระชากประตูให้เปิดกว้าง

ธีรวิทย์ บอดีการ์ดหนุ่มยืนส่งยิ้มแห้งๆ เมื่อสบเข้ากับดวงตาคมเข้มที่บอกแววดุของผู้เป็นนาย สัญชาตญาณบอกเขาว่าได้มาขัดเวลาความสุขของอีกฝ่ายเข้าแล้วเป็นแน่ ถึงได้ตวัดสายตาไม่พอใจใส่ตนเช่นนี้ ถุงกระดาษติดป้ายแบรนด์ห้องเสื้อหรูถูกยื่นให้อย่างกล้าๆ กลัวๆ ขายาวเตรียมหลบหลีกไว้สำหรับสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้นได้เสมอ หากเจ้านายคิดที่จะลงงวงลงหางที่ตัวเอง

“เสื้อผ้าที่สั่งครับ แล้วตอนบ่ายโมงช่างจะเข้ามาจัดการทุกอย่างตามที่นายสั่งไว้นะครับ” บอดีการ์ดหนุ่มรีบรายงานทุกอย่างเร็วปรื๋อเพื่อจะได้รีบหายตัวไปจากสายตาคมกริบของนายเสียที

“ขอบใจ” ตอบแค่นั้นแล้วก็คว้าถุงกระดาษทั้งหมดไว้ก่อนจะปิดประตูเสียงดัง โดยไม่สนใจว่าอีกฝ่ายจะยังอยู่ที่หน้าประตูห้องหรือไม่

ลับหลังผู้เป็นนายธีรวิทย์ถึงกับเป่าปากด้วยความโล่งอก ยกหลังมือหนาขึ้นเช็ดเหงื่อที่หน้าผาก ทั้งที่อากาศบริเวณนี้ไม่ได้ร้อนเลยสักนิด

“เกือบไปแล้ว ไอ้ธีเอ๊ย!

 

“มาเก็บดอกครับ” เสียงทุ้มเอ่ยชิดซอกคอหอมกรุ่น คนตัวเล็กในชุดเดิมแต่เรียบร้อยกว่าเมื่อครู่หันกลับมาทันควัน ทำให้จมูกโด่งสัมผัสกับแก้มสากอย่างไม่ได้ตั้งใจจนร่างเล็กต้องร้องอุ๊ยออกมา

“ดอกแค่นี้ไม่พอหรอกนะยาหยี” บุรินทร์แกล้งบ่นตู่เอาความไม่ตั้งใจของอีกฝ่ายเป็นดอกเบี้ย พิชชาภรณ์เม้มปากย่นจมูกใส่คนขี้ตู่ ก่อนจะยื่นจมูกโด่งสวยเข้าไปกดทับแก้มสากที่มีกลิ่นหอมของอาฟเตอร์เชฟอ่อนๆ ให้ความรู้สึกวาบหวามนั้นแรงๆ อีกครั้ง

“พอหรือยังคะ”

“อีกข้างแล้วกัน” คนไม่พอเอ่ยพลางยื่นแก้มอีกข้างให้คนตรงหน้า พิชชาภรณ์จึงต้องก้มลงฝังจมูกกับแก้มสากข้างนั้นอย่างเสียไม่ได้ หลังจากถูกหอมแก้มจนเป็นที่น่าพอใจบุรินทร์ก็ยักคิ้วแผล็บก่อนจะชวนคนตัวเล็กไปเปลี่ยนเสื้อผ้าเพื่อออกไปทำธุระตามที่เธอขอ และที่สำคัญเพื่อให้คนของเขาเข้ามาทำของขวัญสำหรับเธอด้วยเช่นกัน

 

สปอร์ตคูเป้สีบรอนซ์แล่นเข้าจอดข้างร้านกาแฟสไตล์วินเทจกลางใจเมืองที่ได้รับการบอกเล่าจากหญิงสาวข้างกายว่านี่คือร้านของเพื่อนสนิท พิชชาภรณ์ในชุดเดรสสายเดี่ยวผ้าซีฟองสีขาวตัวกระโปรงยาวแค่เข่าเผยให้เห็นเรียวขาขาวผ่องยามเจ้าตัวก้าวลงมาจากรถ เรือนผมยาวสลวยถูกปัดลงมาระข้างแก้มเพื่อปกปิดร่องรอยที่เขาฝากไว้พร้อมกับมือบางสำรวจความเรียบร้อยของผ้าพันคอผืนนุ่มอีกครั้งก่อนจะหันไปส่งยิ้มหวานให้คนตัวโตที่ลงมายืนข้างกาย

“เพลงสวยหรือยังคะ”

คนถูกถามยิ้มบางๆ พลางพยักหน้าให้กับคำถามนั้น แขนหนาตั้งขึ้นเบื้องหน้าให้เธอคล้อง และหญิงสาวก็ตอบรับมันอย่างไม่เกี่ยงงอน

สองหนุ่มสาวที่กำลังเดินเคียงคู่กระหนุงกระหนิงราวกับคู่รักทำให้ปกรณ์ที่มองมาเห็นอ้าปากค้างจนเผลอทำเมนูเครื่องดื่มหลุดมือ ลำบากพนักงานร้านต้องหยิบขึ้นมาส่งให้

“พี่ปกรณ์เป็นอะไรหรือเปล่าคะ” พนักงานเสิร์ฟที่กำลังยืนฟังคำสั่งจากเจ้านายหนุ่มเอ่ยถามด้วยความเป็นห่วงที่อยู่ๆ อีกฝ่ายก็เงียบไปและมือไม้อ่อนจนของตกพื้น ปกรณ์หันกลับมามองเจ้าของเสียง สะบัดหน้าไล่ความมึนงงสองสามทีก่อนจะสำทับคำสั่งอีกรอบ

“ปละ...เปล่า ไม่ได้เป็นอะไร แล้วจำที่สั่งไว้ได้หรือยัง ลูกค้ามาแล้ว อย่าให้ผิดพลาดนะ รู้มั้ย”

คนฟังพยักหน้าหงึกหงัก และเมื่อชายหนุ่มโบกมือไล่พร้อมกับชี้ไปที่เป้าหมาย ร่างเล็กในชุดฟอร์มของร้านก็วิ่งตื๋อไปที่ลูกค้าที่เข้ามาใหม่ทันที

“สองท่านนะคะ เชิญด้านนี้เลยค่ะ” มือเรียวผายไปยังตำแหน่งของโต๊ะตัวในสุดของร้านที่มีความเป็นส่วนตัวสูง บุรินทร์เดินนำไปตามทางที่พนักงานสาวบอกโดยมีมือบางเกาะแขนตามไปติดๆ แต่จังหวะที่ร่างของหญิงสาวก้าวผ่านหน้าพนักงานสาว อีกฝ่ายก็ขยิบตาให้อย่างรู้กัน พิชชาภรณ์ยิ้มรับบางๆ แล้วเดินตามแผ่นหลังกว้างต่อไป

ตำแหน่งของโต๊ะตัวในสุดมิได้มีเพียงความเป็นส่วนตัวสูงเท่านั้น แต่ยังสามารถมองไปรอบๆ ร้านได้อย่างชัดเจน โดยเฉพาะโต๊ะที่ผู้จัดการดาราชายใจสาวนั่งจับจองอยู่ด้านนอกที่เป็นชานยกพื้นสูงสำหรับลูกค้าที่ชอบดื่มด่ำกับธรรมชาติ แต่วันนี้กลับไม่มีลูกค้าจับจองพื้นที่ดังกล่าวเลยแม้แต่คนเดียว

“รับอะไรดีคะ”

“ขอเหมือนเดิมแล้วกันจ้ะ” เสียงหวานเอ่ยตอบก่อนจะหันมามองคนตรงหน้าเหมือนรู้ใจ “แล้วก็คาปูชิโนให้คุณผู้ชาย”

“รับอะไรเพิ่มอีกมั้ยคะ”

“แดนสั่งแล้วกันนะคะ เดี๋ยวเพลงขอตัวไปหาเพื่อนแป๊บหนึ่ง” มือบางเอื้อมมาจับมือของเขาที่กำลังพลิกเมนูพร้อมกับออกแรงบีบเบาๆ รอยยิ้มหวานหยดถูกส่งมาให้พร้อมด้วยตากลมหวานที่ฉายแววรักอยู่เต็มเปี่ยม บุรินทร์เลื่อนมืออีกข้างมากุมทับ

“ครับ”

 

ร่างระหงเดินจากไปแล้วเขาจึงหันมาสนใจเมนูตรงหน้า ดวงตาคมกวาดไล่มองดูรูปขนมหวานหน้าแล้วหน้าเล่าสลับกับมองหญิงสาวที่เพิ่งลุกจากไป พิชชาภรณ์เดินผ่านโต๊ะของแม่ลูกคู่หนึ่งที่กำลังสนุกกับการลิ้มลองเค้กรสเลิศก่อนจะเปิดประตูกระจกเพื่อออกไปหาเพื่อนที่นั่งอยู่ด้านนอกบนชานไม้ยกพื้นสูงที่ถูกปกคลุมด้วยร่มเงาของกิ่งก้านสาขาจากต้นก้ามปูต้นใหญ่ และเขาก็มองเห็นโต๊ะนั้นได้อย่างชัดเจนราวกับมีใครมาจัดฉากไว้

พิชชาภรณ์นั่งลงบนเก้าอี้ตัวที่หันหน้าออกจากร้านทำให้เขามองเห็นเพียงแผ่นหลังของเธอ แต่เพื่อนที่เธอบอกเป็นชายหนุ่มที่เขาคุ้นหน้าว่าเป็นใครสักคนในวงการบันเทิง ท่าทางการจับแก้วและการนั่งไขว่ห้างทำให้เขามองออกได้ไม่ยากนักว่าอีกฝ่ายไม่ใช่ชายแท้ เห็นเช่นนั้นแล้วบุรินทร์ก็ละความสนใจกลับไปที่เมนูในมืออีกครั้ง

“เริ่มเลยหรือยะ”

ปกรณ์ถามแม่เพื่อนสาวตัวดีทันทีที่อีกฝ่ายนั่งลงตรงข้ามกับตัวเอง ดวงตาเข้มตวัดมองไปทางเหยื่อที่กำลังมองมาทางนี้เล็กน้อยพร้อมกับรายงานความเคลื่อนไหวตามที่ได้ตกลงกันไว้

“เขามองหล่อนตาไม่กะพริบเชียว หวังว่าคงไม่คิดว่าฉันจะเป็นคู่แข่งของเขาหรอกนะ”

“บ้าน่าเจ๊ นั่งไขว่ห้าง นิ้วก้อยกระดกเสียขนาดนี้ เขาคงไม่มองเจ๊เป็นอย่างที่เจ๊กลัวหรอก” พิชชาภรณ์ค้อนให้เพื่อนรักโดยไม่ลืมที่จะนั่งนิ่งๆ ไม่แสดงอาการอยากรู้โดยการหันกลับไปมองตามที่เพื่อนบอก เพราะสิ่งที่เธอกำลังทำคือละครฉากใหญ่ที่จะทำให้เขารู้สึกผิดกับการกระทำของตนเอง

ผู้ชายมักแพ้น้ำตาและความอ่อนแอของผู้หญิง

ใครสักคนหรือหนังสือสักเล่มเขียนไว้และมันก็เป็นที่มาของแผนการทั้งหมดที่เธอเรียบเรียงขึ้น และละครฉากใหญ่ก็กำลังจะเปิดม่าน

บุรินทร์หันกลับมาสนใจสาวน้อยหน้าแฉล้มที่ยืนรอรับรายการอาหารจากเขาอีกครั้ง พร้อมกับสั่งของว่างสองสามอย่างก่อนจะหันกลับไปมองคนที่นั่งอยู่ที่โต๊ะด้านนอก

“เขาหันมาอีกแล้ว จะเอายังไงต่อ” ปกรณ์ถามเพื่อนสาวด้วยน้ำเสียงและสีหน้าไม่ได้ตื่นเต้นเหมือนประโยคที่เอ่ยออกมาแม้แต่น้อย

“ถ้าอย่างนั้นก็เริ่มเลยแล้วกันค่ะ” พิชชาภรณ์ตอบ พร้อมกับยืดตัวขึ้นเล็กน้อยว่าเธอพร้อมแล้วกับละครฉากต่อไป

ผู้จัดการชายใจสาวแอบพ่นลมหายใจก่อนจะรวบรวมสติให้กลับมาอยู่ที่การแสดงเบื้องหน้า เขาต่อบทให้นักแสดงในสังกัดมาก็หลายคนทำให้พอที่จะรู้ว่าควรทำตัวเช่นไร ชายหนุ่มหยิบซองจดหมายสีขาวขนาดมาตรฐานฉบับหนึ่งขึ้นมาวางบนโต๊ะ แล้วค่อยๆ เลื่อนไปตรงหน้าพิชชาภรณ์อย่างอ้อยอิ่งจงใจให้ชายหนุ่มมองเห็นมันอย่างชัดเจน ในจังหวะที่แอบเห็นว่าเหยื่อกำลังมองดูอย่างสนใจ

“เขามองมาตาไม่กะพริบเชียว” ปกรณ์รายงานเสียงเรียบพอๆ กับใบหน้า และทำทีเป็นยกถ้วยชาขึ้นจิบ

มือเล็กเอื้อมออกไปหยิบซองจดหมายฉบับนั้นขึ้นมาเปิดออกช้าๆ ทุกการกระทำของเธออยู่ในสายตาของเหยื่ออย่างไม่ต้องสงสัย ไหล่บางแข็งขึ้นในจังหวะหนึ่งคล้ายกับตกตะลึงก่อนจะไหวตัวเล็กน้อยให้สมจริงกับบทบาทความเจ็บปวดที่เธอกำลังแสดงอยู่

บุรินทร์ขมวดคิ้วมุ่นมองภาพนั้นด้วยความสงสัยในสถานการณ์ที่กำลังเกิดขึ้น หลังจากที่พิชชาภรณ์หยิบซองอะไรสักอย่างขึ้นมา แผ่นหลังบางไหวเอนเหมือนคนกำลังร้องไห้ มือหนาเย็นเฉียบอยากเข้าไปถามว่าเกิดอะไรขึ้นกับเธอกันแน่ ใบหน้าคมเริ่มหันซ้ายหันขวาอันเป็นกิริยาของคนนั่งไม่ติด

“เหยื่อของหล่อนนั่งไม่ติดแล้วนะ”

ปกรณ์รายงานก่อนจะหันไปทางหน้าร้านที่พนักงานเสิร์ฟสาวยืนรอรับคำสั่งอยู่แล้ว เขาพยักหน้าน้อยๆ เป็นสัญญาณให้ดำเนินการตามแผน และหนึ่งนาทีต่อมากาแฟหอมกรุ่นและเครื่องดื่มสีขาวของหญิงสาวก็ถูกเสิร์ฟลงตรงหน้าของบุรินทร์

“แล้วนี่เมื่อคืนน่ะถึงไหนๆ กันแล้วยะ ถึงได้โผล่มาให้ฉันเห็นเอาตอนนี้”

“ก็ไม่ได้ถึงไหนๆ หรอกค่ะ ก็แค่...” พูดจบก็ดึงคอเสื้อลงเล็กน้อยเพื่อให้คนตรงหน้าได้เห็นรอยจุมพิตบนเนินอกด้านซ้าย พิชชาภรณ์หัวเราะจนตัวสั่น เพราะท่าทางของเพื่อนรักที่ทำได้เพียงเก๊กหน้านิ่งๆ ทั้งๆ ที่อยากแสดงอาการเหมือนเช่นทุกทีนั้นดูน่าขันไม่น้อย

“น้อยๆ หน่อยย่ะ นี่ถ้าไม่ถือว่ากำลังช่วยหล่อนละก็ ฉันออกอาการยิ่งกว่านี้อีก” ปกรณ์ตีหน้าขรึมเหมือนกำลังคุยเรื่องสำคัญ แต่เรื่องที่ทั้งคู่กำลังคุยกันนั้นหาได้มีสาระสำคัญอื่นใดไม่ “เล่ามาให้หมดเดี๋ยวนี้เลยนะว่าเมื่อคืน หล่อนกับเขาทำอะไรกันไปบ้าง” ปกรณ์เหลือบมองไปทางเหยื่อของพิชชาภรณ์เล็กน้อย ก่อนจะตบหลังมือบางของเพื่อนสาวที่วางลงด้านข้างพร้อมกับออกแรงบีบเบาๆ หากว่าใครได้เห็นคงคิดว่าเขากำลังปลอบใจหญิงสาวอยู่เป็นแน่ และแน่นอนว่าบุรินทร์กำลังคิดเช่นนั้น

“พอดีเขาทำแผนของหนูพังเล็กน้อย หนูเลยต้องเปลี่ยนแผนให้เมื่อคืนมัน...เอ่อ...มัน...” พิชชาภรณ์เมินหน้าหลบสายตาคาดคั้นของเพื่อนชายใจสาว

“มันเลยเสร็จเขา” ปกรณ์ต่อให้ “แล้วยังไงต่อยะ”

หญิงสาวหันมาค้อนน้อยๆ ก่อนจะเล่าต่อ แก้มนวลซับเลือดจนแดงระเรื่อเมื่อคิดถึงเรื่องเมื่อคืน จึงยกมือขึ้นปิดหน้าที่ร้อนผ่าวของตัวเองก่อนจะเริ่มเล่าต่อ

“ก็ดูเหมือนหนูง่ายๆ หนูก็เลยทำให้มันดูเหมือนไม่ง่าย”

“อย่างเช่นสิ่งที่หล่อนให้ฉันถ่างตาไปเอามาให้แต่เช้านี่น่ะหรือ” เรียวคิ้วเข้มเลิกขึ้นเล็กน้อย ก่อนจะหยิบซองจดหมายอีกหนึ่งฉบับขึ้นมาให้โดยทำกิริยาไม่ต่างจากเมื่อครู่ พิชชาภรณ์หยิบมันขึ้นมาเปิดดูความถูกต้องก่อนจะเก็บมันใส่กระเป๋า

“ใช่ค่ะ”

“แล้วเช็คที่ให้ฉันเอามาให้ล่ะ ฉันไม่เห็นว่ามันจะเกี่ยวกันตรงไหน” ปกรณ์ถามไปถึงของที่เขาให้เธอไปเมื่อครู่ พิชชาภรณ์ส่งยิ้มหวานก่อนตอบ

“ก็มันจะได้เพิ่มน้ำหนักว่าหนูไม่ง่ายไงคะ” พูดจบก็หัวเราะให้กับความคิดของตัวเองที่แอบจินตนาการถึงใบหน้าของเขาเมื่อเห็นสิ่งที่เธอจะให้คืนนี้

“ฉันละทึ่งกับแผนการแต่ละอย่างของหล่อนจริงๆ ยายเพลง” ว่าแล้วก็พิงกายกับพนักเก้าอี้และเมินหน้าหนีเหมือนรำคาญใจ ซึ่งคนตัวเล็กก็ได้แต่ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่กับคำชมนั้น

“เอาเข้าไป ผู้ชายของหล่อนมองฉันตาเขียวเชียว นี่ฉันยังไม่ได้ทำอะไรหล่อนเลยนะ” ปกรณ์อดที่จะออกปากบ่นไม่ได้เมื่อหันกลับมามองหน้าเพื่อนก็เจอสายตาเขียวปัดของชายหนุ่มที่อยู่ในร้าน

“จริงเหรอคะ ไม่ได้การแล้ว สงสัยต้องรีบ” ร่างเล็กถามด้วยความตื่นเต้นก่อนจะกระวีกระวาดหาอุปกรณ์เสริมชิ้นต่อไปในกระเป๋าถือของตน

ยาหม่องน้ำขวดเล็กถูกนิ้วเรียวสัมผัสเล็กน้อยก่อนจะยกขึ้นแตะบริเวณหัวตา แล้วดวงตากลมหวานก็กะพริบตาปริบๆ ไล่หยาดน้ำตาที่เอ่อขึ้นมาเพราะความแสบ ปกรณ์ทนเห็นมารยาของเพื่อไม่ได้จึงจัดการยื่นผ้าเช็ดหน้าของตัวเองไปให้ พิชชาภรณ์รับมาแล้วเช็ดที่ขอบตาเบาๆ

“ถ้ามันยากขนาดนี้ไม่ต้องทำก็ได้นะยะ เผื่อว่าเมื่อคืนเชื้อเขาแรงอาจจะติดเลยโดยที่แกไม่ต้องทำอะไรแบบนี้ก็ได้” น้ำเสียงเรียบเรื่อยนั้นแฝงความเป็นห่วงไว้ชัดเจน แต่คนตัวเล็กส่ายหน้า

“ไม่ได้หรอกค่ะ เผื่อไม่ติดหนูก็เสียตัวฟรีสิ” ว่าแล้วร่างเล็กก็ซับหยาดน้ำตาที่เอ่อขึ้นมาอีกครั้งก่อนจะถามความเห็น “หนูเหมือนคนร้องไห้หรือยัง”

“ใช้ได้แล้วล่ะ” ปกรณ์บอกตามที่เห็น เพราะตอนนี้ดวงตากลมหวานของเพื่อนสาวกำลังแดงช้ำเหมือนคนที่เพิ่งผ่านการร้องไห้มาจริงๆ แต่ก็ไม่วายเอ่ยเตือนถึงเรื่องสำคัญอีกอย่าง “อย่าให้เขาจับได้เรื่องกลิ่นล่ะ”

“เจ้าค่ะ” พิชชาภรณ์แกล้งทำปากยื่นน้อยๆ ก่อนจะนั่งรอให้ความแสบคลายลงจนไม่ต้องกะพริบตาถี่ๆ ให้เขาเห็นความผิดปกติ

 

สิ่งที่บุรินทร์ได้เห็นตอนที่หญิงสาวกลับมาที่โต๊ะคือดวงตากลมหวานแดงก่ำมีรอยช้ำเหมือนคนที่เพิ่งผ่านการร้องไห้มาหมาดๆ รอยยิ้มเซียวๆ ทำให้เขาอดที่จะลุกขึ้นไปประคองเธอให้มานั่งไม่ได้

“เป็นอะไรหรือเปล่าครับ”

“ไม่ค่ะ” พิชชาภรณ์ยิ้มตอบบางๆ ยกมือข้างที่มียาหม่องน้ำขวดเล็กขึ้นสูดดมคล้ายกับกำลังวิงเวียน “เพลงแค่รู้สึกมึนหัวนิดหน่อย”

“กลับกันเลยมั้ย หน้าคุณซีดมากเลยนะ” ชายหนุ่มถามด้วยความเป็นห่วง ตอนนี้เขาย้ายเก้าอี้มานั่งข้างหญิงสาวแล้ว หลังมือใหญ่แตะลงบนหน้าผากมนเบาๆ พิชชาภรณ์ยิ้มหวานแต่แอบใจสั่นไม่น้อยกลัวเขาจับโกหกของตัวเองได้จนมือไม้เย็นเฉียบ

“แต่เรายังไม่ได้ทานเค้กกันเลยนะคะ ดูสิ ที่คุณสั่งมาน่าทานทั้งนั้นเลย” บอกแล้วก็ทำทีหันไปให้ความสนใจกับของหวานเบื้องหน้า

บุรินทร์ลอบมองเสี้ยวหน้าคนตัวเล็กที่กำลังให้ความสนใจขนมหวานก่อนจะหันไปมองชายหนุ่มอีกคนที่กำลังจิบน้ำชาอ่านหนังสืออยู่ด้านนอกอีกครั้ง เธอบอกว่าเป็นเพื่อน แต่สิ่งที่เขาเห็นตั้งแต่เธอเดินออกไปหาอีกฝ่ายนั้นตรงกันข้ามกับสิ่งที่เธอบอกเหลือเกิน

ใบหน้าราบเรียบของชายหนุ่มคนดังกล่าวที่ดูราวกับกำลังคุยเรื่องงานหรือธุระเรื่องสำคัญ บางครั้งก็เหมือนคุกคามคนตัวเล็กอยู่ในที กอปรกับตอนที่ยื่นซองสีขาวให้พิชชาภรณ์เขาสังเกตเห็นว่าไหล่ของเธอสั่นไหวคล้ายกับร้องไห้ แถมยังยกมือขึ้นเช็ดน้ำตาอีกหลายครั้ง ทั้งยังแอบเห็นผู้ชายคนนั้นจับมือเธอเหมือนปลอบโยนด้วย

“ไม่เป็นอะไรแน่นะ” เสียงทุ้มถามด้วยความเป็นห่วงอีกครั้ง บุรินทร์แอบสังเกตเห็นว่าพิชชาภรณ์ดูไม่ร่าเริงเท่ากับตอนขามา และมือของเธอก็เย็นเฉียบมากทีเดียว

“เพลงไม่ได้เป็นอะไรจริงๆ ค่ะ” เธอย้ำให้เขามั่นใจทั้งๆ ที่รู้ดีว่าเขาจะยิ่งรู้สึกกระวนกระวายมากกว่าเดิม หญิงสาวลอบยิ้มให้กับตัวเองพร้อมกับแอบมองเสี้ยวหน้าของเขาด้วยสายตาหวาดหวั่นเป็นระยะๆ เพื่อให้เขาไม่นิ่งนอนใจและต้องทำอะไรสักอย่างกับสถานการณ์เช่นนี้

และคนถูกแอบมองก็เป็นอย่างที่เธอคิด บุรินทร์กระวนกระวายอย่างเห็นได้ชัด เมื่อความอดทนถึงขีดสุดชายหนุ่มก็เรียกพนักงานเพื่อเก็บเงินและสั่งเค้กอีกสองสามชนิดใส่กล่องหากว่าคนตัวเล็กยังต้องการจะกินมันจริงๆ ก่อนจะฉุดข้อมือบางให้ลุกขึ้นแล้วเดินออกจากร้านโดยไม่ลืมเหลือบมองชายหนุ่มอีกคนที่นั่งจิบชาด้วยแววตาอาฆาตจนคนถูกมองถึงกับขนลุกเกรียว

อยู่ดีไม่ว่าดี หาเรื่องใส่ตัวเสียแล้ว นายปกรณ์เอ๊ย!’

 

สถานการณ์ในรถมีแต่ความอึดอัดเมื่อไม่มีใครยอมเปิดปาก และถ้าหากจะมีใครสักคนนั่งอยู่บนรถคันนี้ด้วย ก็จะเห็นได้ว่าสองหนุ่มสาวต่างฝ่ายต่างเงียบ บุรินทร์เงียบเพราะเมื่อเขาถามอะไรออกไปคนข้างกายก็เอาแต่ส่ายหน้าแล้วบอกว่าไม่มีอะไร แต่อากัปกิริยาลอบมองเขาเป็นระยะๆ นั้นทำให้เขารู้ว่ามันต้องมีอะไรอยู่เป็นแน่ ตรงกันข้ามกับพิชชาภรณ์ที่เงียบและแอบมองใบหน้าคมยามเขาเผลอไผลนั้นก็เพื่อสร้างความกระวนกระวายใจให้อีกฝ่ายต่างหาก เธอจึงเลือกที่จะใช้สงครามเย็นที่มีความเงียบเป็นอาวุธ

“คุณจะไม่บอกผมจริงๆ ใช่มั้ยว่าเกิดอะไรขึ้น” บุรินทร์ถามเสียงเรียบ

“ไม่มีอะไรจริงๆ ค่ะ” ตอบออกไปพร้อมใบหน้าสวยที่พยายามปั้นยิ้มอย่างสุดความสามารถเพื่อความสมจริง ทั้งที่ในใจกำลังร่ำร้องว่า

ยังค่ะ แดน คุณต้องกังวลใจมากกว่านี้ก่อน เพลงถึงจะบอกคุณ

เมื่อได้รับคำตอบปฏิเสธพร้อมรอยยิ้มซีดเซียวที่มองอย่างไรเขาก็ลงความเห็นว่ามันเป็นรอยยิ้มที่แกล้งทำเป็นร่าเริงเท่านั้น ร่างสูงก็พ่นลมหายใจออกยาว ยกนาฬิกาข้อมือขึ้นดูก็เห็นว่าเพิ่งผ่านมาไม่กี่ชั่วโมงเท่านั้น หากพาหญิงสาวกลับไปตอนนี้ คนของเขาที่เข้าไปจัดการงานที่สั่งน่าจะยังไม่เรียบร้อย

ที่ตั้งใจไว้แต่แรกจะกลับคอนโดมิเนียมก็เปลี่ยนเป็นเส้นทางที่ไม่คุ้นเคย พิชชาภรณ์ไม่นึกเอะใจแม้แต่น้อยเพราะกำลังคิดถึงแผนการขั้นต่อไป จนกระทั่งสปอร์ตคูเป้เลี้ยวเข้าสวนสาธารณะขนาดใหญ่กลางกรุง บุรินทร์เข้าจอดรถในบริเวณที่ถูกจัดไว้อย่างคุ้นเคย ก่อนจะเปิดประตูลงจากรถและอ้อมมาเปิดประตูให้หญิงสาว มือหนายื่นไปข้างหน้าเพื่อให้เธอจับ พิชชาภรณ์มองซ้ายมองขวาก่อนจะยอมวางมือลงบนฝ่ามือใหญ่และก้าวลงมาจากรถ

“คุณพาเพลงมาที่ไหนคะ” เสียงหวานถามขึ้นขณะถูกมือใหญ่จูงเดินไปบนเส้นทางอิฐตัวหนอน บุรินทร์หันมาส่งยิ้มให้

“เวลาที่ผมมีเรื่องไม่สบายใจ ผมชอบมาที่นี่ มันสงบแล้วก็ร่มรื่นดี” ชายหนุ่มเว้นจังหวะเล็กน้อยก่อนเอ่ยต่อ “ผมไม่รู้หรอกนะว่าคุณมีปัญหาอะไรหรือมีเรื่องไม่สบายใจอะไร แต่ผมอยากให้คุณกลับไปเป็นพิชชาภรณ์คนเดิม คนที่คอยปั่นหัวผม หรือคนที่ชอบยิ้มยั่วผมบ่อยๆ มากกว่า”

“แดน!” จบประโยคของเขาขาเล็กที่กำลังจะก้าวตามก็ชะงักกึก น้ำเสียงที่เอ่ยเรียกชื่อเขาแหบโหย วูบหนึ่งความรู้สึกผิดในสิ่งที่กำลังทำเกาะกุมจิตใจจนไม่สามารถก้าวขาต่อไปได้

บุรินทร์หันกลับมาเลิกคิ้วมองร่างเล็กที่อยู่ๆ ก็หยุดเดินด้วยความสงสัย และก่อนที่เขาจะได้คิดหรือถามอะไร หญิงสาวก็ผวาเข้ามากอดแขนของเขาเอาไว้แน่น แก้มนุ่มซบลงบนไหล่แกร่งพร้อมกับส่งเสียงงึมงำที่เขาฟังไม่ได้ศัพท์

“ที่รัก คุณเป็นอะไรหรือเปล่า” เสียงทุ้มเอ่ยถามด้วยความเป็นห่วง ยิ่งเห็นท่าทางของหญิงสาว ความกระวนกระวายใจก็กลับมาเยือนอีกครั้ง ริมฝีปากอุ่นประทับลงบนกลุ่มผมหอมอย่างปลอบโยนให้เธอคลายกังวลที่เขาก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเธอกำลังกังวลเรื่องอะไรอยู่

พิชชาภรณ์เงยหน้าขึ้นมองอีกฝ่ายด้วยความรู้สึกผิดอย่างรุนแรง เธอไม่เคยหวังเอาไว้ว่าหากแผนการทุกอย่างสำเร็จแต่เขาหลงรักเธอเข้าใจจริงๆ แล้วเธอจะทำอย่างไร เท้าเล็กเขย่งขึ้นจุมพิตที่คางสากแผ่วเบา

“เพลงไม่เป็นอะไรค่ะ”

แล้วคนบอกว่าไม่เป็นอะไรก็ก้มหน้างุดกับไหล่แกร่ง ทรวงอกอิ่มเบียดชิดกับต้นแขนกำยำพร้อมกับเอ่ยขอโทษเขาถึงสิ่งที่เธอกำลังทำในใจ และสิ่งที่เธอทำครั้งนี้ทั้งสีหน้าและแววตาหาได้เกิดจากการเสแสร้งอย่างเคยไม่ มันคือความรู้สึกภายในจิตใจของเธอเองล้วนๆ

“งั้นเราไปทางโน่นกันดีกว่า” นิ้วเรียวชี้ไปทางต้นไม้ใหญ่ริมสระน้ำ บรรยากาศร่มรื่นเหมาะแก่การพักผ่อน หญิงสาวยอมเดินตามอย่างว่าง่าย พยายามทิ้งความรู้สึกผิดวูบหนึ่งที่เข้ามาเกาะกุมจิตใจไปในทุกขณะที่ก้าวเดิน แล้วเตือนตัวเองซ้ำๆ ว่าเธอกำลังทำอะไรอยู่

 

ภาพนักธุรกิจหนุ่มและหญิงสาวเดินคลอเคลียกันราวกับคู่รักสร้างความสงสัยให้กับผู้พบเห็นไม่น้อย โดยเฉพาะเหล่านางแบบที่กำลังถ่ายแฟชั่นให้กับนิตยสารชื่อดังฉบับหนึ่ง

“ยายแพท นั่นคุณบุรินทร์นี่” มะปรางสะกิดเพื่อนนางแบบสาวให้หันไปมอง ก่อนจะตามด้วยคำพูดกึ่งเยาะเย้ยอยู่ในที “ไหนเธอบอกว่าเขาตายรังที่เธอยังไงล่ะยะ เป็นคู่ควงคนล่าสุดของเขาได้ไม่กี่อาทิตย์ ตอนนี้เขาไปมีใหม่เรียบร้อยแล้ว สงสัยรังของเธอคงไม่มีใครกลับมาตายแล้วละมัง”

เสียงหัวเราะร่วนอย่างเห็นเป็นเรื่องขำขันของเหล่านางแบบทำให้คนฟังรู้สึกเคืองไม่น้อย แต่ภัทรธิดาก็เลือกที่จะไม่สนใจในสิ่งที่เพื่อนนางแบบกระแหนะกระแหน เพราะสิ่งที่เธอกำลังสนใจคือผู้หญิงคนที่อยู่กับบุรินทร์นั่นต่างหาก ยายนั่นอีกแล้ว

“อ้าว! เธอจะไปไหน ยายแพท” มะปรางถลาเข้าไปฉุดแขนของเพื่อนสาวทันทีเมื่อเห็นอีกฝ่ายกำลังจะเดินไปหาคนทั้งสอง

“ฉันก็จะไปเอาเรื่องนังนั่นน่ะสิ กล้าดียังไงมาแย่งของของฉัน” ภัทรธิดาตอบโดยไม่หันกลับมามองคนรั้ง แววตาอาฆาตมาดร้ายส่งไปให้หญิงสาวที่กำลังซบไหล่แกร่งของชายหนุ่มที่เธอตั้งใจว่าจะจับให้อยู่

“แล้วเธอไม่กลัวว่าจะทำให้คุณบุรินทร์เขาโกรธหรือไง”

สิ้นคำเตือนนางแบบสาวก็ฉุกคิดได้ ร่างบางหยุดอาการแข็งขืนลงทันที แต่แววตากลับไม่ได้อ่อนแสงลงเลยแม้แต่น้อย

เสวยสุขให้พอก่อนเถอะ แล้วฉันจะเป็นคนฉุดเธอลงนรกเอง

ภัทรธิดาอาฆาตหญิงสาวอยู่ในใจ แต่เธอคงไม่รู้หรอกว่าอนาคตข้างหน้าคนที่เธอจะฉุดให้ลงนรกนั้นจะเป็นคนเดียวกับคนที่จะทำให้ความฝันของเธอเป็นจริง



ฝากติดตามนิยายเรื่องอื่นๆ ด้วยนะคะ 





ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 9 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

86 ความคิดเห็น