ร้ายกว่ารัก

ตอนที่ 13 : ตอนที่ 13 กับดักรวงผึ้ง

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,382
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 9 ครั้ง
    6 ก.ย. 63



ตอนที่ 13 กับดักรวงผึ้ง

แสงอรุณลอดผ่านม่านสีทึบเข้ามากระทบม่านตาของคนที่ครอบครองเตียงนอนสีครีมจนต้องเบือนหน้าหนี พิชชาภรณ์ขยับกายเล็กน้อยเพื่อหลบแสงแดดยามเช้า อาการปวดเมื่อยตามร่างกายและปวดแปลบทำให้เคลื่อนไหวไม่ได้ดั่งใจนัก ความเย็นของเครื่องปรับอากาศกระทบผิวบางจนต้องห่อตัวเข้ากับผ้าห่มผืนหนาอีกครั้ง ท่าทางราวกับเด็กขี้เซาทั้งที่เมื่อคืนออกจะเร้าร้อนเป็นผลให้บุรินทร์ต้องมองมันอย่างสนใจยิ่งขึ้น

แพขนตางามงอนกะพริบขยับไหวสองสามครั้งก่อนจะค่อยๆ เผยให้เห็นดวงตากลมใสดูน่าทะนุถนอมต่างกับเมื่อคืน พิชชาภรณ์หลับตาลงอีกครั้งพร้อมรอยยิ้มตรงมุมปากเมื่อพบว่ามีสายตาร้อนแรงของใครบางคนมองอยู่

“อรุณสวัสดิ์คนแปลกหน้า” ท่าทางไร้จริตและการแต่งแต้มใดๆ ทำเอาคนมองยิ้มกริ่มก่อนเอ่ยตอบ

“อรุณสวัสดิ์ด้วย” ใบหน้าคมยื่นเข้ามาจุมพิตที่หน้าผากเนียนอย่างที่ใจอยาก หลังจากที่เฝ้ามองมันมากว่าครึ่งชั่วโมง ริมฝีปากอุ่นก็ทาบทับลงบนหน้าผากมนก่อนจะไล้เรื่อยมาตามสันจมูกโด่งรั้น และสุดท้ายมาหยุดลงที่กลีบปากอิ่ม “เมื่อคืนคุณวิเศษมาก”

พิชชาภรณ์ยิ้มละไมกับคำชมดังกล่าวก่อนจะเอ่ยล้อยอกย้อนด้วยคำพูดของเขาเอง

“คุณด้วย”

บุรินทร์ยอมรับโดยดุษณีว่าเขาหลงใหลลีลารักของคนตัวเล็กอย่างถอนตัวไม่ขึ้น โดยเฉพาะเมื่อได้รู้ว่าตนเองเป็นคนแรกของเธอ พิชชาภรณ์เป็นเหมือนดังกล่องแพนโดราภายใต้เรือนร่างเย้ายวนใจมีความไร้เดียงสาซ่อนอยู่ ทว่ามันช่างนำมาซึ่งความหลงใหลในกายเธอราวกับไม่รู้จักอิ่ม แววตาที่มองจึงวาบวับและเร่าร้อนจนหญิงสาวต้องขบริมฝีปากล่างยามจ้องเขาตอบ

“มองผมแบบนี้ไม่ปลอดภัยกับคุณเลยนะสุดสวย”

“ยังมีแรงเหลืออีกเหรอคะ”

คนถูกปรามาสแกล้งจ้องคนพูดตาขุ่น รอยยิ้มเจ้าเล่ห์ของฉลามหนุ่มทำเอาคนถูกมองหายใจไม่ทั่วท้อง

“ถ้าจะบอกว่าไม่มีแล้วก็คงจะเกินไปหน่อย เอาเป็นว่าผมมีแรงทำอะไรๆ รับอรุณก็แล้วกัน” มือหนาลูบไล้แก้มนวลแผ่วเบาอย่างหลงใหล พิชชาภรณ์แกล้งย่นจมูกให้กับคนอวดตัว

“ผมชักจะไม่อยากลุกจากเตียงแล้วสิ” ร่างสูงแกล้งถอนหายใจยาว ยกตัวขึ้นเท้าข้อศอกกับหมอนใบโตจนผ้าห่มผืนนุ่มร่วงลงไปกองที่เอวสอบเผยให้เห็นแผ่นอกกว้างไร้อาภรณ์ปกปิด

แขนเรียวเล็กภายใต้เสื้อเชิ้ตสีขาวตัวเมื่อคืนของเขาแปะป่ายขึ้นตามหน้าอกแกร่งและโอบรอบลำคอหนาก่อนจะโน้มมันลงมาใกล้ด้วยท่าทางออดอ้อน

“ก็ไม่ต้องลุกสิคะ วันนี้อยู่กับเพลงทั้งวันนะ”

“ถึงคุณไม่ขอผมก็ไม่ไปไหนอยู่แล้ว” เสียงทุ้มเอ่ยตอบ จมูกโด่งถูไถจมูกของอีกฝ่ายไปมา “คุณอย่าลืมสิว่าผมเพิ่งลงจากเครื่องมาเมื่อคืน แถมยังโดนคุณเล่นงานซะหมดแรง แล้ววันนี้ผมจะไปทำงานไหวได้ยังไงล่ะครับ”

คนเล่นงานงับจมูกโด่งของเขาเบาๆ

“แล้วยังจะมีแรงทำอะไรๆ อยู่อีกไหมคะ”

“ถ้าสำหรับคุณละก็...เหลือเฟือ” คำพูดถูกใจทำให้ร่างเล็กยิ้มแก้มปริ และเขาก็ตอบแทนรอยยิ้มนั้นด้วยริมฝีปากอุ่นร้อนที่พร้อมจะซุกไซ้ร่างเล็กให้ร้องครวญครางตลอดช่วงเช้าของวัน

 

ห้องโถงของบ้านภักดีบุรมย์ถูกจับจองโดยประมุขของบ้านและภรรยาคนสวย คุณบรรพต ภักดีบุรมย์ หนุ่มใหญ่วัยหกสิบสาม ด้วยเชื้อสายอเมริกันกว่าครึ่งทำให้มีรูปร่างสูงใหญ่น่าเกรงขาม และนั่นก็ถ่ายทอดมาถึงลูกชายทั้งสองอย่างบุรินทร์และสิงขร อีกทั้งเชื้อสายกรีซผสมกับความคมคายของเชื้อสายไทย แม้ว่าอายุจะเลยเลขหกแต่ก็ยังคงเค้าความหล่อเหลาไว้อย่างปิดไม่มิด

ข้างกายคือคุณดารินทร์ผู้เป็นภรรยาเอก แม้ว่าจะสูงวัยด้วยอายุกว่าห้าสิบแปดปี แต่ความสวยและความสาวยังคงมีอยู่จนดูคล้ายกับคนอายุสี่สิบต้นๆ เท่านั้น

“จะออกไปไหนแต่เช้าล่ะ เจ้าหิน” เสียงคุณบรรพตร้องเรียกก่อนที่ลูกชายคนรองจะเดินผ่านไป

ร่างสูงที่เพิ่งเดินลงมาจากชั้นบนด้วยเครื่องแต่งกายสำหรับออกไปข้างนอกหันมาตามเสียงเรียก ซึ่งเป็นจังหวะเดียวกับที่คุณหญิงดารินทร์ละสายตาขึ้นจากจานแคนตาลูปที่กำลังปอกและหั่นเป็นชิ้นๆ เพื่อมองเจ้าของชื่อที่สามีเรียกพอดี ดวงตาสีน้ำตาลอ่อนหลุบต่ำลงทันใดเมื่อสบสายตากับมารดาของพี่ชาย พอๆ กับคุณหญิงที่เชิดหน้าไปทางอื่นอย่างรังเกียจในตัวของลูกชายสามี

“แล้วนี่กินอะไรหรือยัง เห็นว่าเพิ่งกลับมาตอนเกือบเที่ยงคืน ทำไมไม่อยู่พักสักหน่อยล่ะ” คำถามแฝงความเป็นห่วงชุดใหญ่จากบิดาทำให้ชายหนุ่มหาคำตอบไม่ทัน ไม่รู้จะตอบคำถามใดก่อนดี จึงได้แต่ยืนลูบท้ายทอยไม่เอ่ยตอบกลับมาเสียที

ท่าทางเงอะงะของชายหนุ่มทำให้คนที่นั่งหน้าเชิดชิงตอบแทน “ก็คงออกไปหาความสุขตามประสาผู้ชายโสดละมังคะ แต่ระวังอย่าไปลักกินขโมยกินเหมือนแม่มาอีกล่ะ” แม้ปากจะตอบสามีแต่ในตอนท้ายสายตากลับปรายตามองอีกฝ่ายอย่างหยามเหยียด

“ก็คงจะเหมือนลูกชายคุณละมัง คุณดารินทร์ ป่านนี้ยังไม่กลับมาเลยไม่ใช่รึ” คุณบรรพตตอบกลับทันทีพร้อมถลึงตาดุใส่เมื่อจับน้ำเสียงกระทบกระเทียบของภรรยาได้ ถึงสิงขรจะเป็นลูกที่เกิดจากผู้หญิงอื่น และเขาไม่ชอบเลยที่ภรรยาตามกฎหมายจะวางท่าทางตั้งแง่กับชายหนุ่มเช่นนี้ “แล้วพี่ชายเราทำไมยังไม่กลับมาอีก”

ประโยคท้ายหันไปถามลูกชายที่เริ่มมีสีหน้าปั้นยาก

“สงสัยนายจะค้างที่คอนโดฯ มั้งครับ” ต่อหน้าคุณดารินทร์ สิงขรไม่เคยเรียกบุรินทร์ว่า พี่ สักครั้ง ด้วยรู้ฐานะของตัวเองดีว่าเป็นเพียงลูกเมียน้อยจึงไม่คิดจะเทียบชั้น แค่ยอมให้เขาเข้ามาอยู่ร่วมชายคาหลังจากมารดาเสียตั้งแต่อายุแค่ห้าขวบก็เป็นพระคุณมากแล้ว

“ทำไมชอบเรียกเจ้าแดนมันว่านายนักนะ”

คุณบรรพตค้อนลูกชาย แม้จะรู้ดีว่าทำไมแต่ก็อดที่จะระคายหูไม่ได้ ถึงมันจะผ่านกว่ายี่สิบกว่าปีแล้ว แต่ก็ยังรู้สึกขัดใจทุกครั้งที่สิงขรทำตัวราวกับอยู่คนละชั้นกับบุรินทร์ ทั้งที่ความจริงก็เป็นภักดีบุรมย์ด้วยกันทั้งคู่ และเป็นลูกชายที่เขาภูมิใจไม่ต่างกัน

ชายหนุ่มยิ้มแต่ไม่ตอบอะไร และไม่คิดจะแก้คำพูดของตัวเองจนคนที่มองสำรวจอยู่นึกขุ่นใจ

“เรียกถูกแล้วนี่คะ ก็คนมันอยู่ระดับล่าง”

“คุณดารินทร์!

เสียงตวาดของสามีทำเอาคุณดารินทร์สะดุ้ง แต่ก็ไม่วายตวัดค้อนไม่พอใจมาให้ก่อนจะลุกเดินหนีอย่างไม่รักษามารยาท คุณบรรพตมองตามหลังภรรยาแล้วก็ถอนหายใจยาวอย่างคิดหนัก สิงขรหน้าเจื่อนลงเมื่อตัวเองเป็นสาเหตุให้บิดาและภรรยาทะเลาะกันอีกแล้ว

“ไม่เป็นไรหรอกครับ” ร่างสูงทรุดลงนั่งข้างๆ พลางส่งยิ้มบางๆ เพื่อยืนยันว่าเขาไม่เป็นอะไรจริงๆ

“พ่อขอโทษด้วยนะ หิน”

“ถ้าจะมีใครสักคนที่ผิด คงเป็นผมกับแม่ คุณพ่ออย่าโทษท่านเลยนะครับ” คำพูดของลูกชายทำให้คนฟังรู้สึกหายใจไม่ออก ถ้าจะถามหาคนผิดคงเป็นเขา...ไม่ใช่ใครอื่น

“แล้วนี่จะออกไปไหน” ประมุขบ้านภักดีบุรมย์เปลี่ยนเรื่องเมื่อเห็นแววตาไม่สบายใจของลูกชาย นึกอยากโอบร่างสูงเข้ามากอดปลอบเหมือนเด็กชายสิงขรในเยาว์วัยแต่ก็ทำไม่ได้อย่างที่คิด

“หัวหินครับ”

“อีกแล้วเหรอ เพิ่งไปมาเมื่อสองอาทิตย์ก่อนนี่เองไม่ใช่รึ”

ภักดีบุรมย์คนลูกไม่ตอบ แต่ส่งยิ้มบางๆ ให้ คุณบรรพตถอนหายใจยาวเป็นครั้งที่สองก่อนจะพยักหน้ารับรู้อย่างเข้าใจ

“ขับรถดีๆ ละ” คำอวยพรจากบิดาทำให้ชายหนุ่มคลี่ยิ้มกระจ่าง เพราะคุณบรรพตไม่เคยลำเอียงที่จะรักลูกคนใดมากกว่า และเพราะบุรินทร์ไม่เคยมองเขาเป็นอย่างอื่นนอกจากน้องชายจึงทำให้ความคิดที่อยากจะย้ายออกไปอยู่เพียงลำพังถูกลบล้างได้ทุกครั้งเมื่อคิดถึงหน้าของคนทั้งสอง แต่สักวันบุรินทร์ก็ต้องแต่งงานมีครอบครัว และเขาก็ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องอยู่ที่นี่อีก

“ครับ” สิงขรนิ่งคิดบางอย่างก่อนจะเอ่ยปากพูด “เอ่อ...คุณพ่อครับ”

ใบหน้าคมคายทั้งที่อายุเลยเลขหกไปสามปีหันกลับมามองลูกชายที่นั่งด้านข้าง เมื่อเห็นสีหน้าเหมือนจะปรึกษาของลูกชายก็ชิงพูดดักทางไว้ก่อน

“ฉันไม่อนุญาตให้แกย้ายออกไปอยู่ที่อื่น บ้านภักดีบุรมย์มีพื้นที่ตั้งมาก หากแกไม่สบายใจที่จะอยู่บนตึกฉันจะให้เขามาสร้างอีกหลังให้ ฉันอายุเยอะขึ้นทุกวันนะเจ้าหิน ใจคอแกจะทิ้งพ่อทิ้งแม่ให้อยู่กันตามลำพังอย่างนั้นหรือ”

“ไม่ใช่ครับ คือผมแค่คิดว่า...”

“ส่วนไอ้โครงการรีสอร์ตของแกที่หัวหินน่ะ อย่าคิดว่าพ่อไม่รู้นะว่าแกแอบทำอยู่ แต่ถ้าคิดจะทำจริงๆ พ่อจะสร้างให้ เกาะส่วนตัวเราก็มี หัวหินคนเที่ยวกันจนปรุหมดแล้ว คงไม่มีใครอยากไปเท่าไหร่ คิดถึงอนาคตของตัวเองบ้าง เจ้าหิน อย่ายึดติดกับผู้หญิงแค่เพียงคนเดียว อนาคตแกยังมีโอกาสได้เจอคนอีกมาก” ตอบเองเสร็จสรรพพร้อมกับสั่งสอนอีกฝ่ายอยู่ในที ทำให้ลูกชายพยักหน้ารับอย่างยอมจำนนในเหตุผลของบิดา

“ครับ” ชายหนุ่มรับคำเสียงแผ่ว

“จะไปไหนก็รีบไป ไป” คุณบรรพตเอ่ยปากไล่ เมื่อเห็นลูกชายคนรองพยายามฝืนยิ้มให้กับคำพูดนั้น “แล้วอย่ากลับค่ำนักละ”

ชายหนุ่มยกมือไหว้ลาก่อนจะเดินออกไป ประมุขบ้านภักดีบุรมย์มองตามแผ่นหลังกว้างของบุตรชายจนหายลับไปจากสายตาด้วยความรู้สึกหนักใจ สิงขรต่างจากพี่ชายตรงที่ไม่ยอมแสดงความรู้สึกหรือความต้องการของตนเองออกมาตรงๆ เก็บทุกอย่างไว้ภายในแม้ว่ามันอาจจะทำลายเขาเจียนตายก็ตาม

ไม่กี่นาทีต่อมาเสียงเครื่องยนต์ของปอร์เช่คันหรูที่กำลังเคลื่อนออกไปจากรั้วก็ดังขึ้น ชายสูงวัยหันมองพื้นที่ว่างข้างตัวบ้าน ถ้าไม่เกิดเหตุเมื่อสองปีก่อนคุณดารินทร์คงไม่ตั้งข้อรังเกียจสิงขรมากถึงเพียงนี้แต่จะโทษสิงขรเพียงคนเดียวก็ไม่ถูกในเมื่อคนที่ดื้อดึงคือตัวคุณการินทร์เอง ประมุขบ้านภักดีบุรมย์ได้แต่นึกขอโทษภรรยาผู้ล่วงลับ

ฉันขอโทษนะ แม่บัว ที่รักษาสัญญาที่ให้ไว้กับเธอไม่ได้

 

“ไปไหนครับ” ร่างสูงผวาตามเมื่อพิชชาภรณ์ขยับลุก มือเล็กรวบผ้าห่มผืนหนาให้พันกายขณะที่อีกข้างหยิบเสื้อเชิ้ตเนื้อดีที่เขาถอดทิ้งข้างเตียงขึ้นมาสวม โดยไม่สนใจสายตาคมที่กำลังแทะโลมเรือนร่างงาม

“สายแล้วนะคะ จะเที่ยงแล้ว เพลงหิว” ตอบโดยไม่เสแสร้งเพราะเธอหิวจริงๆ ยิ่งเหลือบดูนาฬิกาบนผนังที่บอกว่าอีกสามสิบนาทีจะถึงเวลาเที่ยงวันด้วยแล้วเธอก็ยิ่งหิวมากขึ้นไปอีก

“เหม็นตัวด้วย” มือนุ่มจัดผมสวยให้เข้าที่ขณะนั่งห้อยขาริมเตียง บุรินทร์ขยับลุกขึ้นนั่งซ้อนหลัง โน้มใบหน้าจุมพิตต้นคอหอมกรุ่นพร้อมสูดกลิ่นหอมเข้าปอดฟอดใหญ่

“ไม่เห็นจะเหม็นเลย หอมออก” คางสากเกยกับไหล่มน โอบรอบเอวคอดพร้อมกับรั้งเข้ามาแนบชิดกับแผ่นอกเปลือยเปล่าของตนเอง “และอีกอย่าง ถ้าหิวคุณกินผมแทนข้าวก็ได้นะ อิ่มเหมือนกัน”

คำพูดสองแง่สองง่ามทำเอาคนตัวเล็กต้องตวัดค้อน บุรินทร์ยิ้มกริ่มก่อนจะฝังจมูกโด่งลงบนแก้มหอมแรงๆ อย่างมันเขี้ยว

“อาบน้ำก่อนนะ เดี๋ยวผมจะทำอาหารรอ”

คราวนี้พิชชาภรณ์หันมามองเขาอย่างไม่เชื่อสายตา เพลย์บอยตัวพ่อเอ่ยปากว่าจะทำอาหารให้เธอกิน และพอเห็นดังนั้นบุรินทร์ก็ยักคิ้วให้ ก่อนจะหันหลังลงจากเตียง หยิบเสื้อยืดสีขาวในตู้มาสวมแล้วเดินลิ่วออกจากห้องไป

 

ภาพร่างสูงในชุดเสื้อยืดสีขาวและกางเกงบ็อกเซอร์ตัวเดียวยืนทำอาหารอยู่หน้าเตาทำให้คนที่เพิ่งเปิดประตูออกจากห้องมาอดแปลกใจไม่น้อยกับท่าทางหยิบจับเครื่องปรุงอย่างชำนิชำนาญราวกับเขาทำมันจนเป็นเรื่องปกติ กลิ่นหอมฉุยของเบคอนทอดทำให้หญิงสาวอดที่จะสูดเข้าปอดลึกไม่ได้ เธอคิดว่าเธอรู้จักเขาดี แต่สำหรับภาพตรงหน้าเธอแทบจะไม่รู้จักด้านนี้ของเขามาก่อนเลย หรือว่าเธอควรจะถือโอกาสนี้ศึกษาเขาจากตัวตนจริงๆ ของเขาไปด้วย

“ฉันไม่ยักรู้ว่าคุณทำอาหารเป็น”

ร่างสมส่วนเท้าแขนกับเคาน์เตอร์หน้าครัวที่เขาจับจองอยู่ จานอาหารสองใบที่มีไข่ดาวรูปหัวใจถูกวางลงบนโต๊ะเล็กๆ รอการเติมเต็มจากเบคอนและไส้กรอก

“อย่าเชื่อแต่บทสัมภาษณ์ที่ผมสร้างภาพไว้สิครับสุดสวย” ร่างสูงยักคิ้วล้อ เขาเดาว่าเธอรู้ข้อมูลเกี่ยวกับเขาไม่น้อย บทเพลงและสเต๊กเนื้อแกะจากนิวซีแลนด์เมื่อคืนเป็นเครื่องพิสูจน์ได้ดี “อ้อ! แล้วก็จากบรรดาสาวๆ ที่คุณไปหาข้อมูลมาด้วย”

“คุณรู้ได้ยังไงคะ”

พิชชาภรณ์ถามกลับพลางเท้าคางรอคำตอบอย่างสนใจ เธอไม่คิดที่จะปิดบัง เมื่อเขารู้เธอก็ไม่จำเป็นต้องโกหกเพื่อให้เขารู้สึกอยากเอาชนะเหมือนนักล่าทั่วไป ที่เมื่อเจอเรื่องปิดบังก็มักจะทำทุกวิถีทางเพื่อให้เหยื่อคายความลับ แต่ไม่ใช่สำหรับเธอ นักล่าบางครั้งก็ไม่ชอบเรื่องหยุมหยิม และการเผชิญหน้ายอมรับความจริงก็เท่ากับการตอบโต้ และนั่นทำให้นักล่ารู้สึกดีกว่าตะครุบเหยื่อได้ง่ายๆ ที่สำคัญคือเธอไม่ใช่เหยื่อ เขาต่างหากที่เป็นเหยื่อ

sense

“ไม่จริงหรอก คุณโกหก” ร่างเล็กย่นจมูกบอกให้รู้ว่าเธอเสแสร้งทำมัน บุรินทร์หัวเราะเบาๆ พร้อมส่งสายตากรุ้มกริ่มมาให้ ร่างสูงที่มีตะหลิวอยู่ในมือข้างหนึ่งเอนเข้าไปกระซิบบอกบางอย่างเสียงแผ่ว

“สาวๆ เขารู้ดีว่าผมชอบอะไร และเมื่อคืนคุณก็...ทำมันแทบจะทุกอย่าง” พูดจบก็ฉวยโอกาสจุมพิตที่แก้มนุ่มหนึ่งทีก่อนจะขยิบตาให้อีกเล็กน้อยเป็นการตบท้าย

หลังจากอาหารมื้อเช้าในเวลาเกือบเที่ยงวันผ่านพ้น พิชชาภรณ์ก็อาสาเป็นคนเก็บโต๊ะตอบแทนที่ชายหนุ่มทำอาหารให้เธอกิน โดยไล่บุรินทร์ให้ออกจากครัวอันเป็นสถานที่ซึ่งใช้เป็นฉากประกอบละครบทต่อไปที่เธอจะแสดง ร่างบางหมุนซ้ายหมุนขวาสำรวจรอบกายอีกครั้งเมื่อทุกอย่างที่เธอเตรียมไว้ในกระเป๋าถือใบเล็กถูกนำมาวางประกอบฉากได้อย่างแนบเนียน ก่อนจะทำทีเป็นเช็ดจานที่ล้างเสร็จเมื่อหางตาแอบเห็นเป้าหมายกำลังเดินออกมาจากห้องนอน

ร่างสูงในเสื้อผ้าชุดใหม่ยืนพิงกายกับเคาน์เตอร์บาร์ ยกมือขึ้นกอดอกมองร่างบางที่กำลังหยิบจับข้าวของในครัวของเขาด้วยท่าทางสบายๆ อย่างเพลิดเพลิน โดยเฉพาะชุดที่เธอสวมใส่ เสื้อเชิ้ตแขนยาวสีขาวของเขาที่ชายเสื้อยาวเลยมาปิดจนเกือบถึงเข่าและกางเกงขาสั้นที่เขาเดาว่าเธอแอบหยิบออกมาจากตู้นั้นช่างทำให้เรียวขาขาวผ่องที่โผล่พ้นชายเสื้อน่ามองจนไม่อาจละสายตาได้

เสื้อตัวสวยที่เธอสวมพลิ้วไหวโปร่งแสงจนเห็นได้ชัดว่าด้านในนั้นปราศจากอาภรณ์ป้องกัน หัวใจคนมองเต้นไม่เป็นส่ำจนต้องย่างสามขุมเข้าไปประชิดแผ่นหลังบาง แขนแกร่งสวมกอดเธอจากด้านหลังพร้อมกับก้มลงสูดความหอมของเรือนผมเข้าปอดลึก

“ทำอะไรอยู่ครับ”

มือใหญ่รัดเอวบางเข้ามาแนบชิด พิชชาภรณ์ยิ้มที่มุมปากก่อนจะค่อยคลี่ยิ้มหวาน วางจานที่เพิ่งเช็ดเสร็จเรียบร้อยลงบนชั้นและทำทีเป็นหยิบแก้วน้ำขึ้นจิบ มืออีกข้างหยิบของที่เธอเตรียมไว้ขึ้นมาแกะและส่งมันเข้าปากก่อนจะวางลงดังเดิมในบริเวณที่เขาจะเห็นมันได้เต็มตา

แผงยาสี่เหลี่ยมผืนผ้าขนาดบรรจุยี่สิบแปดเม็ดถูกมือหนาหยิบขึ้นมาพลิกมองด้วยความฉงน อักษรภาษาอังกฤษสีเขียวที่ปรากฏบนกระดาษฟอยล์ยิ่งทำให้เรียวคิ้วเข้มขมวดมุ่น ‘Contraceptive’

“นี่มันอะไรกัน เพลง” เสียงเข้มกระด้างถาม คนในอ้อมแขนแกล้งสะดุ้งตกใจได้อย่างแนบเนียน เรียวปากสวยกระตุกยิ้มเล็กน้อยก่อนจะเปลี่ยนเป็นสั่นระริกเหมือนหวาดหวั่นกับท่าทางของคนข้างๆ นักวางแผนสาวหมุนกายกลับมามองร่างสูงอย่างกล้าๆ กลัวๆ

“ก็ยะ...ยาคุมไงคะ” เสียงที่เอ่ยตอบสั่นไหว หลุบตาลงต่ำเหมือนเด็กทำความผิดแล้วถูกจับได้ ทั้งที่ใจจริงอยากจะมองหน้าเขาใจจะขาด อยากรู้ว่าเขาจะมีปฏิกิริยาเช่นใดเมื่อเห็นสิ่งที่เธอเตรียมไว้

หลังจากที่ตอบคำถามออกไปเกือบหนึ่งนาทีเต็มๆ ความเงียบคือสิ่งที่เธอได้รับ มุมปากสวยกดลึกก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองเขาอีกครา ดวงตากลมใสทอประกายที่บ่งบอกความรู้สึกผิดจนคนมองใจอ่อนยวบ

“คุณก็รู้ว่าเมื่อคืนเราไม่ได้ป้องกันกันเลย ถ้าวันหนึ่งที่เราต้องเลิกกัน...” เสียงหวานเบาหวิว หญิงสาวแกล้งเมินหน้าไปทางอื่นเหมือนกลั้นใจพูดอะไรบางอย่างที่เธอเองก็สะเทือนใจจนไม่อาจมองหน้าเขาได้ “ฉันไม่อยากผูกมัดคุณด้วยความผิดพลาด”

ดวงตากลมโตช้อนมองอีกฝ่ายเล็กน้อยหลังจากที่ปล่อยหมัดซ้ายหมัดขวาออกไปจนเขาเริ่มมึนงง หมัดฮุกหมัดสุดท้ายถูกปล่อยตามไปหวังน็อกเขากลางอากาศ

“คุณโกรธฉันหรือเปล่าคะ”

เสียงหวานปนเศร้าทำให้คนฟังได้สติ ดวงตาคมเหลือบมองแผงยานั้นอีกครั้งเมื่อเขาสะกิดใจในบางอย่าง ก่อนจะวกกลับมาที่ดวงหน้าหวานเศร้าสร้อย ริมฝีปากสวยนั้นซีดเซียวอาจเพราะตกใจกับเสียงของเขาก็เป็นได้บุรินทร์คิดพลางรวบร่างเล็กเข้ามากอดแนบอกพลางเอ่ย

“ไม่ใช่อย่างนั้นที่รัก ผมแค่แปลกใจที่คุณกินมัน”

ใช่ เขาแปลกใจที่เธอกินมัน ยาคุมแบบยี่สิบแปดเม็ดไม่ใช่สิ่งที่หญิงสาวที่เพิ่งเสียพรหมจรรย์ไปเมื่อคืนจะกินกัน แต่ยังไม่ทันจะได้เอ่ยคำใด ร่างบอบบางก็จู่โจมต่อด้วยเสียงเศร้าสร้อยและท่าทางน่าสงสารต่างจากหญิงสาวช่างยั่วเมื่อคืนราวกับคนละคน

“ฉันไม่อยากให้เรามีปัญหากันทีหลังเมื่อถึงวันนั้น ฉันรู้ว่าคุณยังไม่พร้อม” แต่ฉันพร้อม ประโยคท้ายเธอเก็บไว้ในใจไม่ยอมพูดมันออกมา “คุณอย่าโกรธเพลงนะคะ”

“ผมจะโกรธคุณได้ยังไงล่ะ ต่อไปผมจะระวังนะครับ” ริมฝีปากอุ่นประทับบนหน้าผากมนอย่างแผ่วเบาเพื่อเพิ่มความมั่นใจว่าเขาจะไม่โกรธเธอ

“ไม่เป็นไรหรอกค่ะ เพลงป้องกันคนเดียวก็ได้” เสียงอู้อี้เอ่ยกับแผ่นอกกว้างหวังใช้มันแสดงความจริงใจที่เธอแสร้งให้เห็นว่ามีมัน และนั่นก็ทำให้วงแขนแข็งแรงกระชับมั่นยิ่งขึ้นเมื่อเธอพูดจบ

“ผมจะไม่ยอมปล่อยให้คุณต้องรับผิดชอบเพียงคนเดียว เราจะทำมันด้วยกัน” บุรินทร์เอ่ยย้ำ

เพียงแค่นั้นใบหน้าหวานเกลือกแก้มกับแผ่นอกกว้างอย่างออดอ้อน รอยยิ้มสมใจแต้มที่มุมปากในระดับสายตาที่เขาไม่มีทางได้เห็น

เสร็จแผนนี้ก็ตามด้วยแผนการขั้นต่อไปสินะ

 

เมื่อสิบนาทีก่อน

ทำไมเจ๊รับโทรศัพท์ช้าจังเสียงของคนรอถามขึ้นทันทีที่ปลายสายมีคนกดรับ ปกรณ์ที่เพิ่งอาบน้ำเสร็จถอนใจอย่างเบื่อหน่าย

ฉันก็อาบน้ำอยู่น่ะสิ ไม่ได้มีเวลาสแตนด์บายให้แกตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมงหรอกนะ

สายป่านนี้เจ๊เพิ่งอาบน้ำเหรอคะ

แล้วสายป่านนี้แกเพิ่งโทร.มารายงานฉันหลังจากที่หายไปกับเขาทั้งคืน โดยปล่อยให้ฉันนั่งเป็นห่วงอยู่คนเดียวค่อนคืนอย่างนั้นหรือยะเมื่อโดนถามเหมือนตำหนิ ผู้จัดการดาราคนเก่งจึงย้อนกลับไปทันใด แต่เพราะเป็นห่วงอีกฝ่ายมากนั่นเอง

หนูขอโทษค่ะน้ำเสียงสำนึกผิดทำให้คนย้อนต้องรีบเปลี่ยนเรื่องโดยพลัน

ช่างเถอะๆ ว่าแต่เป็นยังไงบ้าง แผนสำเร็จมั้ย

เรียบร้อยค่ะ เดี๋ยววันนี้เจ๊ช่วยเตรียมตั๋วเครื่องบินไปอเมริกา เดินทางอาทิตย์หน้าให้หนูหน่อยนะคะ แล้วก็เอาเช็คที่เขาเคยให้เจ๊ไปให้หนูด้วย หนูจะไปหาเจ๊ที่ร้านเธอรายงานพร้อมกับเข้าประเด็นที่โทร.ในทันที ด้วยเกรงว่าชายหนุ่มที่เข้าไปอาบน้ำจะออกมาเสียก่อน

ได้ๆ ว่าแต่ทำไมต้องจองตั๋วแล้วเดินทางอาทิตย์หน้า แกท้องแล้วเหรอปลายเสียงถามออกไปด้วยความสงสัย ถึงเขาจะเป็นผู้ชายที่อยากเป็นผู้หญิง แต่เรื่องพวกนี้เขาก็พอรู้มาบ้างว่ามันไม่ได้ติดกันง่ายๆ

ยังค่ะ แล้วหนูจะเล่าให้ฟังที่ร้านนะ เจ๊อย่าลืมที่เราเตี๊ยมกันไว้นะคะท้ายประโยคเธอย้ำถึงแผนการแสดงละครฉากใหญ่ของวัน

รู้แล้วน่า

แล้วเจอกันค่ะ

ขณะเดียวกันภายในห้องนอนของนักธุรกิจหนุ่ม ร่างสูงที่มีผ้าขนหนูสีขาวสะอาดพันอยู่รอบเอวสอบอวดแผ่นอกเปลือยเปล่าและร่องรอยบางอย่างที่คนอาสาล้างจานด้านนอกทิ้งไว้กำลังคุยโทรศัพท์กับคนของตัวเองหน้าเครียด

จัดการตามที่สั่งด้วย

 

“ผมชอบที่คุณแทนตัวเองอย่างนี้จัง” เสียงทุ้มพูดชิดเรือนผมหอม คนตัวเล็กเงยหน้าขึ้นมองด้วยแววตาสงสัยเร่งเร้าให้เขาเฉลย “ต่อไปแทนตัวกับผมอย่างนี้นะ”

“เพลงน่ะหรือคะ” เสียงหวานแกล้งทำเป็นไม่รู้เรื่อง ดวงตากลมโตฉายแววสดใสเมื่อเขายิ้มตอบ “ตกลงค่ะ”

“น่ารักจัง ส่งเข้านอนอีกสักรอบดีมั้ยเนี่ย” คนมันเขี้ยวก้มลงจุมพิตที่แก้มนวลหนักๆ ทั้งซ้ายและขวาอย่างแกล้งๆ พิชชาภรณ์หัวเราะเสียงใส

“ไม่ดีค่ะ เพราะวันนี้คุณต้องพาเพลงออกไปทำธุระข้างนอก”

เรียวคิ้วเข้มเลิกขึ้นมองดวงตาสีน้ำตาลที่จ้องมาอย่างรอคอย

“ข้างนอกเหรอ”

“ค่ะ เพลงต้องไปทำธุระ คุณพาเพลงไปหน่อยนะ เพลงขับรถไม่ไหว” เสียงออดอ้อนในตอนท้ายกับประโยค ขับรถไม่ไหว ของเธอทำให้ร่างสูงรู้สึกคึกคักเป็นพิเศษ ยิ่งอ้อนด้วยเสียงหวานๆ ยิ่งทำให้ริมฝีปากหยักแห้งลงด้วยแรงปรารถนา “นะคะ”

“ตกลงครับ”

“คุณน่ารักจัง” หญิงสาวย้อนประโยคของเขาล้อๆ ก่อนจะเขย่งเท้าขึ้นจุมพิตที่ปลายคางสาก

“ถ้าผมเปลี่ยนใจไม่ออกไปข้างนอกแล้วจะทำยังไง” คนถูกจูบคางแกล้งตีหน้าขรึมพร้อมขู่เสียงเข้ม แต่คนตัวเล็กกลับยิ้มยั่วพูดว่าไม่กลัว อย่างท้าทาย เลยได้จุมพิตหนักๆ อีกทีข้อหาทำให้เขาใจสั่นทั้งๆ ที่เพิ่งตักตวงความสุขจากร่างเล็กไปเมื่อไม่กี่ชั่วโมงที่แล้ว

จุมพิตเร่าร้อนนั้นค่อยๆ บรรจงละเลียดเพื่อเฝ้ารอจังหวะให้ร่างงามเผยอริมฝีปากให้เขาสามารถแทรกเรียวลิ้นเข้าไปสำรวจความหอมหวานที่ไม่ว่าจะจูบมากี่ครั้งเขาก็หลงมัวเมามันอย่างถอนตัวไม่ขึ้น แรงจุมพิตทวีความหนักหน่วงเพิ่มมากขึ้นเมื่อเธอเปิดโอกาสให้เขาได้สัมผัสตัวตน ลิ้นร้อนเกี่ยวกระหวัดอีกฝ่ายอย่างมีชั้นเชิง โดยที่มือทั้งสองเริ่มลูบไล้แผ่นหลังบางภายใต้เสื้อเชิ้ตเนื้อดีก่อนจะวกกลับมาด้านหน้าเพื่อสัมผัสเนื้อแท้ที่เขารู้แล้วว่ามันไร้ปราการป้องกันใดๆ

“อืม...แดนคะ เราอยู่ในครัวนะคะ”

เสียงหวานร้องท้วงเมื่อจมูกโด่งและริมฝีปากไล้ไปประทับไอร้อนที่ลำคอละหง และมีทีท่าว่าจะเรื่อยต่ำลงไปกว่านั้นหากเธอไม่ท้วงไว้

“ขอชื่นใจนิดเดียวเอง” คนชื่นใจนิดเดียวคลึงหน้าอกอวบหยุ่นเบาๆ ตลอดเวลาที่เงยหน้าขึ้นมาสบดวงตาคู่สวยที่ตอนนี้ปรือฉ่ำด้วยฤทธิ์แรงเสน่หาที่เขาสร้างขึ้น บุรินทร์กดริมฝีปากที่เรียวปากเจ่อตรงหน้าเบาๆ อีกครั้งอย่างอ้อยอิ่ง

“ไม่นิดแล้วค่ะ เยอะแล้ว” พิชชาภรณ์ค้อนทั้งปากและตาแม้ว่าร่างกายจะโอนอ่อนไปกับสัมผัสของเขามากเพียงใดก็ตาม บุรินทร์หัวเราะหึๆ ในลำคอก่อนจะก้มลงปิดปากช่างเจรจานั้นอีกหน




ฝากติดตามนิยายเรื่องอื่นๆ ด้วยนะคะ 





ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 9 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

86 ความคิดเห็น