ร้ายกว่ารัก

ตอนที่ 1 : บทที่ 1 มันแค่เริ่มต้น

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 3,135
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 10 ครั้ง
    25 ส.ค. 63


บทที่ 1 มันแค่เริ่มต้น

ความร้อนระอุของเวลาเที่ยงวันกลางเดือนพฤษภาคมทำให้ผู้คนไม่น้อยเลือกที่จะมาอาศัยหลบแดดหาความเย็นจากเครื่องปรับอากาศภายในร้านกาแฟสไตล์วินเทจที่มีบรรยากาศร่มรื่น ซึ่งมีเจ้าของเป็นชายหนุ่มหัวใจสาวที่เปิดร้านนี้ขึ้นเพื่อเป็นอาชีพเสริม นอกจากงานหลักคือเป็นผู้จัดการคิวงานให้กับนักร้องนักแสดงรวมถึงนางแบบและนายแบบในวงการบันเทิง โดยได้ร่วมหุ้นกับเพื่อนสาวคนสนิทผู้มีอาชีพหลักเป็นที่ปรึกษาการวางแผนให้กับบริษัทอสังหาริมทรัพย์ชื่อดัง ส่วนอาชีพรองนั่นคือเปิดร้านขายของที่ระลึกอยู่ที่จังหวัดลำพูน

โต๊ะด้านในสุดติดกระจกใสบานใหญ่ซึ่งคั่นกลางระหว่างระเบียงไม้ยกพื้นสูงกับตัวร้านให้แยกออกจากกันเป็นที่หมายของชายหนุ่มผู้เป็นเจ้าของร้าน ปกรณ์ ตันตระกูล เดินหน้าง้ำขณะที่สองมือใหญ่ยกเครื่องดื่มมาเสิร์ฟลูกค้าสาวที่กำลังก้มหน้าก้มตาอ่านนิตยสารรายปักษ์ด้วยความตั้งอกตั้งใจราวกับกำลังเตรียมสอบก็ไม่ปาน

เสียงวางแก้วเครื่องดื่มตามแรงอารมณ์ทำให้หญิงสาวผู้เป็นถึงลูกค้าระดับวีไอพีในความรู้สึกของชายหนุ่มเงยหน้าขึ้นฉีกยิ้มโชว์ฟันเรียงสวยรับ ดวงหน้านั้นขาวเนียน ดวงตากลมหวานใสถูกคั่นกลางด้วยจมูกโด่ง รับกับริมฝีปากบางที่ยามเผลอใช้ความคิดเจ้าตัวมักจะชอบขบริมฝีปากล่างไว้จนติดเป็นนิสัย เรียวคิ้วโก่งสวยได้รูปกับแพขนตางามงอน ทำให้คนที่พบเห็นอดที่จะอิจฉาในความลงตัวอย่างสมบูรณ์แบบนี้ไม่ได้

“ขอบคุณนะคะเจ๊” เสียงหวานเอ่ยประจบพลางยกแก้วเครื่องดื่มสีขาวขุ่นขึ้นจิบด้วยท่าทางไร้เดียงสา เจ้าของร้านจึงได้ค้อนปะหลับปะเหลือกให้เป็นของแถม

“ย่ะ แม่หุ้นส่วนใหญ่ แค่น้ำแก้วเดียวหล่อนก็ยังไม่มีปัญญาจะยกมากินเองเลยนะยะ”

“โธ่! เจ๊ ยังไงเจ๊ก็ต้องมานั่งกับหนูอยู่แล้วนี่นา เสิร์ฟนิดเสิร์ฟหน่อยทำบ่นไปได้” เมื่อโดนค้อน หุ้นส่วนใหญ่ก็แกล้งทำเป็นค้อนกลับอย่างแง่งอน จนคนโดนค้อนกลับอดที่จะหัวเราะกับท่าทีขี้เล่นของเธอไม่ได้ แล้วชายหนุ่มใจสาวก็ทรุดตัวลงนั่งข้างๆ อย่างที่เธอว่าไว้ไม่มีผิด

พิชชาภรณ์ ปิยะวรนันท์ เป็นหุ้นส่วนครึ่งหนึ่งของร้านกาแฟแห่งนี้ก็จริง แต่หญิงสาวกลับไม่ค่อยได้ลงมาดูกิจการที่นี่มากนัก เนื่องจากต้องคอยดูแลครอบครัวและร้านขายของที่ระลึกที่จังหวัดลำพูน ทำให้พนักงานบางคนของร้านคิดว่าเธอเป็นเพียงลูกค้าธรรมดา

ร่างบางในชุดเสื้อยืดสีโอลด์โรสปาดคอกว้างโชว์ไหล่เนียนข้างเดียวอย่างมีสไตล์กับกางเกงยีนขาสั้นแค่หน้าขาอวดเรียวขาขาวจนเป็นที่อิจฉาของผู้พบเห็นยักไหล่แลบลิ้นให้อีกฝ่ายอย่างทะเล้น ขณะที่ปกรณ์ย่นจมูกตอบกลับเพียงนิดแล้วเบนสายตาไปทางระเบียงด้านนอกของร้านซึ่งจัดไว้สำหรับลูกค้าที่ต้องการใกล้ชิดกับธรรมชาติ บริเวณนั้นเป็นชานไม้ยกพื้นสูง มีลูกค้าหลายคนจับจองเป็นที่นั่งพักระหว่างวันแม้ว่าอากาศของเมืองหลวงจะร้อนระอุแต่จามจุรีต้นใหญ่ที่แผ่กิ่งก้านสาขามาปกคลุมก็ช่วยบดบังไอแดดจนเหลือเพียงบรรยากาศร่มรื่นเย็นสบายซึ่งหาได้น้อยนักในเวลาที่พระอาทิตย์อยู่ตั้งมุมเก้าสิบองศากับพื้นโลก

“แล้วนี่ทำไมถึงได้ลงมาหาฉันแบบไม่บอกไม่กล่าวอย่างนี้ล่ะ” เสียงทุ้มที่พยายามบีบให้เล็กแหลมเอ่ยถามขึ้นด้วยความสงสัย คนที่ลงมาหาแบบไม่บอกไม่กล่าวเงยหน้าขึ้นส่งยิ้มบางๆ ให้ก่อนตอบ

“เบื่อๆ น่ะค่ะ เลยลงมาหา”

“ฉันเดาว่าคงไม่ใช่แค่เบื่อ”

ปกรณ์หันกลับมาถามอย่างรู้ใจ เพราะผู้หญิงอย่างพิชชาภรณ์หากลองได้เอ่ยคำว่าเบื่ออะไรสักอย่างแล้วละก็ เธอจะไม่มีวันหันกลับไปให้ความสนใจมันอีกเลยหรือเรียกอีกอย่างว่ ถูกเขี่ยออกจากสารบบไปเลย และการที่พิชชาภรณ์บอกว่าเบื่อที่มาพร้อมใบหน้าม่อยลงอย่างเห็นได้ชัดนี่ นั่นย่อมหมายความว่ามีเรื่องอะไรบางอย่างที่ไม่สามารถเขี่ยออกไปจากสารบบได้

“หนูก็เบื่อไปหมดนั่นละค่ะ ทั้งคุณพ่อคุณแม่ คุณปู่คุณย่า คุณตาคุณยาย งานที่ร้าน แล้วก็บรรยากาศเดิมๆ ก็เลยลงมาหาเจ๊ไงคะ” ร่ายสมาชิกในครอบครัวครบจบก็แนบหน้าลงซบไหล่อีกฝ่ายอย่างออดอ้อน

แต่ปกรณ์ผู้มีจิตใจเป็นหญิงร้อยเปอร์เซ็นต์รีบชักแขนออกอย่างรวดเร็วพลางส่งค้อนให้อีกที ข้อหาทำเขาผื่นขึ้น เพราะจิตใจเอนเอียงไปเรียบร้อยแล้ว ต่อให้อดีตดาวมหาวิทยาลัยอย่างคนข้างๆ มาฉุดก็ไม่มีวันเปลี่ยนใจกลับไปมาดแมนสมชายชาตรีได้อย่างเด็ดขาด

“โดนบ่นหรือยังไง” ชายหนุ่มเดา แต่คนตัวเล็กส่ายหน้าพลางคิดไปถึงบุคคลที่เธอเพิ่งจากมา

บ้านของพิชชาภรณ์เป็นข้าราชการกันเกือบทั้งบ้าน ตั้งแต่รุ่นคุณปู่ ยกเว้นอยู่เพียงคนเดียวก็คือทายาทของปิยะวรนันท์ซึ่งกำลังนั่งอยู่ตรงหน้าเขานี่เอง โดยพิชชาภรณ์ให้เหตุผลว่าไม่อยากเข้าไปทำงานเช้าชามเย็นชามให้เปลืองงบประมาณของรัฐฯ เล่น

หลังจากเกษียณอายุราชการทั้งปู่ย่าตายายและบิดามารดาก็รวมตัวกันเป็นครอบครัวใหญ่ หลานสาว หรือลูกสาวคนเดียวของบ้านจึงต้องรับหน้าที่ดูแลผู้อาวุโสทั้งหก เนื่องจากบิดามารดาต่างก็เป็นลูกโทนด้วยกันทั้งคู่ สุดท้ายหน้าที่ของทายาทเพียงคนเดียวที่ต้องดูแลและสืบทอดวงศ์ตระกูลจึงตกเป็นของเธออย่างไม่ต้องสงสัย

ทั้งพันธุกรรมทางบ้านของบิดามารดาต่างก็มีความเป็นไปได้ที่จะได้ลูกแฝดด้วยกันทั้งคู่ ทั้งย่าและยายที่เป็นเพื่อนสนิทกันจึงพร้อมใจมีลูกแค่คนเดียวเพราะอ้างว่าดีกว่ามีสามคน เมื่อบิดามารดาของเธอที่ถูกจับแต่งงานกันในเวลาต่อมาก็ใช้เหตุผลเช่นเดียวกันนี้ว่า

มีคนเดียวดีกว่า...ไม่อยากได้ลูกแฝด

สุดท้ายพิชชาภรณ์ก็ถูกเลี้ยงมาท่ามกลางการประคบประหงมของเหล่าผู้อาวุโสทั้งหก ตามที่ปกรณ์แอบตั้งฉายาให้อย่างลับๆ

“หรือว่าถูกบังคับให้ไปสอบเป็นครูที่ไหนอีก”

ด้วยค่านิยมของคนต่างจังหวัดต่อระบบราชการยังมีอยู่มากจึงไม่ใช่เรื่องยากที่ปกรณ์จะคาดเดาเช่นนั้น แต่คนไม่อยากเป็นครูเบ้ปากจะร้องไห้ อาชีพที่ต้องไปรบรากับเด็ก...ตัวเล็กๆ ยังพอว่า แต่ถ้าเฮี้ยวแบบพวกประถมฯ ปลายหรือมัธยมฯ เธอคงอกแตกตายแน่ ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมคุณครูที่สอนระดับมัธยมฯ ถึงได้ดูน่าเกรงขามทั้งวัยวุฒิ คุณวุฒิ และปัญญาวุฒิขนาดนั้น

“แหม! เจ๊ล้อเล่น” ปกรณ์ลากเสียงยาวปลอบใจเพื่อนสาวที่ยกให้เขาเป็นพี่สาว เพราะอีกฝ่ายหวาดกลัวอาชีพนี้จริงๆ

“มันไม่ใช่เรื่องงานหรอกค่ะ เพราะตอนนี้อะไรๆ ก็อยู่ตัวแล้ว ลงทุนกับไอ้เอกก็ได้ผลกำไรดี ร้านที่ลำพูนและสวนส้มก็ทำรายได้โอเค แค่ไม่มีสวัสดิการเหมือนพวกข้าราชการเท่านั้น” พิชชาภรณ์เล่าถึงงานบริษัทที่ลงทุนกับเป็นเอกเพื่อนสนิทในกลุ่มซึ่งเธอนั่งดำรงตำแหน่งที่ปรึกษาด้านการวางแผน และกิจการของครอบครัวที่ลำพูนซึ่งค่อนข้างไปได้ดีทีเดียว แต่ติดอยู่ก็แค่เรื่องที่ทำให้เธอต้องหนีลงมากรุงเทพฯ ในครั้งนี้ นึกถึงแล้วก็ถอนหายใจยาวก่อนจะว่าต่อ “แต่ตอนนี้หนูมีปัญหาใหม่ที่ใหญ่กว่าเดิม”

“ไม่ใช่เรื่องงาน แต่เป็นปัญหาใหม่ที่ใหญ่กว่าเดิม?” ปกรณ์ทวนประโยคนั้นช้าๆ คิ้วเข้มขมวดเข้าหากันยุ่งพร้อมกับเหล่ตามองคนพูดอย่างไม่ไว้วางใจ “ปัญหาอะไรยะ อย่างบ้านหล่อนนี่ยังมีปัญหาอะไรอีกเหรอ หรือว่า...” เขาถามลองเชิงก่อนจะร้องออกมาอย่างตกใจเมื่อคิดว่าคงเหลือเพียงเรื่องเดียวเท่านั้นแล้วที่เป็นเรื่องใหญ่สำหรับคนตรงหน้า “แต่งงาน!

“เฮ้อ!” พิชชาภรณ์ถอนหายใจยาวอย่างหนักใจเป็นคำรบสองกับการเดาของปกรณ์ที่มันถูกต้องแม่นยำราวกับตาเห็น

“ต๊าย! บุญบาปนี่ฉันพูดถูกหรือยะ”

แทนคำตอบใบหน้าหวานภายใต้ผมยาวสีเข้มถึงกลางหลังพยักรับพร้อมกับขบริมฝีปากแน่น แต่คนถามกลับเห็นเป็นเรื่องตลกอย่างหาที่สุดมิได้จึงหัวเราะออกมาอย่างขบขัน

“ถ้าอย่างนั้นก็เอาไว้เดี๋ยวสักสามสิบห้า ถ้ายังไม่มีใครเอาเธอ เราสองคนค่อยมาแต่งกันเองก็ได้ แต่ว่าฉันไม่ทำการบ้านหรอกนะ บอกไว้ก่อน” ร่างสูงจีบปากจีบคอพูดอย่างนึกสนุก ด้วยรู้ว่าอีกฝ่ายเกลียดกลัวการใช้ชีวิตคู่เป็นที่สุด ทั้งๆ ที่ครอบครัวก็ออกจะอบอุ่นจนพิชชาภรณ์เคยออกปากว่า อบอุ่นมากจนหนูร้อนเหงื่อท่วมแล้ว

คนฟังเบ้ปากพลางปิดนิตยสารที่กำลังอ่านลงอย่างกระแทกกระทั้น ไม่นึกสนุกไปกับคนพูดแม้แต่น้อย เพราะคำพูดของเขาจี้ใจดำเธอเต็มๆ เลยนี่นา โดยเฉพาะคำว่า ไม่มีใครเอา

ปกรณ์รู้ดีว่าเพื่อนสาวของตนนั้นโสดชนิดที่เรียกได้ว่าตั้งแต่เกิดมาจนอายุจะสามสิบในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้าก็ยังไม่เคยมีคำว่า แฟน เข้ามาเฉียดใกล้เลยแม้แต่นิดเดียว ฉะนั้น คำว่า แต่งงาน ก็ยิ่งไม่มีทางเป็นไปได้อย่างเด็ดขาด

“เจ๊ก็พูดได้สิ หนูจะสามสิบแล้วนะ”

หญิงสาวบ่นอุบถึงตัวเลขที่เพิ่มขึ้นตามวัย ทั้งที่เธอไม่ใช่ผู้หญิงหน้าตาขี้ริ้วขี้เหร่ ติดจะสวยกว่าดาราบางคนเสียด้วยซ้ำ แต่ไม่เคยเลยที่จะมีผู้ชายหน้าไหนมาขายขนมจีบอย่างเพื่อนคนอื่นๆ จนแล้วจนรอดก็เหลือเพียงเธอ ปกรณ์ และปณาลี เพื่อนในกลุ่มอีกคนเท่านั้นที่ยังนั่งครองตัวเป็นโสดอยู่บนคานทองนิเวศแบบนี้ ปกรณ์นั้นดีหน่อยที่ไม่ต้องห่วงเรื่องอายุ แถมยังสามารถครองตัวเป็นโสดได้โดยไม่ต้องสนใจเสียงรอบข้างด้วย แต่เธอนี่สิ เกือบจะสามสิบอยู่แล้ว แต่ยังไม่เคยมีผู้ชายคนไหนมาชายตาแลเลยสักคน คิดแล้วก็เจ็บจี๊ดในอก เธอเป็นถึงดาวมหาวิทยาลัยเชียวนะ

เสียงหัวเราะร่วนของเพื่อนชายใจสาวของพิชชาภรณ์ดังประกอบเป็นระยะๆ จนใบหน้าหวานงอง้ำอย่างขัดใจ มือใหญ่ตบลงบนหลังมือบางเบาๆ พลางเอ่ยปลอบ

“เอาน่า อยู่บนคานก็สบายดีออก จำไม่ได้หรือว่าเคยพูดอะไรไว้”

“จำได้”

คนจำได้ทำหน้าเมื่อย ไม่ใช่เธอกลัวว่าตัวเองจะขึ้นคาน เธอแอบคิดด้วยซ้ำไปว่าการใช้ชีวิตโสดแบบนี้ยังดีกว่าการที่จะต้องคอยห่วงหรือพะวงว่าอีกฝ่ายจะอยู่อย่างไร คิดอย่างไร แต่ที่น่าหนักใจตอนนี้ก็คือเธอเป็นลูกสาวคนเดียวและไม่มีทายาทมาสืบสกุลบิดานี่สิเป็นปัญหาที่บังคับให้เธอต้องหาใครสักคน แต่กว่าจะหาได้ กว่าจะแต่งงาน อู่ของเธอคงสึกจนไม่เหมาะแก่การมีเบบี๋อย่างแน่นอน และเมื่อถึงตอนนั้นนอกจากจะไม่ได้สิ่งที่ต้องการแล้วยังต้องมีใครก็ไม่รู้มานั่งปั้นจิ้มปั้นเจ๋ออยู่ข้างๆ อีก อี๋! แค่คิดก็ขนลุกแล้ว

คิดถึงจุดนี้มือเล็กก็ลูบต้นแขนของตัวเองอย่างอดไม่ไหว นี่แค่คิดเฉยๆ ยังขนลุกขนาดนี้ แล้วถ้าให้มีจริงๆ เธอขอกลั้นใจตายดีกว่า

“ถ้าอย่างนั้นก็เล่ามา” เห็นสีหน้าของเพื่อนก็รู้แน่ว่าอีกฝ่ายต้องการระบายความอัดอั้นตันใจ นางฟ้าผู้ใจดีจึงยอมสละเวลาเป็นกระโถนให้เพื่อนรักได้ระบายเป็นการชั่วคราว แม้ว่าหลังจากที่เอ่ยประโยคนั้นใบหน้าคมจะหันไปอีกทางก็ตามที

“ตอนนี้หนูตัดสินใจไม่ได้ว่าจะทำยังไงดี พวกคุณแม่อยากได้หลานไว้เลี้ยงแก้เหงา เมื่ออาทิตย์ก่อนพี่เซ ลูกพี่ลูกน้องของหนูพาเด็กๆ มาที่บ้าน พวกท่านดีใจมากเลยนะคะที่มีเด็กๆ มาร้องเรียกคุณย่าครับ คุณย่าขา” เสียงหวานบีบให้แหลมเล็กเหมือนเสียงเด็กขณะนึกถึงคำพูดที่ ต้นกล้า กับ ต้นแก้ว หลานชายหลานสาวตัวแสบเรียกเหล่าผู้อาวุโสทั้งหก

“แต่พอพี่เซกับพี่เอมพาเด็กๆ กลับเท่านั้นแหละ บ่นคิดถึงเช้า สาย บ่าย เย็น แถมพ่วงก่อนนอนอีกต่างหาก แล้วทุกอย่างก็มาลงที่หนูเมื่อคุณปู่เปรยขึ้นว่าอยากได้เหลน เจ๊ก็รู้ว่าหนูไม่อยากแต่งงาน แล้วหนูจะไปหาเหลนที่ไหนมาให้พวกท่านล่ะคะ”

หญิงสาวเล่าเรื่อยๆ พลางถอนหายใจอีกเฮือกใหญ่ เมื่อคิดถึงประโยคที่เศรษฐพงศ์และเอมอรตอบกลับมาเมื่อเธอโทรศัพท์ไปขอร้องให้พาเด็กๆ มาเที่ยวที่บ้านอีก

หนูเพลงก็แต่งงานสิครับ จะได้มีหลานไว้ให้พวกคุณยายเลี้ยง

“แถมพี่เซยังมาบอกให้หนูแต่งงานอีก เรื่องอะไร หนูอุตส่าห์โสดมาได้ตั้งเกือบสามสิบปีเชียวนะ จะให้ไปแต่งงานกับใครก็ไม่รู้ได้ยังไง เจ๊ว่าจริงมั้ย”

“ถ้าหล่อนไม่อยากแต่งงานขนาดนั้น หล่อนก็หาผู้ชายสักคนมาทำหลานให้ท่านเสียสิ” ปกรณ์ที่ฟังบ้างไม่ฟังบ้างเพราะมัวแต่สนใจหนุ่มน้อยหน้ามนลูกค้าของร้านบอกปัดไปอย่างไม่ใส่ใจในคำพูดของตัวเองมากนัก

แต่นั่นกลับทำให้หญิงสาวที่กำลังนั่งกลุ้มได้พบหนทางสว่างที่รออยู่เบื้องหน้า อาจจะแปลกประหลาดจนดูเหมือนโรคจิตไปสักหน่อยแต่มันก็น่าจะได้ผลที่ดีเกินคาดไม่ใช่หรือ ทำลูกไม่จำเป็นต้องแต่งงานก็ได้นี่นา แค่มีผู้ชายสักคน

“ขอบคุณค่ะเจ๊!

เสียงหวานร้องออกมาอย่างดีใจ เรียวแขนเล็กวาดโอบรอบลำคอแกร่งแล้วยื่นหน้าเข้าไปจุมพิตที่แก้มของอีกฝ่ายอย่างรวดเร็วฟอดใหญ่ จนปกรณ์อ้าปากค้างเมื่อโดนจู่โจมแบบไม่ทันตั้งตัว

แต่พอจะหันมาแฉ่งเสียให้สมกับที่ทำให้หนุ่มหน้ามนที่อุตส่าห์เล็งไว้ตื่น พิชชาภรณ์ก็ก้มหน้าก้มตาเปิดนิตยสารรายปักษ์บนโต๊ะอย่างเอาเป็นเอาตายทิ้งให้ปกรณ์ได้แต่ค้อนปะหลับปะเหลือกให้กับลมฟ้าและอากาศ

หากทว่าผ่านไปแค่สิบนาทีพิชชาภรณ์ก็ร้องเรียกด้วยน้ำเสียงตื่นเต้นขึ้นมาอีกคราจนเขาสะดุ้ง

“เจ๊! หนูเจอแล้ว”

สีหน้าและแววตายามลากปลายนิ้วไปตามตัวอักษรที่ปรากฏบนหน้านิตยสารกอสสิปรายปักษ์ชื่อดังชวนให้ถูกเรียกรู้สึกแปลกๆ โดยเฉพาะเมื่อริมฝีปากสีระเรื่อกระตุกยิ้มให้กับความคิดของตัวเอง

“เจออะไรย่ะหล่อน” ถามด้วยน้ำเสียงติดหงุดหงิดเพราะหนุ่มหน้ามนคนเดิมลุกขึ้นเดินหนีไปตกเสียงเรียกของหญิงสาว หมดกัน อุตส่าห์จ้องมาตั้งนาน

“เป้าหมายค่ะ”

“เป้าหมายอะไรกันยะ” ปกรณ์หันกลับมาถามด้วยความสนใจมากกว่าเมื่อครู่ ทั้งยื่นหน้าเข้าไปใกล้เพื่อดูสิ่งที่หญิงสาวกำลังให้ความสนอกสนใจ ดวงตาสีเข้มใต้กรอบแว่นสีดำไล่มองตามอักษรที่ปรากฏบนหน้ากระดาษ

‘บุรินทร์ ภักดีบุรมย์ นักธุรกิจรุ่นใหม่ไฟแรงของธุรกิจขนส่งติดอันดับโลก’

“ทำไม หนุ่มหล่อเริ่ดเพอร์เฟกต์ขนาดนี้...แกคิดจะจับเขาหรือไง" คนเดาเดาอย่างนึกสนุกด้วยมั่นใจว่าเพื่อนสาวไม่มีทางทำแบบนั้นอย่างแน่นอน เพราะหากพิชชาภรณ์ทำจริงคงไม่อยู่เป็นโสดมาจนถึงปูนนี้

ทว่าคำตอบที่ได้กลับทำให้ปกรณ์ตะลึงงันเมื่อ พิชชาภรณ์พิชชาภรณ์หันมาพยักหน้าตอบ

“ใช่ค่ะ”

ไม่เสียแรงที่เป็นเพื่อนกันมาหลายปี เดาความคิดของเธอเก่งจริงๆ พิชชาภรณ์นึกครึ้มในใจแล้วก็ฉีกยิ้มหวานขณะที่ดวงตากลมยังไม่ละไปจากภาพของชายหนุ่มสวมชุดสูทสีเข้มเบื้องหน้า

“นี่แหละผู้ชายที่จะมาเป็นต้นแบบของลูกหนู”

 

อีกฟากหนึ่งของเมืองหลวง ณ คอนโดมิเนียมสุดหรูที่มีแต่เหล่าเศรษฐีเท่านั้นมีสิทธิ์จับจองเป็นเจ้าของ ร่างสูงในชุดคลุมผ้าขนหนูสีเข้มตัวเดียวนั่งเอกเขนกอยู่บนโซฟาตัวใหญ่ มือข้างหนึ่งถือแก้วบรั่นดีหมุนเล่นไปมาขณะมองเรือนร่างอรชรของนางแบบสาวที่กำลังพยายามโน้มใบหน้าคลอเคลียอยู่กับแผ่นอกแกร่ง มือนุ่มลูบไล้หน้าอกกว้างนอกสาบเสื้อก่อนจะเลื่อนเข้าไปสัมผัสเนื้อแท้ที่อยู่ภายในตามรอยแยกของเสื้อคลุม ริมฝีปากบางเฉียบยกมุมขึ้นสูงเมื่อเธอเงยหน้าขึ้นมาจุมพิตคางสากของเขาเบาๆ

“วันนี้คุณไม่ไปทำงานหรือคะ”

เสียงหวานแหบพร่าเพราะอารมณ์ปรารถนากำลังเอ่อล้นเอ่ยถามชิดใบหูขาวพร้อมกับเป่าลมร้อนเพื่อกระตุ้นความกำหนัดให้อีกฝ่าย ริมฝีปากอิ่มขบเม้มเข้าที่ติ่งหูของเขาเบาๆ อย่างมันเขี้ยว มือข้างที่ว่างของชายหนุ่มลูบไล้ร่างอวบอิ่มในชุดคลุมผ้าแพรเนื้อบางที่ด้านในไร้ซึ่งอาภรณ์ใดๆ

“วันนี้ผมอยากอยู่กับคุณ” คำตอบที่ได้รับสร้างความพึงพอใจให้เธอจนต้องเผลอยิ้มกว้าง

เจ้าของร่างสูงสง่าวางแก้วบรั่นดีที่ยกดื่มจนหมดในรวดเดียวลงบนโต๊ะตัวเตี้ยข้างเก้าอี้แล้วจดริมฝีปากอุ่นร้อนนาบลงกับไหล่บาง ไล้เรื่อยไปตามลำคอระหงก่อนวกกลับมาที่ริมฝีปากอิ่มซึ่งเผยอรอท่า เรียวลิ้นสากฉกเข้าไปควานหาความหวานและเกี่ยวกระหวัดรัดกับลิ้นเล็กทันทีที่หามันเจอ กลิ่นน้ำอำพันคละคลุ้งชวนในหลงมัวเมาในรสพิศวาส มือทั้งสองข้างเลื่อนลงมาปลดชุดคลุมออกจากร่างงามเผยให้เห็นเนื้อแท้ขาวเนียนลออตา

ภัทรธิดา เศวตเวทย์ ลูบไล้ไหล่แกร่งด้วยความเสน่หาเมื่อเขาเลื่อนใบหน้าไปที่ซอกคอและทรวงอกอิ่ม ริมฝีปากที่ได้รับอิสระก็ส่งเสียงพึงพอใจให้เขาได้รับรู้ เพียงเท่านั้นก็เรียกรอยยิ้มหยันให้ปรากฏ

ผู้หญิง!’

“ไปที่เตียงกันดีกว่า” เขาเงยหน้าขึ้นจากทรวงอกอวบ พร้อมกับช้อนร่างบางขึ้นแนบอกในจังหวะเดียวกัน เพื่อเข้าสู่สนามกามกรีฑาอย่างเต็มตัว

ภายในห้องนอนถูกกางกั้นด้วยผ้าม่านสีทึบบดบังสายตาอยากรู้อยากเห็นจากด้านนอก ทั้งที่อยู่ชั้นบนสุดของคอนโดมิเนียมแต่บุรินทร์ก็ยังไม่ไว้ใจ หากคู่แข่งทางธุรกิจคิดอยากเล่นงานเขาและคู่ขาตอนเผลอ...ดังเช่นเวลานี้

“แดนคะ”

เสียงครางกระเส่าใต้ร่างทำให้บุรินทร์ยิ้มออกมาอย่างพอใจ หยาดเหงื่อบนเนื้อนวลเนียนทอประกายล้อกับแสงโคมไฟหัวเตียงยิ่งทำให้ร่างที่อยู่ใต้อาณัติงดงามจนเขาไม่สามารถหยุดความต้องการตามสัญชาตญาณของตนเองลงได้ ชายหนุ่มพรมจูบไปทั่วร่างของหญิงสาว ไม่มีส่วนใดของเธอที่เขาไปไม่ถึง ยิ่งสนิทชิดเชื้อความร้อนแรงของไฟพิศวาสยิ่งแผดเผา ยิ่งเร้าอารมณ์หนุ่มให้ตื่นตามอย่างไม่อาจห้าม

“แดนคะ ได้โปรดเถอะ แพทไม่ไหวแล้ว”

เสียงร้องขอความเมตตาทำให้ความอดทนของเขาถึงที่สุด มือหนาต้องเร่งความเร็วขึ้นอีกนิดเพื่อให้เธอหลุดพ้นจากความทรมานอันแสนหวาน และเหนือสิ่งอื่นใดคือให้พร้อมสรรพสำหรับตัวตนของเขา

จังหวะรักที่เขาพร่างพรมลงบนร่างทำให้หญิงสาวสะท้านไปทั่วทั้งสรรพางค์ ทรวงอกอิ่มสล้างกระเพื่อมขึ้นลงตามจังหวะการหายใจหอบถี่จนบุรินทร์ต้องครอบมันไว้ด้วยปาก และนั่นก็ยิ่งทำให้ร่างใต้อาณัติครางกระเส่ามากยิ่งขึ้น

นางแบบสาวเชิดหน้าขึ้นร้องครางเสียงหลงเมื่อความต้องการถึงจุดสูงสุด และโอกาสที่บุรินทร์จะได้ปลดปล่อยบ้างก็มาถึง

เขาเลื่อนขึ้นไปทาบทับร่างที่เพิ่งจะชิงขึ้นสวรรค์ไปก่อนด้วยนิ้วเรียวของเขา รอยยิ้มกระชากใจสาวของหนุ่มหล่อถูกส่งไปให้คนที่อยู่ใต้ร่าง ภัทรธิดาส่งยิ้มเซียวกลับมาให้ด้วยความเหนื่อยอ่อนหากแต่เย้ายวนใจในรสสวาท เธอรับรู้ได้โดนสัญชาตญาณว่ากามกรีฑาของวันนี้ยังไม่ถึงเวลาปิด แขนขาวยกขึ้นโอบรอบลำคอหนา ก่อนจะจัดท่าทางให้พร้อมสำหรับบทรักบทถัดไป

“พร้อมจะเดินทางไปกับผมหรือยังสาวน้อย”




ฝากติดตามนิยายเรื่องอื่นๆ ด้วยนะคะ 





ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 10 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

86 ความคิดเห็น