แผนลับจับรัก

ตอนที่ 33 : บทที่ 13 เจ้านายคนใหม่ (35%)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 177
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 7 ครั้ง
    8 พ.ค. 63




บทที่ 13 เจ้านายคนใหม่

เช้าวันต่อมาธีรดาเดินประคองบิดาเข้ามานั่งที่เก้าอี้หัวโต๊ะภายในห้องอาหาร ก่อนจะผละออกไปจัดยาก่อนอาหารให้กับบิดาเหมือนทุกวัน ขณะรอสมาชิกคนอื่นๆ ในบ้านลงมาจากห้องเพื่อรับประทานอาหารเช้าร่วมกันอย่างพร้อมหน้าพร้อมตา วันนี้เป็นเช้าวันอังคาร สมาชิกครอบครัวศุภวณิชย์ส่วนใหญ่ทำงานให้กับบริษัทของครอบครัวในรูปแบบของกงสี ยกเว้นเพียงลูกสะใภ้อย่างมธุรสที่มีธุรกิจเครื่องประดับของตนเอง และกุลลดาที่มีอาชีพเป็นนักเขียนนวนิยายชื่อดัง

โดยตำแหน่งประธานบริษัทวาณิชย์การทอนั้นมีเจ้าสัวธนพัฒน์นั่งเป็นหัวเรือใหญ่ แต่ผู้ควบคุมหางเสือและทิศทางของธุรกิจนั้นคือธีรพงษ์ลูกชายคนโต ส่วนธีรดาลูกสาวคนรองนั้นดูแลในส่วนของการเงินการบัญชีควบคู่กับการนั่งในตำแหน่งผู้จัดการแผนกลูกค้าสัมพันธ์ของบริษัทอีกหนึ่งตำแหน่ง และมีธีรพลคอยดูแลในงานที่เกี่ยวข้องกับการตลาดทั้งหมด จะเหลือก็เพียงธีรเทพลูกชายคนเล็กที่แม้จะเรียนจบมาเกือบปีแต่ยังไม่มีทีท่าอยากจะเข้ามารับผิดชอบงานการใดๆ ในบริษัท ยังคงเที่ยวเล่น กินเงินกงสี โดยอ้างว่ากำลังพักสมอง ทว่าเช้าวันนี้ธีรเทพกับสร้างความประหลาดให้กับทุกคนกลางโต๊ะอาหารด้วยการประกาศว่า

“ผมพร้อมจะทำงานแล้วครับ”

ธีรดาที่กำลังใช้ช้อนตักเกี๊ยวน้ำในถ้วยชะงักมือ ไม่ต่างจากสมาชิกคนอื่นๆ ที่ต่างหยุดกิจกรรมที่กำลังทำของตนลงเพื่อมองคนที่เพิ่งประกาศว่า พร้อมจะทำงาน

“ทำงาน?”

“ครับ ทำงาน” ธีรเทพย้ำชัด ใช้ตะเกียบคีบซาลาเปาจากจานกลางโต๊ะอาหารมากัดกินหนึ่งคำหลังจากถูกพี่ชายคนรองทวนคำด้วยน้ำเสียงเป็นเชิงถาม “ก็เฮียเป็นคนบอกผมเองว่าให้เข้าไปช่วยงานที่บริษัทบ ผมจะไปครับ”

“แต่พี่ว่าไปเรียนต่ออีกสักปีสองปีก่อนก็ได้นะ ยุโรป อเมริกา ออสเตรเลีย นิวซีแลนซ์ หรือจะไปเรียนภาษาต่อที่จีนก็ได้” ธีรดาเสนอ แม้จะรู้ว่าธีรเทพนั้นเรียนรู้งานได้ไวจากที่เคยนำงานกลับมาให้อีกฝ่ายศึกษาบ้างในบางครั้งบางคราว แต่ไม่ว่าอย่างไรการทำงานในสถานที่จริงนั้นไม่ได้เหมือนกับตำรา เพราะนอกจากเรื่องงานที่ต้องจัดการแล้วยังมีสังคมในที่ทำงานที่ต้องจัดการ

จริงอยู่ว่าธีรเทพเป็นหนึ่งในสมาชิกของตระกูลศุภวาณิชย์ การจะเข้าไปในนั่งทำงานในตำแหน่งงานใดสักตำแหน่งหนึ่งของบริษัทคงไม่ใช่เรื่องยากเย็นอะไร แต่ด้วยวีรกรรมที่ผ่านมาของธีรเทพ ทั้งการเรียนที่ไม่จบมาในสายธุรกิจ เรียนระดับปริญญาตรีอยู่นานถึงแปดปีเต็ม หลังจากเรียนจบก็อาศัยเงินกงสีใช้จ่ายไปวันๆ ใช้ชีวิตลอยชายอย่างที่คนภายนอกมองว่าไม่เอาอ่าว แม้จะมีนามสกุลศุภวณิชย์ห้อยท้ายก็ใช่ว่าจะได้รับการยอมรับ ซึ่งนั่นทำให้ธีรดานึกห่วง อย่างน้อยการมีปริญญาโทจากเมืองนอกไว้เป็นหลักประกันสักใบคงช่วยเป็นใบเบิกทางให้ธีรเทพได้บ้าง แต่ข้อเสนอของเธอก็จำต้องพับเก็บไว้เมื่อบิดาส่งสายตาเขียวขุ่นมาให้

“ลื้ออย่าขัดความตั้งใจของอาตี๋เล็กได้ไหมอาหมวย”

“อย่าว่าเจ๊หยีเลยครับ” ธีรเทพว่าง่ายๆ ด้วยท่าทางสบายๆ กัดซาลาเปาในมือกินไปคำ ซดน้ำซุปใสในถ้วยของตนไปคำแล้วเงยหน้าขยายความตั้งใจของตนเอง “ผมเข้าใจนะครับว่าเจ๊หยีคงไม่อยากให้ผมรู้สึกกดดัน ไม่ต้องห่วงครับ ผมจะไม่ไปทำงานที่วาณิชย์...”

“ไม่ได้!

ยังไม่ได้ทันได้พูดให้จบประโยคบิดาและพี่ชายทั้งสองก็ประสานเสียงขัดขึ้นอย่างไม่เห็นด้วย ธีรเทพมองหน้าคนพูดทีละคนแล้วหน้าง้ำ โดยเฉพาะเมื่อบิดาย้ำ

“ลื้อกินเงินกงสี ลื้อต้องทำงานให้กงสี”

ความคิดของธีรดาไม่ใช่ว่าทุกคนในครอบครัวจะไม่เข้าใจ เรื่องของธีรเทพถูกยกขึ้นมาพูดคุยกันบ่อยครั้ง และทุกครั้งก็จบลงที่ต่างพากันส่ายหน้าเพราะตัวต้นเรื่องไม่ให้ความร่วมมือ

ธีรพลจึงถือโอกาสเสนอความคิดเห็น “ผมว่าให้ไปฝึกงานที่โรงงานก่อนก็ได้นะครับอาป๊า จะได้เข้าใจระบบการผลิตของบริษัท ไหนๆ อาตี๋เล็กจบวิศวะฯ มา”

“ผมจบโยธานะครับ ไม่ได้จบเครื่องกล”

“มันก็วิศวะฯ เหมือนกันนั่นละ”

“มันไม่เหมือนกันครับเฮีย” ธีรเทพยืนยัน

เหล่าพี่ๆ ลอบสบสายตากันไปมา และประมุขของบ้านศุภวณิชย์ก็ว่าขึ้น “ธุรกิจอั๊วสร้างมาให้พวกลื้อ ทำตั้งแต่เป็นโรงทอผ้าเล็กๆ จนขยายเป็นกิจการใหญ่โต ลื้อโตมาได้ก็เพราะอาเฮีย อาเจ๊เข้ามาดูแลธุรกิจด้วยกัน เงินทุกบาทที่ลื้อใช้ก็มาจากเงินกงสี ไม่ว่ายังไงลื้อก็ต้องทำงานให้กงสี ทำกับพวกอาเฮีย อาเจ๊ นี่แหละเข้าใจไหม”

“อาป๊าใจเย็นๆ ก่อนครับ ฟังตี๋เล็กก่อน” ธีรพงษ์เอาน้ำเย็นเข้าลูบ หลังจากนั่งฟังมาตั้งแต่ต้นเขามั่นใจว่าธีรเทพมีแผนการบางอย่าง จึงหันไปพยักหน้าส่งให้ “อยากทำงานอะไร”

เมื่อถูกถามตรงๆ ธีรเทพก็นิ่งไปอยู่อึดใจ แม้ปากจะบอกว่าพร้อมทำงาน แต่เอาเข้าจริงแผนการที่เขามีได้รับแรงบันดาลใจมาจากบทสนทนากับปรางรวีเท่านั้น

“ว่าไง”

“ปกติโรงงานของเรารับผลิตเสื้อผ้าสำเร็จรูปตามออเดอร์ของคู่ค้าที่เข้ามาส่งใช่ไหมครับ” เปิดบทสนทนาด้วยการย้อนถาม

วาณิชย์การทอทำธุรกิจอุตสาหกรรมสิ่งทอนับตั้งแต่การทอผ้า ย้อมผ้า ตลอดไปจนถึงการตัดเย็บเสื้อผ้าสำเร็จรูป ซึ่งส่วนใหญ่ล้วนเป็นออเดอร์ที่ได้รับจากคู่ค้า นั่นเป็นเพราะวาณิชย์การทอมีวัตถุดิบของตนเองนั่นคือผ้าที่ไม่ต้องสั่งซื้อจากโรงงานอื่นทำให้มีต้นทุนการผลิตที่ค่อนข้างต่ำ และมีแรงงานที่เชี่ยวชาญด้านการผลิตทำให้ผลงานของวาณิชย์การทอเป็นที่ยอมรับว่าได้มาตรฐาน แต่ทว่าวาณิชย์การทอก็ยังคงเป็นธุรกิจที่ต้องอาศัยคู่ค้าเป็นหลัก เป็นผู้ผลิตไม่ใช่ผู้ค้า และนั่นคือสิ่งที่ธีรเทพกำลังคิด

“ใช่”

“ผมอยากทำสินค้าของเราเอง มีหน้าร้านของเราเอง ในเมื่อเราทำอุสาหกรรมสิ่งทอทำไมเราไม่ทำเองทั้งหมดตั้งแต่การผลิตจนไปถึงการขายล่ะครับ”

“นายคิดว่าวาณิชย์การทอไม่เคยทำ” ธีรพงษ์ย้อนถาม สิ่งที่น้องชายคนเล็กคิดเขาเข้าใจได้ทั้งหมด หากสามารถทำเองได้ทั้งหมดตั้งแต่การผลิตจนไปถึงจำหน่ายให้กับผู้บริโภคโดยตรงย่อมทำกำไรได้มากกว่าการรับจ้างทำตามออเดอร์ของคู่ค้าที่สั่งเข้ามา ไอเดียเหล่านี้วาณิชย์การทอพยายามทำกันมาแล้วแทบทั้งสิ้น แต่สุดท้ายก็มองเห็นว่าการรับจ้างทำนั้นแม้จะได้กำไรไม่มากแต่มั่นคงกว่าเพราะไม่เสี่ยงขาดทุน

“ครับ” ธีรเทพพยักหน้ารับ เหล่มองพี่สาวทีพี่ชายทีอย่างพยายามค้นหาความหมายของคำพูดนั้น และก่อนที่จะทันได้เอ่ยอะไร พี่ชายคนโตก็หันไปปรึกษาบิดาโดยกล่าวขึ้นว่า

“วีคลอเซ็ทขาดทุนมาหลายปี ไตรมาสหน้าผมกำลังพิจารณาว่าจะปิดตัวบริษัทนี้ลงดีหรือเปล่า ลองให้ตี๋เล็กเข้าไปทำงานดูดีไหมครับอาป๊า”







ขอฝากนิยายเรื่องอื่นๆ ของบ้านสินิท-สิรินด้วยนะคะ

 

 
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 7 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

15 ความคิดเห็น