แผนลับจับรัก

ตอนที่ 13 : บทที่ 6 สานสัมพันธ์ (50%)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 229
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 8 ครั้ง
    14 เม.ย. 63





บทที่ 6 สานสัมพันธ์

หลังจากนำรถไปตรวจเช็คตามคำแนะนำของคู่กรณีโดยใช้สิทธิ์ในประกันภัยของอีกฝ่ายเรียบร้อย ปรางรวีก็ขับรถไปเรื่อยๆ เนื่องจากยังไม่อยากกลับบ้านแต่ก็ไม่มีที่จะไปเช่นเดียวกัน เมื่อก้มดูนาฬิกาก็พบว่าเวลานี้เข็มนาฬิกาเดินผ่านเลขเก้าไปแล้วกว่าครึ่งชั่วโมง นึกทบทวนถึงกิจวัตรของคนในบ้านก็จำได้ว่ายังไม่ถึงเวลาพักผ่อน ดังนั้นการกลับบ้านในตอนนี้จึงไม่ใช่เวลาที่ดีนัก

ปรางรวีเลี้ยวรถเข้าจอดข้างทางเมื่อท้องเจ้ากรรมเริ่มประท้วงเธอยังไม่ได้ทานอะไรมาทั้งวัน เมื่อวานพอรู้ว่าบิดาไปงานเลี้ยงเธอก็หนีออกไปเที่ยวกับธเนศทันทีโดยที่ไม่รู้เลยว่าอีกฝ่ายนัดกับธนาวินไว้ เมื่อไปถึงทั้งสองก็ดื่มกันจนร้านปิดจากนั้นก็ไปต่อที่ห้องชุดของธนาวินตามประสาคนรักและหนีบหน้าม้าอย่างเธอไปด้วย กว่าจะยอมปล่อยออกมาพระอาทิตย์ก็ขึ้นมาทักทายต้อนรับวันใหม่ เมื่อกลับถึงบ้านแทนที่จะได้กินข้าวพร้อมหน้ากับครอบครัวก็ดันเกิดเรื่องขึ้นมาเสียอีก ดูเถอะจนป่านนี้ทั้งพี่ชายและบิดายังไม่มีใครสนใจเธอสักคน ก้มมองโทรศัพท์ในมือด้วยความน้อยใจเมื่อหน้าจอเครื่องสื่อสารนั้นว่างเปล่า สายเรียกเข้าสักสายก็ไม่มี

หากบิดาเปิดใจรับฟังสักนิด ปรางรวีจะไม่มีรีรอที่จะบอกความจริงเลยแม้แต่น้อยว่าเธอไม่ได้คบหากับธนาวินอย่างที่บิดาและพี่ชายทั้งสองเข้าใจ เพื่อนสาวชาวสีม่วงที่เป็นครูสอนโยคะของเธอต่างหากที่กำลังคบหาอยู่กับชายหนุ่ม โดยมีเธอเป็นตัวหลอกสร้างข่าวกลบเกลื่อนเพื่อไม่ให้คนในวงสังคมรู้ว่าลูกชายรัฐมนตรีดังเป็นกลุ่มรักร่วมเพศเท่านั้น

ที่สำคัญทั้งธนาวินและธเนศต่างก็เป็นเพื่อนที่ดีแม้ว่าครอบครัวของธนาวินจะทำธุรกิจผิดกฎหมายแต่ก็ไม่ใช่ตัวเขาเสียหน่อยที่ทำแบบนั้นและเธอก็มั่นใจว่าธนาวินจะไม่มีทางทำอย่างที่บิดาของเขาทำอย่างแน่นอน

แต่สิ่งที่ครอบครัวทำกับเธอ นอกจากจะไม่พยายามเข้าใจในตัวเธอแล้ว ยังตัดสินเธอจากการกระทำที่เหมือนเด็กใจแตกแล้วก็ทึกทักจับเธอใส่พานไปให้ใครก็ไม่รู้ ทำราวกับเธอเป็นสิ่งของไม่มีหัวใจ นึกแล้วก็รู้สึกได้ถึงน้ำอุ่นๆ ที่เอ่อขึ้นมาจับขอบตา จนต้องเงยหน้าขึ้นเพื่อกล้ำกลืนมันกลับลงไป เธอต้องเข้มแข็งไว้แม้ว่าความจริงจะไม่เป็นอย่างนั้นเลยก็ตาม

“กินนี่ก็แล้วกัน”

หญิงสาวส่ายสายตาเลือกอาหารมื้อแรกของวันโดยตกลงใจเลือกร้านบะหมี่ที่มีเฟรนไซน์ขายอยู่หน้าร้านสะดวกซื้อทั่วประเทศ

คูเป้สีขาวมุกสั่งจากนอกดูไม่เข้ากับร้านอาหารริมถนนเท่าใดนัก แต่กระเพาะที่กำลังประท้วงอย่างหนักทำให้เธอไม่มีทางเลือก ปรางรวีสั่งบะหมี่เกี้ยวต้มยำสีเหลืองหน้าตาน่ารับประทานให้กับตัวเองหนึ่งชาม รองท้องไปก่อนค่อยไปฝากท้องที่อื่นต่อเธอคิดขณะเลือกโต๊ะที่ติดหน้าร้านสะดวกซื้อให้กับตัวเองได้สำเร็จ

เสียงเพลงเรียกเข้าของโทรศัพท์มือถือทำให้มือที่กำลังใช้กระดาษเช็ดโต๊ะด้วยความขะมักเขม้นต้องหยุดชะงัก ปรางรวีเงยหน้าขึ้นมองกระเป๋าถือที่วางอยู่บนเก้าอี้ตัวใกล้ๆ ใช้มือข้างที่ว่างล้วงเข้าไปหยิบออกมาเปิดดู ก็ปรากฏใบหน้าและชื่อของเพื่อนสนิท ธัญญาเรศ ปรางรวีไม่รอช้ารีบกดรับแล้วกรอกเสียงลงไปทันที

“ว่าไงธัญญ่า”

'ธัญญาเรศ' คือชื่อที่ธเนศแอบแก้ไขแทนชื่อเดิมของตน และเธอก็คร้านจะเปลี่ยนกลับจึงปล่อยให้หมายเลขของเพื่อนสนิทปรากฏชื่อนี้เสมอมา ปรางรวียู่หน้าขัดใจเมื่อปลายสายไม่ตอบแต่ถามกลับว่าเธออยู่ที่ไหนและทำไมยังไม่กลับบ้าน คำถามที่ทำให้หญิงสาวรู้ได้ทันทีว่ามีใครบางคนส่งข่าวให้เพื่อนรักรู้แล้วว่าเธอมีปัญหากับครอบครัว

“ทำไมเธอรู้ว่าฉันไม่อยู่บ้าน” เสียงหวานเย็นเหยียบขึ้นมาเล็กน้อยทำให้ธเนศต้องรีบตอบกลับเพราะรู้ดีว่าตอนนี้หญิงสาวคงกำลังน้อยใจอยู่แน่ๆ ที่ครอบครัวของเธอติดต่อผ่านเขาแทนที่จะเป็นเจ้าของเสียงหวานๆ นี้โดยตรง

“ก็พี่ปลายสามีขาของฉันเขาโทรมาถามน่ะสิว่าเธออยู่กับฉันหรือเปล่า”

เป็นดังคาดปรางรวีเม้มปากแน่น เมื่อรู้ว่าพี่ชายคนรองเลือกติดต่อกับเพื่อนสนิทของเธอมากกว่าติดต่อหาเธอโดยตรง แต่คำเอ่ยเรียกพี่ชายตนเองของเพื่อนซี้ทำให้ใบหน้ายับยู่เมื่อครู่คลายลงจนกลับสู่ระดับปกติ และเริ่มที่จะพูดจาเล่นหัวได้อย่างสบายใจอย่างเคย “ฉันจะฟ้องคุณวินว่าเธอคิดไม่ดีไม่ร้ายกับพี่ชายของฉัน”

“แหม...ก็ฉันเจอพี่ปลายสามีขาก่อนวินเขานี่น่า ยังไงก็ต้องมีถ่านไฟเก่าปะทุกันบ้าง ว่าแต่ทำไมเธอยังไม่กลับบ้านอีกล่ะยายปราง” ประโยคหลังยังคงทำหน้าที่เป็นกาวประสานใจให้สองพี่น้องได้อย่างไม่มีขาดตก ปฐวีโทรศัพท์มาปรึกษาว่าที่บ้านเกิดเรื่องและปรางรวีก็ประกาศว่าจะหนีออกจากบ้าน ทั้งยังบอกว่าไม่กล้าติดต่อหาปรางรวีโดยตรงเพราะกลัวว่าน้องสาวจะปิดเครื่องหนี จึงโทรมาไหว้วานให้ธเนศช่วยติดต่อและหว่านล้อมให้ปรางรวียอมกลับบ้านเสียที

“แล้วสามีขาของเธอเขาบอกด้วยหรือเปล่าว่าทำไมฉันถึงไม่กลับบ้าน”

“ไม่ได้บอก แต่ฉันก็เคารพความเป็นส่วนตัวของสามีขานะว่าเรื่องบางเรื่องฉันในฐานะสะใภ้คงเข้าไปยุ่งมากไม่ได้ แต่เธอจะไม่กลับบ้านจริงๆ หรือยายปราง นี่มันก็ดึกแล้วนะ แล้วเธออยู่ที่ไหนกับใครตอนนี้” แม้จะจีบปากจีบคอออกนอกเรื่องพอเป็นพิธีแต่ก็ไม่ลืมที่จะวกกลับมาหาข้อมูลเพื่อไปรายงานสามีขาตามที่เพื่อนรักค่อนขอด

“ฉันกำลังกินข้าวอยู่แล้วก็คิดว่าจะไปเที่ยวที่ผับต่อแล้วค่อยกลับ”

“ไปคนเดียวนี่นะ”

“ก็ใช่น่ะสิ หรือว่าเธอจะไปกับฉันล่ะ” ประโยคหลังหวังหลอกล่อให้ปลายสายตกปากรับคำ แต่ธเนศกลับตอบเสียงอ่อย

“ฉันก็อยากไปนะแก แต่ว่าวินเขาคงไม่ให้ฉันไปเพราะเมื่อคืนก็ดึกอยู่ วันนี้ก็เลยอยากพักผ่อนด้วยกัน เอาเป็นว่าแกรีบไปแล้วก็รีบกลับแล้วกันนะ สามีขาของฉันเขาเป็นห่วง แต่ถ้าจะให้ดีโทรมาบอกด้วยก็แล้วกันว่าอยู่ที่ร้านไหน เผื่อว่าอ้อนวินได้ฉันจะได้ตามแกไปไง”

“ไม่ต้องมาทำพูดดีเลย เพราะยังไงเธอก็อ้อนวินมาไม่ได้หรอก เชิญกกกอดกันอยู่บนเตียงไปเลยย่ะ ส่วนฉันวันนี้จะฉายเดี่ยวทั้งคืน”

“ยายปราง”

“ไม่ต้องทำเสียงเรียกฉันอย่างนั้น ยังไงคืนนี้ถ้าผับไม่ปิดฉันไม่กลับบ้านเด็ดขาด” บอกแค่นั้นก็กดตัดสายทันทีเพราะยิ่งคุยนานเพื่อนรักตัวดีก็ยิ่งหว่านล้อมให้เธอรีบกลับบ้านตามคำสั่งของพี่ชายมากขึ้นเท่านั้น ทางที่ดีแค่บอกให้รู้ว่าเธอปลอดภัยและกำลังจะทำอะไรต่อไปก็น่าจะเพียงพอแล้ว

บะหมี่เกี้ยวต้มยำถูกนำว่าเสิร์ฟลงตรงหน้าพร้อมน้ำอัดลมสีเข้มที่สั่งไปพร้อมกัน ปรางรวีเลิกสนใจสมาร์ตโฟนในมือและยัดมันเข้าไปไว้ในกระเป๋าถือตามเดิม แต่จังหวะที่ชักมือกลับมีบางอย่างติดออกมาด้วยและมันก็ล่วงลงไปนอนอยู่บนพื้นข้างปลายเท้า หญิงสาวก้มลงไปเก็บก่อนจะพบว่ามันคือนามบัตรของบริษัทส่งออกสิ่งทอชื่อดัง ด้านหลังมีชื่อและเบอร์โทรศัพท์ของคู่กรณีที่เขาให้ไว้เผื่อติดต่อเรื่องความเสียหายอันเกี่ยวเนื่องจากอุบัติเหตุที่เกิดขึ้น จัดการวางมันลงบนโต๊ะข้างๆ ชามบะหมี่ ขณะที่สองมือก็สาละวนกับการตักเครื่องปรุงเพิ่มรสชาติให้กับอาหารมื้อแรกของตัวเอง

ดวงตากลมไล่อ่านข้อความขยุกขยิกที่เขาเขียนช้าๆ ลายมือที่ไม่เป็นระเบียบบอกถึงนิสัยเหมือนเด็กๆ ไม่ค่อยคิดอะไรที่ซับซ้อน หากไม่ใช่สิ่งที่ตัวเองชอบหรือสนใจก็จะไม่ค่อยเอาจริงเอาจังหรือลึกซึ้งกับอะไรมากนัก ทำอะไรไม่ค่อยคำนึงถึงเหตุผล นิสัยใกล้เคียงกับเธอมากทีเดียวริมฝีปากอิ่มขยับยิ้ม

ธีรเทพ ศุภวณิชย์

ชื่อของผู้ชายที่ช่วยเธอไว้ เจ้าของบีเอ็มดับเบิลยูสปอร์ตสีบรอนซ์ หน้าตาดี สูง ขาว เหมือนจะตี๋แต่ก็ไม่ตี๋ เป็นผู้ชายที่ดูดีทีเดียวปรางรวีคิดเพลินๆ จนกระทั่งบะหมี่หมดชาม ก็หยิบธนบัตรสีแดงออกมาวางไว้บนโต๊ะและคว้ากระเป๋าขึ้นมาคล้องไหล่โดยที่ไม่ลืมหยิบนามบัตรใบนั้นมาด้วย

“ถ้าเจอกันคราวหน้าฉันจะเลี้ยงข้าวคุณตอบแทนคุณก็แล้วกัน”

 

เสียงเพลงภายในผับหรูย่านทองหล่อทำให้ธีรเทพเงยหน้าขึ้นมองไปรอบๆ กาย หลังจากแยกย้ายกับผู้หญิงคู่กรณีกลางสี่แยกไปเมื่อตอนบ่ายเขาก็ขับรถไปเรื่อยเปื่อย แวะห้างสรรพสินค้าเดินเล่นเหมือนคนไม่มีอะไรทำอยู่เกือบสองชั่วโมงจากนั้นก็ไปนั่งทานอาหารญี่ปุ่นคนเดียวเสียเต็มคราบก่อนจะเดินทางมาสถานที่อโคจรแห่งนี้เพียงเพราะแค่ไม่ต้องการกลับบ้านและที่สำคัญเขาต้องหาแฟนใหม่

นึกเสียดายความสัมพันธ์ระหว่างตนเองกับพริตตี้สาวนามขวัญข้าวอยู่ไม่น้อยเพราะเธอเข้าใจเขาดีที่สุด เอาใจเก่ง เรื่องบนเตียงก็เร่าร้อนไม่เป็นสองรองใครและนั่นทำให้เขาหลงใหลในตัวเธอไม่น้อย เสียอย่างเดียวคือขวัญข้าวชอบประชดพี่สาวของเขา ทั้งๆ ที่เคยย้ำเสมอว่าธีรดาคือคนที่ห้ามแตะต้องแต่เธอก็มักจะจิกกัดอยู่เป็นประจำทั้งต่อหน้าและลับหลัง เมื่อบอกเธอยื่นคำขาดให้เลือกระหว่างตัวเองกับพี่สาวของเขาแน่นอนว่าเขาเลือกธีรดา ซึ่งนั่นทำให้ตอนนี้เขามีสถานภาพโสดและต้องการคนมาเอาใจเป็นการด่วน

ดวงตาคมกวาดมองไปรอบๆ ร้านก่อนจะสั่งความกับบริกรที่เดินออกมาต้อนรับว่ามาเพียงลำพังและขอที่นั่งที่สามารถมองเห็นบรรยากาศโดยรอบผับแห่งนี้ ก็มันช่วยไม่ได้ในเมื่อเขาไม่ชอบนอนคนเดียวและเขาก็ต้องการหาผู้หญิงคนใหม่ด้วย

บริกรหนุ่มที่ออกมาต้อนรับเชื้อเชิญเขาไปยังบริเวณชั้นสองของร้านซึ่งเป็นชั้นลอย สามารถมองลงมาเห็นภาพรวมของร้านแทบจะทุกพื้นที่ ธีรเทพสั่งเครื่องดื่มเบาๆ ให้ตัวเองและนั่งฟังเพลงคลอไปเรื่อยๆ บรรยากาศแรกเริ่มภายในร้านยังคงเป็นเพลงสบายๆ ฟังง่ายๆ ไม่หนักหน่วงเหมือนช่วงดึกๆ ซึ่งเวลานั้นนักดื่มนักเที่ยวเริ่มมีแอลกอฮอล์ผสมอยู่ในกระแสเลือดกันเต็มเปี่ยมกระแสเลือดฉีดพล่านความสนุกสนานของสถานที่อโคจรก็มักจะอยู่ที่ช่วงเวลานี้เองก่อนที่จะเริ่มดับลงเมื่อใกล้ถึงเวลาปิดร้านตามที่กฎหมายกำหนด บทเพลงเบาๆ ช้าเนิบจึงจะกลับมาอีกครั้ง ความเบื่อหน่ายจะทำให้ลูกค้าหลายรายเลือกที่จะเช็คบิลกลับ เป็นกลยุทธ์ที่เขาเรียนรู้มาตั้งแต่สมัยเรียน เพราะเที่ยวประจำทุกค่ำคืนจนกระทั่งเรียนไม่จบ และกว่าจะจบออกมาได้ก็ใช้เวลานานถึงแปดปีเต็มตามโควตาที่มหาวิทยาลัยกำหนดไว้พอดิบพอดี

เขาไม่ใช่คนที่เรียนเก่งนักแต่เน้นไปทางหัวดีแต่ขี้เกียจ ครั้งแรกที่สอบตกก็เนื่องมาจากไปจีบสาวรุ่นพี่ที่เป็นสมบัติของคณะโดยลืมดูไปเสียสนิทว่าสาวเจ้าเป็นคนรักของอาจารย์ที่เขาลงเรียนด้วย

อาจารย์คนดังกล่าวเป็นรุ่นพี่ที่ได้เกียรตินิยมอันดับหนึ่งในปีก่อนหน้าจึงถูกดึงตัวมาเป็นอาจารย์ประจำคณะ ส่วนแฟนสาวก็เป็นรุ่นน้องที่เรียนมาด้วยกัน แต่เขากลับไม่ดูตาม้าตาเรือดันไปแจกขนมจีบ เนียนว่าไม่เข้าใจบทเรียนขอให้รุ่นพี่ติวให้ตามประสารุ่นน้องที่น่ารักแต่น่าถีบในสายตาของอาจารย์คนดังกล่าว และนั่นก็ทำให้เขาสอบตกจนกระทั่งติดเอฟตัวแรกในชีวิตรั้วมหาวิทยาลัย นับจากนั้นเขาก็ต้องลงเรียนในรายวิชาเดิมซ้ำถึงสามรอบกว่าจะทำได้เต็มในทุกการสอบจนอาจารย์ไร้ข้อกังขาต้องยอมปล่อยให้เขาสอบผ่านแต่โดยดี

“มาคนเดียวหรือคะ”

เสียงหวานๆ ของใครบางคนทำให้ธีรเทพหลุดออกจากภวังค์กลับมาสู่โลกแห่งความจริงที่ตอนนี้จังหวะดนตรีเริ่มเปลี่ยนบีท[1] เป็นจังหวะที่เร็วขึ้น นักเที่ยวหลายคนเริ่มออกมาโยกย้ายวาดลวดลายกลางฟลอร์เต้นรำที่อยู่กลางร้าน บริเวณชั้นลอยที่เขานั่งอยู่ก็มีนักเที่ยวหลายคนจับจองไว้วาดลวดลายเช่นเดียวกัน

สาวสวยในชุดสีแดงเพลิงยืนรออย่างใจเย็น รอให้เหยื่อที่เธอหมายตาไว้เชื้อเชิญให้ตัวเองนั่งร่วมโต๊ะ แต่ธีรเทพไม่ใช่เหยื่อและเขาก็ชอบที่จะเป็นนักล่ามากกว่า นัยน์ตาคมมองใบหน้าสวยที่แต่งแต้มไว้อย่างประณีตจนดูหนาเตอะ ขนตางามงอนเป็นแพดูน่าค้นหาแต่ไม่ใช่กับเขา

“ไม่ครับ ผมรอแฟนอยู่” เสียงทุ้มตอบกลับเบาๆ เมื่อเธอยื่นหน้าเข้ามาใกล้จนได้กลิ่นน้ำหอมฉุนจัด สิ่งที่บอกให้รู้ถึงความเจนโลกซึ่งเมื่อเทียบกับใครอีกคนแล้วเขาขอผ่านดีกว่า

สาวชุดแดงเดินจากไปเมื่อเหยื่อไม่ติดกับแต่คนขอผ่านกลับนั่งสะดุ้งให้กับความคิดของตนเองเพียงลำพัง เมื่อครู่เขาเปรียบเทียบเธอกับใครอีกคน และอยู่ๆ ใบหน้าของใครคนนั้นก็ลอยเข้ามาในความคิด ใบหน้าสวยหวานแต่เปรอะคราบน้ำตา เสียงหวานใสที่เปล่งออกมาเป็นประโยคแรกเจือสะอื้นเหมือนเด็กตัวเล็กๆ ที่กำลังหลงทาง คนที่เขาไม่รู้จักแม้กระทั่งชื่อ คิดแล้วก็โมโหตัวเองอุตส่าห์แสดงความเป็นพลเมืองดี เป็นสุภาพบุรุษแต่กลับลืมขอเบอร์โทรศัพท์ของเธอเสียได้

“สงสัยจะอาการหนักแล้วเรา เจอเรื่องมากไปหน่อยถึงกับมึนไปเลยแหะวันนี้”

ธีรเทพบ่นกับตัวเองก่อนจะหันไปสนใจรายการแสดงบนเวทีที่เป็นวงดนตรีชื่อดังของยุควงหนึ่ง เสียงท่วงทำนองเพลงที่หนักแน่นเร้าร้อน เครื่องดื่มที่รสชาติคุ้นเคยทำให้เขานั่งมองบรรยากาศรอบๆ เพลินจนไม่รู้ตัวว่ามีใครมายืนอยู่ด้านหลัง กระทั่งถูกสะกิดเข้ากับที่ไหล่แกร่งนั่นละถึงได้รู้สึกตัว




[1]บีท (beat) หมายถึง ระดับความเร็วของจังหวะดนตรี



นิยายเรื่องนี้ตั้งใจว่าจะลงให้อ่านจนจบแล้วขายเป็นแพคเก็ตบนเด็กดีนะคะ ฝากนิยายเรื่องนี้ด้วยนะคะ จุ๊บๆ

ขอฝากนิยายเรื่องอื่นๆ ด้วยนะคะ บ้านสินิท-สิริน ร่วมโปร meb E-book Fair 2020 - สัปดาห์หนังสือที่บ้าน ลดทั้งร้านกว่า 30% นะยูว์ 

 

 








ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 8 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

15 ความคิดเห็น