แผนลับจับรัก

ตอนที่ 12 : บทที่ 5 บุพเพหรือเล่ห์พรหม (100%)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 238
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 8 ครั้ง
    13 เม.ย. 63









ธีรเทพอ้าปากค้างตะลึงงัน กับความซวยที่มีมาแบบไม่จบไม่สิ้น ก่อนจะเปิดประตู เดินเกาหัวลงไปดูความเสียหายที่เกิดขึ้น ภาพบีเอ็มดับเบิลยูสีบรอนซ์เสยเข้าท้ายรถคูเป้สีขาวมุกสัญชาติญี่ปุ่น ดูอย่างไรเขาก็ผิดเข้าเต็มๆ แต่ด้วยความโมโหที่มีอยู่เป็นทุนเดิม ร่างสูงจึงเดินอ้อมไปทางประตูรถฝั่งคนขับของคู่กรณี ยกกำปั้มทุบกระจกของอีกฝ่ายด้วยท่าทีหงุดหงิดเต็มที่

“ขับรถภาษาอะไรของคุณ ใบขับขี่ซื้อมาหรือไงหา ไม่เห็นเหรอว่าผมจะเลี้ยวออก ถ้าขับไม่เป็นก็จอดทิ้งไว้ที่บ้านสิ” เอ่ยออกไปจนแทบจะกลายเป็นตะคอก ยกมือขึ้นเสยผมแรงๆ ด้วยหงุดหงิดกับสิ่งที่เกิดขึ้นมาตลอดทั้งวัน ก่อนจะเริ่มตั้งสติได้ว่าอีกฝ่ายไม่ได้มีส่วนรู้เห็นกับชีวิตอันน่าบัดซบของตนเองเลยแม้แต่น้อย

และจากสภาพของความเสียหายไม่ว่าจะมองอย่างไรก็เขาเป็นฝ่ายผิด จึงเปลี่ยนท่าทีด้วยการใช้ข้อนิ้วกระจกรถเบาๆ แล้วส่งสัญญาณมือให้อีกฝ่ายลดกระจกลง พลางประเมินดูแล้วคูเป้นำเข้าแบบนี้คงไม่น่าจะใช่พวกมิจฉาชีพ รีบตกลงกันให้เรียบร้อยน่าจะดีกว่า คิดขณะรอให้คนในรถเลื่อนกระจกลง และเมื่อกระจกสีชาลดระดับลงเผยให้เห็นใบหน้าของคนในรถ ธีรเทพก็ถึงกับสะดุ้งโหยง ทำอะไรไม่ถูกไปในทันที

“เฮ้ย! คุณใจเย็นๆ ก่อน ร้องไห้ทำไม”

“ฉันขอโทษนะคะ รถฉันเป็นอะไรก็ไม่รู้ค่ะ อยู่ๆ ก็ดับ แล้ว...แล้วเมื่อกี้พอฉันปลดเบรกมือมันก็ถอยหลังไปเสียเฉยๆ ” เสียงสะอื้นกระท่อนกระแท่นตอบกลับพร้อมมือเรียวยกขึ้นประนมไหว้ในท่าขออภัย

"ผมสิต้องเป็นฝ่ายขอโทษ ผมขับรถชนคุณนะ" เมื่อแย้งกลับไปก็พบว่าใบหน้าหวานที่แม้จะเปรอะคราบน้ำตาจนเกรอะกังแต่ก็สวยไม่แพ้สาวๆ ที่แต่งองค์ครบเครื่องสลดลงอย่างเห็นได้ชัด "คุณเป็นอะไรหรือเปล่า เจ็บตรงไหนไหม"

ปรางรวีส่ายหน้าจนผมยาวสยายไหวตามแรง "แล้วคุณละคะ"

"ผมไม่เป็นอะไร รถคุณมีประกันหรือเปล่า"

"มีค่ะ"

"งั้นคุณเรียกประกันของคุณ ผมเรียกประกันของผม เดี๋ยวผมจะถ่ายรูปไว้ แล้วเราเลื่อนรถเข้าข้างทางก่อน โอเคไหม"

"โอเคค่ะ" ปรางรวีพยักหน้ารับเร็วๆ เมื่อเขาเสนอไอเดียจัดแจงทุกอย่างให้เสร็จสรรพ ทั้งยังถามไถ่ด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลงจนเกือบจะเป็นอ่อนโยน ท่าทีที่เห็นอกเห็นใจทำให้เธอเผลอไผลไปกับความใส่ใจเหล่านั้น เห็นเขาเดินอ้อมไปหลังรถเพื่อถ่ายรูปเสร็จแล้วก็พยายามสตาร์ทใหม่อีกครั้ง แต่ทุกอย่างยังคงเดิม คูเป้สีขาวมุกยังคงสงบนิ่ง ไม่มีแม้แต่เสียงเครื่องยนต์ติด

ธีรเทพส่ายหน้าเมื่อเดินย้อนกลับมาพบว่าอีกฝ่ายพยายามสตาร์ทเครื่องยนต์แต่ไม่มีอาการไหวติงเลยแม้แต่น้อย "ผมขอขยับรถของตัวเองแปบนึง เดี๋ยวจะมาช่วยเข็นให้ คุณเปิดสัญญาณไฟฉุกเฉินไว้ก่อน"

"ค่ะ"

ปรางรวีพยักหน้ารับอย่างว่าง่าย เอี้ยวมองตามร่างสูงที่เดินกลับไปยังรถของตัวเองแล้วเคลื่อนรถเข้าจอดข้างทางห่างจากจุดเกินเหตุไปไม่ไกลนัก ก่อนจะเปิดประตูลงจากรถเดินตรงมาหา

"คุณเข้าเกียร์ว่างไว้นะและปลดเบรกมือด้วย เดี๋ยวผมจะเข็นท้ายรถให้ คุณบังคับพวงมาลัยให้ไปจอดหน้ารถของผมนะ” เขาสั่งพร้อมกับชี้ไปทางรถของตัวเอง

ร่างสูงเดินอ้อมไปด้านหลังพร้อมกับถลกแขนเสื้อขึ้นพับไว้เหนือข้อศอกก่อนจะออกแรงเข็นเมื่อหญิงสาวที่นั่งเบาะคนขับให้สัญญาณเตรียมพร้อม ธีรเทพอยากยืนยันที่ทำทั้งหมดนี้เป็นเพราะจิตวิญญาณพลเมืองดี ไม่ใช่เพราะใบหน้าหวานๆ เปรอะคราบน้ำตาและเสียงใสนุ่มหูที่ทำให้เขาใจอ่อนฮวบจนหลงเหลือความหงุดหงิดที่มีจนหมดสิ้น แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่ามันมีส่วนช่วยในการตัดสินใจอยู่มากพอสมควร เอาวะถือว่าเป็นเรื่องดีๆ ในวันแย่ๆ

 

เมื่อรถเลียบจอดริมถนนจนไม่เป็นที่กีดขวางการจราจร ธีรเทพก็เดินอ้อมมาบอกกับหญิงสาวเจ้าของรถที่นั่งอยู่หลังพวงมาลัย "รบกวนเปิดกระโปรงให้ด้วยครับ"

"อะไรนะคะ" ปรางรวีถามเสียงตื่น มือบางเลื่อนลงปิดหน้าขาของตนเองแน่น

อากับกิริยาเปลี่ยนตำแหน่งการวางมือแบบปุบปับทำให้นัยน์ตาคมหลุบมองตาม ก่อนจะนึกออกว่ามีความเข้าใจไม่ต้องกันก็นานเกือบนาที

"ผมหมายถึง กระโปรงหน้ารถน่ะ รถของคุณสตาร์ทไม่ติดไม่ใช่เหรอ"

"อ้อ ค่ะๆ กระโปรงหน้ารถ" ปรางรวีทวนคำ เลื่อนมือสอดลงไปข้างเบาะเพื่อจัดการเปิดฝากระโปรงรถให้กับคนตัวโตที่เดินย้อนกลับไปยังรถของตน และกลับมาพร้อมอุปกรณ์ช่างกล่องใหญ่

ชายหนุ่มใช้เวลาอยู่หลายนาที ปรางรวีก็ตัดสินใจเปิดประตูลงไปหา เมียงๆ มองๆ ดูคนตัวโตขยับสายนั้น หยิบจับสายนี้จนกระทั่งมั่นใจว่าพบปัญหา

“สายแบตเตอร์รี่มันหลวมครับ มันก็เลยหลุด”

ธีรเทพหันมาบอกกับเจ้าของรถที่ตอนนี้ลงมายืนดูอยู่ข้างๆ มือข้างหนึ่งก็พยายามโทรตามช่างหรือใครสักคนแต่ก็ไม่สามารถติดต่อได้จนกระทั่งเขาหาสาเหตุที่รถสตาร์ทไม่ติดเจอนั่นแหละเธอถึงได้ลดมือที่กำลังกดโทรศัพท์ลง “คุณลองสตาร์ทดูก่อนนะครับเผื่อว่ามีจุดอื่นที่เสียอีก”

“ได้ค่ะ”

หญิงสาวตอบกลับเบาๆ ใบหน้าที่เปรอะน้ำตาคราแรกบัดนี้ดูสดใสขึ้นอาจเป็นเพราะเธอแอบจัดการตัวเองก่อนลงจากรถมา ธีรเทพเดินกลับไปที่ท้ายรถของตัวเองและหยิบขวดน้ำกลั่นที่มีติดรถไว้ตลอดออกมาถือท่า เมื่อเสียงเครื่องยนต์ดังขึ้นชายหนุ่มก็ให้สัญญาณมือดับเครื่อง เพื่อที่จะได้จัดการเติมน้ำกลั่นเมื่อเห็นว่าหม้อน้ำมีน้ำเหลืออยู่เพียงเล็กน้อยเท่านั้น

ปรางรวีก้าวลงมายืนเคียงข้างเขาอีกหน ดวงตากลมสีน้ำตาลอ่อนลอบสังเกตคนตัวใหญ่หยิบจับขยับสายโน่นนี่อีกสักพัก ก่อนจะปิดฝากระโปรงตัวถังคูเป้สีขาวมุกลงและยืดตัวขึ้นหันมาส่งยิ้มให้เธอ

“เรียบร้อยครับ ใช้งานได้เหมือนเดิม” ว่าพร้อมกับหยิบผ้าขนหนูเนื้อนุ่มมาเช็ดมือเป็นอันดับสุดท้ายก่อนจะเอากล่องอุปกรณ์ช่างไปเก็บไว้ท้ายรถ แล้วย้อนกลับมาทรุดนั่งลงบนบาทวิถีระหว่างรถทั้งสองคันขณะรอประกัน ซึ่งอีกฝ่ายก็ทรุดตัวลงนั่งข้างกันอย่างไม่เกี่ยงงอน

“ขอบคุณนะคะ” ปรางรวีบอกเสียงอ่อน หากไม่ได้เขาเธอคงทำอะไรไม่ถูก เนื่องจากปกติแล้ว เวลาเกิดปัญหาเธอมักจะโทรศัพท์ให้คนที่บ้านออกมารับ หรือถ้ามีตำรวจมาทักก็แค่โชว์ใบขับขี่ให้ดูและขอความช่วยเหลือเท่านั้น แต่ครั้งนี้ดูเหมือนทุกคนจะพยายามหลีกเลี่ยงที่จะรับสายของเธอทั้งที่เธอแน่ใจว่าบิดาและพี่ชายทั้งสองยังคงอยู่ที่บ้าน และตำรวจจราจรสักคนก็ไม่เข้ามาถามไถ่ทั้งๆ ที่รถเธอเกิดอุบัติเหตุอยู่กลางถนนกีดขวางการจราจรเสียขนาดนี้ ไม่ว่าอย่างไรเธอก็ต้องขอบคุณคนตรงหน้าหากไม่ได้เขาเธอคงนั่งร้องไห้อยู่ในรถเพราะทำอะไรไม่ถูกแน่ๆ

“ไม่เป็นไรครับ แต่เพื่อความมั่นใจคุณแวะเข้าอู่ให้ช่างเขาเช็คดูอีกทีก็แล้วกัน หรือใช้ประกันของผมเลยก็ได้” เขาเสนอ เพราะไม่ว่าอย่างไรก็ต้องรับผิดชอบความเสียหายที่เกิดขึ้นกับท้ายรถของอีกฝ่ายอยู่แล้ว

ปรางรวีมองคนพูดด้วยความซาบซึ้ง ทั้งที่ความจริงเป็นความผิดของเธอแท้ๆ แต่เขากลับยืนมือเข้ามาช่วยแก้ปัญหาอย่างไม่ถือตัว แม้คราแรกเขาจะระเบิดอารมณ์ใส่เธอด้วยท่าทีหงุดหงิดแต่เมื่อนึกย้อนว่าสาเหตุทั้งหมดเกิดจากความผิดของตนเองก็สมควรแล้วที่เขาจะทำมัน

"ขอบคุณนะคะ"

ธีรเทพหันมาส่งยิ้มให้ ก่อนจะเบิกตาโพลงเมื่อเห็นหยาดน้ำตาเอ่อกลบนัยน์ตาคู่สวย "คุณเป็นอะไรหรือเปล่า"

"ขอบคุณนะที่ไม่ทิ้งฉัน"

"ผมขับรถชนคุณ ผมก็ต้องรับผิดชอบสิ" พยายามตอบให้เป็นกลาง แต่กลับทำให้คนข้างกายเบ้ปาก น้ำตาปริ่มๆ ในตอนแรกล้นเอ่อขึ้นมาจนไหลอาบแก้มนวล ปล่อยเสียงร้องไห้โฮออกมาอย่างไม่อาย ด้วยนึกไพล่ไปถึงสิ่งที่บิดาและพี่ชายทั้งสองทำกับตน คนที่ไม่เกี่ยวข้องกันยังใส่ใจเธอมากกว่าคนเป็นพ่อแท้ๆ เสียอีก ยิ่งนึกปรางรวีก็ซุกหน้าลงระหว่างขาทั้งสองข้าง กอดเข่าร้องไห้เสียงดัง

ธีรเทพทำอะไรไม่ถูก มือไม้ดูเกะกะไปหมดเมื่ออีกฝ่ายยังคงร้องไห้สะอึกสะอื้น แถมยังมีสายตาของผู้สัญจรมองมาเป็นระยะๆ ให้รู้สึกเหมือนเขาเป็นผู้ร้ายรังแกผู้หญิง

"คุณ อย่าร้อง"

"ทำไมคุณต้องดีกับฉันด้วย"

เอ้า! ธีรเทพครางในใจ กะพริบตาปริบๆ ขณะมองไหล่บอบบางที่กำลังสั่นเทา อีกฝ่ายก็ว่าขึ้นมาอีก "ครอบครัวฉันยังไม่ดีกับฉันเท่าคุณเลย"

เสียงสูดน้ำมูกที่มาพร้อมกับคำบอกเล่านั้นทำให้ธีรเทพโคลงศีรษะเบาๆ "ทะเลาะกับที่บ้านมาล่ะสิ"

"ไม่ได้อยากทะเลาะด้วยสักหน่อย"

คำตอบกึ่งยอมรับทำเอาธีรเทพถอนหายใจยาว "ปัญหาโลกแตก"

"อะไรนะคะ"

"ผมก็เพิ่งทะเลาะกับที่บ้านมาเหมือนกัน"

สิ้นคำคนตัวเล็กก็เงยหน้าขึ้นเอียงคอมอง ก่อนจะเม้มริมฝีปากแน่นเมื่อได้สบสายตาเข้าอกเข้าใจอย่างที่ไม่เคยได้รับจากคนใกล้ตัว ธีรเทพปิดปากเงียบไม่บอกเล่าเรื่องราวในส่วนของตน แต่ก็ยกมือขึ้นตบไหล่ของอีกหญิงสาวเบาๆ อย่างบอกให้รู้ว่าเขาเข้าใจเธอ

ความอบอุ่นที่ไม่เคยได้รับทำให้ปรางรวีเอนกายพิงศีรษะกับไหล่ของอีกฝ่ายอย่างเด็กต้องการที่พึ่ง แม้จะเป็นเวลาแค่ไม่กี่นาทีก็ตาม

"ขอฉันอยู่แบบนี้สักพักนะคะ"

 

“อะไรนะครับ ถอดสายแบตออก”

เสียงของร้อยเอกปฐวีดังขึ้นด้วยความตกใจหลังจากที่ฟังแผนการของพี่ชายจบลง “แล้วถ้ายายน้องเกิดอุบัติเหตุขึ้นมาจะทำยังไงล่ะครับ”

“ไม่หรอกน่า วินัยถอดออกนิดเดียว ถ้าเครื่องจะดับก็คงไปดับกลางสี่แยกและที่สี่แยกก็มีตำรวจดูอยู่ ถ้าโลกมันไม่กลม พรหมไม่ลิขิตหรือความบังเอิญไม่มี ตี๋เล็กคงไม่ลงไปช่วยยายน้องหรอก”

“แต่ว่ามันเสี่ยงมากเลยนะครับ ถ้าเกิดว่ามีอุบัติเหตุหรือว่าคนอื่นเข้าไปช่วยน้องและเกิดทำอะไรไม่ดีไม่ร้ายยายน้องขึ้นมาจะทำยังไงล่ะครับ หรือว่านายตี๋เล็กไม่ดูดำดูดียายน้องขึ้นมาแผนนี้ก็เสียเปล่าน่ะสิครับ”

“ไม่หรอกน่า ตี๋เล็กมันชอบผู้หญิงสวยๆ และน้องเราก็หน้าตาแย่เสียเมื่อไหร่มันคงเต็มใจกระโดดลงไปช่วยล่ะสิไม่ว่า”

“แต่มันก็ยังเสี่ยงอยู่ดี นั่นน่ะความปลอดภัยของยายน้องเลยนะครับ ผมว่ามันควรมีวิธีที่ดีกว่านี้” ปฐวีว่าแล้วก็ชักอยากจะขออำลาขบวนการหาสามีให้น้องสาวเสียจริงๆ เพราะแผนการแต่ละอย่างของพี่ชายและบิดาทำเอาเขาปวดหัวจนขมับเต้นตุบๆ

“ไหนว่ามาสิ วิธีที่ดีกว่านี้ของแกมันเป็นยังไง” ปฐพีว่าเข้าให้เพราะเริ่มกรุ่น ที่นอกจากปฐวีจะไม่ช่วยแล้วยังทำตัวเป็นเรือขวางน้ำอีกต่างหาก

“ก็อย่างเช่นการเจรจา”

“แกคิดว่าป๋าไม่เคยทำหรือไง” พลตำรวจเอกไพโรจน์ที่นั่งเงียบฟังสองพี่น้องเถียงกันมานานพูดขึ้น

ปฐวีมีสีหน้าฮึดฮัดขัดใจอย่างเห็นได้ชัด “นั่นเพราะคุณป๋าไม่พยายามเข้าใจน้องต่างหาก”

“ถ้าแกคิดว่าตัวเองเข้าใจยายน้อง แกก็ลองดูสิ ถ้าแผนสำรองล้มแกจัดการตามวิธีของแกได้เลย” ปฐพีว่าพร้อมกับโยนภาระขั้นต่อไปมาให้ และนั่นก็ทำให้ปฐวีถึงกับอึ้งงันไปชั่วขณะ

“ผมนี่นะ”

“ใช่” สองเสียงจากบิดาและพี่ชายดังขึ้นพร้อมกัน

และก็เป็นพลตำรวจเอกไพโรจน์ที่เดินเข้ามาตบไหล่ของลูกชายคนรองที่เป็นถึงผู้กองแห่งกองทัพบกเบาๆ

“ไหนลองใช้วิชาการเจรจาอย่างที่แกร่ำเรียนมาให้ดูหน่อยสิ มันจะได้ผลเหมือนอย่างในทฤษฏีที่เขาว่าไว้หรือเปล่า”





คุณป๋าขา ทฤษฏีไม่ต้อง ตอนนี้เขาเจอกันเเล้วค่ะ

สุขสันต์วันสงกรานต์ สวัสดีปีใหม่ไทยผู้อ่านที่รักทุกท่านนะคะ ขอให้ผู้อ่านทุกท่านมีความสุขมากๆ สุขภาพแข็งแรง ร่ำรวยเงินทอง หน้าที่การงานเจริญก้าวหน้า ขอให้ปีใหม่นี้เป็นปีที่ดีสำหรับทุกคนนะ

ตลอดปีที่ผ่านมาหากสิรินรชา นาถธีรธาดาผิดพลาดล่วงเกินสิ่งใด ก็ขอโทษจากใจ ขออภัย และขอขมา มา ณ โอกาสนี้ด้วยนะคะ ปิ้วๆ ปิ้วๆ (ยิงปืนฉีดน้ำใส่) 


ขอฝากนิยายเรื่องอื่นๆ ด้วยนะคะ บ้านสินิท-สิริน ร่วมโปร meb E-book Fair 2020 - สัปดาห์หนังสือที่บ้าน ลดทั้งร้านกว่า 30% นะยูว์ 

 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 8 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

15 ความคิดเห็น