ดวงใจขุนศึก [สนพ. ปองรัก]

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 204,947 Views

  • 589 Comments

  • 1,947 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

  • Month Views
    65

    Overall
    204,947

ตอนที่ 7 : ตอนที่ 2 [75%]

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 3264
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 31 ครั้ง
    19 มิ.ย. 61

 

“คิดอะไรอยู่ครับคุณขุนศึก”

น้ำเสียงล้อเลียนจากหน้าห้องทำให้คนนั่งคิดจนเหม่อลอยเผลอสะดุ้งโหยง ใบหน้าคมคายเบนสายตายังที่มาของเสียงทักก่อนจะพบว่าเป็น ภาสกร อธิรักษ์โยธิน พี่ชายคนรองของเขานั่นเอง

ภาสกรเป็นลูกชายคนที่สองของบิดากับภรรยาคนที่สองซึ่งเป็นต้นห้องของหม่อมราชวงศ์รจเรข อธิรักษ์โยธิน หลังจากมารดาเสียชีวิตไปตั้งแต่ให้กำเนิดภาสกรได้ไม่นาน ภาสกรหรือคุณรองของน้องๆ ก็ถูกเลี้ยงโดยหม่อมราชวงศ์รจเรขคู่กับสี่ทิศ เป็นมือขวาที่คอยจัดการอะไรๆ ให้กับครอบครัวเสมอมา ไม่เว้นแม้แต่คราวนี้

ร่างสูงกว่าร้อยแปดสิบเซนติเมตรก้าวอาดๆ เข้ามาในห้อง หลังจากที่น้องชายก้มหน้าลงไปถอนหายใจยาวดุจเดิม

“มีเรื่องให้คิดอะไรนักหนา อายุก็เพิ่งเท่านี้เอง”

ภาสกรชายหนุ่มที่เต็มไปด้วยรอยยิ้มและเสียงหัวเราะว่าเข้าให้ เมื่อน้องชายเอาแต่ทำหน้าเบื่อโลกและทำงานผิดพลาดจนเขาต้องเข้ามาทักท้วง ก่อนจะพบว่านอกจากจะเบื่อโลกและทำงานผิดพลาดแล้วขุนศึกยังเหม่อลอยเหมือนคนคิดหนักอีกต่างหาก

ห้องทำงานของหัวหน้าทีมวิศวกรแห่งอธิรักษ์โยธินค่อนข้างโล่งโปร่งเพราะเจ้าตัวชอบความเรียบง่าย เฟอร์นิเจอร์น้อยชิ้นถูกจัดวางไว้ยังตำแหน่งที่มันควรอยู่ โต๊ะทำงานตัวใหญ่ตั้งเด่นอยู่กลางห้องพร้อมจอแอลอีดี มุมหนึ่งเต็มไปด้วยเอกสารที่ต้องตรวจ ขณะที่เบื้องหลังเป็นชั้นวางของแบบยึดติดกับผนัง รูปภาพ โล่รางวัลแห่งความสำเร็จ และหนังสือเล่มโปรดถูกจัดเรียงไว้อย่างเป็นระเบียบ หมวกนิรภัยสีขาวที่ใช้ในการตรวจไซต์งานถูกวางทิ้งอย่างไม่ไยดีบนโต๊ะกระจกตัวเตี้ยหน้าโซฟาตัวใหญ่ ถัดกันเล็กน้อยเป็นโมเดลย่อส่วนของอาคารพาณิชย์ย่านธุรกิจ ผลงานชิ้นล่าสุดของหัวหน้าทีมวิศวกรคนเก่ง แต่ภาสกรไม่นึกสนใจที่จะมอง เขาเดินเข้าไปหาน้องชายที่โต๊ะทำงานจนน้องชายเริ่มรู้สึกอึดอัดกับสายตาจ้องจับผิด

“คุณรองมีอะไรหรือเปล่าครับ”

ขุนศึกเลือกที่จะถามกลับแทนการตอบคำถาม สีหน้ายังคงไม่ต่างจากเมื่อครู่เลยแม้แต่นิด เพราะตอนนี้มันติดจะเบื่อหน่ายเข้าไปอีก จนหนุ่มจอมทะเล้นของบ้านต้องเดินเข้าไปเมียงๆ มองๆ ด้วยความสงสัย และหย่อนสะโพกเพรียวลงบนขอบโต๊ะพลางกอดอกมองน้องชายต่างมารดานิ่งๆ

“มีปัญหาอะไรหรือเปล่านายขุน”

“ผมไม่มีปัญหาอะไรหรอกครับ ว่าแต่คุณรองเถอะมีอะไรหรือเปล่าถึงได้มาหาผมถึงห้อง” เลือกที่จะเลี่ยงและถามกลับไปอีกหนเพื่อตัดบท

ภาสกรลอบสังเกตสีหน้าพร้อมอากัปกิริยาของคนเป็นน้องที่แสดงออก ก่อนจะลงความเห็นว่าไม่เชื่อคำนั้นเลยสักนิด คนไม่มีอะไรจะนั่งทำหน้าเบื่อโลกอย่างนี้ทำไมกัน

“ถ้าไม่มีอะไรแล้วทำไมรายงานของนายมันถึงได้มั่วอย่างนี้ล่ะ” ไม่ว่าเปล่าภาสกรยังโยนเอกสารรายงานที่ถือมาลงบนโต๊ะตรงหน้าน้องชายอีกต่างหาก

ขุนศึกเหลือบมองเอกสารที่ตนเพิ่งส่งไปให้พี่ชายตรวจด้วยความมึนงง ‘มั่ว’ อย่างนั้นหรือ มือใหญ่เอื้อมออกไปหยิบมันขึ้นมาเปิดอ่านคร่าวๆ ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองพี่ชาย

“นายเป็นอะไรกันแน่” ภาสกรถามแล้วก็รอฟัง แต่เมื่อไม่มีคำตอบภาสรกรจึงเดาต่อ “ทะเลาะกับเคท?”

ชื่อของหญิงสาวมีอิทธิพลทำให้น้องชายเปลี่ยนท่าทางไปจนสิ้นเชิง นั่นหมายความว่าสิ่งที่เขาเดาถูกต้องที่สุด

“ทะเลาะอะไรกันอีกล่ะคราวนี้”

“ไม่มีอะไรครับ” คนเป็นน้องปฏิเสธ อึดอัดใจที่จะเอ่ยถึง

ภาสกรเลิกคิ้วมองไม่อยากจะเชื่อถือ แต่ก็ทำได้เพียงกอดอกเมินหน้าออกไปมองทิวทัศน์ของตึกสูงในเวลาเที่ยงวันด้านนอกแทนการคาดคั้นเอาคำตอบจากน้องชายที่ชื่อขุนศึก เพราะรู้นิสัยกันดีหากมีเรื่องใดที่ขุนศึกอยากจะบอก เขาจะเป็นคนพูดมันออกมาเอง

เมื่อเห็นท่าทางไม่สนใจของพี่ชาย ขุนศึกก็รู้สึกร้อนรน จึงเริ่มขยับตัวคล้ายต้องการเอ่ยอะไรสักอย่าง

“คุณรองครับ”

“ว่าไง” ภาสกรตอบกลับโดยยังคงมองยอดตึกที่ได้ชื่อว่าสูงที่สุดในประเทศไม่เปลี่ยนแปลง แต่ภายในดวงตาคมเข้มของอธิรักษ์โยธินคนพี่กลับสั่นระริกเมื่อท่าทางไม่สนใจของตนเค้นคำตอบได้ดีกว่าการคาดคั้นน้องชายเป็นไหนๆ

“ผม...เอ่อ” เสียงทุ้มติดขัด ขุนศึกไม่มั่นใจนักว่าควรจะเริ่มที่จุดไหน ในเมื่อปัญหามันเกิดขึ้นตั้งแต่เริ่มต้น บางทีเขาอาจคิดผิด ผิดมาโดยตลอด “ผมอยากเลิกกับเคท”

“อะไรนะ?!”

คราวนี้ภาสกรหันกลับมามองคนเป็นน้องแทบจะทันทีที่ประโยคนั้นจบลง นัยน์ตาคมเข้มเต็มไปด้วยคำถามและความไม่เข้าใจในสิ่งที่อีกฝ่ายพยายามบอก

เลิกกับรมิตา ‘เลิก’ ที่มีความหมายว่า ‘แยกทาง’ กันอย่างนั้นใช่ไหม

“ผมบอกว่าผมอยากเลิกกับเคท”

“ทำไม”

“นั่นสิครับทำไม”

คนเป็นน้องให้คำตอบไม่ได้ เขาอาจจะเป็นคนฉลาดในเรื่องของการทำงานจนสามารถขึ้นมานั่งตำแหน่งหัวหน้าฝ่ายวิศวกรของอธิรักษ์โยธินในระยะเวลาไม่กี่ปี ผลงานหลายชิ้นพิสูจน์ความสามารถว่าเขาสมควรกับตำแหน่งในปัจจุบันมากกว่าสายเลือดที่ไหลเวียนอยู่ในกาย แต่เขากลับกลายเป็นคนโง่อย่างไม่น่าเชื่อเมื่อต้องทำอะไรตามความรู้สึกของตนเอง ความรู้สึกที่ทำลงไปโดยสัญชาตญาณ ไม่ต้องใช้เหตุผลหรือความคิดอย่างเช่นตอนนี้

“อย่าไปเที่ยวบอกใครต่อใครนะว่านายเป็นน้องชายของฉัน”

“คุณรอง”

ขุนศึกที่กำลังสับสนกับความคิดของตนเองเงยหน้าขึ้นมองคนพูดด้วยความไม่เข้าใจ แค่เขาถูกรมิตาเอ่ยปากว่าอยากจะพาไปที่บ้านก็ทำให้เขารู้สึกสับสนมากพอแล้ว ยิ่งมาเจอพี่ชายพูดแบบนี้อีก

“นายไม่มีเหตุผลที่จะเลิกกับเขา” เมื่อน้องชายเงียบภาสกรก็ว่าต่อ “บางครั้งความรักมันไม่จำเป็นต้องมีเหตุผล แค่ทำตามที่ตัวเองรู้สึกเท่านั้นก็เพียงพอแล้ว”

“แต่ผมทำไมได้” คนเป็นน้องก้มหน้างุด

เขานอนไม่หลับมาทั้งคืนขณะที่รมิตาหลับไปพร้อมกับน้ำตา เธอเอ่ยปากว่าอยากพาเขาไปที่บ้าน บ้านที่มีสมาชิกในครอบครัวของเธอ และนั่นมันไม่ได้หมายความว่าไป ‘เที่ยว’ ตามที่เธอบอก แต่หมายถึงการไป ‘รู้จัก’ กับครอบครัวของเธอในฐานะ ‘คนรัก’ ซึ่งมันหมายความได้ว่า ‘คนรักลับๆ’ ที่เคยเป็นมาจะไม่มีอีกต่อไป

“นายมันเป็นพวกชอบหนีปัญหา”

พี่ชายกล่าวโจมตีเมื่อท้ายที่สุดขุนศึกก็เลือกที่จะปฏิเสธแทนการลุกขึ้นสู้ ไม่ใช่ว่าภาสกรไม่เคยได้ยินอีกฝ่ายเอ่ยถ้อยคำทำนองนี้ แต่ทุกครั้งที่ขุนศึกพูดออกมา วันรุ่งขึ้นขุนศึกจะทำเช่นนั้นและวันต่อมารมิตาก็จะมาง้องอนก่อนที่จะเย็นวันนั้นเองทุกอย่างจะจบลงด้วยดีราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น

แต่ครั้งนี้ภาสกรสังเกตเห็นความผิดปกติบางอย่าง ขุนศึกมีความไม่มั่นใจในคำนั้นของตนเองเต็มเปี่ยม นั่นหมายถึงมันชัดเจนยิ่งกว่าครั้งไหน และขุนศึกก็ไม่ได้อยากจะทำเช่นนั้นแม้แต่นิด

“ผมไม่กล้าพอ”

“ไม่กล้าพอสำหรับอะไร”

ภาสกรรีบรุกไม่เปิดช่องให้น้องชายได้คิดหาคำเลี่ยงและมันก็ทำให้ขุนศึกเลือกที่จะระบายความคิดและความอัดอั้นที่มีออกมาจนหมด

“...ผมไม่มั่นใจว่าในอนาคต ผมกับเคทเราจะได้อยู่ด้วยกัน ผมกลัวว่าถ้าวันไหนผมทำเหมือน...เหมือนผู้ชายคนนั้น ผมคงเป็นผู้ชายที่แย่ที่สุดที่ทำให้เธอเสียใจ บางทีการที่ผมเลือกจะจบทุกอย่างในตอนนี้มันอาจจะดีกว่าท้ายที่สุดเคทจะต้องเสียใจเพราะผม”

ไม่ต้องบอกก็รู้ได้ดีว่า ‘ผู้ชายคนนั้น’ ที่กำลังเอ่ยถึงนั้นคือใคร ภาสกรมองน้องชายที่กำลังสับสนในความรู้สึกของตนเองนิ่ง

“และที่นายเลือกจะทำ มันไม่ทำให้เคทเสียใจเลยอย่างนั้นเหรอ”

“แต่อย่างน้อย...”

น้องชายทำท่าจะเถียงแต่ภาสกรยกมือขึ้นห้าม แม้จะผ่านโลกมาไม่มาก รู้ถึงความรู้สึกที่เรียกว่ารักน้อยกว่าพี่น้องคนอื่น แต่เขาก็พอใจที่จะมอบมันให้ใครเพียงแค่คนเดียว

“อย่างน้อยนายก็ไม่ควรเอาตัวเองไปเปรียบเทียบกับผู้ชายคนนั้น”

“ผมไม่ได้เอาตัวเองไปเปรียบเทียบเขา” ขุนศึกเถียงกลับ

“นายไม่ได้เปรียบเทียบ แต่นายเลือกที่จะเป็นเหมือนผู้ชายคนนั้น” ดวงตาคู่คมของคนเป็นพี่จ้องสบนิ่ง “นายเลือกที่จะหนีปัญหาโดยการคิดว่าตัวเองจะมีคนใหม่ นายเผื่อใจที่จะมีคนใหม่เพราะนายไม่ได้รักเคท”

เห็นคนเป็นน้องเถียงไม่ออก ภาสกรก็รีบรุกหนักเพื่อให้คนที่ไม่เคยใช้ความรู้สึกเหนือเหตุผลได้รู้ตัวเสียทีว่ากำลังทำอะไรอยู่

“นายไม่ได้รักรมิตา”

“ผมรักรมิตา!”

เมื่อโดนย้ำถึงสองครั้งสองคราคนที่ถูกกล่าวหาก็โพล่งกลับแทบจะทันที ก่อนจะนิ่งไปเมื่อรู้ตัวว่าทำอะไรลงไป

“ก็แค่นั้น” ภาสกรกระตุกยิ้มเมื่อทุกอย่างเป็นไปตามแผน มือใหญ่ตบบ่าคนเป็นน้องเบาๆ “นายควรไปบอกเคทนะ”

“แต่ว่า...”

“และควรไปเยี่ยมพ่อแม่ของเคทเขาด้วย”

“แล้วถ้าเกิดว่าในอนาคตผมเจอคนใหม่”

“ก็ปล่อยให้เป็นเรื่องของอนาคตสิ นายจะไปสนใจทำไมกัน ในเมื่อตอนนี้นายอยู่กับปัจจุบัน และคนที่นายรักก็คือเคท ไม่ใช่ผู้หญิงคนอื่น เลิกกลัวอะไรที่มันไม่น่ากลัวเสียทีเถอะ เห็นแล้วไม่อยากจะเชื่อว่านายมีสายเลือดของอธิรักษ์โยธินไหลอยู่ในตัว”

เห็นขุนศึกไม่ตอบรับหรือปฏิเสธภาสกรก็คิดที่จะปล่อยให้น้องชายได้ทบทวนทุกอย่างเพียงลำพัง ทายาทคนรองของอธิรักษ์โยธินลุกขึ้นยืนเต็มความความสูง

“คิดเองแล้วกันว่าจะทำยังไงต่อไป อ้อ...อย่าลืมแก้รายงานส่งฉันก่อนเลิกงานวันนี้ด้วยละ”

ประโยคหลังสำทับสั่งความแล้วเดินออกไปจากห้อง ทิ้งให้คนกลัวอะไรที่ไม่ควรกลัวได้สำรวจความคิดและหัวใจของตนเองตามลำพัง

เขารักรมิตา...ขุนศึกบอกกับตัวเองได้เพียงเท่านั้น และเขาคงทนไม่ได้ถ้าหากไม่มีเธออยู่ข้างกาย

‘…นายจะไปสนใจทำไมกัน ในเมื่อตอนนี้นายอยู่กับปัจจุบัน และคนที่นายรักก็คือเคท ไม่ใช่ผู้หญิงคนอื่น’

นั่นสินะ เขากังวลไปทำไม ในเมื่อเขายังอยู่กับปัจจุบัน และเธอคือปัจจุบันของเขา

‘เคทมีพี่ขุนแค่คนเดียวนะคะ และจะมีแค่คนเดียวตลอดไป’

ประโยคหวานยังแว่วอยู่ข้างหู แม้เสียงคนพูดจะสั่นเครือแต่เขาสัมผัสได้ถึงความจริงจังในสิ่งที่เธอเอ่ยบอก ริมฝีปากหยักกระตุกยิ้มความรู้สึกหนักอึ้งที่เคยมีราวกับมลายหายไปจนหมดสิ้น แค่ทำตามสัญชาตญาณความรู้สึกเท่านั้นก็เพียงพอ

คนเบื่อโลกเปลี่ยนท่าทีเป็นรักโลกใบนี้ขึ้นมาฉับพลัน มองไปทางไหนก็รู้สึกดีจนต้องเผลอยิ้ม เสือยิ้มยากที่ชื่อขุนศึกมองรายงานที่พี่ชายนำมาให้ด้วยความรู้สึกที่แตกต่างจากเมื่อสิบนาทีก่อนลิบลับ

รอพี่ก่อนนะเคท พี่จะรีบไปหา






ขุนศึกมีชื่อเล่นว่า 'โคขุน'

พระเอกเรื่องนี้ก็จะออกแนวโง่ๆ หน่อยนะคะ



ดวงใจขุนศึก ราคาเล่มละ 276.25 บาท (ราคาหน้าปก 325 บาท )

จัดส่งฟรีพร้อมของที่ระลึก

สั่งซื้อรูปเล่มที่ Fan page : สำนักพิมพ์ปองรัก

                     Fan page : สิรินรชา นาถธีรธาดา

หรือสนใจรูปแบบอีบุ๊ค สามารถกดซื้อได้ที่ 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 31 ครั้ง

0 ความคิดเห็น