ดวงใจขุนศึก [สนพ. ปองรัก]

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 204,942 Views

  • 589 Comments

  • 1,947 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

  • Month Views
    60

    Overall
    204,942

ตอนที่ 57 : บทส่งท้าย [100%]

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 2049
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 26 ครั้ง
    10 ส.ค. 61

พักใหญ่ๆ ชัยวัฒน์และรสรินก็เดินเคียงคู่ออกมาจากสำนักงานเพื่อพาหญิงสาวไปดูโรงเรือนของกุหลาบ ภาสกรที่รอท่าอยู่แล้ว ทำทีเดินเข้ามาหาคนทั้งสองพร้อมกับเอ่ยถาม

“จะไปไหนกันครับ”

“ผมกำลังจะพาคุณโรสไปชมกุหลาบที่ไร่ของเราครับ”

“ถ้าอย่างนั้นผมไปด้วยคนสิ”

“คุณจะไปทำไมไม่ทราบ” เป็นรสรินที่หันมาเอาเรื่องคนจอมจุ้น

ภาสกรยักไหล่ส่งให้กวนๆ “ผมจะกลับไปบ้านพ่อเลี้ยง คุณผ่านไปทางนั้นใช่ไหมคุณชัยวัฒน์”

“แล้วคุณขุนศึกล่ะครับ”

“ผมก็ไม่รู้เหมือนกัน ผมไปเข้าห้องน้ำแป๊บเดียวพวกเขาก็หายกันไปหมดแล้ว” ภาสกรแกล้งทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ แต่คนที่รู้จักชายหนุ่มจนแทบจะรู้ไส้รู้พุงอย่างรสรินถึงกับกลอกตาด้วยความอ่อนใจ

“ถ้าอย่างนั้นเดี๋ยวฉันจะให้ลุงนวยไปส่งคุณที่บ้านพ่อเลี้ยงก็แล้วกัน” รสรินหาทางออกให้ แต่ไม่ยักจะถูกใจคนมีปัญหา

“แต่ผมว่าผมไปกับพวกคุณดีกว่า น่าสนุกว่าตั้งเยอะ”

ภาสกรยักคิ้วกวนๆ มาให้ รสรินนึกรู้ในทันทีว่าเขาต้องการจะก่อกวนเธอ แต่คนกลางที่ไม่รู้อีโหน่อีเหน่อย่างชัยวัฒน์กลับตอบรับด้วยความยินดี

“ได้เลยครับ”

“คุณชัยวัฒน์” รสรินเรียกผู้จัดการหนุ่มเสียงสูง ก่อนจะกระซิบกระซาบให้ได้ยินกันสองคน “คุณดูไม่ออกหรือคะว่าตานี่จงใจจะไปก่อกวนเรา”

“คุณภาสกรไม่น่าจะใช่คนแบบนั้นหรอกครับ”

“ใช่ครับ ผมถูกใส่ร้าย”

ประโยคหลังนั้นภาสกรที่แอบฟังพยักหน้าสนับสนุนพร้อมกับแก้ตัวให้ตัวเองเสร็จสรรพ น่าหมั่นไส้นัก...รสรินคิดก่อนจะสะบัดหน้าพรืดไปทางอื่น

และนั่นก็เป็นเหตุผลที่ทำให้รถไฟฟ้าที่ชัยวัฒน์ทำหน้าที่พลขับมีภาสกรเป็นผู้โดยสารเพิ่มมาอีกหนึ่งคน ผู้จัดการไร่อัศวกุลแนะนำสถานที่ต่างๆ ภายในไร่อย่างคล่องแคล่ว เพราะตั้งแต่ขุนศึกวางโครงการพัฒนาไร่ชายหนุ่มก็จัดการวางเส้นทางการเดินทางภายในไร่ไว้ทั้งหมด ทำให้ถนนหินคลุกที่เคยมีบัดนี้เปลี่ยนเป็นถนนคอนกรีตเสริมเหล็กแทบทุกเส้นทาง นอกจากจะเป็นหนึ่งในแผนพัฒนาไร่อัศวกุลแล้วยังอำนวยความสะดวกให้กับคนงานในไร่อีกด้วย

“ตอนนี้เรากำลังจะรื้อแปลงกุหลาบบางส่วนเพื่อเปลี่ยนเป็นโรงเรือนสำหรับปลูกกุหลาบส่งออกโดยเฉพาะครับ จริงอยู่ว่าปกติแล้วเราส่งกุหลาบให้กับปากคลองตลาดเป็นหลักและแม่ค้าก็รับซื้อทั้งหมด แต่ราคาที่ขึ้นลงไม่แน่นอนต่อให้เราผลิตได้มากแค่ไหนก็ไม่อาจคำนวณกำไรที่แน่นอนได้ คุณขุนศึกก็เลยเสนอให้เน้นตลาดส่งออกเพราะทางอเมริกา ยุโรปและญี่ปุ่นยังคงมีความต้องการเป็นจำนวนมาก เพียงแต่เราต้องดูแลเขาเป็นพิเศษเท่านั้น”

ชัยวัฒน์อธิบายขณะพาคนทั้งสองเข้าไปชมในส่วนของโรงเรือนสำหรับกุหลาบส่งออก “การทำโรงเรือนอาจจะใช้ค่าใช้จ่ายมากหน่อยในระยะเริ่มต้น แต่เมื่อเทียบกับผลระยะยาวแล้วมีความคุ้มค่ามากทีเดียวครับ เพราะภายในนี้เราป้องกันโรคและแมลงได้โดยไม่ใช้สารเคมี ทำให้ดอกกุหลาบของเราทุกดอกเป็นกุหลาบออร์แกนิกที่ไม่ใช้สารเคมี ยิ่งกว่านั้นนะครับเรายังตั้งใจที่จะพัฒนาผลิตภัณฑ์จากกุหลาบ พวกชากุหลาบออร์แกนิกและของฝากเพื่อเป็นสินค้าของที่ไร่ด้วยครับ”

“ดีจังเลยค่ะ ถ้าสนใจเปิดหน้าร้านอย่าลืมคิดถึงไซแอมมอลล์นะคะ”

“ได้ทีขายของเชียวนะคุณ” เป็นเสียงของภาสกรที่โพล่งเข้ามาขัดบทสนทนา รสรินหน้างอง้ำเมื่อถูกขัด ขณะที่ชัยวัฒน์นั้นหัวเราะเบาๆ กับคำสัพยอกของชายหนุ่ม

“นี่เป็นดอกกุหลาบสายพันธุ์เฉพาะของเราครับ”

“ทำไมถึงเรียกว่าสายพันธุ์เฉพาะคะ”

“พ่อเลี้ยงท่านปรับปรุงสายพันธุ์เองกับมือเลยนะครับ จนกระทั่งได้สายพันธุ์ที่ทนทานต่อโรคและแมลง ที่สำคัญก้านยาวและให้ดอกขนาดใหญ่เหมาะสำหรับการส่งออกโดยเฉพาะ แม้ว่าจะไม่ได้ใช้สารเคมีเลยก็ตาม”

“สวยจังเลยค่ะ” รสรินชมจากใจจริง

ชัยวัฒน์ยิ้มรับเมื่อมีคนชื่นชอบดอกไม้ของที่ไร่ ผู้จัดการหนุ่มล้วงกรรไกรตัดกิ่งจากกระเป๋ากางเกงที่มักพกติดตัวเป็นประจำออกมาตัดดอกกุหลาบที่กำลังบานสวยได้ที่มายื่นส่งให้

“ผมให้ครับ”

“ให้โรสหรือคะ” รสรินตาโต ขณะที่คนร่วมทริปอย่างภาสกรรู้สึกหน้าตึงขึ้นมาอย่างไม่เข้าใจตัวเองที่อยู่ๆ ก็รู้สึกเช่นนั้น รสรินยื่นมือออกไปรับ “ขอบคุณนะคะ โรสชอบมากๆ เลยค่ะ”

“ยินดีครับ”

“หอมมากค่ะ” รสรินยืนยันอีกครั้งด้วยการสูดกลิ่นหอมของราชินีดอกไม้ ทว่าท่าทางของเจ้าหล่อนทำให้ภาสกรรู้สึกหงุดหงิด...แค่ดอกไม้ดอกเดียวทำไมต้องทำหน้าบานขนาดนั้นด้วย

ชัยวัฒน์พารสรินและภาสกรเดินชมโรงเรือนกุหลาบของไร่อีกสองสามแห่ง โดยโรงเรือนแต่ละแห่งนั้นจะให้สีดอกกุหลาบแตกต่างกันออกไป จนกระทั่งมาถึงโรงเรือนแห่งสุดท้ายที่อยู่ห่างจากบ้านของพ่อเลี้ยงวัฒนาไม่ไกลนัก และในจังหวะนั้นเองที่โทรศัพท์มือถือของชัยวัฒน์ดังขึ้น ผู้จัดการหนุ่มกดรับและกรอกเสียงลงไปก่อนที่ใบหน้าคมเข้มแบบหนุ่มบ้านไร่จะเปลี่ยนเป็นเคร่งขรึม ชัยวัฒน์รับปากปลายสายสองสามประโยคแล้วกดวาง หันกลับมามองแขกทั้งสองและเอ่ยขออภัย

“มีอะไรหรือเปล่าคะคุณชัยวัฒน์”

“มีคนงานของเราคนหนึ่งกำลังจะคลอดลูกครับ ผมจำเป็นต้องพาเขาไปโรงพยาบาลโดยเร็วที่สุด” ชัยวัฒน์มีแววลังเล ก่อนจะเอ่ยขออภัยอีกครั้ง “จากที่นี่ไปถึงบ้านของพ่อเลี้ยงไม่ไกลนัก ผมต้องขอโทษจริงๆ นะครับที่ไม่สามารถไปส่งพวกคุณได้”

“นี่คุณกำลังจะบอกว่าให้เราเดินไปอย่างนั้นเหรอ”

“ผมมีความจำเป็นจริงๆ ครับ”

สีหน้าร้อนใจของชัยวัฒน์ให้ภาสกรรู้สึกผิดที่ถามออกไปอย่างนั้น

“ไม่เป็นไรครับ ผมกับโรสเราเดินกลับบ้านพ่อเลี้ยงกันเองก็ได้ ได้ใช่ไหมคุณ” ท้ายประโยคก้มลงถามคนข้างตัวที่มีความสุขเหลือเกินกับดอกกุหลาบในมือ

“ได้ค่ะ ไม่มีปัญหาอยู่แล้ว” รสรินตอบกลับ

ชัยวัฒน์มีสีหน้าโล่งใจ เอ่ยขออภัยเป็นคำรบสามก่อนจะลาแล้วผลุนผลันจากไป เมื่อชัยวัฒน์ไม่อยู่ภาสกรและรสรินก็หันมามองหน้ากันอย่างไม่ได้นัดหมาย ก่อนจะสะบัดพรืดไปคนละทางราวกับเบื่อหน้ากันเหลือเกิน

“เอาไงต่อเรา”

“ก็เดินสิ” รสรินตอบเสียงห้วนเมื่อถูกถาม

ภาสกรขมุบขมิบล้อเลียนท่าทางของเจ้าหล่อน นึกหมั่นไส้ที่เวลาอยู่ต่อหน้าเขารสรินกลับทำตัวเป็นยายครูระเบียบ ทีตอนอยู่ต่อหน้าผู้ชายอื่นละเสียงอ่อนเสียงหวาน ชายหนุ่มก้าวตามหลังเมื่อรสรินออกเดินนำไปก่อน หญิงสาวในชุดหรูราคาแพงเดินเชิดหน้าคอตั้งไปตามทางเดินมุ่งหน้าสู่บ้านของพ่อเลี้ยงวัฒนา ทว่ารองเท้าพราด้าคงไม่เหมาะกับการใส่เดินไกลๆ โดยเฉพาะเมื่อต้องเดินลัดแปลงกุหลาบอย่างเช่นในตอนนี้

“โอ๊ย!”

“เป็นอะไรคุณ” ภาสกรถามไถ่ ขมวดคิ้วมองหาสาเหตุแล้วก็ต้องหลุดหัวเราะเมื่อเห็นส้นรองเท้าแบรนด์หรูเสียบอยู่ในดินข้างแปลงกุหลาบ “นี่คุณเดินยังไงถึงทำให้รองเท้าส้นหักเอาได้”

“อีตาบ้า ไม่ช่วยแล้วยังจะหัวเราะฉันอีก”

รสรินร้องแว้ด ใบหน้าหงิกงอเมื่อถูกล้อเลียน แล้วอย่าคิดว่าการที่เธอต่อว่าเขาจะทำให้ภาสกรหยุดหัวเราะได้ เพราะทายาทคนรองแห่งบ้านอธิรักษ์โยธินแหงนหน้าหัวเราะด้วยเสียงที่ดังกว่าเดิม หญิงสาวสะบัดหน้าพรืด ก้มลงดึงส้นรองเท้าที่ฝังอยู่ในดินขึ้นมาถือแล้วเดินกระเผลกจากไป

ท่าทางงกๆ เงิ่นๆ ของรสรินยามต้องเดินด้วยรองเท้ามีส้นข้างไม่มีข้างขัดตาภาสกรจนรู้สึกหงุดหงิด โดยเฉพาะเมื่อหญิงสาวสะดุดจวนล้มอยู่บ่อยครั้ง

“นี่คุณ”

“อะไร” รสรินหันมาแว้ด ก่อนจะร้องว้ายเมื่อถูกตวัดขึ้นอุ้มเต็มวงแขน “นายโย่ง!”

“อะไร”

“นี่นายจะทำอะไรน่ะ”

“ก็อุ้มคุณไง”

“ไม่ต้องเลยนะ ปล่อยฉันลงเดี๋ยวนี้” กำปั้นน้อยๆ ทุบลงบนลาดไหล่แข็งแรงเพื่อให้เขาวางเธอลง

ภาสกรส่ายหน้ากับความเรื่องมากของหญิงสาวจึงยอมวางลงแต่โดยดี ไม่อย่างนั้นรสรินได้โวยวายจนคนงานในไร่อัศวกุลแตกตื่นเป็นแน่ พอเป็นอิสระเจ้าหล่อนก็รีบผละหนีราวกับเขาเป็นกิ้งกือไส้เดือน แต่โชคร้ายที่รองเท้าส้นไม่เท่ากันจึงทำให้เธอเกือบหงายหลัง และโชคดีที่เขาดึงมือเรียวนุ่นนั้นไว้ได้ทัน เมื่อหญิงสาวสามารถยืนได้อย่างมั่นคงเขาจึงรีบเอ่ยขึ้น

“ถอดออกมา”

“อะไรนะ”

“ถอดรองเท้าของคุณออกมา” ภาสกรย้ำชัดถ้อยชัดคำ

รสรินมองอย่างหวาดระแวงก่อนจะร้องกรี๊ดเมื่อทันทีที่ถอดรองเท้าส่งให้ตามที่เขาสั่ง ภาสกรกลับใช้ส้นรองเท้าข้างที่ยังดีอยู่งัดกับขอบถนนจนมันหักดังเปาะ

“พราด้าของฉัน! นี่นายทำอะไรลงไปน่ะนายโย่ง”

“เอ้า! ใส่ซะ แล้วก็เลิกบ่นได้แล้ว” ภาสกรโยนรองเท้าส้นสูงแบรนด์หรูที่เวลานี้กลายเป็นรองเท้าส้นเตี้ยหาชื่อแบรนด์ไม่เจอไปให้

“ไม่ใส่!” รสรินว่าอย่างดื้อดึง ถือรองเท้าคู่โปรดของตัวเองขึ้นมากอดอย่างหวงแหน

ท่าทางราวกับเขาทำผิดนักหนากับแค่การหักส้นรองเท้าของเธอเพื่อที่จะทำให้มันเท่ากัน และท่าทางเหล่านั้นเองที่ทำให้ชายหนุ่มหงุดหงิด

“ถ้าไม่ใส่ก็เรื่องของคุณ" ภาสกรย้อนกลับ "จะเดินเท้าเปล่าก็เชิญ" ว่าอย่างไม่ใส่ใจแล้วเดินหนี

รสรินกรีดร้องตามหลังพร้อมกับบริภาษเขาด้วยประโยคเดิมๆ แต่ใครจะนึกว่ารสรินจะยอมเดินเท้าเปล่าจริงๆ ภาสกรหันกลับมามองท่าทางเหยาะแหยะของเจ้าหล่อนแล้วส่ายหน้า

“เดินเร็วๆ หน่อยสิคุณ”

“ก็ฉันเจ็บเท้านี่ ร้อนด้วย”

ท้ายประโยคนั้นคนฟังก็พอจะรู้อยู่หรอก ถนนคอนกรีตในเวลาบ่ายกลางฤดูร้อนแบบนี้ยังไงก็ต้องร้อนเป็นธรรมดา เมื่อรสรินเดินมาถึงภาสกรจึงถอดรองเท้าของตัวเองแล้วเตะไปให้

“ใส่ซะ”

“อะไรนะ”

ภาสกรรำคาญคำถามของเจ้าหล่อนเหลือกำลัง “ผมบอกให้ใส่รองเท้าของผม แล้วเดินกลับบ้าน”

“แล้วนายละ”

“แค่นี้ไม่ตายหรอก”

ภาสกรว่าอย่างหมั่นไส้ รสรินนึกอยากจะตอบกลับด้วยคำแรงๆ ดุจกัน แต่เกรงว่าเขาจะยึดรองเท้าของตนเองคืน หญิงสาวจึงยอมสงบศึกด้วยเป็นการชั่วคราว ทว่ากิริยาหน้าเชิดคอตั้งของเจ้าหล่อนไม่ได้ลดลงแม้แต่นิด แม้กระทั่งในเวลาที่ต้องเดินในรองเท้าคู่ใหญ่ของเขาแบบนี้

ราวสิบกว่านาทีต่อมาภาสกรและรสรินก็เดินกลับมาถึงบ้านของพ่อเลี้ยงวัฒนาซึ่งตั้งอยู่กลางไร่อัศวกุล ชายหนุ่มรีบวิ่งขึ้นไปกระโดดโหย่งๆ บนสนามหญ้าหน้าบ้านทันที เพราะนอกจากพื้นคอนกรีตขรุขระไม่เรียบเสมอกันแล้ว ความร้อนของมันก็ทำให้เขารู้สึกปวดแสบปวดร้อนมากอย่างไม่น่าเชื่อ รสรินหันมาหัวเราะขึ้นจมูกกับท่าทางของคนที่บอกว่าเรื่องแค่นี้ไม่ตายหรอก นึกอยากจะสมน้ำหน้านัก...แต่ถ้าไม่ได้เขาก็คงต้องเป็นเธอที่ทำกิริยาแบบนั้น นึกแล้วก็ลดเสียงหัวเราะเหล่านั้นลงมาสักหน่อยเพื่อไว้หน้าเขาบ้าง

“ตากร มากันแล้วหรือลูก” หม่อมราชวงศ์รจเรขร้องทักเมื่อเห็นชายหนุ่มหญิงสาว ทั้งสองเดินเข้าไปใกล้โดยภาสกรเดินผ่านสนามหญ้าไปยืนหน้าบ้าน ซึ่งเวลานี้เหล่ามารดาของเขาและครอบครัวอัศวกุลกำลังรออยู่ “แล้วนั่นทำไมถึงเดินเท้าเปล่าละ”

เมื่อค้นหาสาเหตุ ทุกคนก็เบนสายตาไปหยุดที่เท้าของรสรินแทน

“รองเท้าของโรสหักน่ะค่ะ นายโย่งก็เลยให้ยืมรองเท้าใส่”

คำตอบของหญิงสาวเรียกสายตาของแม่ๆ ให้หันมามองกัน สื่อความหมายอย่างที่พวกท่านเท่านั้นจะเข้าใจ ก่อนชักชวนให้เข้าบ้าน ไปล้างมือล้างเท้าเพื่อรับประทานอาหาร

เนื่องจากคนอื่นๆ รับประทานอาหารกันไปแล้ว และกำลังเล่นอยู่กับขวัญยิหวา ภาสกรจึงเดินโหย่งๆ ไปที่ม้านั่งด้านนอกติดกับห้องนั่งเล่นที่ทุกคนรวมตัวกันอยู่เพื่อเอนกาย ทว่าท่าทางของชายหนุ่มกลับไม่ได้รอดพ้นสายตาของใครอีกคนเลย

“ที่นี่มีกล่องปฐมพยาบาลหรือเปล่าคะ” รสรินหันไปถามแม่บ้านมะเมียะที่กำลังเก็บโต๊ะ อีกฝ่ายพยักหน้ารับและเดินไปหยิบมาส่งให้ รสรินเอ่ยขอบคุณเบาๆ แล้วเดินตามคนตัวใหญ่ออกไป

“นี่”

“อย่าเพิ่งมาชวนผมทะเลาะนะโรส ไม่มีอารมณ์” ภาสกรหน้ายุ่งเมื่อเห็นว่าใครเดินมาทัก รสรินหมั่นไส้นัก หญิงสาวทรุดกายลงนั่งบนเก้าอี้ยาวตัวเดียวกันโดยไม่ขออนุญาต ก่อนจะสั่งเสียงเขียวให้ยกขาขึ้นมา

“อะไรนะ”

“ยกขาของนายขึ้นมา” ผู้บริหารคนสวยของไซแอมมอลล์สั่งชัดๆ อีกคำรบ ภาสกรระแวงนิดๆ แต่ก็ยอมยกขึ้นมาหันไปทางเธออย่างว่าง่าย และก่อนที่เขาจะได้พูดคำใดสำลีเย็นๆ ก็ถูกกดลงบนแผลเล็กๆ ที่ใต้ฝ่าเท้า จนภาสกรร้องลั่นด้วยความแสบ

“ทำบ้าอะไรของคุณน่ะ”

“เงียบๆ เลยนะ ฉันจะทำแผลให้ ดูสิ เดินเข้าไปได้ยังไง ร้อนก็ร้อน มีแผลด้วย”

รสรินบ่นโดยที่มือยังสาละวนกับฝ่าเท้าของเขาเหมือนเดิม ความรู้สึกแปลกๆ ชวนให้เขามองใบหน้าที่ถูกคาดทับด้วยแว่นสายตาเลนส์หนา ผิวขาวละเอียดของเจ้าหล่อนดูน่าทะนุถนอมมากกว่าที่เคย แต่ทว่าชื่นชมเจ้าหล่อนได้ไม่เท่าไร รสรินก็จี้แอลกอฮอล์เย็นๆ ลงมาที่แผลอีกจุด และแน่นอนว่าเขาร้องลั่นอีกคำรบด้วยความแสบสันเข้าไปถึงทรวง

“เบาๆ หน่อยได้ไหมคุณ มือหรือเท้าเนี่ย หนักอย่างกับช้าง”

สิ้นคำนั้นแต่แทนที่สาวเจ้าจะทำแผลให้เบามือลง กลับกดบี้สำลีชุบทิงเจอร์ไอโอดีนให้หนักยิ่งขึ้น และคนตัวโตก็ถึงกับร้องลั่น จนขุนศึกต้องเปิดประตูข้างห้องนั่งเล่นออกมาโวยวาย

“เงียบๆ หน่อยได้ไหมครับคุณรอง ยิหวากำลังหลับกลางวันอยู่นะครับ” ขุนศึกหงุดหงิดเหลือกำลังที่เวลานอนของลูกน้อยถูกรบกวนโดยลุงแท้ๆ ของแก

“นายนั่นแหละที่เงียบๆ มีเมียมีลูกแล้วลืมพี่ลืมเชื้อ จำไม่ได้หรือไงว่าที่มีวันนี้ได้เพราะใคร” ภาสกรยอกย้อนทั้งที่เบ้าตาเอ่อคลอด้วยหยดน้ำสีใส

รสรินส่ายหน้า เธอพอจะรู้เรื่องราวความวุ่นวายในชีวิตรักของขุนศึกมาบ้าง จึงอดไม่ได้ที่จะตอบกลับแทนเจ้าตัวที่ยืนหน้าเหวอเพราะถูกย้อน

“เพราะความวุ่นวายของนายยังไงล่ะ”

“ยายเบียบ”

“เงียบ! ถ้าไม่อยากเจ็บมากกว่านี้”

มันไม่ใช่คำขู่ เพราะทันทีที่พูดจบก็เป็นเสียงของภาสกรที่ร้องดังลั่น แผลเล็กนิดเดียวร้องอย่างกับวัวถูกเชือด ขณะที่ภายในห้องเหล่ามารดาของเขากำลังมองท่าทางของคนทั้งสองด้วยสายตาสื่อความหมาย

“ฉันว่าคงต้องทำอะไรสักอย่างแล้วนะ” หม่อมราชวงศ์รจเรขเอ่ยกับอนุภรรยาของสามี

ทั้งคุณพัตราและคุณละไมหันมามองด้วยความสงสัย และเป็นรายแรกนั้นที่ถามกลับ

“ทำอะไรหรือคะคุณพี่”

“ก็ทำให้คนบางคนรู้หัวใจของตัวเองน่ะสิ”

คำตอบที่มาพร้อมแววตาพราวระยับยามมองภาพของหนุ่มสาวด้านนอกทำให้คนที่ผ่านเรื่องราวมาด้วยกันมากมายต้องอมยิ้ม

“ถ้าอย่างนั้นแผนนี้ดิฉันขอเสนอชื่อแผนการครั้งนี้ว่า ‘ดวงใจพนันรัก’ ดีไหมคะ”

“ดีค่ะ แตงจ๋าชอบ”

 

จบบริบูรณ์

 



ตามสัญญาที่เคยบอกไว้ว่าเมื่ออัพครบ 70% ของเนื้อหา จะลงบทส่งท้ายให้อ่านกันด้วย

และเรื่องต่อไปที่จะอัพคือเรื่อง 'ดวงใจพนันรัก' นะคะ ขอฝากหนุ่มๆ บ้านนี้ไว้ในอ้อมอกอ้อมใจด้วยนะคะ


สำหรับท่านใดที่ต้องการรูปเล่มมีหนังสือพร้อมส่งนะคะ สามารถสั่งได้ค่ะ


ดวงใจขุนศึก ราคาเล่มละ 276.25 บาท (ราคาหน้าปก 325 บาท )

จัดส่งฟรีพร้อมของที่ระลึก

สั่งซื้อรูปเล่มที่ Fan page : สำนักพิมพ์ปองรัก

                     Fan page : สิรินรชา นาถธีรธาดา

หรือสนใจรูปแบบอีบุ๊ค สามารถกดซื้อได้ที่ 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 26 ครั้ง

0 ความคิดเห็น