ดวงใจขุนศึก [สนพ. ปองรัก]

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 204,939 Views

  • 589 Comments

  • 1,948 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

  • Month Views
    57

    Overall
    204,939

ตอนที่ 56 : บทส่งท้าย [50%]

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1654
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 20 ครั้ง
    10 ส.ค. 61

บทส่งท้าย

 

“ตากร ขับช้าๆ หน่อยได้ไหม ทีอย่างนี้ละรีบเชียว แม่บอกให้รีบออกมาแต่เช้าก็ไม่ยอมเชื่อ ดูสิ จวนเที่ยงอยู่แล้ว ป่านนี้บ้านนั้นเขากินข้าวกันไปแล้วกระมัง”

หม่อมราชวงศ์รจเรข ลูกชายคนรองที่เพิ่มความเร็วของรถขึ้นอีก เพราะวันนี้เป็นวันมาเยี่ยมหลานที่พบพระ ทั้งหม่อมราชวงศ์รจเรขและอนุภรรยาของสามีทั้งสองได้ตกลงกับทางครอบครัวอัศวกุลว่าจะมาร่วมรับประทานอาหารกลางวันด้วยกัน แต่พลขับตัวดีกลับตื่นเสียสายโด่ง ทั้งที่ลงมากินข้าวเช้าแล้วแท้ๆ แต่ภาสกรกลับขึ้นไปหลับต่ออีกรอบ มันน่าตีนักเชียว

“โธ่...คุณหญิงครับ ก็เมื่อคืนผมไปงานเลี้ยงแทนคุณใหญ่ครับ กว่าจะเลิกก็เกือบตีสาม”

“ทำมาพูดดีไปเถอะ งานเลี้ยงเลิกตั้งแต่ตอนเที่ยงคืน เราน่ะหายไปไหนมาอีกตั้งสามชั่วโมง”

ภาสกรหันมายิ้มแหย “ก็ต้องไปเที่ยวตามประสาชายโสดบ้างสิครับ ผมไม่ได้มีครอบครัวเหมือนคุณใหญ่กับนายขุนนี่นา”

“ก็รีบมีเสียทีสิคะคุณรอง แม่สามอยากอุ้มหลานจะแย่ ตาขุนหอบลูกหอบเมียมาอยู่ทางนี้ ได้เจอกันทีก็แค่เดือนละครั้งเอง จริงไหมคะคุณพี่” คุณพัตราที่นั่งเคียงคู่ข้างภรรยาเอกของสามีหันมาถามผู้มากวัย

หม่อมราชวงศ์รจเรขพยักหน้าอย่างเห็นด้วย ติดอยู่ก็เพียงแค่พ่อคุณภาสกรอยากมอบหัวใจให้หญิงเพียงคนเดียวนี่ละ ไม่ลงเอยกับใครเสียที

“ก็น้องรัสเขายังไม่ยอมตกลงเสียทีนี่ครับ เขาบอกว่ายังสนุกกับงานอยู่เลย”

“วางแผนปั่นป่วนหัวใจคนอื่นก็วางแผนได้ แต่พอถึงคราวหัวใจของตัวเองแล้วกลับชักช้าเป็นเต่าจริงนะพ่อคุณ”

“โธ่...คุณหญิงครับ ผมน่ะ...เฮ้ย!”

ท้ายประโยคเอ่ยได้แค่นั้น ทิศทางของรถก็เปลี่ยนไป เมื่ออยู่ๆ ก็มีรถเจ็ดที่นั่งอีกคันที่สวนมาเลี้ยวตัดหน้าโดยไม่ยอมให้สัญญาณ ทำให้ภาสกรต้องเบนหัวรถไปทางอื่นแล้วเหยียบเบรกเสียจนตัวโก่งก่อนจะหยุดนิ่งเมื่อพ้นรัศมีของการชน

เอี๊ยด!

“ตากร เกิดอะไรขึ้น”

“ก็รถคันนั้นสิครับ อยู่ๆ ก็หักเลี้ยวเข้าไร่อัศวกุล” ชายหนุ่มหันมาฟ้อง “ว่าแต่ทุกคนปลอดภัยนะครับ”

“แม่ห้ากับแตงจ๋าปลอดภัยค่ะ คุณพี่พัตราเป็นอย่างไรบ้างคะ” คุณละไมที่นั่งอยู่เบาะหลังสอบถามคนที่นั่งอยู่ด้านหน้า

คุณพัตราถอนหายใจโล่งอก “แม่สามปลอดภัยดีค่ะ ตกใจมากกว่า”

เมื่อสำรวจแล้วว่าไม่มีใครได้รับบาดเจ็บ ภาสกรก็เริ่มโวยวายคู่กรณีอีกหน นัยน์ตาคมจ้องมองไปทางรถครอบครัวขนาดเจ็ดที่นั่งสุดหรูอีกคันที่จอดเยื้องอยู่ทางเข้าไร่อย่างไม่ถูกชะตา

“รถหรูเสียเปล่าแต่ขับรถไม่ดูตาม้าตาเรือ”

“แม่ว่าเราลงไปดูเขาหน่อยดีไหม” หม่อมราชวงศ์รจเรขแนะนำ

ภาสกรพยักหน้ารับแล้วเปิดประตูลงจากรถ ก้าวอาดๆ เข้าไปหา เมื่อถึงที่หมายภาสกรก็ไม่รอช้ารีบฉะคู่กรณีทันที

“ขับรถภาษาอะไรของคุณน่ะฮะ เห็นบ้างไหมว่าผมกำลังจะเลี้ยว อยากจะเลี้ยวก็เลี้ยวแบบนี้มันใช้ได้ที่ไหน ลงมาคุยกันให้รู้เรื่องเดี๋ยวนี้เลยนะ”

อีกฝ่ายเปิดประตูฝั่งคนขับลงมาสำรวจความเสียหาย ก่อนจะถอนหายใจอย่างโล่งอกเมื่อรถปลอดภัย ชายวัยกลางคนในชุดซาฟารีสีเข้มหันกลับมาทางชายหนุ่มที่ยืนจังก้า

“กระผมต้องขออภัยด้วยนะครับ ผมกำลังจะเลี้ยวเข้าไร่...คุณภาสกร”

“ลุงนวย!”

ภาสกรเรียกชื่อของอีกฝ่ายเสียงดังเมื่อเห็นหน้าคนขับรถคู่กรณีชัดๆ หากลุงนวย หรืออำนวยเป็นคนขับคันนี้แล้วละก็ นั่นก็ย่อมหมายความว่า...

“รถเป็นอย่างไรบ้างคะลุง”

โดยไม่รอให้ภาสกรได้มีโอกาสคาดคะเนใดๆ ประตูตอนหลังของรถก็ถูกเลื่อนออกพร้อมกับการก้าวลงมาของผู้โดยสาร รองเท้าหุ้มส้นสีสุภาพจากแบรนด์ดังของอิตาลีก้าวเข้ามาหาคู่กรณีเพื่อเอ่ยขออภัย เพราะเธอเองที่บอกทางคนขับรถอย่างกะทันหัน ทำให้ลุงนวยต้องเลี้ยวตัดหน้ารถของอีกฝ่าย ทว่าทันทีที่ภาสกรถอดแว่นกันแดดหันมามอง รสริน นิลนาถ ก็ถึงกับพูดไม่ออก เมื่อคนตรงหน้านั้นคือศัตรูคู่กัดหมายเลขหนึ่งของเธอแบบไม่มีสอง

“นายโย่ง!”

“ยายเบียบ!” ภาสกรย้อนกลับเมื่อถูกเรียกขานด้วยสมญานามที่ใช้กันแค่สองคน

“นายมาทำอะไรที่นี่น่ะ”

“ผมต่างหากที่ต้องถามว่าคุณมาทำอะไรที่นี่” ภาสกรย้อนกลับทันควันดุจกัน

รสรินหน้าบึ้ง คำขออภัยที่ตั้งใจจะมอบให้ในคราแรกถูกกลืนลงคอก่อนจะลอยหน้าลอยตาตอบ

“ฉันก็มาทำงานของฉันน่ะสิ”

“ผู้บริหารของไซแอมมอลล์อย่างคุณนี่น่ะมาทำงานที่ไร่อัศวกุล ร้อยไม่เชื่อ พันไม่เชื่อ คุณตามผมมาใช่ไหม โรคจิต”

“อี๋...ตาบ้า ใครเขาตามนายมากัน ฉันมีธุระที่ไร่อัศวกุลย่ะ”

“ธุระอะไรของคุณ”

“ธุระอะไรก็เรื่องของฉัน ว่าแต่นายเถอะ มาทำอะไรที่นี่คะผู้บริหารฝ่ายการตลาดของอธิรักษ์โยธินกรุ๊ป” ท้ายประโยคจีบปากจีบคอล้อเลียนได้อย่างน่าหมั่นไส้เหลือเกินในสายตาของคนมอง

“ผมพาคุณหญิงมาหานายขุน”

“ขุนศึกทำงานอยู่ที่นี่เหรอ เห็นว่าที่นี่กำลังปรับเป็นรีสอร์ต ถ้าอย่างนั้นโครงการนี้ก็เป็นของอธิรักษ์โยธินสิ” รสรินถามกลับด้วยเข้าใจว่าขุนศึกออกตรวจงานที่ต่างจังหวัดเหมือนเคย เพราะเมื่อหลายเดือนก่อนตอนที่ขุนศึกแต่งงานนั้นเธอติดงานอยู่ที่สิงคโปร์จึงไม่ได้มาร่วมงานแต่งงานของรุ่นน้องหนุ่ม ทำได้แค่เพียงส่งของขวัญมาให้เท่านั้น

ทว่ายังไม่ทันที่ภาสกรจะได้เอ่ยตอบ เหล่าแม่ๆ ของเขาก็เดินลงมาจากรถเมื่อสังเกตเห็นว่าคู่กรณีนั้นเป็นคนที่พวกท่านรู้จักดี

“นั่นหนูโรสใช่ไหมจ๊ะ”

“คุณหญิงป้า สวัสดีค่ะ” รสรินหันไปทางผู้มากวัยเมื่อถูกเอ่ยทัก หญิงสาวยกมือขึ้นประนมไหว้เหล่าแม่ๆ ของเขาด้วยท่าทางนอบน้อมและเป็นกันเอง ผิดกับเวลาอยู่กับเขาเพียงลำพังลิบลับ

“หนูโรสมาทำอะไรที่ไร่อัศวกุลจ๊ะ”

“โรสมาติดต่อขอให้ไร่อัศวกุลเข้าร่วมงานประกวดพันธุ์ไม้ที่ไซแอมมอลล์กำลังจะจัดค่ะ โรสรู้มาว่าที่นี่มีกุหลาบส่งออกที่สวยมาก แต่ทางไร่ไม่เคยออกงานที่ไหนเลย โรสก็เลยต้องมาเรียนเชิญด้วยตัวเองค่ะ” รสรินตอบกลับด้วยท่าทางนอบน้อม “เมื่อครู่โรสต้องขอโทษด้วยนะคะ โรสเป็นคนบอกให้ลุงนวยเลี้ยวรถอย่างกะทันหันเอง โรสเพิ่งมาที่นี่ครั้งแรกน่ะค่ะ เลยไม่ทันระวัง”

“ไม่เป็นไรจ้ะ ว่าแต่หนูไม่เป็นอะไรนะ”

“โรสไม่เป็นอะไรค่ะ คุณหญิงป้ากับคุณน้าทั้งสองปลอดภัยดีนะคะ”

“ปลอดภัยดีจ้ะ” หม่อมราชวงศ์รจเรขเป็นผู้ตอบ นึกชอบใจในกิริยาท่าทางของอีกฝ่ายที่เกือบจะได้มาเป็นสะใภ้ใหญ่ของอธิรักษ์โยธิน

ท่าทางพูดคุยที่เป็นกันเอง ถามไถ่ด้วยน้ำเสียงอ่อนหวานผิดกับยามพูดกับเขาทำให้ภาสกรรู้สึกหมั่นไส้จนต้องโพล่งขึ้นกลางปล้อง

“แต่ผมเป็นนะครับ นี่ไม่รู้ว่าหัวจะโนหรือเปล่า”

ประโยคเรียกร้องความสนใจทำให้รสรินต้องหันกลับไปมอง ภาสกรแสร้งลูบหน้าผากของตัวเองป้อยๆ ด้วยท่าทางเรียกคะแนนสงสาร แต่น่าหมั่นไส้เหลือเกินในสายตาของรสริน

“สำออย”

“ว่าใครฮะยายเบียบ”

“ว่านายนั่นแหละ ตัวหรือก็ออกจะโต ใจเสาะอย่างกับมด”

“รสริน” ภาสกรเรียกชื่ออีกฝ่ายเสียงเขียวเมื่อถูกปรามาส

และก่อนที่มวยคู่เอกจะขึ้นสังเวียนอีกคำรบ หม่อมราชวงศ์รจเรขจึงชักชวนทั้งสองให้เข้าไปในไร่ เพราะรถทั้งสองคันยังคงจอดกีดขวางการจราจรอยู่นั่นเอง

ซึ่งแน่นอนว่าภาสกรจำต้องล่าถอยจากศัตรูคู่กัดด้วยท่าทางกระฟัดกระเฟียดเมื่อถูกขัดเพราะเขายังไม่ได้เอาคืนที่ถูกปรามาส ขณะที่รสรินนั้นเบื่อจะทะเลาะกับชายหนุ่มเป็นทุนเดิมจึงยอมทำตามข้อเสนอของผู้มากวัยอย่างไม่อิดออด

 

ราวสิบนาทีต่อมารถครอบครัวขนาดเจ็ดที่นั่งสองคันจากบ้านอธิรักษ์โยธินและบ้านนิลนาถก็เลียบเข้ามาจอดที่หน้าอาคารสำนักงานของไร่อัศวกุล

ขุนศึกและชัยวัฒน์เดินออกมาต้อนรับคนทั้งหมด โดยเฉพาะรายแรกนั้นถูกเหล่ามารดาโอบกอดลูบหลังลูบไหล่ราวกับเขาเป็นเด็กชายตัวน้อยๆ ก็ไม่ปาน

“คิดถึงคุณแม่จังครับ” ขุนศึกออดอ้อน

ภาสกรที่ขยับมายืนเคียงได้จังหวะรีบแซวน้องชายและเหล่ามารดา

“รีบๆ ทำคะแนนเข้าเถอะนายขุน ก่อนที่ยิหวาจะทำคะแนนนำแล้วนายจะกลายเป็นหมาหัวเน่า”

ซึ่งพอภาสกรพูดถึงหลานสาวตัวน้อยขึ้นมา ท่าทีของมารดาทั้งสามก็เปลี่ยนไปตามที่ภาสกรคาดไว้ไม่มีผิด

“แล้วตอนนี้หนูเคทกับหลานสาวของแม่อยู่ไหนกันล่ะ” หม่อมราชวงศ์รจเรขว่าอย่างนึกขึ้นมาได้

ขุนศึกหลุดหัวเราะเบาๆ “อยู่ที่บ้านครับ วันนี้เพิ่งกลับจากไปรับวัคซีนก็เลยโยเยตั้งแต่กลับมา”

“ตายจริง ยายหนูของย่า น้องว่าเรารีบไปหาหลานกันดีกว่านะคะคุณพี่ คุณน้องละไม”

“ดิฉันเห็นด้วยค่ะ เมื่อเช้าดิฉันลงครัวตุ๋นยาจีนบำรุงน้ำนมมาให้หนูเคทด้วย ป่านนี้คงเย็นหมดแล้ว ต้องรีบเอาไปอุ่นจะได้กินตอนร้อนๆ ค่ะ”

“ฉันบอกนายแล้ว” ภาสกรกระซิบแซวไม่เลิก

ขุนศึกไม่ถือสาพี่ชาย ทั้งยังส่ายหน้าไปมาเบาๆ ให้กับท่าทางเล่นเป็นเด็กๆ ของอีกฝ่ายเสียด้วยซ้ำ ก่อนจะหันไปทักทายผู้บริหารของไซแอมมอลล์คนสวยที่ยืนอยู่ไม่ไกลนัก

“สวัสดีครับพี่โรส ไม่ได้เจอกันนานเลยนะครับ”

“สวัสดีค่ะคุณขุน พี่ขอโทษนะคะที่ไม่ได้มาร่วมงานแต่งงาน และยินดีด้วยนะคะที่ได้ลูกสาว”

“ไม่เป็นไรครับ แค่ส่งของขวัญมาให้ก็ขอบคุณมากแล้ว เคทชอบมากครับ” ขุนศึกทักทายกลับตามประสาคนที่คุ้นเคยกันเป็นอย่างดี ก่อนจะหันมาแนะนำผู้จัดการไร่อัศวกุลให้หญิงสาวรู้จัก “เอ่อ...นี่คุณชัยวัฒน์ครับ เป็นผู้จัดการของไร่อัศวกุล คุณชัยวัฒน์ นี่คุณรสรินครับ เป็นผู้บริหารของไซแอมมอลล์ที่จะมาคุยเรื่องขอดอกกุหลาบไปจัดแสดงในวันนี้กับเรา”

“สวัสดีค่ะคุณชัยวัฒน์ ยินดีที่ได้รู้จักนะคะ” รสรินหันไปทักทายชายหนุ่มตรงหน้า พร้อมรอยยิ้มหวานเป็นกันเอง ท่าทางที่ทำให้มองอยู่ก่อนหน้าต้องขมวดคิ้วด้วยความไม่ชอบใจ โดยเฉพาะเมื่อผู้จัดการไร่อัศวกุลตอบกลับด้วยกิริยาเป็นกันเองดุจกัน

“เช่นกันครับคุณรสริน”

“วันนี้ผมต้องขอโทษด้วยนะครับพี่โรสที่จะไม่ได้อยู่ดูแล แต่ถ้ามีอะไรสงสัยสอบถามคุณชัยวัฒน์ได้เลยนะครับ”

“ไม่เป็นไรค่ะ”

“ถ้าอย่างนั้นเชิญคุณรสรินด้านในดีกว่านะครับ” ชัยวัฒน์เชื้อเชิญ รสรินส่งยิ้มให้

“เรียกโรสก็ได้ค่ะ”

คำพูดของสองหนุ่มสาวทำให้คนได้ยินหน้าตึงขึ้นมานิดๆ โดยเฉพาะท่าทางสนิทสนมทั้งที่เพิ่งรู้จักกันของคนทั้งสอง จนอดไม่ได้ที่จะกระซิบถามน้องชาย

“นี่นายขุน”

“ครับ”

“ยายเบียบเพิ่งเคยมาที่ไร่อัศวกุลครั้งแรกเหรอ”

“ใช่ครับ แต่ก่อนหน้านี้พี่โรสติดต่อมาสองสามครั้งแล้ว” ขุนศึกเล่าตามรายงานที่เคยอ่าน ทว่าคนฟังกลับขมวดคิ้วมุ่นอย่างไม่ชอบใจที่ได้รู้ว่านี่คือการพบกันครั้งแรกของรสรินกับชัยวัฒน์ แต่ท่าทางสนิทชิดเชื้อเกินพอดีจนเขาหงุดหงิด

ทางขุนศึกเมื่อพี่ชายไม่ถามอะไรต่อก็หันไปคุยกับน้องสาวคนเล็กที่ไม่ได้เจอกันนาน

“หิวหรือยังคะแตงจ๋า”

เด็กหญิงต้องตาพยักหน้ารับเบาๆ ขุนศึกอมยิ้มแล้วยืดตัวขึ้นชักชวนให้เหล่ามารดาไปที่บ้าน

“ใกล้เที่ยงแล้ว ป่านนี้แม่เลี้ยงกับเคทคงตั้งโต๊ะเสร็จพอดี ผมว่าเราไปกินข้าวกันดีกว่าครับ ดีไหมคะแตงจ๋า”

ท้ายประโยคก้มลงถามน้องสาวตัวน้อยที่ยืนเกาะแขนมารดาไม่ยอมปล่อย

“ดีค่ะ”

“วันนี้แตงจ๋าอยากกินอะไรเป็นพิเศษคะ”

เด็กหญิงทำท่าคิดก่อนตอบ “แตงจ๋าอยากกินขนมเค้กรสส้มของพี่เคทค่ะ พี่เคทจะทำให้แตงจ๋าได้ไหมคะ”

“อืม...น่าจะได้นะ แตงจ๋าต้องลองไปอ้อนดูค่ะ” ขุนศึกนิ่งคิดก่อนแนะนำ เพราะอยากให้น้องสาวได้คุ้นชินกับครอบครัวใหม่ ซึ่งไม่ใช่ปัญหาใหญ่มากนัก เพราะเด็กหญิงต้องตาเป็นลูกค้าประจำของร้านรมิตาอยู่แล้ว

เด็กหญิงพยักหน้ารับหงึกๆ แล้วว่าขึ้นอีก “แล้วแตงจ๋าจะเอาไปฝากมินนี่กับมิกกี้ด้วยได้ไหมคะ”

“ได้อยู่แล้วค่ะ แตงจ๋าจะเอาไปเยอะแค่ไหนคะ”

“แตงจ๋าจะเอาไปเยอะขนาดนี้เลยค่ะ” เด็กหญิงวาดแขนออกกว้างเรียกเสียงหัวเราะของเหล่าแม่ๆ เป็นอย่างดี

ขุนศึกยกตัวน้องสาวขึ้นอุ้มในจังหวะที่เด็กหญิงกางแขนบอกปริมาณของฝาก

“ถ้าอย่างนั้นเราไปขอให้พี่เคททำขนมเค้กรสส้มให้แตงจ๋ากันดีกว่าเนอะ”

“ค่ะ”

เมื่อน้องสาวรับคำ และเหล่ามารดาพร้อมเดินทาง ขุนศึกก็เอี้ยวตัวกลับมาเรียกพี่ชายคนรองที่ยังคงยืนนิ่ง

“คุณรองครับ”

“ว่าไง”

“ไปที่บ้านกันเถอะครับ ป่านนี้เคทคงตั้งโต๊ะเสร็จแล้ว”

“พี่ยังไม่ค่อยหิวเท่าไหร่” ภาสกรตอบโดยไม่หันกลับมามองหน้า ขุนศึกหันมาเลิกคิ้วมองกันกับน้องสาวในอ้อมแขน แล้วภาสกรก็ว่าขึ้นมาอีก “นายพาแม่ๆ ไปก่อนก็แล้วกัน พี่ขออยู่ดูอะไรแถวนี้อีกนิด”

“ก็ได้ครับ ถ้าอย่างนั้นผมขอกุญแจรถด้วยครับ” ขุนศึกแบมือมาตรงหน้า

ภาสกรล้วงหยิบออกมาส่งให้ แล้วเหล่มองผ่านประตูกระจกหน้าสำนักงานเข้าไปภายใน ภาพของรสรินที่นั่งหัวร่อต่อกระซิกกับผู้จัดการไร่อัศวกุลนามชัยวัฒน์ทำให้ภาสกรเบะปากล้อเลียนก่อนจะเดินหนีไปอีกทาง




อย่างที่เคยแจ้งไว้นะคะ ว่าจะอัพนิยายเพียง 70% ของเนื้อหาเท่านั้น ซึ่งก็คือจบบทที่ 18  

และจะลงบทส่งท้ายให้อ่านกันอีกนิดหน่อย ซึ่งบทส่งท้ายนี้พระนางไม่มีบทบาทเลยค่ะ มีแต่ตัวประกอบสองคนนี้ล้วนๆ 

ขอให้ความสุขกับการอ่านนะคะ และขอฝากติดตามเรื่องต่อไปด้วยนะคะ

ขอบคุณที่ติดตามกันเสมอมาค่ะ จุ๊บๆ



สามารถสั่งดวงใจขุนศึกได้นะคะมีพร้อมส่งค่ะ

ราคาเล่มละ 276.25 บาท (ราคาหน้าปก 325 บาท )

จัดส่งฟรีพร้อมของที่ระลึก

สั่งซื้อรูปเล่มที่ Fan page : สำนักพิมพ์ปองรัก

                     Fan page : สิรินรชา นาถธีรธาดา

หรือสนใจรูปแบบอีบุ๊ค สามารถกดซื้อได้ที่ 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 20 ครั้ง

0 ความคิดเห็น