ตอนที่ 53 : ตอนที่ 18 [30%]

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1504
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 23 ครั้ง
    6 ส.ค. 61

ตอนที่ 18

 

เช้าวันต่อมาแลนด์โรเวอร์สีดำคันเดิมก็แล่นเข้ามาจอดบริเวณหน้าอาคารสำนักงานของไร่อัศวกุลอีกครั้ง เนื่องจากคนงานต้องออกมาตัดดอกไม้กันตั้งแต่เช้ามืดเพื่อให้ทันส่งของแก่ลูกค้า ทำให้ช่วงหลังจากนั้นบรรยากาศภายในไร่จึงค่อนข้างเงียบกว่าเมื่อวาน คนงานส่วนหนึ่งพักผ่อนเพื่อทำงานต่อในช่วงบ่าย ขณะที่บางส่วนจับกลุ่มพูดคุยแลกเปลี่ยนทัศนคติกันตามแคร่ไม้ที่มีกระจายอยู่ทั่วทั้งไร่ ไม่เว้นแม้แต่ข้างอาคารสำนักงาน

เสียงพูดคุยของเหล่าคนงานเงียบลงเมื่อร่างสูงใหญ่ของเจ้าของรถเปิดประตูลงมายืนอยู่ห่างจากกลุ่มคนงานกลุ่มนั้นไม่ไกลนัก ขุนศึกวันนี้อยู่ในชุดกางเกงยีนสีซีดและเสื้อยืดสีขาว สวมทับด้วยเสื้อแขนสั้นลายสกอตคล้ายหนุ่มชาวไร่ แต่หากพิจารณาถึงยี่ห้อที่สวมใส่แล้วเงินเดือนคนงานในไร่ก็คงไม่มีปัญญาจับจองมาเป็นเจ้าของเป็นแน่

ชายหนุ่มสูดหายใจเข้าปอดลึกก่อนพ่นลมหายใจออกเบาๆ ขณะรวบรวมกำลังใจได้มากพอ มืออีกข้างก็หยิบแฟ้มเอกสารเล่มหนาเกือบสามนิ้วออกมาถือ ขายาวภายใต้กางเกงยีนสีซีดขยับก้าวไปเบื้องหน้าแต่ยังไม่ทันจะไปถึงตัวอาคารเสียงทักจากแคร่ของเหล่าคนงานกลุ่มดังกล่าวก็ดังขึ้นขึ้น

“มาทำอะไรหรือพ่อหนุ่ม”

ขุนศึกชะงักขามองซ้ายแลขวาเมื่อหาที่มาของต้นเสียง และสาเหตุที่คนงานกลุ่มดังกล่าวเรียกขาน แต่เมื่อในบริเวณนั้นมีเขาเพียงคนเดียว ขุนศึกจึงหันไปยกมือไหว้กลุ่มคนงานเพราะอายุของอีกฝ่ายสูงกว่าตนอย่างไม่ต้องสงสัย

“สวัสดีครับลุง พอดีผมเห็นที่หน้าไร่ติดป้ายรับสมัครคนงานน่ะครับ ก็เลยกะว่าจะมาสมัคร” กล่าวทักทายพร้อมตอบคำถามไปในตัว

เมื่อได้รับคำตอบชายสูงวัยทั้งกลุ่มก็กวาดตามองคนตรงหน้าตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า ท่าทางหน่วยก้านไม่เลวนัก แม้ผิวจะคมเข้มแต่ก็ดูออกว่าไม่ใช่คนทำงานกลางแจ้ง เสื้อผ้าเครื่องแต่งกายดูเรียบร้อย ไม่เหมือนเหล่าคนงานทั่วไปที่เป็นชุดเก่าๆ ขาดๆ ต้องปะบ้างซ่อมบ้าง ไหนจะมือที่ถือแฟ้มเอกสารอะไรนั่น ดูแล้วไม่เหมือนคนมาสมัครเป็นคนงานแม้แต่นิด

“ตอนนี้ที่ไร่เปิดรับแต่คนงานในไร่นะพ่อหนุ่ม พวกงานเอกสารเขายังไม่ได้เปิด”

‘นายผล’ หัวหน้าคนงานของไร่อัศวกุลรับหน้าตอบคำถามแทนเพื่อนพ้อง ขุนศึกนิ่งไปเล็กน้อยแต่พอก้มมองเสื้อผ้าและของที่ตนเตรียมมาจนถึงพาหนะคู่ใจแล้วก็ไม่แปลกใจเท่าใดนักที่ถูกอีกฝ่ายทักมาเช่นนั้น

“นั่นแหละครับลุง ผมมาสมัครเป็นคนงานครับ”

“อ้อ...ถ้าอย่างนั้นก็เดินเข้าไปสมัครกับผู้จัดการข้างในเลยนะพ่อหนุ่ม” เมื่อได้ฟังคำยืนยันว่าต้องการสมัครเป็นคนงานจริงๆ คนงานเก่าแก่ของไร่อัศวกุลก็ชี้บอกจุดหมายให้แก่ชายหนุ่มรุ่นลูก ขุนศึกยกมือขึ้นไหว้ขอบคุณอีกครั้งก่อนเดินไปตามทางที่อีกฝ่ายบอก

เมื่อวานเขามาสถานที่แห่งนี้แล้วครั้งหนึ่งก่อนจะถูกจับโยนออกไปภายในเวลาไม่ถึงชั่วโมงดี และวันนี้เขาก็กลับมาอีกครั้ง และจะมาอีกไม่ว่าจะถูกไล่แค่ไหนก็ตาม ความมุ่งมั่นทำให้ขุนศึกดันประตูไม้ตรงหน้าให้เปิดออก เป็นเหตุให้คนที่กำลังตรวจเอกสารการสั่งซื้อสินค้าของไร่ต้องเงยหน้าขึ้นมองก่อนตกตะลึงไปแทบจะทันทีที่เห็น

“คุณ!”

ชัยวัฒน์เอ่ยประโยคแรกได้เพียงแค่นั้นก่อนสติสัมปชัญญะจะทำให้เขาต้องหันรีหันขวางและรีบถามรัวเร็ว เพราะคำสั่งของพ่อเลี้ยงวัฒนาเมื่อวานยังก้องอยู่ในหู

“คุณมาที่นี่ได้ยังไง พ่อเลี้ยงสั่งห้ามคุณมาที่นี่อีก”

“ถ้าไม่มีธุระ” ขุนศึกต่อให้ ก่อนเดินเข้าไปใกล้ชายที่พิมพรเคยบอกว่าเป็นแคนดิเดต[1]ว่าที่ลูกเขยที่พ่อเลี้ยงวัฒนาหมายตาไว้ เมื่อเห็นอีกฝ่ายนิ่งไปขุนศึกก็แจ้งความประสงค์ เขาไม่ค่อยชอบหน้าชายหนุ่มเจ้าของตำแหน่งผู้จัดการไร่อัศวกุลนัก ทั้งที่อีกฝ่ายก็ไม่ได้มีท่าทีเป็นศัตรูแต่อย่างใด ตรงกันข้ามชัยวัฒน์ดูเป็นมิตรมากเสียด้วยซ้ำ

“ผมมาสมัครงาน”

“สมัครงาน?” ชัยวัฒน์ทวนคำเสียงสูง งุนงงกับถ้อยคำที่อีกฝ่ายบอกเหลือคณา แต่เขาไม่มีเวลาสงสัยนานนัก เพราะอีกฝ่ายก้าวเข้ามาประชิด วางแฟ้มเอกสารเล่มหนาในมือลงบนโต๊ะพร้อมกล่าวเสียงเรียบ

“ตำแหน่งคนงานในไร่”

“คนงานในไร่นี่นะ” ชัยวัฒน์ทวนคำอีกหน แต่คราวนี้ผู้จัดการหนุ่มกวาดตามองอีกฝ่ายเหมือนที่นายผลมองไม่มีผิด

“ครับ คนงานในไร่” ยืนยันอีกครั้งด้วยท่าทางติดรำคาญเล็กน้อย ก่อนจะถามต่อ “ผมต้องกรอกเอกสารและต้องเตรียมหลักฐานอะไรบ้าง”

“คระ...ครับ ครับ เดี๋ยวผมหยิบเอกสารให้”

ชัยวัฒน์บอกไม่ถูกว่ารู้สึกอย่างไรที่เห็นขุนศึกปรากฏกายในออฟฟิศของตนพร้อมบอกว่าต้องการสมัครงานในตำแหน่งคนงานในไร่ ขบขันรึก็ใช่ งุนงงอยู่ก็มีไม่น้อย แต่เอาเถอะเมื่ออีกฝ่ายบ้าบิ่นถึงขั้นลดตัวลงมาสมัครเป็นคนงานในไร่ เขาก็บ้าพอที่จะรับเข้าทำงาน

ผู้จัดการหนุ่มหันไปหยิบเอกสารใบสมัครที่ลิ้นชักด้านหลังออกมายื่นส่งให้ เมื่อขุนศึกกรอกข้อความลงในเอกสารการสมัครเรียบร้อย ชัยวัฒน์ก็รับกลับมาอ่านคร่าวๆ พร้อมแจ้งความข้อความที่ตนเพิ่งนึกออกระหว่างที่อีกฝ่ายก้มหน้าก้มตากรอกข้อมูลประวัติส่วนตัวลงในเอกสารสมัครงาน

“รอสักครู่นะครับ เดี๋ยวต้องสัมภาษณ์งานก่อน”

ขุนศึกนิ่งงันไปเล็กน้อยเพราะไม่คิดว่าการสมัครเป็นคนงานในไร่จะต้องมีการสัมภาษณ์งานด้วย เขาคิดว่าเพียงแค่กรอกใบสมัครทุกอย่างก็น่าจะจบ ดังนั้นเขาจึงได้เพียงพยักหน้ารับรู้และเดินไปนั่งรอที่โซฟาตัวเมื่อวานก่อนเขาจะถูกจับโยนออกไป ขุนศึกนั่งตัวตรง เฝ้ารอและวิตกกังวลไปต่างๆ นานา เมื่อวานหลังจากถูกไล่เขาก็มีโอกาสได้เห็นป้ายประกาศรับสมัครคนงานที่ติดอยู่หน้าไร่ เพราะกำลังปรับสภาพเปลี่ยนจากไร่ดอกไม้เป็นสถานที่ท่องเที่ยวกึ่งไร่กึ่งรีสอร์ต ไร่อัศวกุลจึงประกาศรับสมัครคนงานเพิ่มขึ้นในหลายแผนก แต่ที่มากสุดคงเป็นคนงานในส่วนของไร่ดอกไม้ และเขาก็ไม่รีรอที่จะตัดสินใจ

ในเมื่อเข้ามาหาดีๆ ไม่ได้ ก็เข้ามาโดยมีข้ออ้างอ้อมโลกเลยแล้วกัน ไหนๆ ก็ไม่มีงานให้ต้องกังวลที่บริษัทอยู่แล้ว แต่ที่ต้องมาในวันรุ่งขึ้นก็เพราะไม่รู้ว่าการสมัครงานต้องเตรียมเอกสารอะไรบ้าง ขุนศึกจึงกลับไปนั่งร่ายประวัติส่วนตัวเพื่อมาสมัครงานโดยเฉพาะ โดยมีนัยสำคัญคือการหาแรงจูงใจให้พ่อเลี้ยงวัฒนารู้สึกสนใจในตัวว่าที่ลูกเขย เหมือนกับเจ้าของบริษัทที่จะรับใครเข้าทำงานในองค์กรสักคนก็ต้องหาคนที่มีประวัติการทำงานที่น่าสนใจเป็นธรรมดา แฟ้มประวัติส่วนตัวของเขาจึงหนาเกือบสามนิ้ว รายละเอียดตั้งแต่เกิด ประวัติการศึกษา ประวัติการทำงานที่เคยผ่าน โครงการก่อสร้างที่เคยควบคุมถูกอัดแน่นอยู่ภายใน หวังว่าพอร์ตโฟลิโอ[2]จะทำให้พ่อเลี้ยงสนใจมันบ้างไม่มากก็น้อย

ลับหลังชายหนุ่มผู้มาของานทำ ชัยวัฒน์ก็เดินกลับไปที่บริเวณด้านหลังออฟฟิศ ล้วงโทรศัพท์มือถือออกมากดโทร. ออก รอเพียงไม่นานก็รายงานเรื่องราวที่เกิดขึ้นให้ปลายสายได้รับรู้

“พ่อเลี้ยงครับ นายขุนศึกมาสมัครเป็นคนงานที่ไร่ พ่อเลี้ยงจะให้ผมจัดการยังไงดีครับ”

ราวสิบนาทีต่อมาขุนศึกก็ได้รับคำเชื้อเชิญให้เข้าไปรอที่ห้องด้านใน โดยชัยวัฒน์อ้างว่าสถานที่ดังกล่าวถูกจัดไว้สำหรับสัมภาษณ์งาน และเพราะไม่คิดอะไรมากชายหนุ่มจึงเดินตามหลังผู้จัดการไร่แคนดิเดตว่าที่ลูกเขยของพ่อเลี้ยงวัฒนาไปแต่โดยดี

“รอที่นี่ก่อนนะครับ”

ขุนศึกพยักหน้ารับเมื่อผู้จัดการหนุ่มหันมาบอก แฟ้มเอกสารหนาหนักที่เขาหอบมาถูกวางไว้บนโต๊ะตัวใหญ่กลางห้อง เขาเอนกายพิงพนักเก้าอี้ตัวที่อยู่ตรงหน้า เฝ้ารอบุคคลที่จะมาสัมภาษณ์อย่างใจจดใจจ่อ ภาวนาอย่าให้เป็นว่าที่พ่อตา เพราะไม่เช่นนั้นแล้วเขาคงถูกไล่ออกไปอีกครั้งแน่ๆ แต่เหมือนคำภาวนาเหล่านั้นจะไม่ได้ผล เมื่อเสียงเปิดประตูที่ดังหวือทำให้ร่างสูงต้องเอี้ยวตัวกลับไปมอง ก่อนจะแน่นิ่งไปเมื่อเห็นผู้มาเยือน

“คุ...คุณพ่อ”



[1] Candidate แปลว่า ผู้สมัคร, ผู้ลงชิงชัยในการแข่งขัน, ผู้เข้าสอบ

[2] Portfolio คือ แฟ้มผลงานหรือประวัติการทำงาน






ดวงใจขุนศึก ราคาเล่มละ 276.25 บาท (ราคาหน้าปก 325 บาท )

จัดส่งฟรีพร้อมของที่ระลึก

สั่งซื้อรูปเล่มที่ Fan page : สำนักพิมพ์ปองรัก

                     Fan page : สิรินรชา นาถธีรธาดา

หรือสนใจรูปแบบอีบุ๊ค สามารถกดซื้อได้ที่ 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 23 ครั้ง

0 ความคิดเห็น