ดวงใจขุนศึก [สนพ. ปองรัก]

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 204,946 Views

  • 589 Comments

  • 1,947 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

  • Month Views
    64

    Overall
    204,946

ตอนที่ 5 : ตอนที่ 2 [25%]

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 3776
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 30 ครั้ง
    17 มิ.ย. 61

ตอนที่ 2

 

ร้านของรมิตาเป็นร้านสไตล์ย้อนยุค ภายในร้านถูกตกแต่งด้วยวัสดุโทนสีเขียวและเหลืองอ่อน เฟอร์นิเจอร์เป็นเครื่องหวายเทียมสีขาวกับสีชมพู และผ้าลูกไม้สีขาวทำให้บรรยากาศหวานอบอุ่นละมุนละไม อบอวลด้วยกลิ่นเบเกอรี่หอมๆ ที่อบจากเตาใหม่ๆ เสน่ห์อันน่าหลงใหล ทั้งยังตั้งอยู่ใจกลางเมืองอันเป็นย่านธุรกิจจึงทำให้ร้านค่อนข้างเป็นที่รู้จักในวงกว้าง หากวันใดอากาศดีก็จะมีการตั้งชุดเก้าอี้บนสนามหญ้าบริเวณหน้าร้านเอาไว้สำหรับผู้ที่ชื่นชอบบรรยากาศบริสุทธิ์ของแมกไม้ในเมืองกรุงได้สัมผัส ด้านหนึ่งของร้านคือกิจการของร้านดอกไม้ที่หญิงสาวตัดสินใจทำเมื่อไม่กี่เดือนก่อน

ดอกไม้สดนานาชนิดถูกส่งตรงมาจากอำเภอพบพระ จังหวัดตาก ในราคาที่ควรจะเรียกว่าได้เปล่า เพราะลูกสาวคนเดียวของเจ้าของ ‘ไร่อัศวกุล’ เช่นเธอเกิดนึกอยากจะช่วยระบายสินค้าที่บางฤดูกาลไม้ดอกล้นตลาดและราคาตกต่ำจนน่าใจหาย

“...เคทอยู่ได้ค่ะแม่”

เสียงหวานโต้ตอบกับเจ้าเครื่องมือสื่อสารไร้สายเครื่องเล็กที่ตอนนี้ถูกแนบไว้ข้างหูโดยมีไหล่มนคอยประคับประคอง มือทั้งสองข้างจัดเรียงขนมหวานลงบนถาดตามที่ลูกค้าสั่ง เมื่อได้ครบตามจำนวนก็วางลงตรงหน้าคนที่กำลังนั่งยิ้มอยู่หน้าเคาน์เตอร์ พร้อมบุ้ยปากไปทางลูกค้าสาวสองคนที่นั่งอยู่มุมในสุดของร้าน

“พี่เหรอ”

ขุนศึกชี้นิ้วใส่อกตัวเองด้วยท่าทางเหลอหลา ขณะที่แฟนสาวยังคงให้ความสนใจกับโทรศัพท์เครื่องบางอยู่เช่นเดิม ต่างแค่ตอนนี้เธอถือมันด้วยมือข้างหนึ่งเท่านั้น

ใบหน้าสวยขยับขึ้นลงตอบคำถามนั้น ก่อนจะหมุนตัวไปสนใจพนักงานในร้านที่กำลังเตรียมเครื่องดื่มให้ลูกค้าอยู่ด้านหลัง เสียงมารดายังคงฝากความคิดถึงมาให้อยู่ไม่ขาดสาย ก่อนที่จะวางไปพร้อมกับคำที่ทำให้เธอต้องถอนหายใจยาวแทบจะทุกครั้งที่ได้ยิน

‘พ่อกับแม่คิดถึง อยากให้หนูกลับมาอยู่ที่บ้าน จะได้ช่วยกันดูแลไร่’

“ทำไมถอนหายใจยาวอย่างนั้นล่ะเคท”

ขุนศึกเดินกลับมาที่หน้าเคาน์เตอร์อีกครั้งหลังจากเสิร์ฟขนมหวานแทนหญิงสาวคนรักเรียบร้อย มือใหญ่วางถาดสีครีมลงตรงหน้าก่อนจะขยับขึ้นนั่งลงบนเก้าอี้ตัวที่นั่งประจำ รมิตาหันมาส่งยิ้มบางๆ และส่ายหน้าเหมือนทุกครั้ง เธอไม่เคยปริปากบอกเขาถึงเรื่องที่บิดาและมารดาเร่งรัดให้เธอกลับไปอยู่ที่บ้าน เพราะนั่นหมายความว่าเธอกับเขาอาจต้องห่างกันไกล โดยเฉพาะในเวลาที่เธอและเขาไม่มีคำมั่นใดให้รู้สึกว่าจะไม่พรากจากกันเช่นเวลานี้

“พี่ขุนกลับมาเหนื่อยๆ น่าจะกลับไปพักก่อนนะคะ”

เธอแนะเพราะทันทีที่กลับมาจากดูงานที่ภูเก็ตขุนศึกก็ปรี่มาหาเธอที่ร้าน เสื้อผ้ายับย่นตามประสาผู้ชายและใบหน้าคร้ามแดดทำให้รมิตามองเห็นความเหนื่อยล้าที่ฉายชัดในใบหน้าคมคาย

วันก่อนสี่ทิศและครอบครัวมาที่ร้าน ทำให้เธอรู้ว่าขุนศึกอาจจะต้องอยู่ควบคุมการก่อสร้างอย่างน้อยหนึ่งสัปดาห์ แต่นี่เพิ่งผ่านไปได้แค่ห้าวันเท่านั้นเขาก็กลับมาเสียแล้ว ท่าทางเช่นนี้แสดงว่าเขาโหมงานเพื่อให้เสร็จก่อนกำหนดแน่นอน

คนถูกแนะไม่ตอบอะไรนอกจากส่งยิ้มมาให้แล้วก้มลงอ่านหนังสือเกี่ยวกับบ้านและสวนในมือต่อ อยากเอ่ยคำหวานๆ เหมือนคนอื่นเขาว่า ‘คิดถึง’ แต่การที่เขาโผล่มาหาเธอทันทีที่ล้อเครื่องบินแตะพื้นรันเวย์คงอธิบายได้มากกว่าคำพูดเป็นไหนๆ

 

หลังจากร้านปิดในเวลาเกือบสี่ทุ่ม คนที่เพิ่งกลับมาจากดูงานที่ภูเก็ตและถูกไล่ให้เข้าไปพักเอาแรงบริเวณด้านหลังร้านซึ่งจัดไว้สำหรับให้พนักงานพักผ่อนก็ถูกปลุกโดยเจ้าของร้านคนสวย พนักงานในร้านกลับกันไปหมดแล้วทำให้ทั้งร้านเหลือเพียงเขาและเธอแค่สองคน ขุนศึกบิดตัวด้วยความเมื่อยขบเพราะต้องนอนบนโซฟาตัวแคบๆ เป็นเวลานาน

“ปิดร้านแล้วเหรอครับ” ถามพร้อมปิดปากหาว พลางเลื่อนตัวลงพิงพนักโซฟาตัวดังกล่าวในอากัปกิริยากึ่งนั่งกึ่งนอน จนคนตัวเล็กต้องเข้ามาช่วยฉุดให้ลุกขึ้นนั่งดีๆ นั่นแหละ

“เรียบร้อยแล้วค่ะ พี่ขุนหิวไหม เคทออกไปซื้อบะหมี่เกี๊ยวมา ทานกันก่อนกลับนะคะ” ว่าพร้อมกับยกถุงบะหมี่ร้านประจำขึ้นให้ดู

ขุนศึกพยักหน้ายิ้มๆ ตั้งแต่มาถึงเขาได้แค่นมอุ่นๆ และเค้กแค่สองชิ้นรองท้องเท่านั้น และหากว่าต้องหิ้วท้องรอไปจนถึงบ้าน เขาคงไม่มีแม้แต่แรงจะเปิดตู้เย็นเป็นแน่

บะหมี่เกี๊ยวสีเหลืองอ่อนถูกแซมด้วยผักสีเขียวและหมูแดงสองสามชิ้นพอให้ไม่ดูจืดชืดเกินไปนัก แม้จะไม่ใช่ร้านดังอย่างภัตตาคารหรูระดับห้าดาว เป็นแค่ร้านรถเข็นริมถนนที่หาได้ทั่วไปแต่รสชาติก็ถูกปาก และที่สำคัญถูกใจคนทาน เพราะใครบางคนห่วงใยและใส่รายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ จนต้องทานเสียหมดชาม

“พรุ่งนี้พี่ขุนต้องเข้าบริษัทอีกหรือเปล่าคะ” คนตัวเล็กเดินกลับมาถามหลังจากทำความสะอาดชามบะหมี่และเก็บไว้ในส่วนของห้องครัวเรียบร้อย

ร้านเบเกอรี่ต้องทำเค้กและขนมอบใหม่ทุกวัน ทำให้หลังจากปิดร้านเป็นช่วงเวลาที่เธอต้องจัดเตรียมส่วนผสมให้พร้อมในตอนเช้าของวันรุ่งขึ้น ส่วนสินค้าพวกเครื่องดื่มจะมีมาส่งจากไร่และฟาร์มทุกอาทิตย์ ทำให้หญิงสาวปลีกตัวไปไหนไม่ค่อยได้ แต่กระนั้นใครบางคนก็จะมานั่งดื่มกาแฟที่ร้านช่วงบ่ายเป็นเพื่อนแทบทุกวัน แม้จะไม่เคยประกาศให้ใครต่อใครได้รู้ แต่ทุกการกระทำของเขาก็บอกทุกอย่างได้เป็นอย่างดี

“เข้าครับ ต้องทำรายงานส่งคุณรอง วันนี้พี่ขอไปค้างกับเคทนะ พรุ่งนี้จะได้ออกมาพร้อมกัน”

ประโยคหลังว่าอย่างนึกขึ้นได้เพราะตั้งแต่งานแต่งงานของสี่ทิศ พี่ชายคนโต เขาก็ยังไม่ได้โผล่หน้ากลับไปให้คุณพัตราและแก้วกานต์น้องสาวฝาแฝดได้เห็นเลยแม้แต่น้อย แต่ก็ไม่ใช่เรื่องผิดปกติเท่าใดนักเพราะแม้จะไม่ได้ค้างกับรมิตาที่บ้าน เขาก็มักจะนอนที่คอนโดมิเนียมซึ่งอยู่ไม่ไกลจากบริษัทเป็นประจำอยู่แล้ว เพียงแต่ระยะหลังมานี้เขาชอบอยู่กับเธอที่บ้านหลังเล็กนั่นมากกว่า

“เอาอย่างนั้นก็ได้ค่ะ แต่พี่ขุนดูเหนื่อยๆ เดี๋ยวเคทขับรถเองนะคะ”

คนตัวเล็กกระตือรือร้นเพราะไม่ได้เจอกันหลายวัน แต่ยังไม่ทันที่เธอจะคว้ากุญแจแลนด์โรเวอร์สีดำที่วางอยู่บนโต๊ะตัวเตี้ยขึ้นมาถือ คนตัวใหญ่ก็อาศัยความไวชิงตัดหน้าไปเสียก่อน

“ไม่ครับ พี่ขับเอง เคทเพิ่งหัดไม่นาน พี่ไม่ไว้ใจ”

“แต่ถ้าเคทไม่ลองขับบ้าง เมื่อไหร่เคทจะขับได้ล่ะคะ” คนตัวเล็กตีหน้ายุ่งเมื่อถูกติง ทั้งยังคำพูดที่ทำราวกับเธอเป็นเด็กเจ็ดขวบนั่นอีก ‘...ไม่ไว้ใจ’ นึกอยากจะแสดงอาการแง่งอนมากกว่านี้ แต่ที่รมิตาทำได้ก็มีเพียงเม้มปากขัดใจเท่านั้น

ขุนศึกถอนหายใจเบาๆ เมื่อเห็นท่าทางของหญิงคนรัก “แล้วเคทจะมีแฟนทำไมครับ ถ้าไม่เอาไว้ให้ขับรถให้”

“ทำอย่างอื่นได้ตั้งเยอะ”

คนตัวเล็กเถียงกลับทันควันก่อนจะหน้าแดงขึ้นมาเป็นริ้วๆ เมื่อนึกขึ้นได้ว่าพูดคำนั้นมันกำกวมชอบกล ขุนศึกยิ้มขำเพราะเป็นคนคิดอย่างไรก็แสดงออกมาทางสีหน้าเสียหมดของเธอนี่กระมังที่ทำให้เขาชอบแหย่เพื่อรอดูว่ามันจะมีปฏิกิริยาแบบไหนบ้าง และอาการแก้มแดงก่ำที่มาพร้อมกับการก้มหน้างุดขัดเขินเช่นนี้ ‘ทำอย่างอื่น’ ที่หมายถึง คงมีความหมายหลายนัยเป็นแน่

“อ้อ...แล้วคิดอย่างที่พี่อยากทำหรือเปล่าล่ะ”

“พี่ขุน เคทโกรธอยู่นะ”

ริมฝีปากอิ่มยื่นน้อยๆ เมื่อถูกล้อเลียนไม่ต่างกับจมูกได้รูปที่ยู่ใส่คนตัวใหญ่ แม้จะพยายามทำให้เขาเห็นว่าตนไม่พอใจแค่ไหน แต่ในสายตาของขุนศึกกลับนึกอยากแกล้งคนตัวเล็กขึ้นมาติดหมัด มือหนายกขึ้นบีบจมูกโด่งนั้นเบาๆ ก่อนที่หน้ายุ่งจะกลายเป็นหน้าคว่ำงอง้ำยิ่งกว่าเดิม

“พี่ขุนเคทเจ็บนะคะ”

“ก็ทำให้เจ็บน่ะสิ”

ไม่ว่าเปล่า ขุนศึกยังออกแรงบีบแน่นขึ้นเมื่อรมิตาพยายามดันมือเขาออกห่าง แต่แรงหญิงสาวร่างเล็กหรือจะสู้วิศวกรหนุ่มที่ทำงานกลางแจ้งเช่นเขาได้

เมื่อท้ายที่สุดเขาก็ไม่ยอมปล่อย มือน้อยจึงเปลี่ยนเป้าหมายจากแขนแข็งแรงเป็นแก้มสากตรงหน้า นิ้วเรียวเล็กหยิกหมับเข้าเต็มแรงทั้งสองข้าง จนคนถูกหยิกเป็นฝ่ายร้องลั่นบ้าง ขุนศึกผละออกห่างพร้อมลูบแก้มตนเองป้อยๆ ส่วนรมิตาเมื่อได้รับอิสระก็รีบกดจมูกของตนเองให้เข้ารูปดังเดิม ใบหน้างามงอนค้อนคว่ำ แต่ก็ยังน่ามองในสายตาของคนตัวใหญ่ จนอดไม่ได้ที่จะก้มลงไปงับที่ปลายจมูกโด่งเล็กเบาๆ

“หายโกรธหรือยังครับ”

 










ดวงใจขุนศึก ราคาเล่มละ 276.25 บาท (ราคาหน้าปก 325 บาท )

จัดส่งฟรีพร้อมของที่ระลึก

สั่งซื้อรูปเล่มที่ Fan page : สำนักพิมพ์ปองรัก

                     Fan page : สิรินรชา นาถธีรธาดา

หรือสนใจรูปแบบอีบุ๊ค สามารถกดซื้อได้ที่ 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 30 ครั้ง

0 ความคิดเห็น