ดวงใจขุนศึก [สนพ. ปองรัก]

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 204,940 Views

  • 589 Comments

  • 1,948 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

  • Month Views
    58

    Overall
    204,940

ตอนที่ 48 : ตอนที่ 16 [100%]

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 2114
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 26 ครั้ง
    1 ส.ค. 61

ประตูไม้บานหนักถูกปิดลงอย่างเบามือ ไฟในห้องดับสนิท อีกไม่นานรมิตาคงหลับเพราะความเพลีย ทั้งยังอายุครรภ์ที่เพิ่มมากขึ้นยิ่งทำให้หญิงสาวต้องพักผ่อนอย่างเพียงพอ แม่เลี้ยงลลิตาคิดยามเมื่อก้าวออกจากห้องของบุตรสาว สำหรับท่านแล้วเรื่องราวความผิดพลาดของทุกคนย่อมเกิดขึ้นได้เสมอ เพียงแต่จะทำอย่างไรให้เราอยู่กับความผิดพลาดได้อย่างชาญฉลาด นั่นต่างหากคือความเป็นจริงที่ต้องกระทำ

“โอ๋กันเสร็จแล้วหรือ”

เสียงของคนที่ยืนกอดอกพิงผนังไม้เอ่ยถามภรรยาที่เพิ่งออกมาจากห้องของลูกสาว น้ำเสียงกึ่งห่วงใยกึ่งไม่พอใจทำให้แม่เลี้ยงลลิตาต้องส่ายหน้าให้กับท่าทางนั้นของสามี

“ก็ลูกนี่จ๊ะพ่อ จะให้แม่ดุเหมือนพ่อหรือจ๊ะ”

สามีตีหน้านิ่ง แม่เลี้ยงอมยิ้ม รู้ดีว่าอาการเช่นนี้คงอยากรู้ความเคลื่อนไหวของคนภายใน ไม่เช่นนั้นเที่ยงคืนดึกดื่นป่านนี้ไม่มายืนอยู่หน้าห้องลูกสาวทั้งชุดเดิมหรอก

“ยายหนูหลับแล้ว พ่ออย่าห่วงเลย”

“พ่อไม่ได้ห่วง”

คนถูกหาว่าห่วงสวนกลับทันควัน แม้ใจจริงจะเป็นดังที่ภรรยาว่าแต่คนอย่างพ่อเลี้ยงวัฒนาก็ไม่มีทางที่จะยอมรับง่ายๆ ท่านจึงแกล้งตีหน้าเคร่ง กอดอกยืดตัวประกอบคำให้น่าเชื่อถือ

แม่เลี้ยงลลิตาหัวเราะเบาๆ “ไม่ได้ห่วงแล้วมายืนรอทำไมล่ะ”

พ่อเลี้ยงวัฒนาเหล่ตามองคนรู้ทัน ก่อนแกล้งตอบเสียงเรียบไม่ต่างกับหน้าตา

“มารอแม่”

กล่าวจบก็ยืนนิ่ง เฝ้ารอให้แก้มนวลปลั่งของผู้เป็นภรรยาแดงระเรื่อ ก่อนจะจับจูงให้ออกเดินไปยังฝั่งตรงข้ามเพื่อพักผ่อน

“พ่อจ๋า พ่อโกรธลูกหรือจ๊ะ”

แม่เลี้ยงลลิตาในชุดนอนตัวยาวเอ่ยถามสามีพลางพาดผ้าขนหนูผืนนุ่มไว้บนพนักเก้าอี้หน้าโต๊ะเครื่องแป้ง หยิบแปรงขึ้นมาสางผม โดยสายตายังคงจับจ้องภาพสามีที่นอนอ่านหนังสือบนเตียงอยู่ไม่ห่าง ท่านอยากรู้คำตอบและคิดว่าสิ่งที่คู่ชีวิตกำลังคิดคงไม่ต่างจากท่านนัก เพียงแค่อีกฝ่ายกำลังมีอารมณ์โกรธซ้อนทับอยู่เท่านั้น

“ทำไมแม่ถามพ่ออย่างนั้นล่ะ”

แม่เลี้ยงลลิตาขยับเข้าไปนั่งเคียงข้าง มือนุ่มหยิบหนังสือที่สามีอ่านขึ้นมาพับเก็บและวางไว้บนโต๊ะข้างหัวเตียง ดวงตาสีน้ำตาลอ่อนจ้องตอบสามีในระยะกระชั้นชิด

“ก็แม่อยากรู้”

“พ่อไม่โกรธลูกหรอกนะแม่” สายตาจริงจังของภรรยาทำให้พ่อเลี้ยงวัฒนาเลิกเก๊กดุอย่างที่ทำมาตลอดทั้งวัน แขนแข็งแรงดึงร่างอิ่มเข้ามาตระกองกอดก่อนจะล้มลงนอนเคียงข้างยามพูดต่อ “เรามีลูกสาวคนเดียว แต่พ่อผิดหวังมากกว่า พ่อตั้งความหวังกับยายหนูไว้มาก พ่อหวังว่ายายหนูจะกลับมาอยู่กับเรา ดูแลไร่ของเรา แต่ลูกคงอยากเที่ยวเล่นตามประสาพ่อก็ไม่ว่าอะไร ถึงไม่เคยเร่งรัดให้ลูกกลับมาอยู่บ้านเสียที พ่อคิดว่าพ่อยังทำไหว และพ่อก็หวังว่ายายหนูจะทำตัวให้เราชื่นใจ แต่แล้วมันก็ไม่ใช่”

เสียงที่เงียบลงทำให้แม่เลี้ยงลลิตาต้องยกมือขึ้นกุมแก้มของสามี มองเข้าไปในดวงตาคมเข้มของคู่ชีวิต จ้องลึกจนกระทั่งเห็นความผิดหวังและเสียใจอยู่ในนั้น

“พ่อจ๋า เด็กสมัยนี้เขาโตกว่าพวกเราเยอะ ที่สำคัญยายหนูก็ยี่สิบหกแล้ว แม่ว่าลูกโตพอที่จะตัดสินใจอะไรเองได้แล้วนะจ๊ะ”

“พ่อถึงบอกไงว่าไม่ได้โกรธลูก แต่พ่อผิดหวัง ที่สำคัญกว่านั้นพ่อไม่ชอบหน้าไอ้หนุ่มนั่น” เสียงในตอนท้ายสะบัดอย่างไม่พอใจ เห็นดังนั้นภรรยาคู่ใจก็อดไม่ได้ที่จะหัวเราะอย่างเห็นเป็นเรื่องขบขันเมื่อเข้าใจอะไรได้กลายๆ

“หวงลูกสาวหรือจ๊ะพ่อ”

คำสัพยอกของภรรยาเป็นเหตุในพ่อเลี้ยงวัฒนาค้อนขวับ

“ก็มันน่าหวงไม่ใช่รึ ไม่เคยเจอกัน รู้ตัวอีกทีก็ทำหลานให้พ่อเสียแล้ว” ท่านว่าน้ำเสียงติดแง่งอนให้ภรรยาง้อ “ที่สำคัญมันน่ะร้ายนัก ทำลูกเราเสียใจก็หลายหน แต่ครั้งนี้พ่อไม่ทนนะแม่ ทำร้ายลูกเราถึงขั้นขับรถชนนี่ ถ้าหากว่ายายหนูไม่ท้องมันจะนึกอยากรับผิดชอบลูกเราไหม และถ้ายายหนูเป็นอะไรมากกว่าแต่หัวฟาดพื้นขึ้นมา มันจะรับผิดชอบยังไง”

“โธ่...พ่อจ๋า ยังไงลูกเรากับเขาก็รักกันนะจ๊ะ ที่สำคัญเรากำลังจะมีหลาน พ่อไม่อยากให้มีหลานตัวเล็กๆ มาเรียกตาจ๊ะตาจ๋าหรือจ๊ะ”

“แม่อย่าพยายามหว่านล้อมพ่อหน่อยเลย หลานคนเดียวพ่อเลี้ยงวัฒนาคนนี้เลี้ยงได้อยู่แล้ว”

 

คล้อยหลังรถของพ่อเลี้ยงวัฒนาที่พารมิตาจากไป สี่ทิศและภาสกรก็ลงความเห็นว่าควรพาขุนศึกไปโรงพยาบาล เพราะแรงกระแทกจากรถทำเอาน้องชายหน้าเหยแกทุกครั้งที่พยายามลุกขึ้นยืน แม้จะไม่ยอมปริปากแต่ก็คงเจ็บไม่น้อย เพราะมือใหญ่กุมหน้าท้องบริเวณที่ถูกชนอยู่ตลอดเวลา และเมื่อได้รับคำตอบจากแพทย์ผู้รักษาว่าปลอดภัยเพียงแค่อาจมีรอยฟกช้ำบ้างเท่านั้น สมาชิกอธิรักษ์โยธินก็เบาใจ

“หมอจะให้พักที่โรงพยาบาลเพื่อดูอาการสักคืนนะครับ” แพทย์ผู้รักษาจากโรงพยาบาลใกล้ที่เกิดเหตุที่สุดเอ่ยบอกกับญาติที่อออยู่กันเต็มหน้าห้องฉุกเฉิน อาการของชายหนุ่มไม่มีอะไรที่ต้องเป็นห่วงมากนัก เพราะที่ได้รับเป็นเพียงการกระแทกจากวัตถุแข็งแรงที่มีขนาดใหญ่ ซึ่งทำให้เกิดอาการฟกช้ำและระบมเท่านั้น

“ถ้าอย่างนั้นผมจะไปจัดการเรื่องห้องพักนะครับคุณหญิง”

ภาสกรหันมาบอกแม่ๆ ที่นั่งอยู่ไม่ไกลนัก หม่อมราชวงศ์รจเรขพยักหน้ารับรู้พลางโบกพัดในมือไปมา เพราะคุณพัตรามีอาการคล้ายจะเป็นลม แต่ก็ห่วงใยในตัวลูกชายจึงยังคงแข็งใจอยู่ต่อ จนกระทั่งแพทย์ผู้รักษาออกมารายงานอาการว่าพ้นขีดอันตราย

แต่เสียงแหบสั่นของคนที่เปิดประตูออกมาจากห้องทำให้ขาที่กำลังจะก้าวไปติดต่อเรื่องห้องพักต้องหยุดชะงัก

“ดะ...เดี๋ยวก่อนครับ”

“ออกมาทำไมกันนายขุน” ภาสกรบ่นน้องชายแทบจะทันทีที่เห็นตัว ดูเถอะสังขารไม่เอื้อปานนั้นยังจะลุกขึ้นมาห้ามเขาอีก “กลับไปนอนพักบนเตียงเฉยๆ เถอะ ยังไงคืนนี้นายได้นอนโรงพยาบาลแน่นอน”

“หมอ ผมอยากกลับบ้าน”

ขุนศึกไม่ฟังคำบ่นยืดยาวของพี่ชาย เพราะเขาหันไปแจ้งความประสงค์แก่แพทย์ผู้รักษาที่ชี้แจงอาการเบื้องต้นให้เขารู้แล้วก่อนหน้า เขารู้ตัวดีว่ายังไหว ที่สำคัญเขาอยากจะออกไปตามหารมิตาเสียด้วยซ้ำ

“นายอย่าดื้อไปหน่อยเลยขุนศึก สภาพแบบนี้นายจะไปไหนรอด นอนที่โรงพยาบาลสักคืน เชื่อพี่” สี่ทิศเข้ามาช่วยเจรจากับผู้ป่วยหัวดื้อ “อีกอย่างนายจะกลับบ้านไปให้เป็นภาระของแม่สามทำไม แค่นี้ท่านก็ความดันขึ้นจะแย่อยู่แล้ว” ไม่ว่าเปล่าเขายังคงหันไปมองแม่ๆ ที่นั่งอยู่ใกล้ๆ

ท่าทางอิดโรยของมารดาทำให้คนที่นึกอยากจะออกจากโรงพยาบาลถึงขั้นหอบร่างออกมาห้ามพี่ชายต้องยอมจำนน กลับไปอยู่บ้านเขาก็คงเป็นภาระให้มารดาอย่างที่พี่ชายบอก ดังนั้นควรทำตามคำแนะนำของแพทย์เพื่อที่อย่างน้อยก็ไม่ทำให้มารดาห่วงมากจนเกินไป

“ตกลงว่าไงจะอยู่หรือจะกลับ” ภาสกรเร่งเอาคำตอบ เมื่อน้องชายเปลี่ยนใจขอพักที่นี่สักคืนก็หมุนตัวกลับไปติดต่อขอจองห้องพักทันที

“แม่ครับ” ขุนศึกขยับเข้าไปหามารดาโดยมีพี่ชายช่วยพยุงไปนั่ง ขณะนักรบผละไปขอยืมรถเข็นจากบุรุษพยาบาลมาให้ เพราะดูท่าพี่ชายคนที่สามจะต้องการมันไม่น้อย “ผมขอโทษนะครับแม่ ที่ทำให้แม่ต้องเป็นห่วง”

“ไม่เป็นไรลูกไม่เป็นไร แค่ขุนปลอดภัยแม่ก็ไม่ห่วงอะไรแล้ว” คุณพัตราเอ่ยเสียงแผ่ว ทั้งที่มือยังถือยาหอมโบกไปมาไม่ห่าง

“พี่ขุนห่วงตัวเองก่อนเถอะ เจ็บแบบนี้จะไปตามพี่เคททันได้ยังไง” แก้วกานต์ที่นั่งดูแลมารดาไม่ห่างกล่าวขึ้น และนั่นก็ทำให้คนเจ็บหน้าเศร้าลงไปถนัดตา จริงอย่างที่แก้วกานต์ว่า เขาเจ็บแบบนี้จะไปตามเธอทันได้อย่างไร ป่านนี้พ่อตาคงพารมิตากลับไปถึงพบพระแล้วเป็นแน่

“เราก็พูดมากจริงยายแก้ว” หม่อมราชวงศ์รจเรขหันมาตำหนิบุตรสาว ก่อนหันมาปลอบลูกชายที่นั่งเคียงข้าง “รักษาตัวให้หายเร็วๆ จะได้รีบไปตามหาหนูเคทกับลูกต่อไง”

“ครับคุณหญิง”

“ส่วนเราคงต้องคิดเรื่องขันหมากเตรียมไปสู่ขอและขอขมาฝ่ายโน้นเสียทีนะแม่พัตรา แม่ละไม” หม่อมราชวงศ์รจเรขกะเกณฑ์ โดยการปรึกษาอนุภรรยาของสามีที่พร้อมใจพยักหน้ารับอย่างเห็นด้วย

ท่าทางโกรธเคืองของพ่อเลี้ยงวัฒนาในวันนี้พวกท่านรู้ดีว่าคราวนี้ไม่ง่ายนัก จะยกไปสู่ขอในทันทีหวังรวบหัวรวบหางไม่ให้ทางฝ่ายอัศวกุลปฏิเสธก็คงจะทำไม่ได้ เพราะนั่นยิ่งจะทำให้ฝ่ายโน้นไม่ชอบใจมากขึ้นไปอีก ก่อนอื่นคงต้องให้ขุนศึกได้พิสูจน์ตัวเองเสียก่อน

อาหารเย็นของสมาชิกอธิรักษ์โยธินในวันนี้จึงเกิดขึ้นที่โรงพยาบาลภายในห้องพักพิเศษ ก่อนที่หม่อมราชวงศ์รจเรขจะชวนคุณพัตรา คุณละไม และลูกสะใภ้คนโตกลับบ้าน เพราะทั้งแตงจ๋า มินนี่ และมิกกี้ต่างสลบไสลกันเป็นแถว เหลือเพียงสี่ทิศ ภาสกร นักรบ และแก้วกานต์ที่ขออยู่ดูแลขุนศึกต่ออีกนิด

แก้วกานต์ยกเครื่องดื่มอุ่นๆ มาวางกลางโต๊ะ ก่อนนั่งลงข้างน้องชายบนโซฟาตัวยาวชิดผนัง ห้องพักของขุนศึกเป็นห้องเดี่ยว ไม่มีแยกห้องพักญาติต่างหากเช่นที่โรงพยาบาลของเอกวีร์ แต่พื้นที่ก็กว้างขวางสมกับเป็นห้องระดับวีไอพี ทั้งยังมีเครื่องอำนวยสะดวกครบครัน จึงไม่ใช่เรื่องยากที่เธอจะชงกาแฟและนมอุ่นๆ มาให้คนทั้งหมด

สายตาของหญิงสาวยังคงจับจ้องที่พี่ชายฝาแฝดบนเตียง ขุนศึกในชุดผู้ป่วยสีเขียวอ่อนนั่งเงียบตั้งแต่ถูกย้ายเข้ามาในห้องพัก ดูก็รู้ว่ากำลังคิดถึงรมิตา ซึ่งนั่นพลอยทำให้พี่น้องคนอื่นๆ สงสารจับใจ การถูกพรากคนรักโดยที่ไม่มีโอกาสได้แก้ไขความเข้าใจผิดคงยากที่จะรับไหว แล้วอยู่ๆ พี่ชายฝาแฝดก็กล่าวขึ้น

“ใครก็ได้ช่วยบอกผมทีว่านี่คือหนึ่งในแผนการพวกนั้น”

ภาสกรเจ้าของแผนการตัวดีถอนหายใจยาวเหยียด วางถ้วยกาแฟที่เพิ่งยกขึ้นจิบไปได้ไม่กี่อึกลงบนโต๊ะกระจกตัวเตี้ยตามเดิม

“ฉันก็อยากจะบอกอย่างนั้นนะ แต่ขอโทษทีน้องชาย นี่มันนอกแผนไปไกลมากแล้ว”

ขุนศึกหันกลับมามอง ในมือยังมีถุงน้ำร้อนประคบหน้าท้องเพราะระบมจากการกระทำของว่าที่พ่อตา...พรุ่งนี้ก่อนเถอะ อาการปวดร้าวตามเนื้อตัวจะสำแดงฤทธิ์มากกว่านี้ คิดพลางเลื่อนถุงน้ำร้อนไปยังตำแหน่งอื่น

“แล้วแผนจริงๆ มันเป็นยังไงครับ” น้ำเสียงที่เอ่ยถามแห้งผากจนพี่ๆ น้องๆ สงสาร

“แผนจริงๆ มีแค่ให้ไอ้หมอเข้าไปตามจีบเคท กะจะให้นายหึง จากนั้นก็รวบหัวรวบหางเคทเขาซะเป็นอันจบแผน ซึ่งแผนนี้เคทเขาไม่รู้เรื่องด้วยหรอก ฉันทำมันเองทั้งหมดโดยไม่ได้บอกใคร เพราะอยากให้มันแนบเนียนหน่อยก็เท่านั้น “ ภาสกรเว้นจังหวะให้น้องชายได้คิดตาม “แต่ใครจะรู้ว่านายมันจะงี่เง่าถึงขั้นบอกเลิกเคทเขาทั้งที่ฉันก็บอกและย้ำอยู่ตลอดว่าให้สู้ ไม่อย่างนั้นนายจะเสียเคทไป เป็นยังไงล่ะทีนี้ พอเคทรู้ว่าเป็นแผนของฉัน เขาก็เลยซ้อนแผนกลับ แกล้งเมินตอนที่นายไปขอคืนดีเสียให้เข็ด โทษฐานที่นายมันทำอะไรตามใจตัวเอง ไม่ถามคนอื่น ทั้งที่เรื่องของชีวิตคู่คนสองคนต้องช่วยกันตัดสินใจแท้ๆ”

“ถ้าผมรู้ ผมก็คงไม่ทำแบบนั้นหรอกครับ”

“แล้วไหนจะยังใจร้อนขับรถชนเคทเขาอีก” ภาสกรว่าต่อ คนถูกว่าหน้านิ่วก่อนตอบกลับเสียงขุ่น

“ผมไม่ได้ตั้งใจชนเคทเสียหน่อย ผมตั้งใจชนหมอวีร์เขาต่างหาก”

“นั่นแหละ ทีนี้หมอวีร์ก็เลยซ้อนแผนอีกรอบ พูดให้นายเข้าใจว่าเคทแท้งจะได้รู้สึกผิด ข้อหาไม่ยอมฟังเหตุผลทั้งที่เคทเขาตั้งใจจะบอกความจริงเมื่อนายกลับมาจากดูงานแท้ๆ”

“แต่ผมก็ทำทุกอย่างพัง”

จบสิ้นแผนการที่ถูกเฉลยขุนศึกพึมพำเสียงเบา ยามเมื่อคิดถึงคำบอกเล่าของรมิตาเมื่อตอนกลางวัน ไม่กี่ชั่วโมงก่อนเขายังมีเธออยู่ในอ้อมแขน มีข่าวดีมากมายเกิดขึ้น...เราไม่ได้สูญเสียลูกไป ที่สำคัญเธอตอบตกลงจะแต่งงานกับเขาแล้วแท้ๆ ทุกอย่างกำลังลงตัว เขากล้าที่จะแสดงออกถึงความรู้สึกของตัวเอง กล้าที่จะคุกเข่าขอเธอแต่งงานต่อหน้าทุกคน แต่สุดท้ายมันก็ว่างเปล่า เธอถูกพรากจากไปด้วยฝีมือของพ่อเลี้ยงวัฒนา แล้วเขาจะเอาอะไรไปต่อกร ในเมื่อท่านไม่ยอมฟังคำอธิบาย

“เคทจะเป็นยังไงบ้างก็ไม่รู้ ต้องเดินทางกลับพบพระไกลขนาดนั้น ผมกลัวเคทกับลูกจะเป็นอะไร”

“พี่บอกนายแล้วว่าให้ไปบ้านเคทตามที่เขาชวนตั้งแต่คราวก่อน ถ้าไปเปิดตัวเสียตั้งแต่ตอนนั้นก็คงไม่เกิดเรื่อง” ภาสกรที่รับรู้ถึงความเคลื่อนไหวของคนทั้งคู่ดีกว่าใครโยนความผิดทั้งหมดทั้งมวลมาลงที่น้องชาย

ขุนศึกหน้าเศร้า ก็ตอนนั้นเขายังไม่มั่นใจว่าจะดูแลเธอได้ เขากลัวไปสารพัด คิดแม้กระทั่งจะเลิกกับเธอ แล้วดูเถอะเวลานี้เขาคงได้เลิกกับเธอจริงๆ พ่อตาแสดงชัดว่าไม่ต้อนรับเขาเป็นเขยมากขนาดนั้น แม้แต่โทรศัพท์มือถือของรมิตายังถูกยึด เพียงเพราะต้องการให้เธอตัดขาดการสื่อสารกับเขา นึกแล้วขุนศึกก็พ่นลมหายใจออกมายาวเหยียด คิดไม่ตกว่าจะทำอย่างไรต่อไปกับชีวิต ในเมื่อหัวใจถูกพรากจากอกไปถึงสองดวง หนึ่งคือรมิตา อีกหนึ่งคือลูกน้อยที่อยู่ในครรภ์ ไหนจะต้องมานอนเจ็บแบบนี้อีก ทำไมชีวิตรักของเขามันถึงได้ยุ่งยากขนาดนี้นะ

“ความจริงคุณพ่อของเคทอาจจะแค่กำลังโกรธ” สี่ทิศที่นั่งฟังมานานกล่าวเสียงเนิบ กวาดตามองเหล่าน้องชายน้องสาว และตัดสินใจพูดต่อ “ถ้ามีใครมาทำให้มินนี่ท้องทั้งที่ยังไม่ได้แต่งงาน เป็นพี่ พี่ก็โกรธ และอาจจะถึงขั้นหยิบปืนขึ้นมายิงให้ตายเสียตรงนั้น ไม่ใช่แค่ยกขึ้นขู่หรือขับรถชนเบาๆ อย่างที่นายขุนเจอ”

ความเงียบของเหล่าน้องๆ ทำให้สี่ทิศต้องพูดต่อ “และที่จะทำให้พี่โกรธยิ่งกว่าก็คือมินนี่โกหก ไม่ยอมบอกความจริง ว่าเกิดอะไรขึ้น เพราะมันทำให้พี่ผิดหวัง ทั้งที่พี่ไว้ใจลูกมากกว่าใคร”

คำพูดของสี่ทิศราวกับชี้ทางสว่างให้คนเป็นน้อง เพราะเมื่อพ่อตาโกรธ คนที่น่าจะให้คำปรึกษาได้ดีที่สุดคงหนีไม่พ้นคนที่มีลูกสาวเช่นสี่ทิศ ขุนศึกขยับตัวนั่งตรง นัยน์ตาคู่คมจ้องมองพี่ชายคนโตอย่างมีหวัง

“แล้วผมควรจะทำยังไงดีครับ”

สี่ทิศลุกเดินเข้าไปหา ตบไหล่ของคนบนเตียงแผ่วเบา ให้กำลังใจผ่านรอยยิ้มบางๆ

“คำตอบของความรักไม่มีแบบที่สำเร็จรูปหรอกนายขุน สิ่งที่นายต้องทำคือซื่อตรงกับความรู้สึกของตัวเอง พี่เชื่อว่าถ้านายซื่อสัตย์กับมัน ทุกคนย่อมมองเห็น”

กล่าวเพียงแค่นั้นก็ขอตัวกลับ เพราะบัดนี้ที่บ้านอธิรักษ์โยธินมีเพียงผู้หญิงและเด็กอยู่กันตามลำพังเท่านั้น

“ค่อยๆ คิดไปแล้วกัน”

ภาสกรลุกขึ้นมาตบบ่าให้กำลังใจอีกคนก่อนเดินตามพี่ชายออกไป พร้อมกันนั้นก็กวักมือเรียกนักรบให้ลุกขึ้นยืนเพื่อเตรียมตัวกลับคอนโด แก้วกานต์ลุกเดินเข้ามานั่งข้าง ซบศีรษะในรูปกับไหล่แข็งแรงของผู้เป็นพี่

“พี่ขุนอย่าท้อนะ ทุกปัญหามีทางออกเสมอ”

แม้ทุกคำปลอบโยนของเหล่าพี่น้องจะไม่สามารถจุดประกายความคิดดีๆ ให้เขาได้ แต่ขุนศึกก็อุ่นใจที่พี่น้องไม่เคยทิ้งเขา ไม่ว่าเขาจะทำตัวแย่มากเพียงใด ครอบครัวก็ยังคงอยู่เคียงข้างไม่เปลี่ยนแปลง

“ขอบใจมากนะแก้ว” กล่าวขอบคุณพร้อมยกมือข้างที่ว่างลูบศีรษะของน้องสาว เขารู้ดีกว่าแก้วกานต์ไม่ต่างจากเขานัก อาจจะมากกว่าเสียด้วยซ้ำ น้องสาวฝาแฝดวาดฝันความรักไว้งดงามแต่ไม่เคยสักครั้งที่จะก้าวเข้าไปในวังวนของสิ่งนั้น

แก้วกานต์ขยับลุกขึ้นยืนหลังจากซึมซับความรักและแรงใจให้แก่กันมากพอ

“แก้วกลับก่อนนะคะ แล้วพรุ่งนี้แก้วจะรีบมาแต่เช้า”

เพราะขุนศึกเรียกร้องขออยู่ตามลำพังโดยไม่ต้องการคนเฝ้า ภาสกรจึงได้ติดต่อพยาบาลพิเศษไว้ให้ดูแล เนื่องจากอาการของขุนศึก แพทย์ผู้รักษาลงความเห็นว่าแค่นอนดูอาการเท่านั้น ดังนั้นเมื่อลับร่างของน้องสาวฝาแฝดห้องพักสีขาวจึงกลับเข้าสู่ภาวะเงียบงัน แสงไฟกลางห้องถูกหรี่ลงด้วยรีโมทคอนโทลที่อยู่ในมือ

ขุนศึกเอนกายพิงหัวเตียง ถอนหายใจยาวเหยียดอย่างคนคิดไม่ตก หนทางเบื้องหน้าของเขาในเวลานี้เรียกได้ว่ามืดมนไร้ทางออก สุดท้ายขุนศึกจึงทำได้เพียงแค่หลับตาลง หวังว่าความว่างเปล่าในหนทางสายกลางตามที่พระพุทธเจ้าสอนสั่งจะทำให้เขาคิดหาวิธีดีๆ ออก คิดวิธีที่จะพาเธอกลับมาสู่อ้อมกอดอีกครั้ง

 

 






ดวงใจขุนศึก ราคาเล่มละ 276.25 บาท (ราคาหน้าปก 325 บาท )

จัดส่งฟรีพร้อมของที่ระลึก

สั่งซื้อรูปเล่มที่ Fan page : สำนักพิมพ์ปองรัก

                     Fan page : สิรินรชา นาถธีรธาดา

หรือสนใจรูปแบบอีบุ๊ค สามารถกดซื้อได้ที่ 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 26 ครั้ง

0 ความคิดเห็น