ตอนที่ 47 : ตอนที่ 16 [50%]

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1830
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 33 ครั้ง
    31 ก.ค. 61

ตอนที่ 16

 

เสียงวัตถุปะทะกับโครงเหล็กของตัวรถดังก้องไปทั่วทั้งบริเวณ เสียงห้ามล้อจนเกิดควันสีขาวและกลิ่นไหม้คละคลุ้งในชั่ววินาที ท่ามกลางเสียงหวีดร้องของผู้พบเห็นที่ดังคล้องสอดประสานจนจับไม่ได้ว่าสิ่งใดเกิดขึ้นก่อนหลัง แต่ที่ทุกคนรู้คือในชั่ววินาทีดังกล่าวพ่อเลี้ยงวัฒนาได้ควบกระบะพุ่งทะยานเข้าหาร่างของขุนศึกที่ยืนจังก้าท้าทายอำนาจ ภาพที่หายไปจากกระจกหน้ารถทำให้ทุกอย่างเหลือไว้เพียงความเงียบกริบ เงียบอย่างที่ทำให้หัวใจของใครสักคนหยุดการเคลื่อนไหว

“พี่ขุน! กรี๊ด”

เสียงกรีดร้องของรมิตาที่ถูกอ้อมแขนของมารดากอดรั้งอยู่ตอนหลังของรถเรียกสติของผู้เห็นเหตุการณ์ให้กลับมาอยู่กับภาพตรงหน้า ภาพที่ร่างสูงใหญ่หายไปจากครรลองสายตา

สี่ทิศและภาสกรที่เพิ่งลงมาจากรถปรี่เข้าไปหิ้วปีกน้องชายออกจากรัศมีการขับรถของพ่อเลี้ยงวัฒนาที่บัดนี้ได้เลื่อนรถถอยหลังก่อนจะพุ่งไปข้างหน้าอย่าไม่สนใจที่จะเหลียวมองคนที่อยู่ในเหตุการณ์ แม้จะไม่ได้ชนรุนแรงอะไรเพราะท่านเหยียบเบรกไว้ทัน แต่ก็ทำเอาชายหนุ่มจุกจนทรุดเพราะแรงปะทะไม่น้อยเมื่อเทียบกับเสียงก้องไปทั้งบริเวณ

รมิตารีบหันกลับมามองผ่านกระจกหลังเมื่อรถของบิดาค่อยเคลื่อนออกไป น้ำตาเม็ดใสไหลพราก ภาพคนรักถูกหิ้วปีกไปนั่งพิงกำแพงทำเอาหัวใจเธอแทบขาดรอน

สายตาเจ็บปวดที่ส่งถึงกันทำให้ทุกอย่างมันกลั่นตัวออกมาเป็นหยาดน้ำตา สุดท้ายเขาก็ปกป้องเธอไม่ได้ เขาดูแลเธอไม่ได้ ทั้งที่สัญญาว่าจะดูแลเธอ

“เคท!”

เสียงร้องโหยหวนเบื้องหลังทำให้คนมองน้ำตาไหล แม่เลี้ยงลลิตาโอบร่างของลูกสาวเข้ามากอดปลอบ ขณะที่พลขับเฝ้ามองทุกอย่างเกิดขึ้นด้านหลังผ่านกระจกด้วยความรู้สึกใหม่...ไอ้หนุ่มคนนี้มันแน่

“คุณแม่ขา พี่ขุนจะเป็นยังไงบ้างคะ”

“มันไม่ตายหรอก” บิดาตอบแทนเพื่อตัดบทสนทนาที่เกี่ยวข้องกับบุคคลที่สี่ เพียงแค่นั้นรมิตาก็ซบหน้าลงสะอื้นฮักกับไหล่ของมารดา แขนเรียวโอบกระชับอย่างต้องการที่พึ่ง ทิ้งให้พ่อเลี้ยงวัฒนาและภรรยาจ้องตาสื่อสารถึงกันผ่านกระจกมองหลังเพียงลำพัง ข้อความที่เต็มไปด้วยข้อตำหนิและความไม่พอใจ ขณะที่อีกฝ่ายเรียบนิ่งและเมินหน้าหนีไปทางอื่นคล้ายต้องการตัดบท ไม่อนาทรว่าสิ่งที่ทำไว้เมื่อครู่ใครจะได้ผลกรรมเช่นใด เพราะท่านถือว่าขุนศึกมายืนขวางทางท่านเอง

“กลับบ้านเราได้เห็นดีกันแน่พ่อ”

 

กว่าหกชั่วโมงของการเดินทางจากรุงเทพฯ ถึงอำเภอพบพระ ไร่อัศวกุลเป็นไร่กุหลาบอันดับต้นๆ ของจังหวัดตาก กินเนื้อที่ห้าร้อยไร่ มีคนงานหลายร้อยชีวิต ความเงียบสงบตามประสาบ้านไร่ตอนที่เดินทางมาถึงจึงมีเพียง ‘มะขิ่น’ แม่บ้านชาวมอญวัยสี่สิบห้ารอต้อนรับเพียงคนเดียว พ่อเลี้ยงวัฒนาเลียบรถเข้าจอดเทียบหน้าเรือนไม้ซุงสองชั้นสไตล์คันทรี่ ก่อนเปิดประตูออกมายืนบิดกายข้างรถ เพราะการเดินทางระยะไกลไปกลับภายในหนึ่งวันเกินกำลังของคนสูงวัยเช่นท่านไม่น้อย

บ้านของพ่อเลี้ยงวัฒนาตั้งอยู่กลางไร่กุหลาบขนาดใหญ่ที่ส่งขายทั้งในและนอกประเทศ บ้านไม้หลังงามตั้งตระหง่านอยู่บนเนินสูงกว่าละแวกเดียวกัน รอบข้างเป็นสนามหญ้าที่ถูกตกแต่งไว้เพื่อเป็นที่พักผ่อนแก่ผู้เป็นเจ้าของ ห่างจากตัวบ้านราวครึ่งกิโลเมตรเป็นห้องแถวยาวหลายสิบห้อง ซึ่งเป็นที่พักของเหล่าคนงานพลัดถิ่น สำหรับคนในท้องที่จะมีบ้านพักของตนเองซึ่งอยู่ไม่ไกลจากไร่นัก ถัดกันไปอีกเล็กน้อยเป็นโรงครัวสำหรับคนงาน การปกครองและการควบคุมดูแลคนงานในดินแดนไกลปืนเที่ยงทั้งยังติดกับประเทศเพื่อนบ้านจึงเป็นไปในลักษณะใจซื้อใจ พ่อเลี้ยงวัฒนาเป็นคนเอาจริงเอาจังกับทุกเรื่อง เมื่อลูกน้องในปกครองได้รับความเดือดร้อนท่านไม่รีรอที่จะช่วยเหลือ ทำให้เหล่าคนงานทั้งเคารพและยำเกรงกันทุกคน ทั้งยังเผื่อแผ่มาถึงนายหญิงแม่เลี้ยงลลิตาและบุตรสาวเช่นรมิตาที่แม้จะไม่ค่อยได้กลับมาที่นี่ แต่ทุกคนก็ให้ความเคารพในฐานะนายจ้างและเจ้าชีวิต

ตอนหลังของรถ แม่เลี้ยงลลิตายกมือขึ้นเขย่าร่างของลูกสาวที่หนุนหลับอยู่บนตัก ตั้งแต่ออกมาจากกรุงเทพฯ มาได้ไม่ถึงชั่วโมงรมิตาที่มีอาการอ่อนเพลียตามประสาคนตั้งครรภ์และสภาพจิตใจที่บอบช้ำ ทำให้หญิงสาวหลับสนิทราวกับต้องการตัดขาดจากโลกแห่งความจริง

“ยายหนู ตื่นได้แล้วลูก ถึงบ้านเราแล้วนะ” น้ำเสียงอ่อนโยนกระซิบปลุกคนบนตัก

รมิตาขยับตัวเบาๆ ดวงตาบวมช้ำพยายามปรือเปลือกตาแต่ดูจะยากยิ่ง การเดินทางระยะไกลทำให้คนที่กำลังอยู่ในภาวะตั้งครรภ์วิงเวียนศีรษะ มือเรียวยกขึ้นกุมขมับนวดคลึงแผ่วเบาหวังคลายความเครียดเขม็ง เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในรอบวันรวดเร็วจนหญิงสาวตั้งรับไม่ทัน จนบัดนี้เธอยังแอบหวังว่าเหตุการณ์ทั้งหมดมันจะเป็นแค่ความฝัน แต่เปลือกตาที่หนักอึ้งเพราะผ่านการร้องไห้มาอย่างหนักก็ทำให้ความหวังอันเล็กน้อยนั้นดับมืดลงไปแทบจะทันทีที่แม่เลี้ยงลลิตาเอ่ยเรียกขึ้นอีก

“ลุกไหวหรือเปล่าลูก”

“คุณแม่”

เสียงหวานแห้งพร่ายามเอ่ยเรียกเจ้าของตักอุ่นที่หนุนนอน ความจริงที่บอกว่าเธออยู่ห่างกับเขาทำให้หัวใจดวงน้อยสั่นระริก มันเจ็บแปลบเพียงเพราะบิดาไม่ยอมฟังคำอธิบาย สายตาอ่อนโยนที่เห็นเพียงลางๆ ในความมืดและมือนุ่มที่ลูบไล้แก้มเนียน ทำให้รมิตาหลับตาลงอีกครา ซึมซับความรักอันยิ่งใหญ่จากมารดาไว้สุดหัวใจ ท่านรักเธอมากถึงเพียงนี้ ต่อให้เธอทำผิดบาปมากมายท่านก็ยังคงอยู่เคียงข้างเธอเสมอ ตรงกันข้ามเธอเสียอีกที่ทำตัวให้ท่านทั้งสองผิดหวังซ้ำแล้วซ้ำเล่า

“เคทขอโทษค่ะ”

“ไม่เป็นไรลูก ไม่เป็นไร”

แม่เลี้ยงลลิตาปลอบโยนลูกรัก โอบกอดแนบอกเมื่ออีกฝ่ายลุกขึ้นนั่งเคียง ก่อนจะชี้ชวนให้ลงจากรถเมื่อมะขิ่นเก็บข้าวของอยู่ด้านหลังเข้าบ้านเรียบร้อย โดยมีพ่อเลี้ยงวัฒนายืนคุมเชิงอยู่ไม่ห่าง

“วันนี้ขึ้นไปพักก่อน แล้วพรุ่งนี้เช้าเราต้องคุยกันทุกเรื่อง”

คำเน้นย้ำของบิดาเป็นเหตุให้รมิตาต้องก้มหน้ายอมรับความเป็นจริง กระเป๋าเดินทางหลายใบถูกนำเข้ามาไว้ในห้องเรียบร้อยโดยที่ผู้เป็นเจ้าของถูกมารดาพยุงมาส่งถึงเตียง ท่านนั่งลงเคียงข้างบุตรสาว โอบกอดปลอบโยนลูบหลังลูบไหล่ เพราะหากจะกล่าวตามตรงท่านไม่ได้เจอรมิตามานานร่วมปี ครั้งล่าสุดคือตอนที่ลูกสาวกลับบ้านในช่วงเทศกาลปีใหม่ ความรัก ความคิดถึงทำให้อยากใช้เวลาร่วมกันให้นานที่สุด แม้อีกใจจะรู้ดีว่าบัดนี้ลูกรักได้กลับมาสู่อ้อมกอดอีกครั้งแล้วก็ตาม

“เคทขอโทษค่ะคุณแม่ ขอโทษที่ทำให้ผิดหวัง”

แม่เลี้ยงลลิตายกมือขึ้นลูบผมสลวยของลูกสาวแผ่วเบายามที่เจ้าตัวก้มลงกราบท่านแนบอก รมิตาเอ่ยคำนี้มานับครั้งไม่ถ้วนตั้งแต่อยู่บนรถ และเมื่อเจ้าตัวเปิดปากที่จะเล่าพ่อเลี้ยงวัฒนาก็สั่งห้ามเสียงเข้ม จนหญิงสาวไม่กล้าพูดอะไรอีก ได้แต่นั่งน้ำตานอง ท่านเองก็สงสารลูกยิ่งนัก แต่ที่ทำได้มากที่สุดก็เพียงแต่กอดปลอบลูกให้คลายสะอื้น พร้อมๆ กับส่งสายตาไม่พอใจไปให้สามีที่วันนี้เจ้ากี้เจ้าการสั่งนั่นสั่งนี่เสียเหลือเกิน

“แม่เชื่อว่าหนูมีเหตุผลใช่ไหมลูก” เพราะความที่มีสายเลือดตะวันตกครึ่งหนึ่งไหลเวียนอยู่ในตัว แม่เลี้ยงลลิตาจึงค่อนข้างหัวสมัยใหม่ ต่างจากสามีที่คร่ำครึกับความเชื่อโบราณตามประสาชาวไร่ติดชายแดน

“ทุกเรื่องเคทอธิบายได้นะคะ มันไม่ได้เป็นอย่างที่คุณพ่อกับคุณแม่เข้าใจ แต่คุณพ่อ...” เสียงหวานขาดหายเมื่อคิดถึงบิดา

พ่อเลี้ยงวัฒนาเป็นคนค่อนข้างเชื่อมั่นในความคิดของตนเอง เพราะฐานะผู้นำที่ควบคุมคนงานในอาณัตินับร้อยชีวิต เป็นที่นับหน้าถือตาของคนทั่วจังหวัด ทำให้รมิตาหวั่นใจกลัวว่าท่านจะไม่ฟังคำอธิบาย และที่สำคัญไม่เชื่อในถ้อยคำเหล่านั้น

“คุณพ่อเป็นคนมีเหตุผล เคธี่น้อยของแม่รู้ใช่ไหม”

มือเรียวลูบไล้เรือนผมสลวยแผ่วเบายามเอ่ยถามเสียงอ่อนโยน ท่านไม่ต้องการให้บุตรสาวกังวล เพราะความเครียดไม่ดีต่อสุขภาพของลูกน้อยที่อยู่ในท้อง คนมีประสบการณ์มาก่อนรู้ดี ท่านจึงพยายามปลอบโยนให้รมิตาคลายกังวล

“เคททราบค่ะ” รมิตารับเสียงแผ่ว แม้จะรู้ดี แต่อาการโกรธหัวฟัดหัวเหวี่ยงของบิดาในเหตุการณ์ก่อนหน้าก็เป็นสิ่งที่เธอไม่ค่อยได้เห็นบ่อยนัก และนั่นทำให้เธอยังกังวล

“ถ้าอย่างนั้นหนูควรพัก หลับให้สบาย อย่าคิดอะไร เพราะหนูไม่ได้ตัวคนเดียว อากาศที่นี่เย็นและฝนตกบ่อยกว่าที่กรุงเทพฯ เดี๋ยวจะพานไม่สบาย” ว่าพลางดันร่างตรงหน้าให้ล้มตัวลงนอน มืออุ่นดึงผ้าห่มผืนหนาขึ้นคลุมร่างให้อย่างอ่อนโยน แม้เจ้าของห้องจะไม่อยู่แต่คุณลลิตาก็สั่งให้คนงานขึ้นมาทำความสะอาดไว้ทุกอาทิตย์ รวมถึงเครื่องนอนที่พร้อมสรรพเสมอเมื่อรมิตากลับมา ใบหน้าอิ่มของผู้เป็นมารดาโน้มเข้าจุมพิตที่หน้าผากมนของลูกรัก กิริยาที่ราวกับเธอเป็นเด็กหญิงตัวน้อยทำให้ดวงตากลมหวานแดงระเรื่อ

“ขอบคุณค่ะคุณแม่”

ท่านอมยิ้มรับคำดังกล่าว สำรวจความเรียบร้อยภายในห้องอีกหนก่อนลุกขึ้นเพื่อผละจาก รอยยิ้มอ่อนหวานอ่อนโยนถูกทิ้งไว้ให้ผู้ที่อยู่เบื้องหลัง แสงไฟกลางห้องถูกดับลงด้วยฝีมือของมารดา ก่อนที่ประตูไม้บานหนาจะงับปิดตามหลัง รมิตาถอนหายใจยาวเหยียดก่อนพิงกายตะแคงข้าง ผ่อนสายตาให้มองออกไปนอกประตูกระจกบานเลื่อนที่ติดกับระเบียงห้อง ภาพหมู่ดาวในท้องฟ้าดาษดื่นยิ่งกว่าที่กรุงเทพฯ แต่เธอกลับรู้สึกว้าเหว่ยิ่งกว่าคืนใด เพราะวันนี้ไม่มีมืออุ่นหนาคอยโอบกุมให้ความอบอุ่นเช่นทุกคืน ไม่มีดวงตาคมที่คอยจ้องมองให้เธอรู้สึกปลอดภัย

“พี่ขุน”

เสียงหวานกระซิบเรียก ภาพสุดท้ายยังคงติดตา ชายหนุ่มถูกพี่ชายประคองร่างพิงกำแพง แม้ตามเนื้อตัวที่เธอเห็นจะไม่มีรอยขีดข่วนจนถึงขั้นเลือดตกยางออก แต่ก็ไม่มีอะไรรับประกันได้ว่าเขาจะไม่บาดเจ็บ

“เคทคิดถึงพี่ขุนนะคะ”

 







ดวงใจขุนศึก ราคาเล่มละ 276.25 บาท (ราคาหน้าปก 325 บาท )

จัดส่งฟรีพร้อมของที่ระลึก

สั่งซื้อรูปเล่มที่ Fan page : สำนักพิมพ์ปองรัก

                     Fan page : สิรินรชา นาถธีรธาดา

หรือสนใจรูปแบบอีบุ๊ค สามารถกดซื้อได้ที่ 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 33 ครั้ง

0 ความคิดเห็น