ตอนที่ 45 : ตอนที่ 15 [70%]

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 2431
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 34 ครั้ง
    29 ก.ค. 61

 

ร่างสมส่วนที่ถูกดันให้ขึ้นรถกระบะสี่ประตูสีบรอนซ์เร่งเร้าให้ขายาวที่วิ่งตามหลังมาต้องเร่งความเร็วเพื่อให้ถึงเป้าหมาย

“เดี๋ยวก่อนครับ!”

เสียงเรียกจากเบื้องหลังทำให้พ่อเลี้ยงวัฒนาชะงักอาการที่กำลังดุนหลังลูกสาวคนสวยให้ขึ้นรถ รมิตารีบหันกลับมามองไม่ต่างกับบิดา แต่ภาพของขุนศึกที่วิ่งเข้ามาใกล้ทำให้พ่อเลี้ยงวัฒนาต้องดันตัวลูกสาวกลับเข้าไปในรถ พร้อมเอ่ยปากสั่งให้ภรรยาขึ้นรถโดยไว เพราะไม่อยากเสวนากับคนเหล่านั้น เมื่อทุกอย่างเรียบร้อยก็ขึ้นนั่งประจำที่คนขับ

ทันทีที่วิ่งมาถึงขุนศึกพยายามเคาะกระจกเรียกคนบนรถให้ลงมาคุยกัน แต่สิ่งที่เขาได้รับคือความเฉยชาไม่ใส่ใจของพ่อเลี้ยงวัฒนา สายตาเห็นใจของแม่เลี้ยงลลิตาและดวงตากลมเศร้าของคนที่นั่งอยู่ตอนหลังของรถ มือเล็กยกขึ้นแนบกระจกยังตำแหน่งที่คนรักวางมือไว้ เสียงโหวกเหวกของขุนศึกดังอยู่ได้ไม่นานนัก เพราะพ่อเลี้ยงกระชากรถออกไปแทบจะทันทีที่เครื่องยนต์ติด

ดวงตาคู่หวานเศร้านักยามมองภาพคนรักวิ่งตามรถมา และนั่นยิ่งทำให้เท้าภายใต้รองเท้าหนังของพ่อเลี้ยงวัฒนากดน้ำหนักลงบนคันเร่งนำพารถคู่ใจ ภรรยาและบุตรสาวให้ห่างจากคนตามเป็นทบทวี ไม่ใช่รังเกียจชายหนุ่ม เพราะท่านรู้ดีว่าไม่ควรตัดสินคนเพียงเพราะเพิ่งเจอหน้ากันครั้งแรก แต่ไม่ชอบใจที่อีกฝ่ายทำเหมือนลูกสาวเพียงคนเดียวที่ท่านเฝ้าทะนุถนอมเป็นของเล่นที่นึกอยากจะหยิบเมื่อใดก็หยิบ นึกอยากจะทิ้งเมื่อใดก็ทิ้ง ในเมื่อไม่เห็นค่าของลูกสาวท่านนัก ท่านก็จะพาลูกและหลานไปให้ห่างไกลจากคนเหล่านั้น

ขุนศึกหมดแรงเมื่อท้ายที่สุดไฟท้ายกระบะสมาร์ตแคปสีบรอนซ์ก็เลี้ยวลับหายไปในกลุ่มรถราบนท้องถนน ร่างสูงโน้มกายเท้ามือกับเข่าเมื่อลมหายใจติดขัดจนหอบโยน ภาพของรมิตาค่อยลับหายไป ทำให้หัวใจด้านซ้ายชาหนึบ เขากำลังจะเสียเธอและลูกไปหากไม่ทำอะไรสักอย่าง คิดได้ดังนั้นวิศวกรหนุ่มก็วิ่งย้อนกลับมายังที่จอดรถของโรงพยาบาลอีกหน

แลนด์โรเวอร์สีดำที่จอดทิ้งไว้ตั้งแต่ช่วงบ่ายถูกผู้เป็นเจ้าของกระชากประตูเปิดก่อนขับตามออกไป เบื้องหลังสมาชิกบ้านอธิรักษ์โยธินเองก็รีบขึ้นพาหนะของตนและขับตามออกไปโดยเร็ว การจราจรในเวลาหกโมงเย็นทำให้ขุนศึกใจสั่นระรัวกลัวว่าทุกอย่างจะช้าเกินไป ยิ่งรถของพ่อเลี้ยงวัฒนาหายไปจากครรลองชายหนุ่มยิ่งกังวลว่าจะไม่มีโอกาสได้ปรับความเข้าใจ ถ้าหากเขารู้จุดหมายที่พ่อเลี้ยงพารมิตาไปก็คงจะดี สมองหยุดประมวลผลไปชั่วขณะ จริงสิ ถ้าเขารู้ก็ไม่จำเป็นต้องขับรถตามหลังอย่างนี้ คิดได้ดังนั้นก็รีบหยิบโทรศัพท์เครื่องบางออกมาเปิด กดหมายเลขสิบหลักที่จำได้ขึ้นใจเฝ้ารอให้สัญญาณว่างก่อนกรอกเสียงลงไปเมื่อมีคนรับ

“เคท”

“พี่ขุน”

เสียงที่ตอบกลับมามีความยินดีเจืออยู่ในทุกถ้อยคำแต่ก็เพียงแค่นั้น แค่นั้นจริงๆ เมื่อมีอีกแทรกเข้ามา

“...นั่นใคร มันใช่ไหมเอาโทรศัพท์มานี่”

“คุณพ่อ! ไม่นะคะ”

เสียงยื้อแย่งทำให้ขุนศึกต้องพยายามตะโกนแข่ง หวังว่ามันจะช่วยให้พ่อเลี้ยงวัฒนายอมฟังคำอธิบาย แต่เปล่าเลยเมื่อวินาทีต่อมามีเพียงความเงียบกริบและสัญญาณก็ถูกตัดไป

“เคท!” ร่างสูงตะโกนก้องใส่เครื่องสื่อสารในมือ และเมื่อลองกดต่อสายอีกครั้งก็ได้รับเพียงข้อความเสียงที่ตอบกลับว่าไม่สามารถติดต่อเธอได้ในเวลานี้

“เคท”

รู้สึกอ่อนแรงอย่างอับจนปัญญา เมื่อท้ายที่สุดเขาก็ไม่สามารถรู้ได้ว่าเธออยู่ที่ใด แต่เดี๋ยวก่อน รมิตาจะกลับบ้านที่พบพระได้อย่างไรในเมื่อกระเป๋าจากโรงพยาบาลมีเสื้อผ้าของเธอเพียงแค่ชุดเดียวเท่านั้น ไวเท่าความคิด ชายหนุ่มบังคับรถหักเลี้ยวเข้าไปในซอยที่อยู่ด้านซ้ายมือ เส้นทางลัดที่เขามักใช้เป็นประจำ เส้นทางมุ่งสู่บ้านของรมิตา พร้อมกับภาวนาให้ความคิดของตนเป็นจริงเพื่อที่อย่างน้อยก็ช่วยประวิงเวลาให้เขาได้อธิบายความเข้าใจผิดให้พ่อตาได้ฟัง

และก็เป็นอย่างที่ขุนศึกคิดไม่มีผิด พ่อเลี้ยงวัฒนาพารมิตากลับมาที่บ้านเพื่อเก็บของ การจะจากไปในทันทีไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะรมิตายังมีกิจการให้ต้องรับผิดชอบ ไหนจะบ้านช่องห้องหับอีก ดังนั้นท่านจึงต้องยอมเสียเวลารอให้ลูกสาวจัดการเรื่องต่างๆ โดยมีแม่เลี้ยงลลิตาคอยช่วยอยู่ไม่ห่าง ขณะที่ตัวท่านเองเดินสำรวจรอบๆ บ้าน ภาพคู่ของรมิตาและขุนศึกในชุดนักศึกษาในกรอบบนตู้โชว์ข้างทีวีแอลซีดีขนาดห้าสิบสองนิ้วทำให้คนมองขมวดคิ้วยุ่ง ไม่ชอบใจจนต้องเอื้อมมือไปหยิบมันคว่ำหน้าลงแล้วเดินไปยังมุมอื่น

บ้านหลังนี้ถูกสร้างขึ้นเมื่อราวสี่ปีก่อน ตอนนั้นรมิตาเพิ่งเป็นบัณฑิตใหม่จบการศึกษาด้วยระดับเกียรตินิยม พ่อเลี้ยงวัฒนาทั้งรักและไว้ใจ เมื่อลูกสาวอยากทำกิจการเล็กๆ ของตนเองจึงไม่รั้งรอที่จะเปิดโอกาสให้หาประสบการณ์ด้วยตนเอง แต่นั่นกลับเป็นการเปิดโอกาสให้รมิตาทำลายความไว้เนื้อเชื่อใจของท่านเช่นเดียวกัน ภายในบ้านถูกตกแต่งไว้อย่างเป็นระเบียบ เฟอร์นิเจอร์ทุกชิ้นบ่งบอกว่ามีระดับ ทั้งที่งบประมาณยามรมิตาเอ่ยปากขอไม่ได้มากมายอะไร นึกแล้วก็หันไปทางลูกสาวคนสวยที่นั่งพับเสื้ออยู่บนเตียงโดยมีแม่เลี้ยงลลิตานั่งข้างๆ ใบหน้าสวยดูหมองเศร้า จมูกแดงระเรื่อยามเจ้าตัวยกมือขึ้นสัมผัส บ่งบอกว่ารมิตากำลังเสียน้ำตา มือที่ไขว้กอดอกกำหมัดแน่น เพราะมันเพียงคนเดียว ลูกสาวที่ว่านอนสอนง่ายจึงกระด้างกระเดื่อง

“เคทยังไม่อยากกลับบ้าน คุณแม่ช่วยพูดกับคุณพ่อให้เคทหน่อยสิคะ”

“กลับบ้านเราเถอะนะลูก หนูไม่คิดถึงพ่อกับแม่หรือ” แม่เลี้ยงลลิตาคอยปลอบโยน ท่านรู้ดีว่าบัดนี้หัวใจของลูกอยู่ที่นี่ จะให้จากไปคงไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ท่าทางของสามีที่ค้านหัวชนฝา กิริยาบอกชัดว่าต้องการให้ปฏิบัติตามคำสั่ง แม่เลี้ยงลลิตาจึงทำได้เพียงปลอบใจและเกลี้ยกล่อม

“เคทคิดถึงค่ะ แต่เคทก็อยากให้คุณพ่อฟังเคทบ้าง”

ว่าแล้วน้ำตาสายใหม่ก็ไหลเปรอะแก้มเนียน ตั้งแต่ออกมาจากโรงพยาบาลเธอพยายามอธิบายความจริงทุกอย่างให้ท่านฟัง แต่ไม่ว่าจะทำวิธีใดท่านก็ไม่ยอมฟังเลยสักหน ครั้งเมื่อขุนศึกโทรศัพท์มาหาท่านก็จัดการยึดอุปกรณ์สื่อสารชิ้นนั้นก่อนจะปิดเครื่องและเก็บไว้กับตัว พร้อมปรามาสให้หัวใจดวงน้อยไหวระริกกับความจริงที่เป็น

‘…งามหน้านัก ลูกสาวพ่อเลี้ยงวัฒนาอยู่กินกับผู้ชายจนท้องก่อนแต่ง’

“มันมีเหตุผลอะไรที่ต้องฟังอีกอย่างนั้นหรือ ในเมื่อความจริงทุกอย่างมันก็เห็นๆ กันอยู่”

พ่อเลี้ยงวัฒนาโพล่งขึ้นมาภายในห้องนอนที่ตกแต่งด้วยเฟอร์นิเจอร์โทนสีอ่อน เตียงนอนขนาดเหมาะสำหรับคนสองคนทำให้พ่อเลี้ยงยิ่งรู้สึกไม่ชอบใจ ในบ้านนี้ ห้องนี้ บนเตียงนี้สินะที่มันลักกินขโมยกิน กี่ปีมาแล้วที่ท่านปล่อยความไว้เนื้อเชื่อใจไว้กับลูกสาวที่ทำตัวเหลวแหลก

“แต่คุณพ่อก็ฟังเคทบ้างสิคะ มันไม่ได้เป็นอย่างที่คุณพ่อคิดเลยนะคะ เรื่องทั้งหมดเคทอธิบายได้” รมิตาเงยหน้าขึ้นมาตอบกลับ มือเล็กวางผ้าที่กำลังพับใส่ลงในกระเป๋าเดินทาง ก่อนลุกมายืนประจันหน้ากับผู้เป็นบิดา

“อธิบายว่ายังไง ไหนลองว่ามาสิว่าอยากจะอธิบายว่ายังไง” ถามด้วยน้ำเสียงเอาเรื่อง รมิตาอ่อนหวานเสมอในสายตาของผู้เป็นพ่อ แต่ที่กล้ายืนประจันหน้าไม่กลัวเกรง ทั้งยังขึ้นเสียงใส่ท่านคงถูก ‘มัน’ สั่งสอนมา นึกแล้วก็พานไม่ชอบหน้า มันทำให้ลูกสาวที่น่ารักของท่านเปลี่ยนไป

“ทุกอย่างมันเป็นแผนค่ะ เคทแค่อยากลองใจเขา แต่มันก็ผิดพลาดไปหมดแล้วตอนนี้...” เมื่อมีโอกาสอธิบายตามที่เรียกร้อง รมิตาก็ไม่รอช้าที่จะเข้าประเด็นสำคัญ แต่พูดออกไปยังไม่ครบประโยค บิดาก็สวนกลับมาด้วยประโยคที่ทำเอาเธอหน้าชา

“แล้วตอนนี้ลูกสาวของพ่อเลี้ยงวัฒนาก็ท้องก่อนแต่ง”

“คุณพ่อ” รมิตาครางเศร้าเมื่อถูกตอกย้ำ โยนทุกความผิดมาให้เธอ ทั้งที่ทุกอย่างมีทางแก้ไข แต่บิดากลับไม่คิดจะฟัง ยังคงยืนยันในความผิดพลาดซ้ำเติมให้เธอรู้สึกผิด

“โกหกอะไรก็ได้นะยายเคท แต่ไม่ใช่ปั้นเรื่อง”

ในสายตาของคนที่พยายามเปิดใจรับฟัง เรื่องราวที่รมิตาพูดมาความน่าเชื่อถือในประโยคนั้นติดลบ บอกว่าทุกอย่างเป็นแผน มีเพียงเด็กอนุบาลเท่านั้นกระมังที่จะยอมเชื่อ ดูก็รู้ว่ารมิตากำลังปกป้องมัน ซึ่งแน่นอนว่ายิ่งลูกสาวทำเช่นนั้น พ่อเลี้ยงวัฒนายิ่งไม่ชอบใจชายหนุ่มเจ้าของเรื่องเป็นทบทวี

“คุณพ่อ เคทพูดความจริงนะคะ”

“แต่พ่อไม่เชื่อ แม่เมื่อไหร่จะเก็บของเสร็จเสียที เรื่องที่ร้านไม่ต้องจัดการอะไรแล้วนะ เดี๋ยวพ่อจะให้ชัยวัฒน์ลงมาจัดการ ขายทิ้งเสียรวมทั้งบ้านหลังนี้ด้วย”

พ่อเลี้ยงวัฒนาหันไปถามภรรยา บอกเป็นนัยว่าต้องการจบการอธิบายของลูกสาวไว้เพียงเท่านั้น ก่อนบอกสิ่งที่ท่านตั้งใจโดยเอ่ยถึงผู้จัดการไร่อัศวกุลที่เป็นมือขวาคนสำคัญ ชายหนุ่มรุ่นราวคราวเดียวกับลูกสาว ท่านเคยแอบหวังว่าในอนาคตทั้งสองจะครองรักและช่วยกันบริหารไร่อัศวกุลให้เจริญรุ่งเรือง แต่ลูกสาวกลับทำให้ความหวังของท่านพังพินาศ รมิตากำลังตั้งครรภ์ ลูกของผู้ชายเมืองกรุง แล้วอย่างนี้ใครมันจะอยากรับไปดูแลต่อ แค่คิดก็ทำให้อาการหัวฟัดหัวเหวี่ยงแล่นริ้วขึ้นมาอีกหน

ทว่าสำหรับรมิตาแล้ว ประโยคนั้นของบิดาราวกับสายฟ้าที่ฟาดลงกลางหัวใจของเธอ หญิงสาวมองบิดาด้วยแววตาตกตะลึง ร่างอิ่มขยับเข้าหาแล้วยื่นมือเล็กเกาะแขนพ่อแน่น ดวงตากลมหวานขังคลอไปด้วยหยาดน้ำสีใสยามเอ่ยคัดค้านเสียงแข็ง

“ไม่ได้นะคะ คุณพ่อจะทำอย่างนั้นไม่ได้ บ้านหลังนี้เป็นของเคท ร้านนั้นเป็นของเคท ชีวิตของเคทอยู่ที่นี่”

ใช่...มันเป็นของเธอ ของเธอและเขา ทุกความทรงจำถูกอัดแน่นอยู่ในนี้ ทั้งบ้านและที่ร้าน เธอจะปล่อยให้มันตกไปอยู่ในมือของคนอื่นได้อย่างไร เธอไม่ยอมเด็ดขาด

“ทำไมจะไม่ได้ พ่อสั่งทุกอย่างต้องเป็นไปตามนั้น ที่สำคัญพ่อให้อิสระเรามานานเกินไปแล้ว ต่อไปพ่อพูดอะไรต้องฟังและทำตามเท่านั้น”

“คุณพ่อ”

รมิตาทรุดกายหมดแรงนั่งลงบนพื้นเมื่อคำสั่งเด็ดขาดจากบิดาถือเป็นสิ้นสุด แม่เลี้ยงลลิตาโผเข้ามากอดประคองลูกรัก แต่สายตากลับส่งมาให้สามีบอกให้รู้เป็นนัยว่าท่านไม่พอใจกับคำสั่งนั้น

เห็นกิริยาของสองแม่ลูก พ่อเลี้ยงวัฒนาก็สะบัดกายหนีด้วยความไม่พอใจ ไม่มีใครเข้าใจหัวอกคนเป็นพ่อเช่นท่านเลยสักคน ท่านวาดฝันไว้ถึงอนาคตเบื้องหน้าของลูกสาวยามที่ท่านและภรรยาไม่ได้อยู่เคียงข้าง จัดเตรียมไว้ให้ หวังแค่เพียงรมิตากลับบ้าน ทุกอย่างก็จะดำเนินไปอย่างที่ท่านวาดฝัน แต่แล้วก็เกิดเรื่องขึ้น...

รมิตามีคนรัก!

ทีแรกท่านก็ทำใจได้ แต่เรื่องราวที่ได้รับรายงานจากพิมพรทำให้ต้องคิดใหม่ ผู้ชายคนนั้นทำให้รมิตาเสียใจครั้งแล้วครั้งเล่า ที่เลวร้ายที่สุดคือการเลิกราทั้งที่รมิตากำลังตั้งครรภ์ แล้วมันก็กลับมาคุกเข่าขอแต่งงาน พร่ำคำรักให้ลูกสาวของท่านหลงกล เพื่อที่รมิตาจะกลับไปสู่วังวนของความเสียใจอีกหน ท่านยอมให้เป็นแบบนั้นไม่ได้

แล้วดูเถอะ ทั้งภรรยาทั้งลูกรักทำราวกับสิ่งที่ท่านตั้งใจทำให้เป็นความผิดใหญ่หลวง ไม่พูดไม่จา ทั้งยังส่งสายตาไม่พอใจมาให้อีก นึกแล้วคนที่ท่านจะถือโทษคงหนีไม่พ้นนายขุนศึก อธิรักษ์โยธิน เอาไปอีกสักกระทงก็แล้วกัน ข้อหาทำให้ท่านเสียการปกครอง

 








ดวงใจขุนศึก ราคาเล่มละ 276.25 บาท (ราคาหน้าปก 325 บาท )

จัดส่งฟรีพร้อมของที่ระลึก

สั่งซื้อรูปเล่มที่ Fan page : สำนักพิมพ์ปองรัก

                     Fan page : สิรินรชา นาถธีรธาดา

หรือสนใจรูปแบบอีบุ๊ค สามารถกดซื้อได้ที่ 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 34 ครั้ง

3 ความคิดเห็น

  1. #582 25142551 (@25142551) (จากตอนที่ 45)
    วันที่ 30 กรกฎาคม 2561 / 07:58

    คุณพ่อหัวร้อนอย่างเดียวไม่ฟังลูกแต่ฟังคำพูดพิมพร

    #582
    0
  2. #581 joeykaka (@joeykaka) (จากตอนที่ 45)
    วันที่ 29 กรกฎาคม 2561 / 23:08

    555 จบ

    #581
    0
  3. #580 *-* หย่างเดือน ^-^ (@wisaa) (จากตอนที่ 45)
    วันที่ 29 กรกฎาคม 2561 / 10:59
    คนหวังดีพาซวยอีกแล้ว สงสารเคท
    #580
    0
  4. #467 noodao (@daonet) (จากตอนที่ 45)
    วันที่ 6 เมษายน 2560 / 23:58
    งานเข้าแล้ว พ่อตาตัดขาดทุกอย่าง
    #467
    0