ตอนที่ 41 : ตอนที่ 14 [35%]

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 3298
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 57 ครั้ง
    25 ก.ค. 61

ตอนที่ 14

 

ภาพเหล่ามารดา พี่ชาย พี่สะใภ้ น้องสาว น้องชาย และหลานตัวน้อยครบองค์ประชุมแห่งบ้านอธิรักษ์โยธินทำให้คนที่คิดจะหลบหน้ารมิตาในคราแรกทั้งงุนงงและสงสัย ครอบครัวของเขามาเยี่ยมเธอมันคงไม่ผิดนัก เพราะภาสกรรู้เรื่องราวตั้งแต่วันแรกที่เกิดเรื่อง มารดาของเขาเองก็คงจะสงสัยอยู่ไม่ใช่น้อยที่ลูกชายคนเดียวทำตัวเป็นมนุษย์ล่องหนผลุบๆ โผล่ๆ ทั้งที่ปกติเขาจะใช้เวลาอยู่กับรมิตาแทบจะตลอดเวลา คงมีเพียงช่วงหลังมานี้ที่เขากลับไปนอนที่บ้านแทบจะทุกคืน

หม่อมราชวงศ์รจเรข อธิรักษ์โยธิน ภรรยาตามกฎหมายของบิดายืนเคียงข้างคุณละไม ถัดกันคือแก้วกานต์น้องสาวฝาแฝดของเขากำลังยืนซ้อนหลังน้องสาวคนเล็กอย่างต้องตา ซึ่งตอนนี้เด็กหญิงวัยหกปีนั่งอยู่บนเตียงผู้ป่วยร่วมกับใครอีกคน นักรบยืนอยู่อีกฝั่งของเตียงมีพี่ชายทั้งสองอย่างสี่ทิศและภาสกรขนาบข้าง ส่วนภีมชญา พี่สะใภ้คนโตรับหน้าที่ดูแลลูกน้อยที่ประกอบไปด้วยเด็กหญิงมินตราและเด็กชายศาสตราอยู่บนโซฟาตัวยาวติดผนังด้านหนึ่ง

ไม่ไกลจากเตียงผู้ป่วยที่ถูกห้อมล้อมนัก นายแพทย์เอกวีร์ เวชพิสิฐ ยืนเคียงคู่กับหญิงสาวร่วมสาขาอาชีพที่เขาไม่รู้จัก ทั้งคู่ยืนอยู่ติดกับเก้าอี้รถเข็นซึ่งนั่นหมายความว่ารมิตาเพิ่งออกไปนอกห้องมา

ทุกอย่างมันควรจบเพียงแค่ครอบครัวของเขามาเยี่ยมเธอ อย่างน้อยก็ในฐานะผู้ที่ได้รับบาดเจ็บจากอุบัติเหตุที่เขาเป็นผู้ก่อ หากไม่มีประโยคที่พูดถึงการอัลตราซาวนด์ คำที่แม้จะไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านแต่ก็พอรู้ว่ามันหมายถึงอะไร

“หมายความว่ายังไงครับ”

ขุนศึกถามย้ำอีกหนเมื่อภายในห้องต่างพากันหันมามองที่เขาเป็นตาเดียว ความงุนงงทำให้เขากวาดตามองสมาชิกของครอบครัวอธิรักษ์โยธินทีละคนอย่างต้องการคำอธิบาย แต่ทุกอย่างก็ยังเงียบกริบจนต้องย้ำขึ้นอีก

“ว่ายังไงครับ ที่พูดกันเมื่อกี้มันหมายความว่ายังไง”

น้ำเสียงเจ็บปวดเจืออยู่ในทุกถ้อยคำที่เปล่งออกมาบอกได้ดีว่าผู้พูดกำลังรู้สึกเช่นนั้นจริงๆ การปรากฏตัวของเขาสร้างความตกใจให้กับผู้ร่วมเหตุการณ์ไม่น้อย โดยเฉพาะคนที่นั่งอยู่บนเตียง รมิตาตัวแข็งทื่อไปแทบจะทันทีที่เงยหน้าขึ้นมามองสบตาที่เต็มไปด้วยคำถามของเขา ซึ่งขุนศึกก็จงใจมองอย่างขอคำตอบจากเธอเป็นคนสุดท้ายหลังกวาดตามองทุกคนมาทั้งห้อง หวังว่าเธอจะอธิบาย แต่สิ่งที่ได้รับกลับกลายเป็นใบหน้าหวานเมินหลบ

“หนูเคทยังไม่ได้บอกตาขุนหรือจ๊ะ”

คนที่ได้สติก่อนใครคือมารดาของเขาที่ยืนชิดขอบเตียง เพียงแค่นั้นขุนศึกก็รู้ได้ทันทีว่ามีบางอย่างถูกปิดบังซ่อนเร้น แววตาที่มองตรงไปยังเธอจึงเต็มไปด้วยความเจ็บปวด

รมิตาก้มหน้าไม่ตอบคำถามแต่ใช้การส่ายหน้าไปมาแทนคำตอบ มือที่วางอยู่บนตักกำแน่น อาการที่ทำให้คนถามและคนอื่นๆ ต้องถอนหายใจ

...แล้วกัน

“ถ้าอย่างนั้นแม่ว่าเราปล่อยเขาคุยกันดีกว่านะ” หม่อมราชวงศ์รจเรขหาทางออกให้ เอื้อมมือไปยกต้องตาขึ้นอุ้มแล้วหันไปไล่ลูกคนอื่นๆ ให้ทำตามที่สั่ง

“หมอวีร์ หมอมุกตามแม่มา” ท้ายประโยคหันไปสั่งคุณหมอในชุดกาวน์สีขาวสะอาด ก่อนเดินนำทุกคนออกไปนอกห้อง

เมื่อลับหลังคนทั้งหมดก็เหลือเพียงคู่กรณีที่ฝ่ายหนึ่งจ้องมองด้วยสายตาเต็มไปด้วยคำถาม ขณะที่อีกหนึ่งก้มหน้าหลบตาอย่างคนทำความผิด

ขุนศึกรู้หรอกว่าตนทำผิดกับเธอไว้มาก...มากเสียจนเคยคิดที่จะตัดใจก็หลายหน แต่ทุกครั้งกลับมีเพียงความเจ็บปวดไม่ใช่แค่เธอ แต่ตัวเขาเองก็เจ็บไม่แพ้กัน แล้ววันนี้ก็ทำให้เขารู้ว่าความเจ็บปวดที่คิดว่าเคยได้รับไม่เคยมากเท่ากับครั้งนี้เลย ครั้งที่ความไว้ใจ ความเชื่อใจ ถูกหักหลังด้วยคำหลอกลวง...เธอสนุกนักหรือ

ร่างสูงเดินตรงไปทรุดนั่งลงบนโซฟาตัวยาวที่อยู่มุมห้อง รู้สึกอ่อนแรงไปทั้งร่างกายและหัวใจจนไม่สามารถพยุงร่างให้ทรงตัวได้ดังเดิม

“นี่มันเรื่องอะไรกัน”

คำถามไม่มีคำตอบเพราะคนที่จะตอบคำถามทั้งหมดได้ดีที่สุดหันหลังลงจากเตียงและเดินเข้ามายืนตรงหน้า ร่างระหงอวบอิ่มในชุดผู้ป่วยสีฟ้าอ่อนยืนนิ่ง ก่อนกระทำการอุกอาจด้วยการดึงแขนของเขากางอ้าแล้วขยับเข้าไปนั่งบนตักแกร่งให้เรียบร้อย

เจ้าของตักอุ่นยิ่งมึนหนักกับท่าทางที่สาวเจ้าแสดงออก รมิตาส่งยิ้มหวาน ดวงตาคู่กลมสีน้ำตาลทอประกายวิบวับอย่างที่เขาไม่เคยเห็นมาก่อน

“พี่ขุนอยากรู้เรื่องไหนก่อนล่ะคะ” เธอถามด้วยสรรพนามที่ไม่ได้ยินมานาน

ขุนศึกแข็งทื่อขณะคิดทบทวนตามถ้อยคำนั้น ‘เรื่องไหนก่อน’ ประโยคที่หมายถึงมีเรื่องราวหลากหลายที่เขายังไม่รู้

“มันมีหลายเรื่องขนาดนั้นเลยหรือรมิตา”

การเรียกชื่อเต็มยศทำเอาคนฟังยู่หน้าขัดใจ แขนเรียวยกขึ้นคล้องลำคอหนา ใบหน้านวลเอียงคอเล็กน้อยขณะมองคนตัวใหญ่เจ้าของตักที่เธอครอบครอง

“เรียกห่างเหินจังเลยนะคะ”

“ผมสามารถใกล้ชิดคุณได้แล้วอย่างนั้นเหรอ ผมรู้สึกว่าตัวเองไม่เคยรู้จักคุณเลยด้วยซ้ำ”

จบประโยคนั้นมือเล็กที่โอบรอบลำคอแกร่งก็เปลี่ยนเป้าหมายมาที่จมูกโด่งเป็นสันออกแรงหนีบเล็กน้อยให้คนไม่เคยรู้จักกันได้สติ

“เคทก็คือเคท คนที่พี่ขุนรู้จักดียิ่งกว่าใคร” รมิตาเอ่ยบอก ดวงตาคู่กลมจ้องสบคนฟังนิ่งยืนยันให้สิ่งที่กำลังพูด “พี่ขุนก็คือพี่ขุน คนที่เคทรักยิ่งกว่าใคร”

ทว่ากลับมีเพียงความเงียบเท่านั้นที่เขามอบให้ รมิตาใจหายเมื่อเขาไม่ตอบรับคำใด ทั้งที่เธอเอ่ยชัดถ้อยชัดคำถึงเพียงนั้น

“พี่ขุนไม่เชื่อหรือคะ”

“ผมไม่แน่ใจว่าควรจะเชื่อคำพูดของคุณอยู่อีกหรือเปล่า”

“นั่นสิคะ เคทก็คิดอยู่แล้วว่าพี่ขุนคงไม่มีทางฟังคำพูดของเคทอีกแล้ว” ความน้อยใจทำให้รมิตาเลือกที่จะปล่อยมือลงข้างตัว ร่างอิ่มขยับเตรียมผละหนี

น้ำเสียงน้อยอกน้อยใจที่เธอใช้ทำให้ขุนศึกต้องกอดรัดร่างนั้นแน่นขึ้นอย่างไม่ต้องการปล่อยเธอไปอีก

“จะไปไหน”

รมิตาไม่ตอบ เธอเลือกเมินหน้าหนี ท่าทีเปลี่ยนไปเปลี่ยนมาทำให้ขุนศึกต้องทักท้วง

“แม่ๆ บอกให้เราคุยกัน”

“ถ้าพวกท่านไม่สั่ง พี่ขุนก็จะไม่คุยใช่ไหมคะ”

คราวนี้คนทักท้วงเป็นฝ่ายเงียบบ้าง ก่อนจะยอมรับออกไปในที่สุด

“พี่ไม่รู้ว่าควรจะเริ่มจากตรงไหน”

น้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความสับสนทำให้คนฟังรู้สึกผิด รมิตาหันมายกมือขึ้นกุมแก้มสากแล้วรั้งให้มามองสบตา ความผิดครั้งนี้ควรเป็นของเธอครึ่งหนึ่ง เธอควรบอกความจริงกับเขา ไม่ควรใช้อารมณ์ตัดสินใจทำอะไรโดยไม่คิดหน้าคิดหลังอีก ทั้งที่ตั้งใจว่าเมื่อเขากลับมา เธอจะรอฟังคำนั้น คำที่เขาสัญญาว่าจะพูดมัน

“เคทท้องค่ะ”

คำพูดของเธอมีผลให้แววตาคู่คมสั่นระริก มันหวั่นไหว หวาดกลัวและเจ็บปวดจนคนมองรับรู้ได้ถึงความรู้สึกนั้น ขุนศึกก้มหน้าหลบตา เมื่อสิ่งที่เขาเข้าใจเสมอมาคือเธอและเขาได้สูญเสียพยานรักไปแล้ว

เขาเชื่ออย่างสนิทใจ เชื่ออย่างไม่มีข้อสงสัยว่าลูกน้อยไม่อยู่ และที่สำคัญเชื่อว่าตนเป็นคนพรากลูกไปกับมือ ความเจ็บปวดที่ขุนศึกได้รับเธอเห็นตั้งแต่วันแรกที่ฟื้นขึ้นมา แม้กระทั่งวันนี้ที่เขาพยายามแก้ไขทุกอย่าง

“แล้วตอนนี้เคทก็ยังคงท้องอยู่ เคทไม่ได้แท้งค่ะ”

สิ้นประโยคนั้น ชั่วขณะหนึ่งนั้นขุนศึกยอมรับว่าตื่นตะลึงเมื่อได้รู้ว่าลูกน้อยยังอยู่ ความโล่งอกทำให้เขาถึงกับถอดถอนหายใจ แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าวินาทีต่อมาความรู้สึกจุกจนแทบหายใจไม่ออกก็แล่นริ้วขึ้นมาแทนที่

นี่เขาถูกหลอกให้เชื่อมาร่วมสัปดาห์อย่างนั้นหรือว่าได้สูญเสียเธอและลูกไปแล้ว หัวใจของเขาชาหนึบ เมื่อได้ยินประโยคต่อมา เจ็บปวดที่ถูกหลอก หลอกโดยคนที่รักยิ่งกว่าใคร เชื่อใจยิ่งกว่าใคร ที่สำคัญ...ไว้ใจยิ่งกว่าใคร

“มันเป็นแค่ส่วนหนึ่งของแผน”

“การที่วิ่งให้รถชนนี่มันเป็นแผนอย่างนั้นเหรอ” เสียงทุ้มแห้งแหบเอ่ยถาม “คุณทำกับผมแบบนี้ได้ยังไงรมิตา” ถามกลับเสียงกร้าว เจ็บร้าวไปทั้งอกแกร่ง “เคททำกับพี่อย่างนี้ได้ยังไง”

“ถ้าเคทไม่วิ่งเข้าไปขวาง พี่ขุนก็จะชนคุณหมออย่างที่พูดในวันนั้นจริงๆ ใช่ไหมคะ”

คำถามของเธอทำให้เขาต้องหยุดคิด อึ้งงันด้วยอับจนคำแย้ง คำพูดในวันวานที่เขาหมายจะเอาชีวิตของเอกวีร์คงเป็นสิ่งที่เธอพยายามบอก และหากเธอไม่เข้ามาขวางจะเกิดอะไรขึ้น

“เคทห่วงหมอวีร์ใช่ไหม”

“เคทห่วงพี่ขุนต่างหาก” เธอตอบ “เคทไม่อยากให้พี่ขุนเป็นฆาตกร เคทไม่อยากให้พี่ขุนทำความผิดเพราะเคท”

“แต่เคทท้องอยู่นะ ถึงพี่ไม่รู้ เคทก็ต้องจะรู้สิว่าไม่ควรทำแบบนั้น ถ้าพี่เหยียบเบรกไม่ทันจะเกิดอะไรขึ้น ถ้าเราต้องเสีย...” ประโยคของเขาขาดหายเมื่อความเจ็บปวดเต็มตื้นขึ้นมาจนจุกอก และความรู้สึกยามที่รู้ว่าสูญเสียเลือดเนื้อเชื้อไขได้ย้อนกลับเข้ามาอีกครั้ง มันเจ็บปวดและทรมานมากเพียงใดเขารู้ดี “ถ้าเราต้องเสียลูกไปจริงๆ และถ้าไม่ใช่แค่ลูก...พี่จะอยู่ยังไง”

น้ำเสียงขมขื่นของเขายามเอ่ยคำนั้นทำให้คนฟังหัวใจพองคับอก

“เคทรู้ว่าพี่ขุนไม่ยอมให้เคทเป็นอะไรหรอก” เธอบอกพร้อมกับรอยยิ้มที่เปิดกว้างทั้งน้ำตา “พี่ขุนห่วงเคทจะตาย”

“ไปเอาความมั่นใจแบบนี้มาจากไหน”

“จากความรู้สึกค่ะ” รมิตาซื่อตรงกับความรู้สึกของตนเองเสมอ “เคทรู้สึกแบบนี้ตลอดมา นับตั้งแต่วันแรกที่เราได้พบกัน เคทรู้ว่าพี่ขุนจะไม่มีวันทำร้ายเคท พี่ขุนเลือกสิ่งที่ดีที่สุดเพื่อเคทเสมอ แต่เคทไม่ต้องการอะไรมากกว่านี้อีกแล้ว” รมิตาวางมือทับลงบนหลังมือใหญ่ออกแรงบีบเล็กน้อย ก่อนยกฝ่ามืออุ่นนั้นขึ้นมาแนบแก้ม “แค่มีพี่ขุน แค่นี้ก็เพียงพอแล้วค่ะ”

“เคท” ไม่มีคำใดที่เขาสามารถเอ่ยได้มากกว่านั้น “แต่พี่ก็ทำเคทเจ็บ” ท้วงถึงถ้อยคำในวันวานที่เธอเคยเอ่ยมัน

รมิตาปริยิ้ม “แล้วเคทก็ถามว่าเมื่อไหร่พี่ขุนจะเลิกทำแบบนั้นเสียที เคทรักพี่ขุนนะ รักมาก อย่าผลักไสเคทไปไหนอีกเลยนะคะ”

“รู้ไหม” สารภาพอย่างตรงไปตรงมาที่สุดเท่าที่เคยทำ “ทุกครั้งที่พี่พยายามปล่อยมือจากเคท พี่ไม่เคยมีความสุขเลย ตอนที่คิดว่าจะไม่มีเคทอยู่ข้างๆ พี่เจ็บทุกครั้งที่ทำแบบนั้น”

“ต่อไปก็อย่าปล่อยมือจากเคทอีกนะ”

“พี่สัญญาคนดี พี่จะไม่มีวันทำให้เคทเจ็บปวดอีก” ย้ำหนักแน่นให้รู้ว่าเขาหมายความอย่างที่พูด “พี่จะไม่มีวันปล่อยมือจากเคท เราจะผ่านทุกอย่างไปด้วยกัน ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น”

“ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น”

รมิตาย้ำคำ โน้มหน้าผากแนบชิดกับเขาราวกับกำลังให้คำสัญญา ก่อนจะหลุดหัวเราะเบาๆ เมื่อขุนศึกว่าขึ้นมาอีก

“แต่หลอกพี่มาทั้งอาทิตย์นี่นะ”

“ความจริงแล้วมากกว่านั้นนะคะ” รมิตาอมยิ้มเจ้าเล่ห์





ดวงใจขุนศึก ราคาเล่มละ 276.25 บาท (ราคาหน้าปก 325 บาท )

จัดส่งฟรีพร้อมของที่ระลึก

สั่งซื้อรูปเล่มที่ Fan page : สำนักพิมพ์ปองรัก

                     Fan page : สิรินรชา นาถธีรธาดา

หรือสนใจรูปแบบอีบุ๊ค สามารถกดซื้อได้ที่ 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 57 ครั้ง

3 ความคิดเห็น

  1. #567 joeykaka (@joeykaka) (จากตอนที่ 41)
    วันที่ 25 กรกฎาคม 2561 / 22:02

    ก้อสมควรโดนยุ่นะตาขุน แต่ฝั่งเคทไม่มีคัยรุ้ข่าวเลยหรอ

    เข้าโรงบาลเลยนะ

    #567
    0
  2. #566 25142551 (@25142551) (จากตอนที่ 41)
    วันที่ 25 กรกฎาคม 2561 / 13:53

    อีพี่ขุนสมควรโดนแบบนี้แหล่ะ ต้องโดนแท็คทีมแบบนี้ถึงจะเอาพี่ขุนอยู่หมัด

    #566
    0
  3. #565 tom247 (@tom247) (จากตอนที่ 41)
    วันที่ 25 กรกฎาคม 2561 / 10:57
    อ้าวเกมส์พลิกเฉย ดราม่าอยู่ดีๆ
    #565
    0
  4. #370 เพฟฟี่พัฟฟ (@ornka) (จากตอนที่ 41)
    วันที่ 20 มิถุนายน 2559 / 18:39
    เล่นแรงเกิ๊นเล่นกับความรู้ขนาดนี้ ไม่ชอบยัยเคท อิตาหมอแล้วก็ภาสกร
    #370
    1
  5. #369 satamsomtua (@satamsomtua) (จากตอนที่ 41)
    วันที่ 20 มิถุนายน 2559 / 17:45
    แหมร้ายกันจริงๆ หลอกกันได้ เคทนี่มีทีมสนับสนุนเยอะแยะเลย ดีใจกับโคขุนที่ไม่ได้ทำร้ายลูกเมียตัวเอง โคขุนจะงอนมากไหมกับเรื่องนี้
    #369
    1
  6. #368 Bee_ver (@beever) (จากตอนที่ 41)
    วันที่ 20 มิถุนายน 2559 / 14:18
    สงสารพี่ขุน.. 
    #368
    1