ดวงใจขุนศึก [สนพ. ปองรัก]

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 204,940 Views

  • 589 Comments

  • 1,948 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

  • Month Views
    58

    Overall
    204,940

ตอนที่ 38 : ตอนที่ 13 [35%]

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 3296
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 47 ครั้ง
    22 ก.ค. 61

ตอนที่ 13

 

กลิ่นข้าวต้มกุ้งหอมกรุ่นเชื้อเชิญให้คนนั่งบนเตียงลิ้มลองรับประทาน รมิตาเหล่มองเพียงนิดก่อนจะเชิดหน้าขึ้นเมื่อใครอีกคนจัดแจงทุกอย่างราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น

ขุนศึกวางถาดอาหารเช้าที่ทำมาจากบ้านลงบนโต๊ะเลื่อนมุมห้องก่อนจะย้ายมันมายังข้างเตียง วางช้อน น้ำเต้าหู้และน้ำดื่มอย่างละแก้วไว้เคียงข้าง ถัดไปอีกเล็กน้อยคือจานผลไม้สดที่เขาเพิ่งปอกเปลือกและหั่นเป็นชิ้นเล็กๆ พอดีคำ สามวันมาแล้วที่เขายังคงทำเช่นนี้ หวังเพียงแค่ให้เธอยอมรับประทานมัน แต่ทุกอย่างก็ยังคงไม่ต่างจากวันวาน ไม่ว่าจะเป็นอาหารมื้อใดก็ตาม เธอยังเลือกที่จะปฏิเสธด้วยเหตุผลเดียวคือมันมาจากเขา

“วันนี้มีข้าวต้มกุ้งของโปรดของเคทด้วยนะ”

เขาชวนคุยเสียงรื่นเริง หวังว่ามันจะทำให้ใบหน้าเรียบเฉยของคนบนเตียงเปลี่ยนแปลงบ้าง แต่มันคงเป็นได้แค่หวัง เมื่อรมิตาเมินหน้าหนีไปทางอื่นราวกับไม่ต้องการมองเห็นเขา

“กินหน่อยนะครับ” ขุนศึกรบเร้าเสียงอ่อนแต่คนบนเตียงก็ยังคงนิ่ง

“ฉันไม่หิว”

สรรพนามที่เธอเลือกใช้ห่างเหินราวคนไกล ขุนศึกก้มหน้ายอมรับแต่ก็ยังคงตื๊อต่อ หวังว่าอย่างน้อยเธอจะยอมรับมัน

“จะแปดโมงแล้ว เคทควรกินอะไรบ้างนะ” เขาว่าพลางใช้ช้อนคนข้าวต้มในถ้วยไปมา “หรือจะให้พี่ป้อนให้ก็...”

“ไม่ต้อง!”

น้ำเสียงห้วนกระชากก่อนที่ชายหนุ่มจะพูดจบ ทำเอามือใหญ่ชะงัก

“เคทจะกินผลไม้ไหม พี่ปอกมาให้ตั้งหลายอย่าง”

“ฉันไม่ต้องการของของคุณ”

รมิตาหันกลับมาย้ำชัดถ้อยชัดคำจนคนฟังต้องหยุดทุกกิริยาที่กำลังกระทำอยู่ สายตาที่มองเธอเจ็บปวดแต่มันคงไม่ถึงครึ่งที่เธอได้รับ แต่เขาจะโทษใครได้ในเมื่อทุกอย่างเขาทำมันพังเองกับมือ

“เคท”

“ฉันอยากพัก คุณเองก็กลับไปได้แล้ว” เอ่ยเพียงแค่นั้น รมิตาก็ล้มตัวลงนอนหันหลังให้

ขุนศึกมองแผ่นหลังบางสะท้อนลมหายใจเข้าออกสม่ำเสมอด้วยความรู้สึกที่อธิบายไม่ถูก เขาเสียเธอไปแล้วจริงๆ เพียงแต่ตอนนี้เขายังไม่พร้อมที่จะก้าวออกไปจากชีวิตเธอ แม้ว่าเธอจะปฏิเสธทุกอย่างและเอ่ยปากไล่ชัดเจนมากเพียงใดก็ตาม

“ถ้าอย่างนั้นเคทพักนะครับ พี่ไม่กวนแล้ว อาหารพวกนี้เคทจะทิ้งก็ได้นะ พี่จะวางไว้มุมห้อง” ชายหนุ่มว่าพลางดึงผ้าห่มขึ้นคลุมไหล่มน และกล่าวเสียงแผ่วก่อนเอ่ยลา “ฝันดีนะครับ”

แผ่นหลังผึ่งผายคู้งุ้มเดินกลับไปยังห้องพักญาติ แต่อยู่ได้ไม่นานนักหรอกเพราะเขาไม่ได้รับอนุญาตจากคนป่วยให้อยู่เฝ้า สิ่งที่ขุนศึกพอจะทำได้คือการจากไปเมื่อเธอตื่น และกลับมาเข้ามาคอยดูแลเมื่อเธอหลับ แต่ที่ยังอยู่คอยเป็นห่วงเธอในตอนนี้เพราะไม่ต้องการให้รมิตาอยู่เพียงลำพัง พยาบาลพิเศษที่รมิตาเรียกไว้เพิ่งกลับไปเมื่อครึ่งชั่วโมงก่อน เขาจึงต้องอยู่รอ เพื่อที่อีกไม่กี่นาทีพยาบาลอีกผลัดก็จะก้าวเข้ามาในห้อง

เวลาของเขาหมดลงเมื่อประตูหน้าห้องเปิดเข้ามาพร้อมสายตาอ่อนโยนของพยาบาลวัยกลางคนในชุดสีขาวสะอาดที่กำลังมองมายังร่างสูงของขุนศึกซึ่งนั่งอยู่บนโซฟาด้านนอกยิ้มๆ ก่อนจะเดินเลยเข้าไปหาผู้ป่วยที่อยู่ภายในอย่างรู้กัน

“ผมฝากดูแลเธอด้วยนะครับ”

ขุนศึกลุกขึ้นเต็มความสูงเมื่อผู้มาใหม่ก้าวเข้ามาใกล้พร้อมถาดอาหารเช้าสำหรับคนบนเตียง รมิตายังคงต้องพักฟื้นอยู่ที่นี่อีกสักพักตามคำแนะนำของแพทย์โดยให้เหตุผลว่าเพื่อสุขภาพของเธอ แต่เขาคิดว่าเพราะสภาพจิตใจของเธอกำลังอ่อนไหวกับความสูญเสียมากกว่า

พยาบาลพยักหน้ารับเหมือนเช่นที่ทำทุกครั้งยามเมื่อก้าวเข้ามาในห้อง ขุนศึกหันไปมองร่างบนเตียงอีกครั้งก่อนหมุนตัวจากไป สถานที่ที่เขาไปไม่ไกลนัก มันคือสวนหย่อมของโรงพยาบาล เขานั่งนิ่งอยู่ที่นั่นเพื่อเฝ้ารอเวลาให้เธอหลับเพราะฤทธิ์ยาก่อนจะขึ้นไปหาเธออีกครั้ง ทุกอย่างยังคงวนเวียนด้วยตรรกะง่ายๆ เขาอยู่เมื่อเธอหลับ เฝ้ามองและห้ามจับต้อง ก่อนจะจากมาเมื่อเธอตื่น และเฝ้ารอที่จะขึ้นไปหาเธออีกครั้งหลังจากที่เธอนอนหลับ แม้ว่ามีหลายครั้งที่ฝืนอยู่ในห้องยามเธอตื่น แต่สายตาเย็นชาก็ทำให้เขาต้องล่าถอย เขาไม่ต้องการให้เธอรู้สึกแย่กว่าที่เป็นอยู่ ดังนั้นสิ่งใดที่เธอต้องการเขาก็พร้อมที่จะทำ คงมีเพียงเรื่องเดียวเท่านั้นที่เขายังฝืนใจทำไม่ได้ นั่นคือการไปจากเธอ

 

สิบนาฬิกาตรงเข็มสั้นบนหน้าปัดนาฬิกาบอกเช่นนั้น ร่างสูงลุกขึ้นเพื่อกลับไปยังห้องพักของหญิงสาว รมิตาคงหลับแล้ว เขาสามารถเฝ้าเธอได้ถึงเวลาสิบเอ็ดนาฬิกาก่อนจะออกไปซื้ออาหารที่เธอโปรดปรานมาเตรียมไว้สำหรับให้เธอรับประทานในช่วงเวลากลางวัน ก่อนจะรีบหายตัวไปเมื่อเธอตื่นในเวลาเกือบเที่ยง แล้วกลับขึ้นไปอีกครั้งตอนบ่ายโมงตรง ขุนศึกคำนวณตารางเวลาที่ต้องใช้เพื่อไม่ให้เธอรู้สึกลำบากใจที่มีเขาคอยวนเวียนอยู่ข้างๆ

“เคทล่ะครับ”

ชายหนุ่มเอ่ยถามพยาบาลวัยกลางคนเสียงเบา เพราะไม่อยากให้เกิดเสียงดังรบกวนเวลาพักผ่อนของหญิงสาว นัยน์ตาคมกวาดมองไปรอบๆ ห้องก็พบถาดอาหารสองชุดถูกทำความสะอาดเรียบร้อยวางอยู่บนชั้นเหมือนทุกที รมิตาคงไม่ยอมรับประทานอาหารของเขาอีกตามเคย เมื่อมองกลับมาที่โซฟาตัวยาวซึ่งพยาบาลเฝ้าไข้นั่งอยู่ก็พบว่าอีกฝ่ายกำลังจัดเตรียมชุดผู้ป่วย

“หลับแล้วค่ะ ช่วงนี้ง่วงบ่อยมาก” พยาบาลเฝ้าไข้ตอบพลางก้มจัดการงานในมือที่ทำค้างไว้ต่อ ขุนศึกขมวดคิ้วมุ่น

“จัดเสื้อผ้าทำไมครับ”

“เตรียมไว้ให้คุณเคทเธอเปลี่ยนค่ะ” พยาบาลเงยหน้าขึ้นตอบเมื่อจัดการทุกอย่างเสร็จเรียบร้อยพอดี “เมื่อกี้กินข้าวกินยาเสร็จก็หลับทันทีเลยยังไม่ได้เช็ดตัว แต่ประเดี๋ยวตื่นก็คงต้องเช็ดตัวผลัดเสื้อผ้าค่ะ”

ขุนศึกพยักหน้ารับรู้ เมื่อมองตามหลังพยาบาลจัดแจงวางข้าวของที่ต้องใช้บนโต๊ะตัวเตี้ยใกล้ๆ ก่อนจะหันมาเอ่ยปากฝากหญิงสาวไว้กับเขาสองสามประโยคแล้วออกจากห้องไป

เมื่ออยู่ตามลำพังขุนศึกก็เดินเข้าไปยังส่วนของห้องพักผู้ป่วย รมิตายังคงหลับสนิทบนเตียงนอน อาจจะเพราะฤทธิ์ยาและร่างกายที่เพิ่งผ่านการสูญเสีย เสียงรายการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์บนหน้าจอแอลซีดีที่เปิดค้างไว้ยังคงดำเนินต่อไปอย่างช้าๆ ขุนศึกยกเก้าอี้ใกล้มือเข้าไปวางข้างเตียงเพื่อไม่ให้เกิดเสียง ดึงผ้าห่มขึ้นคลุมกายให้อย่างเบามือก่อนจะนั่งลงเพื่อเฝ้ามองเธออย่างที่ทำมาตลอด เพียงแค่ได้มองและยินดีเมื่อเธอเป็นสุข แค่นี้ก็คงเพียงพอแล้วสำหรับคนอย่างเขา

ทั้งที่แอบภาวนาให้แต่ละวินาทีผ่านไปอย่างเชื่องช้า แต่สายน้ำไม่เคยไหลย้อนกลับฉันใด วันเวลาย่อมไม่เคยหยุดนิ่งฉันนั้น เวลาสิบเอ็ดนาฬิกาตรงขุนศึกต้องออกไปจากห้องนี้ก่อนที่หญิงสาวจะตื่น ชายหนุ่มเอื้อมมือเข้าไปหาเพื่อเกลี่ยเส้นผมที่ระหน้าผากนูนออกให้ ก่อนจะลุกขึ้นเพื่อเก็บเก้าอี้ตัวที่นั่งไว้ยังตำแหน่งเดิม แต่ยังไม่ทันที่ขายาวภายใต้กางเกงสแล็กจะก้าวออกจากห้อง คนที่เขาคิดว่ากำลังหลับอยู่ก็ปรือตาขึ้นมอง เสียงที่ไม่คิดว่าจะได้ยินในเวลานี้เอ่ยยับยั้งร่างสูงให้หยุดนิ่ง

“คุณมาที่นี่อีกทำไม”

คนทำผิดก้มหน้าคอตก ไหล่ที่เอ่ยผึ่งผายบึกบึนคู้งุ้มสิ้นความสง่า

“พี่แวะมาเยี่ยม” ตอบโดยที่ไม่ยอมหันกลับมามอง เพราะละอายเกินกว่าที่จะทำเช่นนั้น หรืออีกนัยเธอคงไม่อยากจะเห็นหน้าของเขาเท่าใดนัก และเป็นอย่างที่คิดเมื่อเธอสวนกลับมาแทบจะทันทีที่จบประโยคนั้น

“ไม่มีความจำเป็นอะไรที่คุณต้องมาที่นี่อีก”

“พี่รู้” เสียงทุ้มแผ่วเบายามเอ่ยคำนั้น “แต่พี่ขออยู่เป็นเพื่อนเคทอีกนิดนะ” ขุนศึกหันกลับไปมองรมิตาที่บัดนี้ลุกขึ้นมานั่งพิงพนักเตียง มองมาทางเขานิ่งเฉย “คุณพยาบาลเขายังไม่กลับมา พี่ไม่อยากให้เคทอยู่คนเดียว”

เขาโกหก ขุนศึกรู้ตัวเองดี เขาแค่อยากจะประวิงเวลาเพื่อให้ได้อยู่ใกล้เธออีกนิด แม้จะอยู่ห่างๆ แต่เขาก็ยังอยากลองเสี่ยง เผื่อว่าบางทีเธอจะตอบรับข้อเสนอนั้น

ความเงียบทำให้คนขอใจแกว่ง เขายิ้มเจื่อนก่อนจะเดินออกไปยังห้องพักญาติที่อยู่ด้านนอก เมื่อหลบฉากเข้ามาหลังกำแพงซึ่งอยู่ในรัศมีที่คาดว่าเธอจะมองไม่เห็น ร่างที่เคยเข้มแข็งก็ทรุดนั่งลงบนกับพื้นอย่างคนหมดกำลัง ไม่มีแม้แต่แรงจะลุกขึ้นยืน เขาคงบ้ามากที่ยังเฝ้าหวังว่าเธอจะให้อภัยเหมือนทุกที หวังว่าตัวเองจะยังมีโอกาสทั้งที่เขาทำลายลงไปกับมือ

ดวงตาคู่คมที่มีหยาดน้ำคลอหน่วยมองไปยังผนังฝั่งตรงข้าม ปล่อยให้จุดโฟกัสเลื่อนลอยไปยังโซฟาตัวยาวติดผนัง โต๊ะตัวเตี้ยที่มีชุดผู้ป่วยสีฟ้าอ่อนวางนิ่ง

‘...ชีวิตคนเราน่ะ บางครั้งมันก็ต้องเสี่ยงถึงจะได้สิ่งที่มีค่ามาครอบครอง ต่อให้ต้องเสี่ยงสักกี่ครั้งมันก็คุ้มค่าไม่ใช่เหรอเมื่อท้ายที่สุดแล้วเราจะได้สิ่งนั้นมาอยู่ในมือ’

ประโยคเตือนสติที่ภาสกรเคยบอกไว้ดังขึ้นมาในความทรงจำ ความคิดบางอย่างทำให้ขุนศึกค่อยๆ ยัดตัวลุกขึ้นยืน ยกหลังมือขึ้นปาดของเหลวที่หน่วยตาออกแรงๆ ก่อนจะก้าวไปหยิบชุดผู้ป่วยสีฟ้าอ่อนขึ้นมากำแน่น

เขาต้องเสี่ยง ต่อให้ต้องเสี่ยงอีกสักกี่ครั้งเขาก็จะทำ

คิดได้ดังนั้นก็วางของในมือลงบนโต๊ะดังเดิม หมุนกายไปทางห้องน้ำที่อยู่ติดกับประตู ส่ายสายตามองหาอุปกรณ์ที่จำเป็นต้องใช้ อ่างแก้วถูกเลือกหยิบขึ้นมาพร้อมผ้านุ่มสีขาวสะอาดที่วางเคียงกัน พยาบาลคงเตรียมทุกอย่างไว้พร้อมสรรพเพื่อให้ง่ายต่อการใช้งาน น้ำอุ่นถูกปล่อยลงสู่อ่างแก้วในปริมาณที่เกินครึ่งก่อนเดินกลับมาทางเดิม หยิบชุดสีฟ้าอ่อนขึ้นพาดแขนและย้อนกลับเข้าไปยังห้องผู้ป่วยที่ตอนนี้ผู้เป็นเจ้าของนั่งเหม่อออกไปนอกหน้าต่าง คล้ายกับมันคือสิ่งที่น่าสนใจที่สุดสำหรับเธอในเวลานี้

“เคท”

คนถูกเรียกละสายตาจากภาพนกแม่ลูกที่อยู่ข้างหน้าต่างกลับมายังเจ้าของเสียงที่ยืนอยู่หน้าประตู ขุนศึกมองภาพนั้นด้วยความรู้สึกที่ปวดหนึบไปทั้งอก แต่ต้องฝืนทนไว้แล้วกลั้นใจเอ่ยถึงธุระของตนเอง

“พี่เตรียมน้ำอุ่นกับชุดใหม่มาให้ เคทเช็ดตัวหน่อยนะจะได้สบายตัว”

เขาว่าพลางยกสิ่งของที่อยู่ในมือขึ้นให้ดู รมิตามองตามก็เห็นชุดที่เธอควรเปลี่ยนตั้งแต่เมื่อเช้าถูกพาดไว้ที่ท่อนแขน มือทั้งสองข้างประคองอ่างแก้วที่มีไอน้ำจับขอบอ่างจนขึ้นฝาขุ่น ผ้านุ่มสีขาวสะอาดถูกพาดเหนือขอบอ่างในลักษณะพร้อมใช้

“ไม่เห็นหรือไงว่ามือฉันเข้าน้ำเกลืออยู่”

ความจริงอีกประการทำให้คนเตรียมของมาให้หน้าม่อยลง “พี่ขอโทษนะ พี่ไม่ทันคิด”

กล่าวเสียงสำนึกผิดพร้อมเตรียมผละจาก แต่ความตั้งใจแต่เดิมก็ทำให้ขาที่กำลังจะก้าวหยุดชะงัก หันกลับมาหาคนตัวเล็กบนเตียงที่เลิกคิ้วมองด้วยความฉงนอีกหน

“มีอะไรอีก”

“พี่เช็ดตัวให้ก็ได้นะ ถ้าเคทไม่ว่าอะไร”

ขอเสนอใหม่ทำให้รมิตานั่งนิ่ง ดวงตาที่มองเขามีความไม่แน่ใจฉายชัดจนขุนศึกใจแกว่ง เชื่อเกินครึ่งว่าเธอต้องปฏิเสธ แต่ก็ยังคงยืนรอจนกว่าจะได้ยินคำปฏิเสธจากเรียวปากอิ่มที่บัดนี้ขบเม้มอย่างคนกำลังใช้ความคิด ท้ายที่สุด...สองนาทีเต็มสำหรับมือใหญ่ที่แดงระเรื่อเพราะไอร้อนของน้ำผ่านอ่างแก้วในมือทำพิษก็สิ้นสุดลง รมิตาพยักหน้ารับเบาๆ เพียงแค่นั้นก็ทำให้คนรอคำตอบรีบปรี่เข้าไปวางอ่างแก้วลงบนโต๊ะข้างหัวเตียงด้วยความรวดเร็ว ราวกับกลัวว่าช้าเพียงนิดเธอจะเปลี่ยนใจ

ขุนศึกวางชุดใหม่ไว้บนเก้าอี้ตัวใกล้ๆ หยิบผ้านุ่มขึ้นมาชุบน้ำและบิดหมาดอย่างตั้งใจ ก่อนหมุนกายกลับมาหาเธอที่นั่งอยู่บนเตียง แต่แล้วเขาก็ต้องยืนเก้อเพราะไม่กล้าแตะต้องร่างตรงหน้า

อาการนิ่งงันถือผ้าชุบหน้ายืนเฉยทำให้รมิตาต้องตัดสินใจยกแขนข้างที่ไม่ได้ใส่น้ำเกลือยื่นไปให้ ขุนศึกยิ้มกว้างราวกับได้รับของสำคัญที่หล่นหายกลับคืน ความอุ่นของผ้าชุบน้ำหมาดแลดูอบอุ่นขึ้นมาในหัวใจคนทั้งสอง เพียงแค่เขาตั้งใจและใส่ใจในทุกการกระทำ มือที่จับต้องแผ่วเบานุ่มนวลราวกับกลัวว่าเธอจะแตกหักหากเขาใช้ความรุนแรงเพียงนิด เพียงแค่นั้นก็พลอยทำให้หยดน้ำที่เคยคิดว่าเหือดหายเอ่อล้นขึ้นมากลบหน่วย จนมองภาพที่เขาหมุนตัวกลับไปเปลี่ยนน้ำให้กับผ้านุ่มไม่ชัด

เสียงสะอื้นน้อยๆ ทำให้คนที่ตั้งใจเช็ดปลายเท้าเรียวอย่างไม่นึกรังเกียจต้องเงยหน้าขึ้นมอง

“พี่ทำเคทเจ็บหรือเปล่า”

“ค่ะ ฉันเจ็บ...เจ็บมาก”

เธอตอบออกมาได้เพียงเท่านั้นก็นิ่งไป มือที่จับปลายเท้าของคนบนเตียงร่วงหล่นคล้ายคนอ่อนแรงเมื่อคิดว่าเขาทำเธอเจ็บอีกครั้ง เสียงสะอื้นมีเพียงน้อยนิดแต่หัวใจคนฟังได้ยินมันชัดเจน โดยเฉพาะประโยคต่อมาของเธอ

“เมื่อไหร่คุณจะเลิก...เลิกทำแบบนี้เสียที”

คำถามที่มีคำตอบให้เขาเลือกเพียงน้อยนิดเพราะไม่ว่าจะเอ่ยคำใดความเจ็บที่เธอได้รับก็ยังคงมีอยู่นั่นเอง เจ็บเพราะเขาซ้ำๆ

“พี่ขอโทษนะ” รู้แล้วว่าเธอต้องการสิ่งใด รู้แล้วว่าควรทำเช่นใด เสียงที่ตัดสินใจตอบออกไปจึงแผ่วเบา ไม่ต่างกับหัวใจของคนเอ่ยแม้แต่น้อย ใบหน้าคมเศร้าเงยขึ้นสบสายตาคนที่นั่งน้ำตาไหล ไม่มีสิทธิ์แม้แต่จะเอื้อมมือเข้าไปเช็ดปลอบ “แต่ขอเวลาพี่ทำใจอีกนิด แล้วพี่จะไม่มาให้เคทเห็นหน้าอีก” เสียงทุ้มขาดห้วงเมื่อต้องเอ่ยประโยคต่อมา “พี่สัญญา”







ดวงใจขุนศึก ราคาเล่มละ 276.25 บาท (ราคาหน้าปก 325 บาท )

จัดส่งฟรีพร้อมของที่ระลึก

สั่งซื้อรูปเล่มที่ Fan page : สำนักพิมพ์ปองรัก

                     Fan page : สิรินรชา นาถธีรธาดา

หรือสนใจรูปแบบอีบุ๊ค สามารถกดซื้อได้ที่ 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 47 ครั้ง

2 ความคิดเห็น

  1. #560 0989013523 (@0989013523) (จากตอนที่ 38)
    วันที่ 22 กรกฎาคม 2561 / 14:27
    โทษพี่ของขุนถ้าไม่ไห้เพื่อนเข้าไปจีบมันคงไม่เปนแบบนี้ ถึงขุนจะยังใม่แน่ใจแต่อีกพักคนเราก็ต้องรุใจตัวเอง
    #560
    0
  2. #558 MinGaHopeKuk (@MinGaHopeKuk) (จากตอนที่ 38)
    วันที่ 22 กรกฎาคม 2561 / 13:33
    อ่านแล้วร้องไห้ตามเลยอ่าาาา
    #558
    0
  3. #339 pnui19 (@pnui19) (จากตอนที่ 38)
    วันที่ 16 พฤษภาคม 2559 / 09:02
    สงสารเคทและขุนศึกนะ
    แต่เคทไม่โกรธหมอเลยใช่มั๊ย
    ยังมีคนผิดนอกจากเคทและขุนศึกก็คือหมอกับนายภาสกร เห็นชีวิตคนอื่นเป็นอะไรกัน

    กระตุ้นให้เค้าเลิกกันใช้มั๊ยหมอเอกวีร์

    ขอบคุณค่ะ
    #339
    0
  4. #338 Kungpen (จากตอนที่ 38)
    วันที่ 16 พฤษภาคม 2559 / 08:22
    เสี่ยงจนสูญเสียลูกไปคิดถูกเหรอ เพราะความไม่มั่นคงของตัวเองแท้ๆนะขุนศึก
    #338
    0