ตอนที่ 33 : ตอนที่ 11 [100%]

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 3531
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 40 ครั้ง
    17 ก.ค. 61

 

“กรี๊ด!”

ร่างอิ่มผวาตื่นจากฝันร้ายที่กำลังคืบคลานเข้ามาใกล้จนเธอรู้สึกอกสั่นขวัญแขวน หัวใจเต้นตึกตักยามคิดถึงภาพที่ยังคงติดในห้วงสำนึก เธอถูกมือดำมืดกระชากของรักออกจากอ้อมแขน รมิตาแผดเสียงร้องห้าม แต่มันก็ยังคงดึงเธอเข้าไปในเงามืดที่โดดเดี่ยวและวังเวง เธอพยายามใช้แรงทั้งหมดที่มีดึงของรักชิ้นนั้นกลับ แต่กลับถูกลากกระชากเต็มแรง และหายเข้าไปในเงามืดนั้นอีกหน สิ่งต่อมาที่เธอเห็นคือเลือดแดงฉานที่เปรอะเปื้อนเต็มตัว ทั้งที่ร่างกายของเธอไม่มีรอยขีดข่วนแม้แต่นิด มันคือเลือดของใครบางคน

ตื๊ด...ตื๊ด...ตื๊ด

เสียงโทรศัพท์มือถือข้างหัวเตียงทำให้คนที่เพิ่งตื่นจากฝันร้ายสะดุ้ง รมิตาหันกลับไปมองแสงสีฟ้าสว่างจ้านั้นเพียงนิด ก่อนตัดสินใจเอื้อมมือเลยไปปิดโคมไฟหัวเตียง และกลับมาหยิบมันขึ้นเพื่อกดรับ

“สวัสดีค่ะ”

รมิตากรอกเสียงที่ยังคงสั่นเครือลงไปหลังจากรวบรวมสติอยู่เกือบครู่ แต่สิ่งที่ได้รับกลับมาคือสัญญาณว่างที่หมายถึงคนอีกฝั่งได้ตัดสายทิ้งไปก่อนหน้า รมิตาตีหน้ายุ่ง นึกบริภาษคนที่โทร.มากลางดึกในใจ ก่อนจะล้มตัวลงนอนอีกครั้ง ความฝันก็ทำให้เธอตกใจมากพอแล้ว ยังจะมีโทรศัพท์ดังขึ้นมาตอนนี้อีก

“ไม่มีอะไรทำหรือไง ถึงได้โทรศัพท์มาก่อกวนชาวบ้านเขา”

 

“ทำไมล่ะครับพี่ขุน”

คมสันต์เอ่ยถามรุ่นพี่อย่างไม่เข้าใจในสิ่งที่อีกฝ่ายทำ เขากำลังโทรศัพท์แจ้งให้รมิตารู้ถึงอาการของคนบนเตียงที่กว่าจะช่วยขึ้นมาจากซากตึกได้ก็เลยล่วงเข้าวันใหม่ไปแล้วกว่าสองชั่วโมง แต่เมื่อขุนศึกฟื้นขึ้นมาเห็น กลับแย่งโทรศัพท์ของเขาไปตัดสายทิ้ง สร้างความงุนงงให้กับรุ่นน้องหนุ่มเป็นอย่างยิ่ง

“ฉันไม่ได้เป็นอะไรมาก แค่มีแผลนิดหน่อย จะโทร. บอกคนอื่นเขาให้ยุ่งยากทำไมกัน”

“ครับไม่เป็นอะไร แค่สลบไป หัวแตกเย็บสิบเข็ม ถลอกปอกเปิกจนต้องปะไปทั้งตัวอย่างนี้น่ะหรือครับที่เรียกว่าไม่เป็นอะไรมาก แล้วถ้าสมมติว่าพวกเราช่วยพี่ออกมาไม่ทัน ป่านนี้คงไม่ใช่แค่แผลนิดหน่อยแน่ๆ ครับ”

รุ่นน้องคนสนิทที่พ่วงตำแหน่งลูกน้องในแผนกกอดอกมองคนนอนบนเตียงผู้ป่วยด้วยสายตาเอาเรื่อง น้ำยาฆ่าเชื้อคลุ้งไปหมด เรียกได้ว่าขุนศึกหมดสภาพก็ว่าได้ แล้วอย่างนี้ยังจะให้คมสันต์ปิดปากเงียบ ไม่ยอมบอกใครได้อย่างไร

“แต่ฉันก็ออกมาได้ไม่ใช่เหรอ อีกสองสามวันก็ออกจากโรงพยาบาลแล้ว อย่าทำเรื่องเล็กให้เป็นเรื่องใหญ่ไปเลยน่า” คนในชุดผู้ป่วยเถียงก่อนจะจบบทสนทนาด้วยการเปลี่ยนหัวข้อ “ว่าแต่สั่งห้ามทุกคนเข้าไปในบริเวณนั้นแล้วใช่ไหม”

“เรื่องนั้นเรียบร้อยแล้วครับ”

“ถ้าอย่างนั้นนายก็กลับไปพักเถอะ ฉันง่วงแล้ว” ขุนศึกออกปากไล่ คมสันต์เกาหัวแกรกๆ รับโทรศัพท์ของตนเองคืนแล้วก็ยอมเดินออกจากห้องไปแต่โดยดีเพื่อให้อีกฝ่ายได้พักผ่อนตามต้องการ

ลับหลังวิศวกรรุ่นน้อง ขุนศึกก็หยิบโทรศัพท์มือถือของตนเองขึ้นมาเปิด รูปถ่ายหลายอิริยาบถระหว่างเขาและรมิตาถูกเลื่อนดูด้วยความคิดถึง และห่วงใยเกินกว่าจะทำให้เธอเป็นกังวลไปด้วย สำนึกสุดท้ายในซากตึกที่ถล่มทำให้เขารู้ว่ายังไม่พร้อมจะเสียเธอไป และยังมีเรื่องราวอีกมากมายที่เขาอยากจะบอกกับเธอ อยากพูดให้เธอฟัง...ด้วยตัวของเขาเอง

“พี่คิดถึงเคทนะ อย่าเพิ่งมีใครใหม่นะรู้ไหม แล้วพี่จะรีบกลับไป กลับไปบอกคำที่เคทอยากได้ยินเสมอมา”

 

แต่คำขอของเขาดูเหมือนจะไม่เป็นอย่างที่หวัง เมื่ออาทิตย์ต่อมาคนที่เร่งทำงานทั้งวันทั้งคืนทั้งที่ร่างกายยังเจ็บหนักเพื่อให้ทุกอย่างเรียบร้อยและจะได้กลับมาหาเธอให้เร็วที่สุดกลับพบว่าเธออยู่กับใครอีกคน สองมือที่จับกระชับพร้อมอ้อมแขนที่โอบกอดบอกได้ดีถึงความสัมพันธ์ที่ก้าวหน้าตามลำดับ มือหนากำหมัดแน่นยามมองภาพนั้น

“ขอบคุณนะคะคุณหมอ”

เสียงหวานยามเอื้อยเอ่ยทำให้คนที่ก้าวเข้าไปหาได้ยินชัดเต็มสองหู ทั้งที่สมองฝั่งหนึ่งสั่งการให้ถอยหลัง แต่ขากลับมุ่งไปข้างหน้า ท่าทางโอบไหล่แนบชิด รอยยิ้มที่บรรจงมอบให้แก่กันทำให้คนที่อุตส่าห์ปิดบังความเจ็บป่วย เพราะไม่ต้องการให้เธอกังวลเจ็บแปลบไปทั้งอก ความจริงใดคงไม่เท่ากับสิ่งที่เขากำลังได้รับ รมิตากำลังมีคนใหม่ แต่ทำไมเขากลับไม่รู้สึกยินดีแม้แต่นิด

“มีความสุขกันเหลือเกินนะ”

น้ำเสียงคุ้นเคยทำให้คนที่กำลังก้าวไปตามทางเดินเล็กๆ มุ่งหน้าสู่ร้านเบเกอรี่หลังจากออกไปตรวจครรภ์ตามที่หมอนัดโดยมีเอกวีร์อาสาเป็นสารถีให้ต้องหันกลับมามอง ดวงตาคู่สวยเบิกโตเมื่อเห็นว่าใครยืนห่างออกไปไม่กี่ก้าว

“พี่ขุน!”

รมิตาตกใจไม่น้อยที่เห็นคนตัวใหญ่ในวันนี้ แต่เธอยอมรับโดยดุษณีว่ายินดีที่ได้เห็นเขา เพราะผลตรวจที่เพิ่งได้รับจากโรงพยาบาลคือสิ่งเธออยากให้เขาเห็นมากที่สุด แต่ใบหน้าคมเข้มมีผ้าพันแผลสีขาวปิดทับที่ศีรษะ ร่องรอยบาดแผลตามเนื้อตัวที่ยังคงมีให้เห็น ทำให้เธอพักเรื่องของตนเองและสนใจคนตรงหน้า รมิตาโผเข้าไปหาด้วยความห่วงใย

“เกิดอะไรขึ้นคะ” มือบางยกขึ้นที่หมายจะจับต้องบาดแผลที่อยู่บนท่อนแขนหนา แต่ร่างสูงกลับเบี่ยงหลบ ดวงตาคมเข้มเอาเรื่องที่บ่งบอกความเสียใจและความผิดหวังอยู่เต็มเปี่ยม

“ยังไม่ตายหรอก” คำประชดทำให้คนฟังใจเสีย

“ทำไมพี่ขุนพูดอย่างนี้ล่ะคะ”

เขาไม่ตอบแต่เลือกที่จะหันไปมองชายหนุ่มอีกคนที่ยืนอยู่ข้างเธอไม่ยอมห่าง นัยน์ตาคมแข็งกร้าวแต่เจ็บลึกเข้าไปถึงข้างใน เขากำลังเสียเธอนั่นคือความจริงที่เขารับไม่ได้อย่างที่สุด ความจริงที่เขาเห็นจนมองข้ามสรรพนามใกล้ชิดระหว่างกัน มองข้ามแม้กระทั่งความดีใจที่ฉายชัดผ่านดวงตาคู่นั้น ก่อนที่มันจะกลายเป็นน้อยใจเมื่อเขาทำตัวเหินห่าง

มองข้าม…ราวกลับมองไม่เห็น และนั่นทำให้รมิตาเจ็บแปลบไม่ต่างกัน

“แล้วจะให้พูดว่าอะไรล่ะ”

“พี่ขุน”

“เพราะมันใช่ไหม เคทถึงไม่ยอมให้อภัยพี่เสียที ยอมให้มันไปแล้วใช่ไหม”

จากความเสียใจกลายเป็นโกรธเคืองเมื่อเห็นภาพบาดใจ เสียงที่ตะคอกถามทั้งห้วนและดุดันอย่างที่ทำให้คนฟังตัวชาไปทั้งร่าง สายตาที่มองมาไม่อาจเทียบได้กับวาจาที่เขาเอ่ยเชือดเฉือนกัน ‘ยอม’ อย่างที่เธอเคยยอมให้เขา ผู้หญิงใจง่าย…น้ำเสียงของเขาบอกกับเธออย่างนั้น

“คุณเห็นฉันเป็นผู้หญิงใจง่ายขนาดนั้นเลยหรือคะ” เสียงหวานตัดพ้อ “ถ้าการที่ฉันไม่ให้อภัยคุณ ไม่ใช่เพราะใครหรอกค่ะ เพราะตัวคุณเองทั้งนั้น”

“รมิตา”

“คุณไม่เคยฟัง ไม่เคยถามความรู้สึกของคนอื่น เคยคิดที่จะถามหาเหตุผลคำอธิบายจากฉันบ้างไหม ไม่เลย คุณคิดเอาเองทุกอย่าง แม้แต่วันนี้คุณก็ยังพยายามผลักไสฉันให้ใคร ผู้ชายอย่างคุณมันแย่ที่สุดเลยรู้ตัวไหมคุณขุนศึก”

“อ้อ เดี๋ยวนี้ปีกกล้าขาแข็งแล้วใช่ไหมถึงได้กล้าเถียงพี่แบบนี้ ถึงไหนกับมันแล้วล่ะ”

เพี้ยะ!

ฝ่ามือนุ่มสะบัดตามแรงอารมณ์ของเจ้าของ แก้มสากแดงเป็นปื้นแต่ไม่เท่ากับกิริยาที่เธอแสดงออก

“หยุดหยาบคายเดี๋ยวนี้นะคะ”

“ปกป้องมันนักใช่ไหม”

“ใช่ ฉันปกป้องเขาเพราะเขาสมควรได้รับมัน” คำตอบของคนตรงหน้าทำให้ขาทั้งสองข้างพลันอ่อนแรง ขุนศึกก้าวถอยหลังอย่างไม่รู้ตัว

“ถ้าพี่ฆ่ามัน เคทก็ยังจะปกป้องมันใช่ไหม”

“พี่ขุน!”

ดวงตาคมตวัดมองยังชายหนุ่มอีกคนก่อนจะผลุนผลันจากไป รู้สึกหวาดกลัวเหนือสิ่งใดคือหากช้าเพียงนิดเขาคงได้ทำอย่างที่ปากพูด ท่าทางของรมิตาชัดเจนพอแล้วกับคำตอบทุกอย่าง เขาไม่มีโอกาสแก้ตัวอีกต่อไปแล้ว โอกาสของเขาไม่มีอีกแล้ว

“เดี๋ยวก่อนครับคุณขุนศึก”

คนมีสติหนึ่งเดียวอย่างเอกวีร์วิ่งตามออกไปหมายจะอธิบายให้เข้าใจ แต่คนตัวใหญ่ที่อารมณ์ฉุนเฉียวถึงขีดสุดไม่สนใจที่จะมอง เมื่อขึ้นรถได้เขาก็นั่งนิ่ง มือใหญ่สตาร์ตรถเตรียมที่จะออกจากเหตุการณ์ตรงหน้า แต่สายตาก็ยังคงมองตรงไปยังร่างที่ยืนนิ่งของเธอผู้เป็นเจ้าของหัวใจ เท้าที่กดคันเร่งจนจมไม่ต่างกับเท้าอีกข้างที่เหยียบเบรกนิ่งไม่ไหวติง

และเมื่อหมอหนุ่มมายืนประจันหน้า ดวงตาสองคู่ก็สบประสานกันนิ่ง เท้าที่ผ่อนคันเร่งและย้ำน้ำหนักลงอีกหน ท่าทางบอกให้รู้ว่าเขาสามารถทำอะไรก็ได้ในเสี้ยววินาทีนี้

เสียงครางกระหึ่มของเครื่องยนต์เรียกสติหญิงสาวให้หันกลับมามอง ภาพที่เห็นทำให้รมิตารีบวิ่งเข้ามาหา เธอเข้าใจทุกอย่างในทันทีไม่ใช่แค่คำขู่ แต่เขาจะทำมันอย่างที่บอก

“คุณหมอ!”

เอี๊ยด!

 








ดวงใจขุนศึก ราคาเล่มละ 276.25 บาท (ราคาหน้าปก 325 บาท )

จัดส่งฟรีพร้อมของที่ระลึก

สั่งซื้อรูปเล่มที่ Fan page : สำนักพิมพ์ปองรัก

                     Fan page : สิรินรชา นาถธีรธาดา

หรือสนใจรูปแบบอีบุ๊ค สามารถกดซื้อได้ที่ 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 40 ครั้ง

2 ความคิดเห็น

  1. #547 TheMe2Me (@thongbang-rada91) (จากตอนที่ 33)
    วันที่ 17 กรกฎาคม 2561 / 16:45
    ก็รู้ทั้งรู้ว่าขุนเขาหวงก็ยังวนเวียน ควรบอกความจริงไปได้ล่ะคุณหมอเอ้ย ทำลายครอบครัวคนอื่นของแท้เลย เคทเองก็รู้คนของตัวเองว่าเป็นคนยังไง อีขุนก็นะใจร้อน วู่วาม สติหายทุกครั้งที่โมโห อยากเอาไม่เรียวตีทั้งสี่คนเลย คนที่สี่คือต้นเรื่องเลย คุณรองหน่ะ
    #547
    0
  2. #546 น.ส.แม่มด ใจดี (@ning11434) (จากตอนที่ 33)
    วันที่ 17 กรกฎาคม 2561 / 16:26
    รออค่าา
    #546
    0
  3. #217 pornnipanisaidee (@pornnipanisaidee) (จากตอนที่ 33)
    วันที่ 25 เมษายน 2559 / 22:46
    ตายล่ะ พี่ขุน เป้นไรไหมเนี้ยะ เขาใจอ่อนล่ะนะ ยกโทดให้ล่ะ
    #217
    0
  4. #216 Tharathon Subruang (@nybbgvfvc) (จากตอนที่ 33)
    วันที่ 25 เมษายน 2559 / 22:27
    เย้ยยยยย พี่ขุนของน้องงงงงงงงงง
    #216
    0