ดวงใจขุนศึก [สนพ. ปองรัก]

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 204,940 Views

  • 589 Comments

  • 1,948 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

  • Month Views
    58

    Overall
    204,940

ตอนที่ 32 : ตอนที่ 11 [75%]

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 3098
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 36 ครั้ง
    16 ก.ค. 61

 

“นายจะไปพักที่โรงแรมก่อนเลยไหมครับ พรุ่งนี้ค่อยไปดูที่เกิดเหตุ”

พัฒน์พงษ์ โฟร์แมนของไซต์งานก่อสร้างผู้มารับหัวหน้าทีมวิศวกรของโครงการถึงสนามบินในเวลาสี่ทุ่มครึ่งเอ่ยถาม ขุนศึกส่ายหน้าปฏิเสธ

“ไม่ละ ผมจะไปโรงพยาบาล” น้ำเสียงราบเรียบไม่ต่างจากใบหน้า ยามนี้ในหัวเขาวนเวียนคิดถึงเพียงเรื่องเดียวคือรมิตาจะอยู่ยังไง กลับบ้านหรือยัง กินอะไรหรือยัง เธอจะเห็นอาหารกล่องที่เขาทำไว้ให้หรือเปล่า ป่านนี้เธอจะเข้านอนหรือยัง และที่สำคัญเธอจะคิดถึงเขาบ้างไหม

คิดสะระตะแล้วก็วกมาที่ความรับผิดชอบเบื้องหน้า โชคดีที่คนงานไม่มีใครเป็นอันตรายถึงชีวิต แต่นั่นก็หมายถึงความหละหลวมของบริษัท โดยเฉพาะมีเขาเป็นผู้รับผิดชอบโครงการ

“แล้วคมสันต์ไปไหน” ปลายประโยคถามหาวิศวกรรุ่นน้องที่ต้องอยู่ดูแลการก่อสร้างที่นี่ แต่ที่เขาเห็นมีเพียงหัวหน้าคนงานอย่างพัฒน์พงษ์เท่านั้น

“คุณคมสันต์อยู่ที่ไซต์งานครับ” พัฒน์พงษ์ตอบตามตรง ตั้งแต่เกิดเหตุเมื่อตอนบ่าย ทั้งเขาและคมสันต์ต้องวิ่งวุ่นดูแลทุกเรื่อง ทั้งการดูแลคนเจ็บ รายงานเรื่องให้บริษัทแม่ที่กรุงเทพฯ รู้ รวมไปถึงต้องป้องกันข่าวไม่ให้รั่วไหลเพราะจะกระทบต่อความน่าเชื่อถือของบริษัทที่ตอนนี้มีภาสกรในฐานะรองประธานกรรมการบริหารรับผิดชอบในส่วนนี้

“ถ้าอย่างนั้นก็ไปโรงพยาบาลก่อน ผมอยากดูอาการคนงานและคุยกับหมอ จากนั้นค่อยไปที่ไซต์งาน”

“แต่ว่านี่มันดึกแล้วนะครับ”

“พวกคุณยังมารับผมตอนดึกได้ และคมสันต์ก็ยังอยู่ที่ไซต์งานไม่ใช่หรือ ผมต้องการไปดูทุกอย่างให้เห็นกับตาโดยเร็วที่สุด”

ประโยคหลังจริงจังจนโฟร์แมนวัยกลางคนไม่กล้าขัด ขุนศึกรู้ดีว่าวิธีการเอาแต่ใจทำให้คนรอบข้างทำงานด้วยลำบาก แต่เขาต้องการจัดการทุกอย่างให้เรียบร้อยโดยเร็วที่สุดเพื่อที่จะได้กลับไปหาเธอ เพราะกลัวว่าเวลาที่เขาไม่อยู่จะมีใครเข้ามาแทนที่...ที่ที่เคยเป็นของเขา

ขุนศึกแวะไปที่โรงพยาบาลเพื่อสอบถามอาการของคนงานที่ได้รับบาดเจ็บเป็นอันดับแรก พูดคุยกับแพทย์ผู้รักษาเรียบร้อยก็ฝากฝังให้ดูแลเหล่าคนงาน ก่อนจะหันไปสั่งให้พัฒน์พงษ์จัดการทุกอย่างตามที่เหล่าคนงานควรจะได้รับจากสวัสดิการ จากนั้นก็มุ่งหน้าไปยังโครงการที่เกิดปัญหา

วิศวกรรุ่นน้องปราดเข้ามาหาทันทีที่เห็นหัวหน้าทีมวิศวกร ขุนศึกรับหมวกนิรภัยสีขาวมาสวมพลางถลกแขนเสื้อขึ้นจนถึงข้อศอกขณะรับฟังรายงานจากอีกฝ่าย คมสันต์เป็นรุ่นน้องที่มหาวิทยาลัย สนิทกันมากจนถึงขั้นชักชวนให้มาทำงานที่อธิรักษ์โยธินกรุ๊ป

“...ผมคิดว่าน่าจะเป็นเพราะแผ่นดินไหวช่วงเดือนก่อนทำให้เสาทรุด คานที่ทำไว้เสียระดับจนตกลงมาทับคนงานด้านล่าง” คมสันต์รายงานข้อสมมติฐานจากสถานที่เกิดเหตุ ขณะพารุ่นพี่ที่พ่วงตำแหน่งเจ้านายให้เดินตรวจไปพร้อมๆ กัน “ถ้าเสาทรุดแบบนี้เราต้องเสียเวลาวางฐานใหม่ ผมกลัวว่างานจะเสร็จไม่ทันตามกำหนดของลูกค้า”

เพราะการส่งมอบงานมีกำหนดเวลาที่แน่นอน หากจัดการล่าช้ากว่าที่ตกลงกันไว้ทางบริษัทก็ต้องเสียค่าปรับ นั่นหมายถึงผลกำไรของบริษัทต้องลดลงไปด้วย ผู้บริหารหนุ่มรู้ดีแต่จะให้เขาเสี่ยงส่งงานที่ไม่ได้มาตรฐานและอาจเกิดอันตรายในภายหลังไม่ได้เช่นเดียวกัน

“ยังไงก็ต้องทำใหม่ ช้าหน่อยแต่ก็ต้องรักษามาตรฐานของงาน แล้วนี่มีใครติดอยู่ข้างในอีกบ้างหรือเปล่า” ประโยคหลังหันไปทางคนงานที่ช่วยอำนวยความสะดวกอยู่ข้างๆ สภาพที่เขาเห็นคือคานบริเวณชั้นสองตกลงมาทับพื้นราบก่อนจะถล่มลงมาทับคนงานที่อยู่ชั้นล่างสุด จากคำบอกเล่าคนงานเหล่านั้นกำลังอยู่ในช่วงพักรับประทานอาหารกลางวัน และมีหลายคนที่สมาชิกในครอบครัวมาร่วมรับประทานอาหารด้วย

“ไม่มีแล้วครับนาย พวกหน่วยกู้ภัยก็กลับออกไปหมดแล้วครับ” คนงานที่ได้รับหน้าที่ให้ดูแลจุดเกิดเหตุตอบกลับ เพราะหากมีใครติดอยู่ สมาชิกของครอบครัวก็คงต้องออกมาตามหาหรือแจ้งให้ทางไซต์งานรู้

ร่างสูงพยักหน้ารับรู้ก่อนจะหมุนตัวออกไปจากจุดดังกล่าว แต่เพียงแค่ขายาวก้าวออกไปได้เพียงแค่ก้าวเดียว เสียงบางอย่างก็ทำให้ขุนศึกต้องหันกลับมามองซากปรักหักพังนั้นอีกหน

“ช่วยหนูด้วย”

เสียงแว่วจากระยะไกลแต่ก็แผ่วเบาจนแทบไม่ได้ยิน ขุนศึกยืนนิ่งทำให้คนที่เดินมาด้วยกันอย่างคมสันต์ พัฒน์พงษ์และเหล่าคนงานต้องพลอยหยุดตาม และคมสันต์รับหน้าถามรุ่นพี่แทนคนอื่นๆ

“มีอะไรหรือเปล่าครับ”

“นั่นเสียงใคร”

“เสียงไหนครับนาย” คนงานคนเดิมหันมาถามน้ำเสียงเจือฉงน

ขุนศึกยกมือขึ้นสั่งให้ทุกคนเงียบ เหล่าคนงานต่างมองหน้ากันเลิ่กลั่กอย่างหวาดๆ แม้จะไม่มีใครเสียชีวิตจากอุบัติเหตุดังกล่าวแต่หลายคนก็เชื่อว่าเพราะเจ้าที่เจ้าทางไม่พอใจ

“ใครก็ได้ช่วยหนูด้วย”

“นั่นไง”

ขุนศึกโพล่งขึ้นก่อนจะก้าวนำกลุ่มคนงานที่เหลือกรูเข้าไปยังซากตึกที่ถล่มอีกครั้ง มือหนาขยับก้อนอิฐจากจุดที่คิดว่าได้ยินเสียงออกและร้องถามสวนกลับไป

“มีคนอยู่ในนั้นไหม”

“มีค่ะ มี”

เสียงตอบกลับทำให้ทุกคนโล่งอก เพราะไม่ใช่เจ้าที่เจ้าทางอย่างที่นึกหวาด กลุ่มคนงานพากันขยับเข้าไปใกล้เจ้านายหนุ่ม เตรียมพร้อมช่วยเหลือคนที่ติดอยู่ข้างใน แต่ขุนศึกกลับยกมือห้าม เพราะเสียงการเคลื่อนย้ายก้อนอิฐและอุปกรณ์ผ่อนแรงกลบเสียงแว่วนั้นจนหมด

“มีกี่คน” เขาถามออกไปอีก

“มีหนูกับแม่ค่ะ แม่มีเลือดออกที่ขา ขยับตัวไม่ไหว” เด็กหญิงที่อยู่ภายในตอบกลับ ขุนศึกสอบถามอาการบาดเจ็บก่อนจะสั่งให้อยู่นิ่งๆ ขณะระดมคนงานให้ช่วยกันพาคนทั้งคู่ออกมาโดยเร็วที่สุด

ช่องทางเข้าไปด้านในถูกเจาะขึ้นในเวลาไม่ถึงครึ่งชั่วโมง เสียงของเด็กน้อยดังแผ่วลงเรื่อยๆ เพราะเวลากว่าสิบสองชั่วโมงที่ติดอยู่ภายใน เด็กหญิงอ่อนแรงเพราะขาดทั้งอาหารและน้ำดื่ม ผงฝุ่นคละคลุ้งทำให้ระบบหายใจทำงานแย่ลงเรื่อยๆ มารดาบาดเจ็บขยับตัวไม่ได้จึงทำให้คนทั้งคู่ยังคงติดอยู่ภายใน

“ผมเข้าไปเอง” ขุนศึกรับอาสาเมื่อทุกอย่างเรียบร้อย และกลุ่มคนงานมองหน้ากันเลิ่กลั่ก ไม่มีใครกล้าเสี่ยงเพราะกลัวตึกจะถล่มลงมาอีก

“ผมว่ารอหน่วยกู้ภัยกลับมาดีกว่าครับ อีกเดี๋ยวก็คงมา”

“ผมเห็นด้วยกับคุณคมสันต์นะครับนาย”

คมสันต์และพัฒน์พงษ์รีบค้าน เพราะขุนศึกไม่ใช่แค่หัวหน้าทีมวิศวกรผู้ดูแลโครงการ หากเป็นถึงผู้บริหารระดับสูงและหุ้นส่วนคนสำคัญของบริษัท ไม่สมควรอย่างยิ่งที่จะเสี่ยงชีวิต ที่สำคัญคืออุปกรณ์ไม่พร้อมในการช่วยเหลือ อาจจะเกิดอันตรายทั้งต่อตัวขุนศึกและคนที่กำลังจะช่วยขึ้นก็ได้

“ถ้ามัวแต่รอ แล้วเกิดสองคนนั้นเป็นอะไรขึ้นมา ใครจะรับผิดชอบ ผมจะเข้าไปเอง”

ขุนศึกตัดสินใจ รีบจัดเครื่องแต่งกายและอุปกรณ์สำหรับโรยตัวให้ทะมัดทะแมง ก่อนจะค่อยๆ มุดเข้าไปในช่องอุโมงค์เล็กๆ ที่เหล่าคนงานช่วยกันขุดโดยไม่ยอมฟังเสียงคัดค้านของใครอีก

ด้านล่างเป็นพื้นชั้นสองตกลงมาทำให้มีช่องว่างพอให้ใครสักคนติดอยู่ตรงนั้น และถือว่าเด็กหญิงคนดังกล่าวโชคดีมากทีเดียวที่รอดมาได้อย่างปาฏิหาริย์ แต่กว่าจะลงไปถึงจุดที่คนทั้งคู่อยู่นี่ต่างหากที่ยาก แม้เส้นทางจะคับแคบและขรุขระมากเพียงใด แต่ผู้บริหารแห่งอธิรักษ์โยธินก็ไม่ยอมแพ้ ขุนศึกคลานเข่าลากอุปกรณ์เข้าไป จนกระทั่งถึงจุดที่เด็กหญิงและมารดาซ่อนตัวอยู่

“แม่จ๋า มีคนมาช่วยเราแล้ว”

ทันทีที่เห็นแสงสว่างและใบหน้าของคนเข้ามาช่วยเหลือ เด็กหญิงที่ขุนศึกคาดคะเนว่ามีอายุไม่เกินน้องสาวคนเล็กของตนนักก็ยิ้มร่าหันไปบอกมารดาที่นั่งพิงก้อนอิฐตาปรือกึ่งหลับกึ่งตื่นข้างๆ สภาพมอมแมมของเด็กหญิงทำให้ชายหนุ่มโล่งอกที่อีกฝ่ายไม่เป็นอะไร แต่คนข้างกายเด็กหญิงต่างหากที่ทำให้เขารู้สึกใจหาย ร่างผอมโย่งของหญิงวัยกลางคนสวมเสื้อผ้ามอๆ ขาทั้งสองขามีร่องรอยของบาดแผล กองเลือดสีแดงข้นส่งกลิ่นคลุ้งจมูกจนต้องเบือนหน้าหนี

“หนูขยับตัวได้ไหม คลานได้ไหม” ขุนศึกสอบถามด้วยความห่วงใย เมื่อพบว่าเด็กหญิงได้รับบาดเจ็บเพียงเล็กน้อยก็โล่งใจ “หนูออกไปก่อนนะ ตามเชือกของน้าขึ้นไป เดี๋ยวน้าจะพาแม่ของหนูออกไปเอง”

เขาว่าพลางคลานเข่าเข้าไปใกล้ร่างของคนเป็นแม่ ลมหายใจรวยรินอ่อนแรงลงอย่างน่าใจหาย และที่หลับไปคงเพราะเสียเลือดมากนั่นเอง ขุนศึกประคองร่างนั้นให้นอนราบกับเปลพลาสติกแข็งที่นำมาด้วย จัดการรัดร่างผอมโย่งให้ยึดติดกับอุปกรณ์ จนมั่นใจว่าปลอดภัยแล้วจึงกระตุกเชือกส่งสัญญาณให้คนที่อยู่ข้างบนดึงผู้บาดเจ็บขึ้นไป

เด็กหญิงได้รับการดูแลทันทีที่ออกไปสู่ภายนอก ขณะที่ผู้เป็นแม่มีขุนศึกคอยประคองไม่ให้ได้รับบาดเจ็บขณะถูกนำตัวขึ้นมาจากซากตึก จนกระทั่งสามารถส่งตัวผู้บาดเจ็บให้กับคนงานที่รอรับอยู่ด้านนอกได้สำเร็จ

“คุณขุนส่งมือมาครับ” พัฒน์พงษ์หัวหน้าคนงานยื่นมือมาให้ผู้บริหารหนุ่มหลังจากช่วยมารดาของเด็กหญิงออกมาได้ก่อนหน้า

แต่เพราะช่องทางที่ขุดไว้มีความคับแคบและมีเพียงท่อนเหล็กที่ค้ำยันไม่ให้แผ่นปูนตกลงมา ในจังหวะที่ขุนศึกยื่นมือออกไปกระชับกับมือของชายมากวัยรุ่นเดียวกับบิดา ท่อนเหล็กที่ใช้ค้ำแผ่นปูนก็เกิดล้มลง จนเกิดเสียงสั่นสะเทือนรอบกาย โดยไม่ทันได้ตั้งตัว มือที่กระซับกับหัวหน้าคนงานหลุดจากอุ้งมือหนา ร่างที่กำลังปีนขึ้นมาถึงปากทางออกไถลกลับเข้าไปภายใน ช่องทางที่ทำไว้ถูกปิดลงอีกหนพร้อมเสียงถล่มของตัวตึกที่กำลังก่อสร้าง

“คุณขุน!”

ความมืดโรยตัวอยู่รอบกายจนรู้สึกเหน็บหนาว มโนสำนึกสุดท้ายที่คิดออกคือร่างของเขาไถลตกลงไปช่องที่ขุดไว้สำหรับลงไปรับเด็กหญิงและมารดา ปากทางออกถูกปิดทับด้วยแผ่นปูนหนาหนักที่พังลงมา แรงกระแทกทำให้รู้สึกมึนชาไปทั้งร่าง ไม่ต่างจากสติของเขาที่วูบดับไป

ทว่าในช่วงเวลาแห่งความเป็นความตายนั้นกลับมีภาพของรมิตาฉายเข้ามาในห้วงของความคิด และสิ่งที่เขารู้สึกคือความหวาดกลัวอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน กลัวที่จะต้องจากเธอไป กลัวที่จะไม่ได้พบกับเธออีก กลัวว่าจะไม่มีโอกาสได้เอ่ยขออภัยในสิ่งที่ทำผิดพลาด กลัวว่าต้องจากกันโดยที่ไม่มีแม้แต่คำลา และกลัวว่าจะไม่มีวันได้เอ่ยคำนั้นกับเธอ

พี่ขุน






ดวงใจขุนศึก ราคาเล่มละ 276.25 บาท (ราคาหน้าปก 325 บาท )

จัดส่งฟรีพร้อมของที่ระลึก

สั่งซื้อรูปเล่มที่ Fan page : สำนักพิมพ์ปองรัก

                     Fan page : สิรินรชา นาถธีรธาดา

หรือสนใจรูปแบบอีบุ๊ค สามารถกดซื้อได้ที่ 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 36 ครั้ง

0 ความคิดเห็น