ดวงใจขุนศึก [สนพ. ปองรัก]

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 204,940 Views

  • 589 Comments

  • 1,948 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

  • Month Views
    58

    Overall
    204,940

ตอนที่ 29 : ตอนที่ 10 [100%]

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 3533
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 52 ครั้ง
    13 ก.ค. 61

 

เวลาแต่ละนาทีผ่านไปอย่างเชื่องช้าในความรู้สึกของคนรอ ขุนศึกเลื่อนกระจกด้านหนึ่งลงต่ำเพื่อระบายความร้อนอบอ้าวภายในตัวรถ กาแฟเย็นกลายเป็นกาแฟจืดชืดเพราะน้ำแข็งละลายจนหมด บลูเบอร์รี่ชีสเค้กที่ซื้อมาคู่กันเหลือเพียงกระดาษฟรอยด์สีเงินที่ถูกขยุ้มเป็นก้อนกลมวางไว้ข้างกล่อง ขุนศึกเอนกายแล้วถอนหายใจยาวเหยียด รมิตาออกมาหน้าร้านอีกครั้งเมื่อครึ่งชั่วโมงก่อน ระยะทางที่ไกลมีเพียงความใกล้จากเลนส์กล้องไม่อาจทำให้เขาเห็นร่องรอยคราบน้ำตาที่เปรอะแก้มเนียน แต่สิ่งที่วิศวกรผู้ถูกพักงานเห็นชัดคือรอยยิ้มหวานของหญิงสาวยามเมื่อออกมาต้อนรับลูกค้าที่ช่วงเลิกงานมักมากเป็นพิเศษ รอยยิ้มที่คงไม่มีวันได้เป็นของเขา

ไม่กี่นาทีต่อมากระจกมองหลังก็ปรากฏภาพบีเอ็มดับเบิลยูสีบรอนซ์เงินเลียบเข้ามาจอดหน้าร้าน ขุนศึกเด้งตัวขึ้นหันไปมองด้วยสีหน้าขุ่นเคือง มือหนาควานหาอาวุธคู่กายขึ้นมาแนบดวงตา ส่ายหาทิศทางที่หมอหนุ่มชุดขาวกำลังเดินเข้าไปในร้าน รมิตาส่งยิ้มหวานมาให้ด้วยท่าทางสนิทสนม ก่อนที่เอกวีร์จะได้ครอบครองเก้าอี้หน้าเคาน์เตอร์ตัวประจำของเขา แค่เห็นอาการร้อนวูบวาบในอกก็ทำงานจนปวดแสบไปทั้งหัวใจ

ไม่!

เขาจะไม่ยอมปล่อยให้ใครทำคะแนนล้ำหน้าเด็ดขาด...ขุนศึกบอกตัวเองก่อนจะหันมาบิดกุญแจ และขับออกไปเป้าหมายคือร้านเบเกอรี่ของอดีตคนรักที่จะต้องกลายมาเป็นคนรักอีกครั้งในอนาคต

อย่าเพิ่งเปิดใจรับใครนะเคท เพราะเคทต้องเป็นของพี่คนเดียวเท่านั้น

 

“อ้าว คุณขุนเจอกันอีกแล้วนะครับ”

เสียงทักทายของหมอหนุ่มทำให้คนที่เพิ่งก้าวเข้ามาในร้านชะงักกึก ไม่ต่างจากรมิตาที่เงยหน้าขึ้นมามองเช่นเดียวกัน ขุนศึกพยักหน้ารับก่อนจะมองเลยไปยังอีกร่างที่อยู่หลังเคาน์เตอร์สูงระดับเดียวกับช่วงเอว ดวงตาสองคู่สบกันเข้าโดยบังเอิญจังหวะหนึ่ง ก่อนที่หญิงสาวจะก้มหน้าหลบตาและหมุนกายไปทำอะไรบางอย่างที่ด้านหลัง ไม่สนใจ ‘ลูกค้า’ รายล่าสุดแม้แต่นิดจนขุนศึกชักใจแป้ว

แต่เมื่อหันกลับมามองคนทักที่ยังคงนั่งยิ้มกริ่ม อาการใจแป้วก็กลายเป็นฮึกเหิมขึ้นมาติดหมัด รอยยิ้มเยาะเย้ยที่อีกฝ่ายมองมาทำให้วิศวกรหนุ่มชักฉุน ขุนศึกจึงเลือกเดินเข้าไปนั่งบนเก้าอี้หน้าเคาน์เตอร์ตัวถัดกัน พร้อมส่งสายตาท้าทายตอบกลับไปในลักษณะเฉพาะตัว...เขาเคยถอยเพื่อไอ้หมอนี่ แต่วันนี้เขาจะไม่ถอยอีกต่อไป

“ขออเมริกาโนที่หนึ่งครับ”

เขาหันไปสั่งเครื่องดื่มจากหญิงสาวหน้าเคาน์เตอร์ที่เอาแต่หันซ้ายหมุนขวาราวกับต้องการหลบหน้า แต่เขารู้ดีว่ารมิตาได้ยินในสิ่งเขาเอ่ย เอาสิ ถ้าจะจีบกันกับไอ้หมอวีร์นี่ เขาก็จะนั่งขวางหูขวางตาอยู่อย่างนี้แหละ คิดเช่นนั้นก็เสหยิบนิตยสารที่วางอยู่ข้างๆ ขึ้นมาอ่าน ไม่นำพาว่าจะถูกมองด้วยสายตาเช่นใดจากใครทั้งสิ้น

ไม่นานนักมือบางก็ยื่นส่งถ้วยชามะลิหอมกรุ่นมาให้ ขุนศึกเงยหน้าขึ้นมองด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยคำถาม ออกจะขัดเคืองเล็กน้อยเมื่อของที่สั่งและสิ่งที่ได้ต่างกันคนละโยชน์ ราวกับเธอจงใจทำเป็นไม่ได้ยิน ไม่พูดด้วยเขายังพอทำใจ ไม่รับรู้ถึงการมาของเขาก็ยังพอทำเนา แต่นี่ถึงกับจงใจไม่เข้าใจในสิ่งที่เขาสั่ง มันคือการไล่กันทางอ้อมชัดๆ คิดแล้วก็นึกโมโห เพราะแม้แต่เอกวีร์ที่นั่งอยู่ข้างๆ ยังหัวเราะเยาะขึ้นจมูก เสียหน้านั่นแหละที่ขุนศึกรู้สึกในตอนนี้

เขาจ้องมองเจ้าของร้านด้วยสายตาเอาเรื่องอย่างที่น้อยครั้งนักจะทำ และในดวงตาคู่นั้นก็มีความน้อยใจเจืออยู่เต็มเปี่ยมเมื่อเธอเอาแต่ยืนก้มหน้านิ่ง สิ่งที่ขุนศึกพอจะทำได้คือยกถ้วยชาและเดินหนีไปจากบริเวณนั้น โต๊ะที่เขาเลือกอยู่ไม่ไกลจากเคาน์เตอร์นัก เขานั่งจ้องถ้วยชาตรงหน้านิ่ง สักพักของที่ไม่ได้สั่งอีกอย่างก็ถูกยกมาเสิร์ฟคู่กัน ‘เค้กเนยสด’ หั่นเป็นแผ่นหนาประมาณสองเซนติเมตรจำนวนสองแผ่นถูกจัดเรียงบนจานเล็กๆ โดยฝีมือพนักงานคนหนึ่ง ยิ่งตอกย้ำให้รู้ว่าเจ้าของร้านไม่ได้สนใจในสิ่งที่เขาเอ่ยแม้แต่น้อย เธอคงจงใจละเลย คิดแล้วก็นึกน้อยใจ เธอแสดงออกชัดว่าไม่อยากเสวนานั่นแหละความจริงที่เขาเห็น

ตรงกันข้ามกับคนที่อยู่หลังเคาน์เตอร์ เพียงแค่เขาเข้ามายืนตรงหน้า หัวใจดวงน้อยก็เต้นรัวเป็นกลองชุด ตอกย้ำคำพูดของพิมพรที่บอกไว้ว่าเขามารอ และท่าทางหงอยเศร้ายามเธอเดินหนีเมื่อตอนบ่ายก็บอกได้ดีว่าขุนศึกไม่ได้มาซ้ำเติม แต่ที่เธอเลือกชามะลิแทนอเมริกาโนที่เขาชอบ เพราะสังเกตเห็นว่าวันนี้ทั้งวันเขาดื่มมันไปมากแล้ว หากมากกว่านี้จะทำให้สุขภาพเสียได้ ไหนจะเวลาเกือบหกโมงเย็นเช่นนี้ขุนศึกน่าจะยังไม่ได้ทานอะไร จึงจัดเค้กเนยสดให้พนักงานนำไปเสิร์ฟอีกสองชิ้นเพื่อรองท้อง แต่เหมือนความหวังดีของเธอจะส่งไปไม่ถึงคนรับ เมื่อเขาลุกเดินหนีและเอาแต่นั่งมองของบนโต๊ะ โดยไม่สนใจที่จะแตะต้องมันแม้แต่นิด

เสียงโทรศัพท์ของศัลยแพทย์หนุ่มเรียกความสนใจจากเจ้าของร้านเบเกอรี่ให้หันกลับมามอง รมิตาเลิกคิ้วสงสัยเมื่อหมอหนุ่มพูดคุยกับปลายสายด้วยสีหน้าเคร่งเครียด และเมื่อเขาวางสายพร้อมเงยหน้าขึ้นมามองด้วยสีหน้าไม่สู้ดีนัก หญิงสาวจึงอดไม่ได้ที่จะเอ่ยถาม

“มีอะไรหรือเปล่าคะ”

“วันนี้ผมคงไปส่งคุณเคทที่บ้านไม่ได้แล้วนะครับ คนไข้ในความดูแลของผมอาการทรุดกะทันหัน ต้องผ่าตัดด่วน” เอกวีร์บอก

“โธ่...ไม่เป็นไรหรอกค่ะ เคทกลับเองได้ คุณหมอไปทำงานเถอะนะคะ”

“แน่ใจนะครับว่าคุณเคทกลับบ้านคนเดียวได้ เพราะกว่าผมจะออกจากห้องผ่าตัดคงดึก”

เพราะเป็นการผ่าตัดใหญ่ที่ใช้เวลาหลายชั่วโมงทำให้หมอหนุ่มไม่มั่นใจนักว่าจะกลับมาทันรับหญิงสาว ทั้งเธอกำลังตั้งครรภ์เขาจึงนึกห่วงมากเป็นพิเศษ แต่รมิตากลับส่งยิ้มหวาน

“เคทกลับเองได้ค่ะ”

เธอยิ้มปลอบพร้อมเร่งเร้าให้เขาไปทำงานเพราะห่วงสุขภาพคนไข้ของเขา แต่ก่อนจากหมอหนุ่มก็ยังไม่วายกำชับให้เธอโทรศัพท์หาเขาทันทีที่กลับถึงบ้านเรียบร้อย แน่นอนว่าทุกข้อความที่ทั้งคู่พูดคุยกันใครบางคนที่เอาแต่นั่งมองชามะลิและเค้กเนยสดเจ้าปัญหาได้ยินอย่างชัดเจน

ขุนศึกเหล่มองแผ่นหลังของหมอหน้าตี๋ที่เดินออกไปจากร้านพร้อมแผนการบางอย่างที่ผุดขึ้นมาในหัว เกือบห้านาทีที่รมิตาหันไปให้ความสนใจกับงานตรงหน้าและขุนศึกเฝ้าคิดแผนการขั้นต่อไปเงียบๆ ...ในเมื่อไม่มีคู่แข่งวันนี้ก็ถือว่าเป็นโอกาสของเขาบ้างสินะ

ชายหนุ่มลุกขึ้นยืนเต็มความสูง รวบรวมความกล้าอีกสักนิด ขณะก้าวเข้ามาหาคนที่วุ่นวายอยู่หลังเคาน์เตอร์ ภาวนาให้เธออย่าปฏิเสธเขาอีกเป็นครั้งที่สามของวัน เพราะเจอมาแล้วทั้งเช้าและกลางวัน หากได้เย็นและก่อนนอนเข้าไปอีก เขาคงต้องกลับไปนอนกินยาที่หมอรักษาโรคหัวใจเดาะเฉียบพลันสั่งให้เป็นแน่แท้

“ให้พี่ไปส่งไหม”

ประโยคแรกเริ่มแสนตรง ตรงเสียจนเป็นไม้บรรทัด ทำให้คนที่กำลังคิดค่าใช้จ่ายแต่ละวันต้องเงยหน้าขึ้นมามองด้วยความฉงน

“คุณพูดว่าอะไรนะคะ” สรรพนามที่ใช้ยังคงความห่างเหินไว้อย่างครบถ้วน ขุนศึกใจเสียไปกว่าครึ่ง แต่กระนั้นก็ยังต้องเดินหน้าต่อ เพราะเวลานี้ไม่มีคู่แข่ง อย่างไรเสียเธอก็ไม่มีทางปฏิเสธเขาได้อย่างแน่นอน

“พี่ถามว่า...ให้พี่ไปส่งที่บ้านไหม” เขาตอบกลับเสียงแผ่ว ความมั่นใจเริ่มหดหาย ดวงตาคมหลุบต่ำอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน และนั่นทำให้คนหลังเคาน์เตอร์แอบอมยิ้ม ก่อนจะรีบเก๊กขรึมเมื่อเขาเงยหน้าขึ้นมามองตรงๆ คล้ายคิดอะไรบางอย่างออก “แวะไปกินอะไรก่อนกลับด้วยก็ได้”

“ไม่ค่ะ”

รมิตาปฏิเสธทันควันเสียจนคนเสนอตัวใจหาย ขุนศึกหน้าม่อยลงอย่างเห็นได้ชัด ขณะที่คนตอบแอบอมยิ้มกับปฏิกิริยาของเขา แต่เมื่อเห็นเขาเงยหน้าขึ้นมาเหมือนจะพูดอะไรต่อ เธอก็รีบสวนกลับรัวเร็วเพราะกลัวว่าเขาจะทำให้เธอใจอ่อน

“ถ้าไม่มีอะไรแล้วฉันขอตัวก่อนนะคะ”

กล่าวจบก็หมุนตัวเดินออกไปจากตรงนั้น ทิ้งให้คนหน้าเศร้าได้แต่ถอนหายใจยาวเมื่อสุดท้ายเธอก็ปฏิเสธเขาครบสามเวลาพอดี คงเหลือเพียงแค่ ‘ก่อนนอน’ เท่านั้นกระมัง

ขุนศึกเรียกพนักงานที่อยู่ในบริเวณนั้นมาช่วยคิดค่าเครื่องดื่มที่สั่งไปก่อนหน้า ก่อนจะพาร่างที่ไหล่ตกลู่หมดมาดหัวหน้าวิศวกรแห่งอธิรักษ์โยธินออกไปจากร้าน เดินกลับไปยังรถที่จอดอยู่ห่างจากร้านพอสมควรด้วยท่าทางคล้ายคนหมดแรง มือที่ดึงประตูรถเปิดแทบไม่มีแรงยกเมื่อท้ายที่สุดเขาก็โดนเธอปฏิเสธอีกครั้งจนได้

 

ไฟหน้าร้านถูกปิดลงทีละดวงเป็นสัญญาณให้รู้ว่าหมดเวลาทำการ พนักงานทั้งของร้านดอกไม้และร้านเบเกอรี่ต่างทยอยกันกลับ จนเหลือเพียงเจ้าของร้านในชุดเดรสสั้นคลุมทับด้วยเสื้อไหมพรมแขนยาวเท่านั้น รมิตาตรวจดูความเรียบร้อยอีกนิดก่อนจะก้าวออกมาปิดประตูเหล็กด้านนอก ย่านธุรกิจที่เป็นศูนย์รวมแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศยังคงมีการจราจรที่แน่นขนัด แม้เวลาตอนนี้จะสามทุ่มครึ่งแล้วก็ตามที ร้านจะปิดตอนสองทุ่มของทุกวัน แต่รมิตาและพนักงานยังต้องเก็บกวาด ทำความสะอาดและดูแลบัญชีต่ออีกเล็กน้อย ทำให้เธอกลับบ้านเวลานี้เป็นประจำ

หญิงสาวเดินออกมายืนริมบาทวิถี ก่อนจะกวักมือเรียกรถแท็กซี่คันแรกที่วิ่งเข้ามา แต่กระนั้นสิ่งที่เห็นก็ทำให้เธอยืนอึ้งไปชั่วขณะ แลนด์โรเวอร์สีดำมันปลาบคันคุ้นตาจอดเยื้องร้านออกไปไม่ไกลนักพร้อมพลขับที่นั่งอยู่หลังพวงมาลัย ท่าทางที่พร้อมจะเคลื่อนรถได้ทุกเมื่อ แต่เขายังคงนั่งนิ่งและมองมาที่เธอไม่วางตา

ดวงตาสองคู่สบประสานโดยไม่ได้ตั้งใจ แต่แค่นั้นก็มากพอให้หัวใจดวงน้อยฟูฟ่องขึ้นมาอีกหน เธอคิดว่าเขากลับไปแล้วตั้งแต่เธอปฏิเสธการไปส่งจากเขา แต่เปล่าเลยขุนศึกนั่งรออยู่ที่รถนอกร้าน ซึ่งมันก็เกือบสี่ชั่วโมงมาแล้ว เขารอทำไมกัน รมิตาสงสัยแต่ยังไม่ทันจะได้คำตอบรถแท็กซี่สีเหลืองแถบเขียวเลียบเข้าจอดตรงหน้า กระจกด้านเบาะข้างคนขับเลื่อนลงให้หญิงสาวบอกจุดหมาย เมื่อคนขับพยักหน้ารับจะไปส่งรมิตาก็ก้าวขึ้นไปนั่งในตอนหลัง ซึ่งเป็นจังหวะเดียวที่แสงไฟจากแลนด์โรเวอร์ด้านหลังสว่างจ้าจนสาดเข้ามาในรถ

แท็กซี่สีเหลืองแถบเขียวเคลื่อนตัวไปยังทิศทางที่ผู้โดยสารสาวบอก ขณะที่เบื้องหลังมีรถนำเข้าคันหรูจากยุโรปตามมาห่างๆ รมิตาหันกลับไปมองก็เห็นเขามองมาทางนี้ตาเขม็ง ทิศทางตรงกันข้ามกับบ้านหรือคอนโดมิเนียมของเขา เพียงแค่นั้นหัวใจก็เต็มตื้นจนน้ำสีใสเอ่อคลอหน่วย ไม่ใช่เพราะความเสียใจอย่างวันวาน หากเป็นความปลื้มใจที่เขาไม่ทิ้งเธอ มือบางลูบไล้หน้าท้องเบาๆ เสียงหวานกระซิบบอกคนที่นอนนิ่งอยู่ภายใน

“คุณพ่อเขายังไม่ทิ้งเรานะคะคนเก่ง” ใบหน้าหวานคลี่ยิ้มกระจ่าง รู้สึกปลอดภัยยามที่มีเขาตามไปส่ง แม้จะไม่ได้นั่งอยู่เคียงข้างบนรถคันเดียวกัน แต่เธอก็อุ่นใจที่ขุนศึกไม่ทิ้งให้เธอกลับบ้านเพียงลำพัง “โทษฐานที่ทำให้แม่เสียใจ คอยดูนะ แม่จะแกล้งงอนนานๆ เลย”

 








ดวงใจขุนศึก ราคาเล่มละ 276.25 บาท (ราคาหน้าปก 325 บาท )

จัดส่งฟรีพร้อมของที่ระลึก

สั่งซื้อรูปเล่มที่ Fan page : สำนักพิมพ์ปองรัก

                     Fan page : สิรินรชา นาถธีรธาดา

หรือสนใจรูปแบบอีบุ๊ค สามารถกดซื้อได้ที่ 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 52 ครั้ง

2 ความคิดเห็น

  1. #540 nongmhing (@nongmhing) (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 13 กรกฎาคม 2561 / 15:29

    พระเอก เหมือนเด็กขี้อาย ซึน มึน เมีย บอก ไม่ ก็ ไม่ ไม่ตื้อ ไม่อะไร อ่านไป ก็สงสาร ....

    ตอนทำลูก อายเมีย ไหม อยากรู้จริงๆๆ

    #540
    0
  2. #539 0989013523 (@0989013523) (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 13 กรกฎาคม 2561 / 13:32
    อย่าม่าม่าาเยอะน้าให้นางสมหวังเร็วๆๆ

    กลัวฉากคุนไม่สมควรเป็นพ่อของใครโอ้ยน่าสงสาร
    #539
    0
  3. #169 Loveserie (@Loveserie) (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 21 เมษายน 2559 / 14:41
    รักหมอเอกขึ้นมานิดนึง โล่งอก
    #169
    1
    • #169-1 บ้านสินิท-สิริน (@sinitsirinch) (จากตอนที่ 29)
      25 เมษายน 2559 / 19:46
      คริๆ หมอน่ารักอยู่นะคะ แต่ที่ไม่น่ารักก็อิขุนนี่แหละ ฮ่าๆ
      #169-1
  4. #168 pornnipanisaidee (@pornnipanisaidee) (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 21 เมษายน 2559 / 13:25
    55555555555555 หายไป 5 วัน พอดีป่ะ
    #168
    1