ดวงใจขุนศึก [สนพ. ปองรัก]

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 204,965 Views

  • 589 Comments

  • 1,946 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

  • Month Views
    83

    Overall
    204,965

ตอนที่ 28 : ตอนที่ 10 [75%]

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 3504
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 41 ครั้ง
    12 ก.ค. 61

 

ทั้งที่คิดว่าจะไม่ได้เจอกันอีก แต่รมิตากลับพบแลนด์โรเวอร์สีดำคันคุ้นตาจอดอยู่หน้าร้านราวกับต้องการประกาศถึงการมาของผู้เป็นเจ้าของ ร่างสูงในชุดสีเข้มนั่งเอื่อยรอหญิงสาวอยู่ที่หน้าเคาน์เตอร์บนเก้าอี้ตัวประจำ ขุนศึกสั่งเครื่องดื่มรสโปรด ทำทุกอย่างให้ดูราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น เฝ้ารอคนที่พนักงานบอกว่ายังไม่เข้ามาตั้งแต่เช้า ข้อมือหนายกนาฬิกายี่ห้อหรูขึ้นดูเป็นครั้งที่สามตั้งแต่ก้าวเข้ามาในร้าน กลิ่นหอมอ่อนๆ ของขนมที่เพิ่งอบเสร็จจากเตาไม่ได้ทำให้ระดับความว้าวุ่นใจของชายหนุ่มลดลงแม้แต่นิด ตรงกันข้ามกลับมากยิ่งขึ้นจนออกอาการงุ่นง่านให้ใครๆ ได้เห็น

“คุณเคทมาแล้วค่ะ” พิมพรรับหน้าเข้ามารายงานชายหนุ่มที่นั่งหงุดหงิดอยู่หน้าเคาน์เตอร์จนลูกค้าหลายรายหวาดเกรงไปตามๆ กัน

เมื่อได้รับข่าวดี ขุนศึกก็รีบผินหน้าไปยังทิศทางที่นิ้วเรียวของพนักงานสาวชี้บอก ใบหน้าคมคลี่กระจ่างเมื่อการรอคอยของเขาสิ้นสุด แต่ไม่กี่วินาทีถัดมาทุกอย่างที่คิดไว้ก็พังทลายลง เมื่อภาพนั้นคือรมิตาและนายแพทย์เอกวีร์กำลังเดินเคียงคู่เข้ามาตามทางเดินตัวหนอน ไม่ใช่แค่เดินเคียงหากแต่เป็นการประคับประคองที่บ่งบอกถึงความสนิทสนมระหว่างกัน คนรอหลุบตาต่ำ ไม่กล้าพอที่จะมองภาพนั้นต่ออีกแม้แต่วินาทีเดียว และเมื่อประตูกระจกถูกผลักออกพร้อมโมบายอันเล็กส่งเสียงแผ่วเบา คนนั่งรอมาเกือบสามชั่วโมงก็ผุดลุกขึ้นยืนคว้าถ้วยกาแฟและจานขนมของตนเดินออกไปจากบริเวณดังกล่าว ทิ้งให้ผู้ที่มาถึงได้แต่มองตามไหล่กว้างแข็งแรงที่ค่อยๆ ห่างออกไปเรื่อยๆ ด้วยหัวใจที่เจ็บช้ำ ท่าทางที่บอกได้ดีว่าเขาแค่มาดื่มกาแฟในฐานะลูกค้าของร้านเท่านั้น

คนกลางก้มลงมองร่างเล็กข้างกาย รมิตามองตามแผ่นหลังกว้างจนกระทั่งขุนศึกเลือกโต๊ะมุมในสุดที่ประจำของตน แต่ที่ต่างคือเขานั่งหันหลังให้กับคนทั้งสอง ทำให้ไม่มีโอกาสได้เห็นสายตาอีกคู่ที่มองเขาด้วยความรู้สึกเสียใจระคนผิดหวัง เพราะแอบตั้งความหวังว่าเขาจะมาหา แต่เธอคงหวังมากเกินไป รมิตาเอ่ยขอบคุณหมอหนุ่มเสียงแผ่ว ก่อนจะเดินอ้อมเข้าไปประจำที่หน้าเคาน์เตอร์บาร์ พยายามทำทุกอย่างให้เป็นปกติมากที่สุด แม้ว่ามันจะไม่ค่อยได้ผลนักก็ตาม สายตามักเฝ้าวนเวียนไปหาคนที่นั่งดื่มกาแฟอยู่โต๊ะมุมในสุด แต่เขากลับไม่แม้แต่จะหันมามอง เขาคงเบื่อเธอแล้วจริงๆ

“ผมกลับไปทำงานต่อก่อนนะครับ ถ้ายังไงตอนเย็นผมจะมารับกลับบ้าน” เอกวีร์เอ่ยลาเสียงนุ่ม รมิตาเงยหน้าขึ้นมายิ้มรับพร้อมค้อมศีรษะส่งให้

คล้อยหลังนายแพทย์หนุ่ม ขุนศึกเงยหน้าขึ้นมามองความเป็นไปของร้านผ่านเงาบนกระจกใสตรงหน้าอีกหน ลูกค้าในร้านค่อนข้างบางตาเพราะอยู่ในเวลาทำงาน ทั้งพนักงานบางส่วนก็อยู่ในเวลาพักกลางวัน ทำให้ภายในร้านมีเพียงรมิตาและพิมพรคอยดูแลความเรียบร้อยเพียงสองคนเท่านั้น

ภาพของหญิงสาวที่เฝ้ามองมาทางนี้บ่อยครั้ง ไม่ใช่เขาไม่เห็น ขุนศึกรู้ตัวดีว่าเธอเฝ้ามอง แต่เขาคงไม่มีหน้าหันกลับไปมองเธอตอบ แม้จะบอกตัวเองว่าจะทำให้เธอกลับมารักตนอีกครั้ง แต่เขาไม่มั่นใจนักว่าจะสามารถทำเช่นนั้นได้ รมิตามีใครอีกคนอยู่เคียงข้าง ซึ่งนั่นหมายความว่าไม่มีที่ให้เขาแทรกกลางได้อีก

หลังจากพิมพรนำกาแฟถ้วยใหม่มาเสิร์ฟ ขุนศึกก็นั่งมองมันอย่างใจเย็น เขามองเห็นภาพเบื้องหลังผ่านกระจกใสบานโตว่ารมิตากำลังมองมา ลูกค้าภายในร้านเหลือเพียงไม่กี่โต๊ะเท่านั้น ทำให้เขามีโอกาสได้มองเธอกลับ แม้จะเป็นการผ่านกระจกตรงหน้าก็ตาม ความเงียบความอึดอัดทำให้ร่างสูงตัดสินใจที่จะทำอะไรบางอย่าง ขุนศึกผุดลุกจากเก้าอี้รวดเร็วจนเกิดเสียงดังไปทั่วทั้งบริเวณ สร้างความตกตะลึงให้กับผู้คนในร้าน ไม่เว้นแม้แต่รมิตาที่นั่งประจำอยู่หน้าเคาน์เตอร์

หญิงสาวนั่งนิ่งเมื่อเห็นว่าเขาหันกลับมามองเธอตาเขม็ง ดวงตาสีเข้มคู่คมในระยะไกลทำให้รมิตาไม่สามารถอ่านได้ว่าเขากำลังคิดอะไรอยู่ บางทีเขาอาจจะโกรธเพราะรู้ตัวว่าถูกแอบมอง โดยเฉพาะรู้ว่าเธอคือคนนั้น หญิงสาวคิดขมขื่น ใบหน้าหวานม่อยเศร้ายามก้มลงมองแขนที่โอบกอดหน้าท้องของตนเอง

เขาอาจไม่ชอบใจที่เธอทำแบบนั้น

ท่าทางของรมิตาอยู่ในสายตาของคนมองทุกอิริยาบถ แม้จะเสียใจที่อยู่ๆ เธอก็ก้มหน้าหลบตาราวกับไม่ต้องการที่จะเห็นกัน แต่ขุนศึกก็พยายามปลอบใจตนเองว่านั่นเป็นเพราะเธอยังโกรธเขาอยู่ เมื่อคิดได้เช่นนั้นก็หันไปหยิบกระดาษจดรายการเครื่องดื่มและของหวานที่วางอยู่บนโต๊ะขึ้นมาถือ ก่อนจะก้าวเข้าไปหาหวังใช้เป็นใบเบิกทางเริ่มต้นบทสนทนา แต่แล้วร่างสูงก็ต้องยืนเก้อเมื่อทันทีที่ตบเท้ามายืนหน้าเคาน์เตอร์ คนที่นั่งประจำก็ลุกขึ้นเดินหนีเข้าไปหลังร้าน ทิ้งให้คนตั้งใจมาหา ทนเฝ้ารออยู่สามชั่วโมงเต็ม นั่งดื่มกาแฟหมดไปแล้วหมดอีกจนเกินจะนับ แต่สุดท้ายเธอก็ผละหนี

“คุณขุนมีอะไรหรือเปล่าคะ”

พิมพรที่อยู่ไม่ไกลนักรับหน้าเข้ามาถาม เพราะยังไม่รู้เรื่องราวที่เกิดขึ้น ทำให้ในสายตาของเด็กสาวคุณขุนยังคงเป็นคนรักของเจ้านายอยู่เช่นเดิม แต่ที่เห็นหลบหน้าหลบตากันคงเป็นเพราะทะเลาะกันเหมือนทุกครั้ง

ขุนศึกยื่นกระดาษจดรายการเครื่องดื่มและของหวานมาให้ ปกติแล้วเขาไม่เคยที่จะต้องทำเช่นนี้เลยสักครั้ง เพราะฐานะคนรักเจ้าของร้าน ทั้งขนมและเครื่องดื่มสำหรับเขาเป็นของว่างที่แวะมารับประทานโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ แต่ฐานะที่ห่างเหินทำให้มือหนาล้วงหยิบกระเป๋าสตางค์ออกมาถือ และเอ่ยเรียบๆ

“เช็กบิลด้วยครับ”

“แต่ว่า...” เด็กสาวเตรียมคะคาน แต่ขุนศึกก็โบกมือให้ทำตามที่เขาบอก พร้อมสั่งเครื่องดื่มและขนมอีกสองชิ้นใส่กล่องเพิ่ม

เห็นเธอเดินหนีต่อหน้าต่อตาไปแบบนั้น เขาคงไม่มีโอกาสได้เข้าใกล้เธออีกแล้วกระมัง หรือบางทีการที่เธอคอยมองเมื่อครู่คงเป็นเพราะไม่ต้องการให้เขาอยู่ในร้านนี้อีกแล้วก็เป็นได้ คิดพร้อมยิ้มเศร้ายามเมื่อรับเงินทอนและถุงขนมจากพนักงาน ก่อนจะเดินออกไปจากร้าน โดยที่ไม่รู้ตัวสักนิดว่ามีใครบางคนแง้มประตูออกมาดูแผ่นหลังกว้างที่หายไปจากร้านด้วยสายตาอาวรณ์เพียงใด

แลนด์โรเวอร์สีดำเคลื่อนออกไปจากหน้าร้านทันทีที่ผู้เป็นเจ้าของขึ้นไปนั่ง เวลาเกือบสี่ชั่วโมงที่มันจอดนิ่งอยู่ตรงนั้นคงไม่มีความหมายอะไร นอกจากสร้างความรำคาญและบดบังทัศนียภาพของร้านจากผู้คนภายนอก รมิตาคงคิดเช่นนั้นถึงได้หลบหน้าไม่อยากเสวนาเมื่อเขาเดินเข้าไปหา เจ็บแปลบในอกเมื่อถูกปฏิเสธ แต่คงโทษใครไม่ได้นอกจากตัวเอง

‘...ชีวิตคนเราน่ะ บางครั้งมันก็ต้องเสี่ยงถึงจะได้สิ่งที่มีค่ามาครอบครอง ต่อให้ต้องเสี่ยงสักกี่ครั้งมันก็คุ้มค่าไม่ใช่หรือ เมื่อท้ายที่สุดแล้วเราจะได้สิ่งนั้นมาอยู่ในมือ’

พี่ชายคนรองบอกเอาไว้ก่อนที่เขาจะเดินออกมาจากห้องพร้อมใบลาไม่มีกำหนด ขอเพียงอย่างเดียวคือตามหัวใจดวงนั้นกลับคืนมา แต่เวลานี้แค่เข้าใกล้เธอเขาก็ยังไม่มีโอกาส อย่าพูดถึงการพูดคุยปรับความเข้าใจเลย คิดแล้วขุนศึกก็เอนหลังพิงพนักเบาะรถเต็มแรง เขาเคลื่อนรถออกมาจอดเยื้องร้านของรมิตาไม่ไกลนัก แต่ก็สามารถมองเห็นความเป็นไปภายในร้านชัดเจนด้วยกล้องส่องทางไกลที่มักมีติดรถไว้เสมอ ดูเอาเถอะเข้าใกล้สาวเจ้าไม่ได้จนต้องทำตัวเป็นคนโรคจิตไปแล้วหรืออย่างไร ขุนศึกว่าตัวเองในใจก่อนจะยกกล้องส่องทางไกลขึ้นมาส่องหาหญิงสาว ขนมและกาแฟเย็นถูกหยิบขึ้นประทังชีวิต เพราะตั้งใจแต่แรกว่าจะมาหาเพื่อชวนเธอไปรับประทานข้าวข้างนอก หวังใช้เป็นใบเบิกทางในการปรับความเข้าใจ แต่สุดท้ายเขาก็กลายเป็นคนที่เธอไม่ต้องการ ต่อไปคงไม่มีโอกาสได้เข้าไปนั่งในร้านอีก

ขณะที่คนตัวใหญ่พยายามมองหาคนหลบหน้าหลังเลนส์กล้องส่องทางไกล รมิตาที่ขังตัวเองอยู่ด้านหลังของร้านก็เอาแต่กอดตัวเองแน่น ยามเขาเดินเข้ามาหาเธอหวาดกลัวว่าเขาจะเห็นเธอร้องไห้และต่อว่าจึงแสร้งเดินหนี แต่พอเห็นเขาเดินออกไปจากร้าน เธอกลับปล่อยน้ำตาให้ร่วงเผาะ ก่อนจะพาตัวเองเข้าไปนั่งสะอื้นไห้ที่โซฟาภายในห้องพัก ที่ที่เขาเคยนั่งรอเธอกลับบ้านพร้อมกัน ยามเมื่อคนตัวใหญ่ไม่พอใจอะไรก็จะมานั่งตีหน้ายักษ์ที่ตรงนี้ เดือดร้อนให้เธอง้องอน ภาพคืนวันเก่าๆ ย้อนกลับมาให้เห็นเป็นฉากๆ ความคิดถึงจู่โจมหัวใจให้วูบไหวโหยหาอ้อมกอดจนต้องกอดตัวเองไว้แน่น

“คุณเคทคะ”

เสียงเรียกของพิมพรดังขึ้นหลังจากที่เคาะประตูขออนุญาตไปก่อนหน้า รมิตารีบเช็ดหน้าเช็ดตาให้อยู่ในสภาพเรียบร้อย แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังคงมีร่องรอยแดงช้ำ ดวงตาคู่สวยและจมูกแดงระเรื่อให้เห็น จนคนที่เพิ่งเปิดประตูเข้ามาจับสังเกตได้รางๆ

“ว่ายังไงจ๊ะ” รมิตาเอ่ยถาม เข็มนาฬิกาบนผนังบอกว่าเวลาเกือบบ่ายสองโมง แสดงว่าพนักงานคนอื่นๆ กลับมาแล้ว พิมพรคงเข้ามาเรียกให้เธอออกไปดูแลร้านตามปกติ คิดพร้อมจัดแจงเครื่องแต่งกายของตนเองให้เข้าที่ แต่ยังไม่ทันจะขยับลุก เด็กสาวก็ก้าวเข้ามายกมือห้ามไว้เสียก่อน ท่าทางของอีกฝ่ายทำให้รมิตาจ้องมาด้วยความสงสัย

“มีอะไรหรือเปล่า”

เด็กสาววัยยี่สิบยกมือไหว้เจ้านาย เป็นเหตุให้รมิตาตั้งรับไม่ทัน

“คุณเคทคะ พรขอโทษค่ะ พรรู้นะคะว่าพรไม่ควรก้าวก่ายเรื่องของเจ้านาย” พิมพรยืนก้มหน้านิ่งยามเมื่อเริ่มประโยคนั้น “แต่วันนี้คุณขุนมารอคุณเคทตั้งแต่เช้าแล้วนะคะ”

พิมพรไม่รู้หรอกว่าทั้งเจ้านายและคนรักมีปัญหาอะไรกันหรือไม่ แต่เธอสังเกตเห็นความห่างเหินระหว่างคนทั้งสอง ซึ่งเธอไม่ชอบเอาเสียเลยที่เห็นคนสองคนรักกันมากขนาดนั้นจะต้องเลิกรากัน แม้จะมีให้เห็นบ่อยๆ ว่าทะเลาะกัน แต่ขุนศึกและรมิตาไม่เคยมีท่าทีเฉยชา หลบหน้ากันมากขนาดนี้ โดยเฉพาะเมื่อเธอได้ยินเสียงร้องไห้ของนายสาวและท่าทางเหงาหงอยของชายหนุ่มที่เพิ่งออกจากร้านไป เธออยากให้ทั้งคู่กลับมารักกันเหมือนเดิม เพราะอย่างน้อยบรรยากาศภายในร้านก็สดใสและอบอวลไปด้วยความรัก ไม่ใช่ความเศร้าชวนอึดอัดอย่างที่เป็นอยู่

คำบอกเล่าของลูกจ้างสาวทำให้คนฟังนิ่งงัน ดูคล้ายระบบประมวลผลของสมองจะทำงานช้าลงกว่าปกติ เพราะไม่ว่าอย่างไรรมิตาก็ยังตีความหมายของถ้อยคำนั้นไม่ออก เมื่อครู่พิมพรบอกกับเธอว่า ขุนศึกมารอเธอตั้งแต่เช้าอย่างนั้นใช่ไหม ความคิดถูกแยกออกเป็นสองฝั่ง เมื่อฝั่งหนึ่งสนับสนุน ขณะที่อีกฝั่งไม่แน่ใจนักกับสิ่งที่ได้ยิน ดวงตาแดงช้ำของผู้เป็นนายช้อนมองคนพูดคล้ายไม่แน่ใจ ทำให้พิมพรต้องรีบยืนยัน

“ขอบใจนะพร พรออกไปทำงานเถอะ”

รมิตาไม่มีคำใดเอ่ยไปมากกว่านั้น คำบอกเล่าและยืนยันหนักแน่นของเด็กสาวทำไมคนที่ทำงานมาด้วยกันหลายปีจะมองไม่ออก พิมพรไม่ได้โกหก

‘วันนี้คุณขุนมารอคุณเคทตั้งแต่เช้าแล้วนะคะ’

เมื่อได้อยู่เพียงลำพังอีกหนคำพูดของเด็กสาวก็วนเวียนกับมาอีกครา รมิตาได้แต่นั่งนิ่งทบทวนประโยคนั้นซ้ำไปซ้ำมาราวกับต้องการจารให้ลึกสุดหัวใจ

“พี่ขุนมารอเคทเหรอคะ” เสียงหวานพึมพำทวนประโยคเบาๆ มือนุ่มยกขึ้นลูบหน้าท้องยามเอ่ยต่อ “น้าพรบอกว่าคุณพ่อมารอแม่นะคะตัวเล็ก”

ความรู้สึกอิ่มเอิบผลิบานในหัวใจดวงน้อย... ‘มารอ’ หมายความถึงเยื่อใยใช่หรือเปล่า ใบหน้าสวยค่อยๆ คลี่ยิ้ม แววตาที่หม่นเศร้าทอประกายด้วยความหวังเต็มเปี่ยม

พี่ขุนมารอเคท...








ดวงใจขุนศึก ราคาเล่มละ 276.25 บาท (ราคาหน้าปก 325 บาท )

จัดส่งฟรีพร้อมของที่ระลึก

สั่งซื้อรูปเล่มที่ Fan page : สำนักพิมพ์ปองรัก

                     Fan page : สิรินรชา นาถธีรธาดา

หรือสนใจรูปแบบอีบุ๊ค สามารถกดซื้อได้ที่ 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 41 ครั้ง

1 ความคิดเห็น

  1. #538 nongmhing (@nongmhing) (จากตอนที่ 28)
    วันที่ 12 กรกฎาคม 2561 / 17:40

    เฮ้อ พระเอ ก....ชั้น จะง้อเมียได้มั้ย เนี่ย.....

    #538
    0
  2. #159 pornnipanisaidee (@pornnipanisaidee) (จากตอนที่ 28)
    วันที่ 20 เมษายน 2559 / 19:36
    จะมีอะไรร้ายแรงไหมเนี้ยะ
    #159
    1