ดวงใจขุนศึก [สนพ. ปองรัก]

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 204,937 Views

  • 589 Comments

  • 1,948 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

  • Month Views
    55

    Overall
    204,937

ตอนที่ 25 : ตอนที่ 9 [100%]

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 3569
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 49 ครั้ง
    9 ก.ค. 61

 

แสงตะวันลาลับ เหลือทิ้งไว้เพียงนภาสีหม่นที่ค่อยๆ แปรเปลี่ยนเป็นความมืดมิด กี่ชั่วโมงกันแล้วที่รมิตายังคงนั่งอยู่ตรงนี้ เธอกลับมาที่บ้านเพราะคิดถึงจุดหมายอื่นใดไม่ออก แต่แล้วกลับรู้ตัวว่าคิดผิด บ้านหลังนี้มีความทรงจำเกี่ยวกับเขามากเกินไป และนั่นยิ่งทำให้เธอเอาแต่กอดตัวเองไว้แน่น น้ำตาหยดแล้วหยดเล่าไหลรินไม่ขาดสายราวกับว่ามันสามารถผลิตออกมาได้ตลอดเวลา รอบกายยังคงมีภาพของเขาวนเวียนเต็มไปหมด ภาพที่เขาหนุนตักเธอขณะดูหนังด้วยกันยังติดตาไม่จางหาย ดูเถอะ แม้แต่ในเวลานี้เธอก็ยังคงคิดถึงเขา คิดถึงคนใจร้ายคนนั้น คนที่ไม่ให้โอกาสเธอได้ตั้งตัว เขามาเพื่อบอกลาและจากไป

‘เราเลิกกันเถอะ’

เดือนกว่าที่ไม่ได้เจอกัน เขาทักทายเธอประโยคแรกด้วยคำลา และเหตุผลที่เธอยังไม่เข้าใจจนตอนนี้ว่ามันหมายความว่าอย่างไร

‘พี่เบื่อ’

เธอทำผิดอะไรกันหนอเขาถึงได้เอ่ยคำนั้นออกมา เธอทำเรื่องไหนผิดพลาดกัน ทำไมเขาถึงต้องทิ้งเธอ ทำไมเขาถึงได้เอ่ยคำนั้นกับเธอ เธอทำผิดอะไร รมิตาอยากตะโกนถามแต่ทุกอย่างกลับจุกอยู่ที่อก เธอพูดไม่ออก คิดไม่ออกด้วยซ้ำว่าจะทำอย่างไรต่อไป โดยเฉพาะเรื่องสำคัญที่เธอตั้งใจจะบอกเขา เธอวาดฝันไว้เสียมากมายว่าเขาจะยินดี ยินดีกับสิ่งที่ถือกำเนิดในตัวเธอนี้

มือนุ่มยกขึ้นสัมผัสที่หน้าท้องกว่าสิบสัปดาห์ของตนเองเบาๆ วันเวลาที่เธอคาดคะเนจากวันสุดท้ายของรอบเดือนและช่วงเวลาที่มีอะไรกัน เกือบสามเดือนแล้วที่เขาอยู่ตรงนี้ รมิตายิ้มเศร้า อาการที่เกิดขึ้นในระยะหลังคงเป็นการแผลงฤทธิ์ของคนในท้อง คิดดูแล้วเธอก็ช่างใจง่ายเหลือเกิน ง่ายไปเสียหมดทุกอย่าง ทั้งตกหลุมรักเขาง่ายๆ ตอบตกลงคบกับเขาง่ายๆ ยอมเป็นของเขาง่ายๆ เพราะหวังว่ารักครั้งนี้จะยืนยาว และวันนี้...เลิกรากับเขาง่ายๆ เพียงเพราะเขาเอ่ยปาก

รมิตาผู้น่าสงสาร เธอช่างโง่เหลือเกิน ก่นด่าตัวเองซ้ำๆ แล้วจากนี้ชีวิตเธอจะเป็นอย่างไรต่อไป

‘ท้องไม่มีพ่อ’ ลูกอกตัญญูเช่นเธอ พ่อแม่ส่งให้มาเรียนถึงเมืองกรุงกลับคบหากับผู้ชายตั้งแต่ยังเรียนไม่จบ ทำตัวมักง่ายอยู่กินโดยไม่แต่งงาน แล้ววันนี้วันที่เธอมีสายเลือดครึ่งหนึ่งของเขาในท้อง ลูกของเธอต้องกลายเป็นเด็กกำพร้าที่พ่อของเขายังไม่รู้ว่าลูกมีตัวตนด้วยซ้ำ

“ลูกจ๋า แม่จะทำยังไงต่อไปดี”

เสียงหวานสั่นไหวยามเอ่ยถามคนที่อยู่ในท้อง คนที่ต่อไปนี้จะมีเพียงเธอและเขา ร่างบอบบางล้มตัวลงนอนราบตามความยาวของโซฟา เฝ้าคิดทบทวนของเรื่องราวที่ผ่านมาด้วยหัวใจที่แหลกสลาย หลายครั้งหลายหนที่ขุนศึกบ่ายเบี่ยงยามเมื่อเธอไถ่ถามถึงอนาคต บ่อยครั้งที่เขาทำให้เธอเสียใจเพราะความไม่ชัดเจน และก็เป็นเธอเองที่ต้องง้องอนทั้งที่รู้ว่าไม่ใช่ความผิดของตน

‘…เราก็มีความสุขกันดีไม่ใช่เหรอที่เป็นแบบนี้’

ในเมื่อเธอทำเหมือนที่เคยทำ อยู่ในส่วนของตัวเองอย่างที่เขาต้องการ แล้วอะไรที่ทำให้เขาต้องเอ่ยคำลา...เพราะอะไรกัน

“เรามีความสุขกันดีไม่ใช่เหรอคะ”

เสียงสะอื้นไห้เอ่ยถามสายลมที่พัดผ่าน ในเมื่อไม่มีอะไรเปลี่ยนแล้วอะไรกันที่ทำให้ความรักของเรามันจบลง ความรักที่เธอเฝ้าทะนุถนอมประคับประคองมันมาด้วยกัน หรือเรื่องราวทั้งหมดเธอคิดไปเอง...เขาไม่เคยรัก ไม่เคยแม้จะเอ่ยคำนั้นด้วยซ้ำ

ปล่อยให้น้ำตารินไหลออกมาอย่างช้าๆ เฝ้าทบทวนเรื่องราวที่ผ่านมาด้วยหัวใจที่เจ็บหนึบ เส้นทางข้างหน้ามืดมนเสียจนเธอหาทางออกไม่เจอ เธอจะบอกผู้คนรอบข้างได้อย่างไรเมื่อถูกถามว่าท้องกับใคร เธอจะทนรับสภาพเช่นนั้นได้มากแค่ไหน หากไม่รักทำไมเขาถึงให้ความหวังด้วยคำสัญญา คำที่บอกให้รอ แล้ววันนี้ทุกอย่างกลับจบลงเพียงเพราะเขาเอ่ยคำว่า ‘เบื่อ’ ...เคยมีใครบอกไว้ คำว่ารักของคนรอคงไม่มีค่าพอสำหรับคนที่ต้องการจะไป ต่อให้รั้งด้วยคำว่ารักมากมายแค่ไหนสุดท้ายคนที่เจ็บก็มีเพียงเธอคนเดียว

รมิตาปล่อยความอ่อนแอให้ออกไปพร้อมหยาดน้ำตาจนสาแก่ใจ ก่อนจะลุกขึ้นมายืนอีกครั้งเมื่อรู้ตัวดีว่าการที่เธอปล่อยให้เวลาผ่านไปอย่างเชื่องช้านั้นมันไม่มีประโยชน์ อย่างน้อยเมื่อถึงเวลาอาหารเย็นเธอก็ต้องรับประทาน แม้จะไม่หิวแต่ลูกในท้อง ชีวิตน้อยๆ ที่กำลังถือกำเนิดขึ้นในนี้เขายังต้องการอาหาร ร่างสมส่วนจึงประกอบอาหารง่ายๆ ให้ตนเอง ก่อนจะนั่งกินในครัวเล็กๆ นั้น ความเงียบเหงา อ้างว้าง เดียวดายทั้งที่เคยมีใครร่วมโต๊ะอยู่แทบทุกวันทำให้อดไม่ได้ที่จะนึกถึง ภาพของเขายามเดินอยู่ในครัวเล็กๆ แห่งนี้ ทำอาหารให้เธอ นั่งชิมขนมสูตรใหม่ๆ โดยไม่มีบ่น อยู่เคียงข้างกันเสมอจนเธอคิดว่าคงเป็นรักนิรันดร์ แต่วันนี้เขากลับจากไป

เวลาชั่วข้ามคืนไม่อาจเปลี่ยนให้คนอ่อนแอกลายเป็นคนเข้มแข็งได้ แต่เพื่อใครอีกคนในนี้ มือนุ่มลูบไล้แผ่วเบา เธอหวังว่าสักวันตนเองจะเข้มแข็งขึ้นมากกว่าที่เป็นอยู่

“แม่สัญญานะคะ แม่จะดูแลหนู ทดแทนในสิ่งที่หนูไม่มีเหมือนคนอื่น”

เสียงหวานเจือสะอื้นเว้นจังหวะเมื่อเอ่ยประโยคต่อมา ประโยคที่ฝากไปถึงใครบางคน

“พี่ขุนคะ พี่ขุนรู้ไหมว่าเรากำลังจะมีลูกด้วยกัน”

 

“เคท!”

ร่างสูงสะดุ้งเฮือกเหงื่อกาฬไหลท่วมตัวราวกับผ่านการวิ่งมานับพันไมล์ เพดานสีขาวสะอาดทำให้ขุนศึกรู้ตัวว่าเขาแค่ฝันไป อกหนาผ่อนลมหายใจออกยาวก่อนจะล้มตัวลงนอนราบตามเดิม จบกระบวนการซักฟอกของพี่น้องร่วมสายโลหิตเขาก็ได้รับคำสั่งเร่งด่วนให้คิดใหม่ทำใหม่เพื่อหัวใจของตัวเอง อาการปวดตุบในหัวบรรเทาลงไปมาก แต่กระนั้นก็ยังรู้สึกวิงเวียน เวลานี้ก็เพิ่งจะเที่ยงคืนเท่านั้นเอง ดวงตาคมมองเลยไปที่นาฬิกาหัวเตียงก่อนวกกลับมามองที่เพดานสีขาวอีกหน เฝ้าบอกตัวเองให้พยายามข่มตาหลับ แต่ภาพในความฝันยังคงตามหลอกหลอนจนต้องเบิกตาโพลงไว้อย่างนั้น ใบหน้าหวานเศร้าของรมิตาอยู่ห่างแค่เอื้อม แต่เมื่อเขายื่นมือเข้าไปหาเธอกลับถอยห่าง ดวงตาที่มองมาทั้งเจ็บปวดและโกรธเคืองยามที่เขาเอื้อมมือเข้าไปหา เลือดสีแดงสดค่อยๆ ห่อหุ้มร่างบาง กลิ่นคาวคละคลุ้งทำให้เขาต้องร้องเรียก แต่เธอกลับยิ่งถอยห่าง...ห่างออกไป

“เคท” เสียงทุ้มแห้งผากยามเอ่ยชื่อนั้น “เคทจะยอมให้โอกาสผู้ชายโง่ๆ คนนี้อีกสักครั้งได้ไหม”

 

เมอร์เซเดส-เบนซ์สปอร์ตสีดำเลียบจอดหน้าบ้านหลังเล็กในเวลาเจ็ดนาฬิกาตรง หลังจากที่ก่อนหน้าได้แวะไปดูที่ร้านเบเกอรี่พร้อมสอบถามได้ความว่าเจ้าของร้านสาวยังไม่เข้าไป ใบหน้าคมคายถูกคาดทับด้วยกรอบแว่นสีชาหันมามองคนนั่งข้างด้วยสายตาขุ่นเคือง

“ลงไปได้แล้ว และห้ามทำอะไรโง่ๆ อีก เข้าใจไหม” ภาสกรสั่งเสียงเข้มแกมดุ ขณะที่ลูกคู่อย่างแก้วกานต์และนักรบที่นั่งอยู่ตอนหลังรีบชะโงกหน้าเข้ามาสำทับ

“ถ้าทำไม่ได้ ไม่ต้องกลับบ้านนะคะ” น้องสาวสองนาทีบอกพร้อมส่งสายตาเอาเรื่องมาให้อย่างเปิดเผย

“แล้วก็ไม่ต้องโผล่ไปที่คอนโดด้วยนะครับ”

“รู้แล้วน่า” คนถูกสั่งตีหน้ายุ่ง

ร่างสูงในชุดเมื่อวานก้าวลงจากรถเพื่อตัดบท หากอยู่ต่ออีกนิดเขาคงหูชาเพราะถูกพี่น้องเฉ่งอีกรอบ โชคดีแค่ไหนแล้วที่สี่ทิศพาต้องตากลับไปก่อนตั้งแต่เมื่อคืน ขุนศึกคิดพลางยกมือขึ้นลูบหน้าเสยผมของตัวเองให้เข้าที่อีกนิด รวบรวมกำลังใจอีกหน่อย เมื่อคล้อยหลังเมอร์เซเดส-เบนซ์คันหรูของผู้เป็นพี่ก็ตัดสินใจยื่นมือเข้าไปกดออดหน้าบ้านอย่างขลาดๆ ใจสั่นไหวยามเฝ้ารอที่จะพบหน้าเจ้าของบ้าน รมิตาจะยังต้อนรับเขาอยู่อีกไหมในเมื่อเขาทำร้ายจิตใจเธอมากถึงเพียงนั้น ขุนศึกได้แต่ครุ่นคิดขณะยืนรออยู่นอกประตูรั้ว

ใบหน้าคมมีร่องรอยของคนไม่ได้นอนมาเกือบทั้งคืน หลังจากสะดุ้งตื่นเพราะความฝันประหลาด เขาก็เอาแต่กระสับกระส่ายนอนไม่หลับ และท้ายที่สุดก็ลืมตาโพลง คิดถึงใบหน้าของหญิงสาวที่อยู่ในความคิดคำนึง เรียบเรียงถ้อยคำมากมายเพื่อบอกกับเธอว่าเขาเสียใจแค่ไหนที่เอ่ยคำนั้นออกมา

เสียงออดหน้าบ้านทำให้คนที่กำลังแต่งตัวเพื่อออกไปทำงานชะงักมือที่กำลังใส่ต่างหูให้กับตนเอง เมื่อครึ่งชั่วโมงที่แล้วเอกวีร์โทรศัพท์มาหาเพื่อบอกว่าเขาจะเข้ามารับเธอออกไปที่ร้านพร้อมกัน แม้ไม่ได้รู้สึกกับหมอหนุ่มเกินกว่าคำว่าเพื่อน แต่เวลานี้เธอไม่ไว้ใจให้ตนเองอยู่เพียงลำพังเช่นเดียวกัน หากพอจะมีวิธีเบี่ยงเบนความสนใจของเธอออกจากความเศร้าหมอง รมิตาก็พร้อมที่จะทำ เพราะเมื่อใดก็ตามที่เธอหยุดความคิด ภาพของผู้ชายใจร้ายคนนั้นก็จะกลับเข้ามาทำให้หัวใจที่เจ็บช้ำราวระบมซ้ำแล้วซ้ำเล่า ร่างสมส่วนในชุดกระโปรงสีหวานเปิดประตูออกมาเพื่อมองดูว่าเอกวีร์ได้มาถึงตามที่บอกไว้หรือยัง เงาตะคุ่มที่ยืนอยู่นอกรั้วทำให้รมิตาตัดสินใจที่จะเดินลงมาดูใกล้ๆ แล้วก็ต้องชะงักนิ่งเมื่อได้สบดวงตาคู่คมที่กำลังมองมายังจุดที่เธอยืนอยู่

หญิงสาวรีบหมุนตัวกลับทันทีเพราะหวังที่จะหนี แต่ขุนศึกไม่ยอมให้เธอทำเช่นนั้น เขาเอ่ยเรียกเสียงดังเมื่อได้รับการต้อนรับต่างจากที่คิดไว้

“เดี๋ยวก่อนเคท!”

ร่างบางหยุดชะงัก รมิตาหายใจเข้าปอดลึกก่อนจะค่อยๆ หมุนกายกลับมามองคนที่ยืนเกาะรั้วด้วยสายตาที่ขุนศึกไม่กล้าอ่าน ความว่างเปล่าในดวงตาคู่ที่เคยมีความรักเอ่อล้นปรี่เขาไม่กล้าแม้แต่จะมองสบด้วยซ้ำ

“คุณมาที่นี่อีกทำไม”

สรรพนามที่ใช้ห่างเหิน เสียงที่เอ่ยถามทั้งเฉยชาและเย็นเยียบจนคนฟังใจหายวาบ เขากลายเป็นคนอื่นไปแล้วหรืออย่างไร ร่างสูงคิดก่อนจะพยายามส่งยิ้มให้

“พี่มีเรื่องอยากจะคุยด้วย” เขาตอบเสียงแผ่ว ขณะที่เจ้าของบ้านกอดอกเชิดหน้า เผยให้เห็นน้ำสีใสขังคลอที่ขอบหน่วย ใกล้เพียงแค่รั้วกั้นแต่เขากลับรู้สึกห่างไกลราวกับอยู่คนละมุมโลก

“แต่ฉันไม่มี”

อีกหนที่สรรพนามแทนตัวเปลี่ยนไป แต่คนฟังไม่สามารถโทษใครได้นอกจากตัวเอง ขุนศึกพยายามยิ้มรับความห่างเหินนั้น แม้ว่าใจจะเจ็บแปลบมากเท่าใดก็ตาม

“พี่ขอเข้าไปคุยด้วยหน่อยได้ไหม”

“อย่าเลยค่ะ เพราะฉันไม่มีอะไรจะคุยกับคุณ”

รมิตาตอบเสียงเรียบ ก่อนจะหมุนตัวกลับเข้าไปในบ้านก่อนที่น้ำตาที่กักเก็บไว้จะล้นปรี่ไหลรินออกมาประจานความอ่อนแอ ทิ้งให้คนยืนเกาะรั้วได้แต่มองตามหลังด้วยความปวดร้าวที่มีมากไม่แพ้กัน มือทั้งสองข้างในวันนี้รั้งเธอไม่ได้อีกต่อไปแล้ว เขาโง่เองที่คิดจะปล่อยเธอไป ความผิดทั้งหมดเป็นเพราะเขาเอง

เสียงเครื่องยนต์แล่นเอื่อยเข้ามาจอดเทียบใกล้ จนรู้สึกถึงไออุ่นของตัวถัง ขุนศึก อธิรักษ์โยธิน รีบหันกลับมอง ก่อนจะพบบีเอ็มดับเบิลยูสีบรอนซ์เงินที่ทำเอาใบหน้าคมเคร่งขรึมขึ้นมาแทบจะทันที

“อ้าว คุณขุน สวัสดีครับ”

คำทักทายที่มาพร้อมรอยยิ้มระรื่นทำเอาวิศวกรหนุ่มถึงกับสะดุดหูที่มันรื่นเริงเกินความพอดี และคำถามที่ผุดขึ้นมาในตอนนี้คือนายแพทย์หนุ่มมาที่นี่ทำไม

“สวัสดีครับคุณหมอ มาเยี่ยมคนไข้แถวนี้หรือครับ”

ประโยคคำถามแฝงความนัยให้หมอหนุ่มรับมุกต่อ แต่คนเจนจัดในเรื่องแข่งขันเช่นนายแพทย์เอกวีร์กลับทำเพียงกระตุกยิ้มที่มุมปาก ขายาวก้าวเข้าไปยืนประจันหน้า ดวงตาเข้มใต้แว่นไร้กรอบมองอีกฝ่ายด้วยสายตาเย้ยหยัน มือข้างหนึ่งเอื้อมข้ามไหล่คนตรงหน้าเพื่อกดออดที่อยู่ติดกับกำแพงรั้วด้านหนึ่ง

“เปล่าครับ ผมมารับคุณเคท”

น้ำเสียงที่ใช้และประโยคที่ตอบกลับทำให้คนฟังชาหนึบไปทั้งหัวใจ เขารู้ว่าช่วงเวลาที่ห่างกันนายแพทย์หนุ่มคือสารถีที่รับส่งหญิงสาวเช้าเย็น และเขา ‘เคย’ อยากให้มันเป็นเช่นนั้น แต่ในวันนี้วันที่สถานะของเขาเปลี่ยนไป เขากลับไม่รู้สึกยินดีกับมันเลยแม้แต่น้อย โดยเฉพาะในวันที่เขากลายเป็นคนอื่นอย่างวันนี้

“พูดผิดหรือเปล่าครับ”

“ไม่ผิดหรอกค่ะ เขามารับฉัน”

เสียงหวานคุ้นหูจากด้านหลังทำให้วิศวกรหนุ่มได้แต่ยืนอึ้ง เมื่อรมิตาก้าวผ่านประตูรั้วออกมายืนตรงกลางระหว่างชายหนุ่มทั้งสอง รอยยิ้มหวานถูกส่งผ่านไปให้ใครอีกคนขณะที่เขาได้รับเพียงความว่างเปล่ากลับมาเท่านั้น

“เคท”

“ขอตัวก่อนนะคะ”

ท่าทางเด็ดเดี่ยวทำให้ขุนศึกต้องล่าถอยเมื่อเอกวีร์เปิดประตูรถฝั่งข้างคนขับให้หญิงสาว และเธอก็ก้าวขึ้นไปนั่งโดยไม่สนใจคนมองเช่นเขาอีก จะทำอย่างไรได้เล่าในเมื่อเขาเป็นคนทิ้งเธอไปเอง เอกวีร์หันมาส่งยิ้มเยาะให้เพียงนิด ก่อนอ้อมไปขึ้นรถฝั่งคนขับ ต่อไปนี้หน้าที่นั้นจะไม่ใช่ของเขาอีกต่อไป ไฟท้ายรถห่างออกไปจนกระทั่งลับสายตา แต่คนมองตามยังคงยืนอยู่กับที่ ไม่ไปไหน เขาคงไม่มีโอกาสแล้วจริงๆ

มือบางยกขึ้นลูบหน้าท้องของตนอย่างเผลอไผลเมื่อภาพของใครคนนั้นหายไปจากจุดโฟกัสของกระจกด้านข้างที่เธอนั่งมองตั้งแต่รถเคลื่อนตัวจากมา ดวงตาคมเว้าวอนยามเมื่อเธอก้าวเดินผ่านและมองเขาเป็นอากาศธาตุ ไม่ใช่เพียงเขาหรอกที่เจ็บปวด เธอเองก็เจ็บไม่แพ้กัน เจ็บที่ต้องพยายามตัดใจทั้งที่ความรักยังล้นเอ่ออยู่ในหัวใจดวงนี้ ความรักที่จะไม่มีวันจางหาย

“คุณเคทครับ” เสียงนุ่มทุ้มของคุณหมอหนุ่มเรียกสติของคนที่จมอยู่กับความคิดให้หันกลับมามอง

“คะ”

ท่าทางของหญิงสาวที่แสดงออก ความเงียบเหงาที่มาพร้อมกับดวงตาหม่นเศร้า ไม่ใช่เขาไม่รู้สึก หมอเอกวีร์จับความรู้สึกนั้นได้ตั้งแต่วินาทีที่เธอปรากฏตัว บรรยากาศความเหินห่างของชายหนุ่มหญิงสาว คนนอกที่เฝ้าสังเกตการณ์เช่นเขาดูออกแทบจะทันทีว่าคนทั้งคู่กำลังมีปัญหา

“คุณเคทจะเข้าไปที่ร้านเลยใช่ไหมครับ”

คำถามของหมอหนุ่มทำให้คนนั่งข้างนิ่งเงียบ ดวงตาคู่สวยหม่นเศร้าครุ่นคิด...เธอมีที่ที่อยากไปมากกว่าที่ร้าน

“เคทอยากจะไปโรงพยาบาลค่ะ”

 










ดวงใจขุนศึก ราคาเล่มละ 276.25 บาท (ราคาหน้าปก 325 บาท )

จัดส่งฟรีพร้อมของที่ระลึก

สั่งซื้อรูปเล่มที่ Fan page : สำนักพิมพ์ปองรัก

                     Fan page : สิรินรชา นาถธีรธาดา

หรือสนใจรูปแบบอีบุ๊ค สามารถกดซื้อได้ที่ 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 49 ครั้ง

2 ความคิดเห็น

  1. #534 TheMe2Me (@thongbang-rada91) (จากตอนที่ 25)
    วันที่ 9 กรกฎาคม 2561 / 11:46
    ถึงขุนจะโง่และงี่เง่า แต่ก็เกลียดอีหมอนะ รู้ทั้งรู้แถมยังไม่เยาะเย้ย ต่อยให้ปากแตกสักที
    #534
    0
  2. #533 dchimtuem (@dchimtuem) (จากตอนที่ 25)
    วันที่ 9 กรกฎาคม 2561 / 11:43
    ไม่รู้จะสมน้ำหน้าหรือจะสงสารดี แต่สงสารเคทมากกว่าอิพี่ขุน
    #533
    0
  3. #103 EkibZa รักในหลวง (@ekibza) (จากตอนที่ 25)
    วันที่ 19 เมษายน 2559 / 10:12
    สงสารเคท
    #103
    1
    • #103-1 บ้านสินิท-สิริน (@sinitsirinch) (จากตอนที่ 25)
      20 เมษายน 2559 / 04:57
      เป็นนางเอกที่ต้องสตรองกับความไม่ชัดเจนของอิโคขุนมากๆ นับถือใจนาง
      #103-1
  4. #102 ไลการ์ (จากตอนที่ 25)
    วันที่ 19 เมษายน 2559 / 09:56
    บางทีก็สงสารโค ฮือๆๆๆๆ
    #102
    1
    • #102-1 บ้านสินิท-สิริน (@sinitsirinch) (จากตอนที่ 25)
      20 เมษายน 2559 / 04:56
      ใช่ม่ะ โคก็น่าสงสารนะคะ ถึงจะหง่าวไปซักหน่อยก็ตามทีเถอะ
      #102-1