ดวงใจขุนศึก [สนพ. ปองรัก]

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 204,942 Views

  • 589 Comments

  • 1,947 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

  • Month Views
    60

    Overall
    204,942

ตอนที่ 22 : ตอนที่ 8 [70%]

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 2999
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 32 ครั้ง
    6 ก.ค. 61

กว่าสองสัปดาห์ที่ห่างกันไม่มีวันใดที่ใจไม่คิดถึง หลายครั้งที่รมิตาโทร. มาถามไถ่ สิ่งที่ขุนศึกตอบกลับไปมีเพียง ‘กำลังยุ่ง แล้วจะโทร. กลับ’ แต่กว่าจะโทร. กลับของเขาก็กินเวลานานเสียจนทำให้ใครบางคนต้องรอถึงดึกดื่นทุกวัน บางวันก็หายไปทั้งคืน และมีเพียงข้ออ้างเมื่อเธอโทร. ถามในวันรุ่งขึ้นว่า ‘ลืม’

จากวันแรกจนกระทั่งถึงสัปดาห์ที่สองที่เขาบอกไว้ ขุนศึกก็ยังไม่มีวี่แววที่จะกลับมา ทั้งที่เมื่อก่อนเขามักจะกลับก่อนกำหนดเสมอ จากโรงแรมที่ภูเก็ตเลื่อนไปเป็นรีสอร์ตที่กาญจนบุรี และวันนี้

‘ตอนนี้พี่อยู่ที่เชียงใหม่ คุณใหญ่ให้มาดูที่ที่จะทำหมู่บ้านจัดสรร คงต้องอยู่อีกสองสามวัน’

เสียงปลายสายทำให้คนรอเริ่มท้อ รมิตาต้องออกจากบ้านเพียงลำพังในตอนเช้าด้วยบริการของรถประจำทางสาธารณะ ก่อนจะกลับด้วยบริการของรถแท็กซี่ แม้จะดึกแต่ก็มีเขาเป็นเพื่อนคุยทางโทรศัพท์ไปตลอดทางพอให้รู้สึกอุ่นใจ แต่ก็ไม่อาจเท่ามีเขาอยู่ข้างกาย

นายแพทย์เอกวีร์ เวชพิสิฐ ยังคงมาที่ร้านสม่ำเสมอ และดูเหมือนจะมาบ่อยขึ้นเมื่อคุณหมอหนุ่มมักจะมาที่ร้านในช่วงเช้าและตอนเย็น บัดนี้เพิ่มช่วงกลางวันอีกหนึ่งเวลา จากที่แค่ชวนคุย หลายครั้งก็ชวนไปรับประทานอาหารข้างนอก แม้จะถูกปฏิเสธแต่เหมือนเขาจะรู้ว่าเวลานี้เธออยู่เพียงลำพัง สองสามวันมานี้จึงพยายามขอไปส่งเธอที่บ้าน โดยอ้างเรื่องความปลอดภัย

“นะครับคุณเคท ให้ผมไปส่งเถอะ กลับบ้านคนเดียวอันตรายออก”

เขากล่าวเช่นนี้ทุกครั้งเมื่อเอ่ยปาก และพนักงานในร้านก็เป็นใจกับเขาเสียเหลือเกิน พิมพรทำหน้าที่เตรียมกระเป๋ามาให้เธอเสียเรียบร้อย และนั่นก็ทำให้รมิตาถูกมัดมือชก ศัลยแพทย์หนุ่มยิ้มกริ่มเมื่อเธอพยักหน้ารับ

วันนี้เธอเหนื่อยเกินกว่าจะอยู่จนถึงเวลาปิดร้าน รมิตายกกระเป๋าขึ้นคล้องไหล่ และเดินตามเขาออกไป ก้มมองดูโทรศัพท์ในมืออีกครั้ง แต่ก็พบเพียงความว่างเปล่าเมื่อเขาไม่โทร. หา คนรอหน้าม่อยก่อนจะฝืนยิ้มเมื่อหมอหนุ่มหันมาสอบถาม

“นี่ก็เย็นมากแล้ว เราแวะทานข้าวกันก่อนดีไหมครับ”

คำถามนุ่มหูทำให้คนฟังพยักหน้ารับเนือยๆ เธอคิดอะไรไม่ออกเมื่อเขาทำตัวหายไปราวกับตายจาก แม้จะมีโทรศัพท์มาถามไถ่ แต่ก็เพียงแค่เดี๋ยวเดียวแล้วก็วาง

เหงา...รมิตารู้สึกทุกครั้งยามที่คิดถึงเขา แต่เขาคงไม่คิดถึงเธอเลย อารมณ์น้อยใจจึงทำให้หยาดน้ำรื้นขึ้นมาจับที่ขอบหน่วยจนหัวตาร้อนผ่าว ก่อนจะรีบกะพริบถี่เพื่อไล่ให้มันกลับไปอยู่ข้างในดังเดิม

เสียงถอดถอนหายใจยาวเหยียดและท่าทางเศร้าซึม ไม่ใช่ว่าพลขับคนใหม่เช่นเอกวีร์ไม่รู้สึก เขาเห็นตั้งแต่ช่วงไม่กี่วันแรกที่ขุนศึกหายไป เมื่อสอบถามก็ได้ความว่าชายหนุ่มไปตรวจงานที่ต่างจังหวัด และนี่คงเป็นโอกาสของเขา เอกวีร์รุกไล่ทันทีที่ขุนศึกไม่อยู่ ทั้งเทียวไล้เทียวขื่อมาหาเช้ากลางวันเย็น พกของฝากมาให้อยู่เสมอ แต่สิ่งที่ได้รับกลับมีเพียงมิตรภาพระหว่างเพื่อน เขาไม่ได้โง่จนดูไม่ออกว่ากระต่ายน้อยข้างกายไม่มีที่ว่างเหลือให้เขาจับจอง แต่นั่นไม่ใช่ปัญหา เอกวีร์ไม่สนใจหรอกว่ารมิตาจะคิดอย่างไร เขาแค่สนุกที่ได้ทำมัน

จากที่บอกไว้ว่าเพียงแค่สองอาทิตย์ บัดนี้เวลายาวนานเกือบเดือน ระยะหลังรมิตาโทรศัพท์หาเขาไม่เคยติด แต่กลับมีใครอีกคนโทรศัพท์เข้ามาแทน นายแพทย์เอกวีร์แสดงออกชัดว่ากำลังจีบ เธอเองก็ทำได้เพียงเลี่ยงเขาทุกครั้งเมื่อมีโอกาส แต่กระนั้นในทุกเย็นเขาก็จะอยู่รอเพื่อไปส่งเธอที่บ้าน และแม้เส้นทางบ้านของเขาและเธอจะอยู่คนมุมเมือง แต่คุณหมอหนุ่มก็ลุกขึ้นมาทำหน้าที่รับเธอไปทำงานพร้อมกันทุกเช้า จากช่วงแรกที่แปลกตา กลายเป็นความชินตาของพนักงานร้านเบเกอรี่ ส่วนใครอีกคนกลับไม่มีทีท่าว่าจะกลับมา

เสียงโมบายเหนือประตูกระจกดังแว่ว เรียกสมาธิของเจ้าของร้านที่นั่งเหม่อให้หันกลับมามอง เวลาสิบหกนาฬิกาตรง สี่ทิศ อธิรักษ์โยธิน และครอบครัวเดินเข้ามาในร้านด้วยท่าทางคุ้นเคย ชายหนุ่มร่างสูงแต่งกายด้วยชุดสูทดูภูมิฐานอุ้มลูกชายไว้ในอ้อมแขน ข้างกายคือภรรยาคนสวยและลูกสาวตัวน้อยที่ยกมือกระพุ่มไหว้ทันทีที่เห็นเธอ

“สวัสดีค่ะอาเคท/สวัสดีครับอาเคท”

เด็กหญิงมินตรา อธิรักษ์โยธินและเด็กชายศาสตรา ปุณญรัตน์ เอ่ยทักทายหญิงสาวลูกเสี้ยวเสียงสดใส วันนี้บิดาพาทั้งสองมากินขนมเนื่องในโอกาสคุณแม่จะยอมมีน้องให้อีกคน

“สวัสดีค่ะน้องมินนี่ น้องมิกกี้ สวัสดีค่ะคุณใหญ่ ครูภีม” หญิงสาวทักทายตอบก่อนจะเลยไปยังคุณพ่อคุณแม่

ครอบครับสุขสันต์ที่เธอหวังว่าสักวันจะมี รมิตาอมยิ้มยามเด็กๆ หันมากระตุกแขนคุณแม่พร้อมเอ่ยเสียงเจื้อยแจ้ว

“สวัสดีจ้ะ”

สี่ทิศรับหน้ารับคำทักทายนั่น หันมามองภรรยาสาวให้พาลูกๆ ไปนั่งรอที่โต๊ะ ส่วนตนเองเลือกเครื่องดื่มและขนมสองสามชิ้น ก่อนจะวกมาที่ดวงหน้าหวานของเจ้าของร้านสาว ความสงสัยทำให้ต้องเอ่ยทัก

“เคทดูอ้วนขึ้นหรือเปล่า”

เพราะไม่ได้มาบ่อยนัก ทำให้เขาสังเกตเห็นในสิ่งที่คนรอบข้างที่เห็นเป็นประจำไม่เห็น รมิตาดูอวบอิ่มขึ้น แม้ดวงตาจะเศร้าแต่แก้มนวลกับอิ่มเอิบ ไม่ต่างจากเนื้อตัวที่ดูผุดผาดขาวผ่องจนสวยผิดตา

“จริงเหรอคะ”

คนฟังตาโตเมื่อถูกทัก มือเรียวยกขึ้นจับที่แก้มของตัวเองเบาๆ สงสัยเพราะช่วงหลังนี้เธอกินเก่งขึ้นกระมัง เมื่อหิวเป็นต้องหยิบขนมในร้านขึ้นมากินตลอด สี่ทิศอมยิ้มให้กับท่าทางนั้น...ผู้หญิงก็ยังคงเป็นผู้หญิงรักสวยรักงามกันทุกคน

“สงสัยนายขุนจะขุนดีนะเนี่ย ว่าแต่วันนี้มันหายไปไหนล่ะ” พี่ชายคนรักสัพยอกและถามถึงน้องชายไปในตัว แต่คนฟังกลับนิ่งงัน

“พี่ขุนไปดูที่ให้คุณใหญ่ไงคะ” ถามกลับแทบจะทันทีที่ได้ยินประโยคนั้นจบลง และนั่นก็ทำให้คนถูกถามอย่างสี่ทิศกลับเป็นฝ่ายสงสัยเสียเอง

“ไปดูที่เหรอ” ทวนคำกลับด้วยความฉงน เพราะเขาไม่เคยมีคำสั่งแบบนั้นเลยแม้แต่น้อย นักธุรกิจหนุ่มขมวดคิ้วมุ่น “แต่นายขุนมันกลับมาตั้งแต่สองอาทิตย์ก่อนแล้วนะ”

ความจริงจากปากของพี่ชายคนรักทำให้รมิตาถึงกับนิ่งอึ้ง...เขากลับมาแล้วตั้งแต่สองอาทิตย์ก่อน

“คุณใหญ่พูดว่าอะไรนะคะ” เธอถามย้ำอย่างไม่อยากเชื่อในสิ่งที่ได้ยิน และนั่นก็ทำให้สี่ทิศต้องเงยหน้ามองคนถามเต็มตา

ความสงสัยสับสนในดวงตาคู่สวยทำให้สี่ทิศรู้ตัวว่าทำพลาด รมิตาทำราวกับไม่รู้เรื่องที่น้องชายของเขากลับมา หมายความว่าตลอดสองอาทิตย์ที่ขุนศึกทำงานอยู่บนตึกอธิรักษ์โยธิน ขุนศึกไม่เคยมาหาคนรักเลยอย่างนั้นเหรอ

“เคท” เสียงทุ้มเอ่ยเรียกแผ่วเบา แต่รมิตากลับมีเพียงความสงสัยที่ตอบกลับมา...เธอต้องการความจริงทั้งหมด

“คุณใหญ่บอกว่าพี่ขุนกลับมาแล้วใช่ไหมคะ”

สี่ทิศพยักหน้ารับเบาๆ เพียงแค่นั้นร่างสมส่วนก็คว้าโทรศัพท์มือถือ และหมุนตัวเดินหนีเข้าไปหลังร้าน ทิ้งให้คนส่งข่าวยืนอึ้งกับสิ่งที่ทำลงไปโดยไม่ได้ตั้งใจ

เสียงโอเปอเรเตอร์ของระบบโทรศัพท์ดังขึ้นและจบลงเป็นรอบที่สาม รมิตายังไม่สามารถติดต่อเจ้าของหมายเลขโทรศัพท์ที่เธอจำขึ้นใจได้ เขาไม่รับ ทำราวกับหายไปจากกัน ไม่มาหาขณะที่เธอได้แต่เฝ้ารอ และวันนี้ทุกอย่างก็เปิดเผย เขาพยายามหลบหน้า หญิงสาวเพียรกดโทรศัพท์ในมืออีกครั้ง แต่มันก็เป็นเช่นเดิม เมื่อไม่สามารถติดต่อเลขหมายปลายทางได้

“พี่ขุนรับสิคะ รับแล้วบอกเคทว่าพี่ขุนอยู่ที่ไหนก็ได้ ไม่ใช่กลับมาแล้ว บอกเคทว่าคุณใหญ่โกหก”

น้ำตาไหลรินอาบแก้มเนียนเมื่อสุดท้ายก็ยังไม่มีสัญญาณจากปลายสาย คนพยายามติดต่อถึงกับทรุดนั่งลงด้วยท่าทางหมดแรง

นี่เธอกำลังรออะไรอยู่...

 

เสียงข้อความเข้าทำให้คนที่เพิ่งแขวนเสื้อสูทบนราวแขวนต้องหันกลับมามองโทรศัพท์มือถือที่เพิ่งเปิดหลังจากปิดมันมาทั้งวัน ร่างสูงกว่าร้อยแปดสิบสามเซนติเมตรก้าวเข้ามาใกล้อุปกรณ์สื่อสารเครื่องบางพลางหยิบมันขึ้นมาเปิดดู ข้อความที่บอกว่ามีคนพยายามโทร. เข้ามานับสิบข้อความทำให้ขุนศึกต้องทรุดนั่งบนขอบเตียง

เขากลับมาตั้งแต่สองอาทิตย์ก่อน กลับมาที่บ้านในทันทีที่เห็นเธอเดินขึ้นรถไปกับใครบางคนที่เห็นเพียงในระยะไกลแต่ก็รู้ได้ทันทีว่านั่นคือนายแพทย์เอกวีร์ ผู้ชายที่เอ่ยปากว่าสามารถทำให้เธอมีความสุขได้มากกว่าเขา เขาจึงยอมล่าถอยกลับมาที่บ้าน และไปทำงานตามปกติโดยใช้รถของน้องสาวฝาแฝด ขับตามหลังไปส่งเธอที่ร้านในตอนเช้า ก่อนจะนั่งมองดูเธอยิ้มให้กับหมอหนุ่มคนนั้น เอกวีร์พูดถูก เธอมีความสุขมากกว่าตอนอยู่กับเขา ขุนศึกไม่ได้โทรศัพท์กลับไปในทันที เขานั่งมองมันเนิ่นนาน คิดหาคำโกหกเพื่อยืดเวลาอีกนิด แต่รู้ว่านั่นคงอีกไม่นานนักหรอกเพราะเธอกำลังจะจากเขาไป

 

รมิตานั่งกอดตัวเองอยู่บนโซฟากลางห้องนั่งเล่น เธอขอตัวกลับทันทีที่ไม่สามารถติดต่อเขาได้ และสถานที่ที่เธอเลือกก็คือบ้าน บ้านหลังเล็กที่ช่วยกันออกแบบ ช่วยกันปลูกต้นไม้แทบทุกต้น เฟอร์นิเจอร์ทุกชิ้นถูกเลือกมาด้วยกัน ทุกๆ อย่างรอบกายมีเขาวนเวียนราวกับย้ำเตือนว่าจะอยู่ด้วยกันตลอดไป แต่แล้วเขาก็โกหก หลบหน้า เขาหายไปทั้งที่กลับมาแล้ว เขาไม่มาหา ไม่ถามไถ่ ปิดโทรศัพท์หนีราวกับเธอคือสิ่งที่น่ารังเกียจ

รมิตากอดตัวเองแน่นเมื่อนึกถึงอ้อมกอดของเขา เธออยากให้เขาอยู่ตรงนี้ อยู่ข้างๆ เธอและบอกว่าพี่ชายของเขาโกหก เขาเพิ่งกลับมา แต่เธอไม่สามารถหลอกตัวเองได้อีกต่อไปเมื่อทุกอย่างย้ำเตือนว่าเขากำลังเปลี่ยน

ดวงหน้าเปรอะคราบน้ำตาหันมองไปรอบๆ ห้อง ทุกอย่างยังคงไม่ต่างจากวันวาน เธอยังรักเขามากเท่าเดิม แล้วอะไรที่ทำให้เขาเลือกที่จะโกหก ถุงกระดาษใบย่อมที่ถูกเขาลืมไว้อยู่ในครรลองสายตา เธอมองมันนิ่งราวกับต้องการให้ทะลุเข้าไปถึงข้างใน ทั้งที่รู้ดีว่าภายในนั้นคืออะไร

ถุงมือเด็ก...

ความคิดของรมิตาสะดุดลงอีกครั้ง เธอลุกไปหยิบมันขึ้นมาเปิด มือบางกำสิ่งที่อยู่ในมือแน่น หรือนี่คือคำตอบ คนที่ไม่เคยคิดเริ่มได้คิด แต่เขาก็อยู่ข้างกายเธอเสมอ แม้จะทะเลาะกันบ้างแต่เขาก็ยังอยู่ แล้วอะไรกันทำไมเขาถึงเปลี่ยนไป ขุนศึกไม่เคยโกหก...ไม่เคยเลยสักครั้ง แล้วทำไม

ความรักของเรามันน้อยลง หรือมันไม่เคยมีอยู่เลย...

เธอหาคำตอบให้ตัวเองไม่ได้ แต่อ้อมแขนที่เขาโอบกระชับในวันนั้นยังตราตรึง เขากอดและบอกให้เธอดูแลตัวเองดีๆ อาการวิงเวียนบ่อยครั้งในระยะหลังทำให้รมิตาคิดว่าเขาคงห่วงใย แต่เมื่อย้อนคิดกลับไปสิ่งที่เขาบอกเสมือนเป็นดั่งคำลา

ความเครียด ความเสียใจที่จู่โจมจนร่างบางรู้สึกผะอืดผะอมขึ้นมาอย่างปัจจุบันทันด่วน น้ำย่อยหนืดเหนียวตีตื้นขึ้นมาจนได้รสขมปร่า รมิตาพยุงร่างโงนเงนของตนเองไปยังห้องน้ำที่ใกล้ที่สุด อาเจียนเอาทุกอย่างที่มีออกมาจนหมด ก่อนจะทรุดนั่งลงบนพื้นกระเบื้อง ซึ่งจังหวะนั้นเองที่เธอเผลอกวาดของที่วางอยู่ข้างอ่างล้างมือตกลงมาด้วย ข้าวของร่วงหล่นระเกะระกะ แต่ที่ทำให้ดวงตาคู่สวยปรือมองนิ่งกลับเป็นกล่องเวชภัณฑ์สีชมพูคาดขาว…ของที่ไม่ได้ใช้มานาน

เสียงกรีดร้องของโทรศัพท์มือถือดังขึ้นและดับไปหลายครั้ง แต่เจ้าของกลับนั่งนิ่งไม่คิดที่จะรับเมื่อของที่วางอยู่ตรงหน้าน่าสนใจยิ่งกว่า ของที่เธอไม่นึกไม่ฝันว่าจะมีโอกาสได้เห็น ไม่กี่นาทีต่อมาเสียงโทรศัพท์บ้านก็ดังแว่วขึ้นให้ได้ยิน ครั้งนี้รมิตาพยายามลุกขึ้นเพื่อไปรับสาย โดยไม่ลืมหยิบของชิ้นนั้นติดมือไปด้วย

ความหมองเศร้าเลือนหายจากใบหน้าสวยและถูกแทนที่ด้วยรอยยิ้มกระจ่าง เพียงแค่ก้มมองของที่อยู่ในมือเธอก็ยิ้มออกมาเสียแล้ว

“สวัสดีค่ะ”

เสียงสูดหายใจเข้าปอดลึกมาพร้อมเสียงแหบพร่าฟังคล้ายคนไม่สบายทำให้ปลายเงียบไป จนต้องย้ำถาม

“นั่นใครคะ”

“เคท”

“พี่ขุน!” รมิตาตอบกลับเสียงตื่นเต้นเมื่อจำได้ดีว่ามันคือเสียงของคนรัก “พี่ขุนอยู่ไหนคะ ทำไมไม่รับสายเคท ไม่สบายหรือเปล่า เคทเป็นห่วงนะคะ”

“พอดีพี่ทำงานอยู่น่ะ” เขาโกหก ยิ่งน้ำเสียงตื่นเต้นและความห่วงใยที่หญิงสาวส่งผ่านมายิ่งทำให้หัวตาคมร้อนผ่าว “ตอนนี้พี่กลับมาถึงกรุงเทพแล้ว ขอโทษนะที่ไม่ได้ไปหา แต่พรุ่งนี้เคทว่างหรือเปล่า”

“เคทว่างค่ะ พี่ขุนมีอะไรหรือเปล่าคะ”

เมื่อเขายอมบอกความจริง เธอจึงเลือกที่จะเลี่ยงถามถึงเหตุผลที่เขากลับมาแล้วไม่มาพบเธอ แต่เอาเถอะ...เขาอาจจะงานยุ่งมากๆ จนปลีกตัวมาหาเธอไม่ได้ หญิงสาวคิดในแง่ดีเหมือนที่คิดมาตลอด

“พี่มีเรื่องสำคัญอยากจะคุยกับเคท” เสียงทุ้มสั่นน้อยๆ แต่ปลายสายกลับไม่สนใจที่จะสังเกต เธอยิ้มและตอบกลับเสียงหวาน

“เคทก็มีเรื่องสำคัญจะบอกพี่ขุนเหมือนกันค่ะ” ปลายสายเงียบนานเมื่อเธอเอ่ยประโยคนั้นจบลง รมิตาเอ่ยเรียกชื่อเขาเสียงแผ่ว “พี่ขุนเสียงไม่ดีเลย ไม่สบายหรือเปล่าคะ ถ้าอย่างนั้นพี่ขุนพักผ่อนก่อนก็ได้นะคะ แล้วพรุ่งนี้เจอกันนะ”

เพราะหวังว่าทุกอย่างจะเหมือนเดิม เขาจะมารับเธอเหมือนเก่า และคุยกันอย่างที่คนรักพูดคุย จึงไม่คิดที่จะไต่ถาม แต่ปลายสายรู้ดีว่ามันแตกต่าง

“เคท”

“คะ”

“พี่จะรอเคทที่ร้านของเรา ที่โต๊ะเดิม เคทออกมาหาพี่นะ” น้ำเสียงถูกบังคับราบเรียบ แต่สั่นไหวในความรู้สึกของคนพูด ขุนศึกเงยหน้าขึ้นมองเพดานสูงเมื่อรับรู้ถึงของเหลวที่กำลังเอ่อคลอหน่วย

ปลายสายรับคำขันแข็งว่าเธอจะมา กระตือรือร้นนัดแนะเวลาให้เสียเรียบร้อย ยิ่งทำให้คนมีเรื่องสำคัญจะบอกไม่อาจบังคับให้ของเหลวเหล่านั้นกลับเข้าไปข้างในได้อย่างใจนึก เมื่อไม่อาจห้าม เขาจึงปล่อยให้มันไหลออกมาอย่างช้าๆ ขณะฟังเสียงหวานบอกผ่านความห่วงใยมาตามสายโทรศัพท์ เสียงที่ต่อจากนี้จะไม่มีให้ได้ยิน เสียงที่บอกถึงความห่วงใยอย่างไม่เสแสร้ง เสียงที่จะอยู่ในความทรงจำตราบนานเท่านาน

 








ดวงใจขุนศึก ราคาเล่มละ 276.25 บาท (ราคาหน้าปก 325 บาท )

จัดส่งฟรีพร้อมของที่ระลึก

สั่งซื้อรูปเล่มที่ Fan page : สำนักพิมพ์ปองรัก

                     Fan page : สิรินรชา นาถธีรธาดา

หรือสนใจรูปแบบอีบุ๊ค สามารถกดซื้อได้ที่ 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 32 ครั้ง

1 ความคิดเห็น

  1. #527 อืดปานมาม่า (@kwangkhwang33) (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 6 กรกฎาคม 2561 / 20:27
    มาม่าจะมาไหม
    #527
    0
  2. #71 vivii_89 (@vivii89) (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 15 เมษายน 2559 / 10:00
    ชื่อพี่ขุนนี่ย่อมาจาก .... โคขุน ช่ายมั้ยคะ....ก็แบบว่าถ้าท่าทางจะกินหญ้าเยอะ
    #71
    1
    • #71-1 บ้านสินิท-สิริน (@sinitsirinch) (จากตอนที่ 22)
      17 เมษายน 2559 / 20:35
      เค้าชอบชื่อนี้ เขาจะเอาไปโปรโมทนิยาย ฮ่าๆ
      น่าจะมีความเป็นไปได้อย่างมากเลยค่ะ อาหารหลักของอิขุนเลยค่ะ
      #71-1