ดวงใจขุนศึก [สนพ. ปองรัก]

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 204,942 Views

  • 589 Comments

  • 1,947 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

  • Month Views
    60

    Overall
    204,942

ตอนที่ 20 : ตอนที่ 7 [100%]

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 3478
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 41 ครั้ง
    3 ก.ค. 61

 

เช้าวันต่อมารมิตาตื่นขึ้นมาพร้อมอาการวิงเวียนศีรษะไม่ต่างกับวันวาน อาการผะอืดผะอมรับอรุณทำให้เธอต้องรีบกระโจนลงจากเตียงไปยังห้องน้ำด้วยเวลาไม่ถึงนาที แต่วิธีนั้นกลับทำให้เธอหน้ามืดจนต้องอาศัยโถชักโครกแทนอ่างล้างมือเพื่ออาเจียนเอาน้ำย่อยที่ตีตื้นออกมาจนไร้เรี่ยวแรง ทว่าความอ้างว้างกลับทำให้น้ำตาที่เล็ดออกมาเพียงเล็กน้อยจากอาการอาเจียนนั้นเกิดล้นเอ่อจนไหลอาบแก้มนวล เพราะไม่มีฝ่ามืออบอุ่นของใครลูบไล้แผ่นหลังให้เหมือนในวันวาน ไม่มีเสียงกระซิบสอบถามอาการอยู่ข้างหู เพียงเท่านี้จากเสียงอาเจียนก็เปลี่ยนเป็นเสียงสะอื้นไห้ เกิดความรู้สึกอ่อนแอเฉียบพลันที่แม้แต่ตัวเองยังตกใจ

นั่งอยู่ตรงนั้นเป็นนานกว่าที่รมิตาจะพยุงตนเองให้ลุกขึ้นยืนเพื่อล้างหน้าล้างตา ภาพหญิงสาวผมยุ่งไม่เป็นทรง น้ำตาเปรอะเปื้อนแก้มทั้งสองข้างดูน่าเวทนาจนต้องร้องไห้ออกมาอีกหน...ดูเอาเถอะ เพียงแค่นี้หัวตาก็ร้อนผ่าว

หลังจากที่เมื่อคืนขุนศึกได้โทรศัพท์มาหาเพื่อบอกว่าเขาถึงบ้านโดยปลอดภัย และถามไถ่เกี่ยวกับประตูหน้าต่างห้องหับเรียบร้อยก็ขอตัววางสาย เวลาเพียงไม่กี่นาที อาการราวกับคนไกลทำให้เธอต้องนอนหลับไปพร้อมกับน้ำตา และนี่คงเป็นสาเหตุให้เช้าวันนี้เธอตื่นขึ้นมาพร้อมกับอาการวิงเวียนจนกระทั่งอาเจียน และที่ร้องไห้ก็เพียงเพราะน้อยใจที่เขาไม่สนใจไยดีเธอเท่านั้น คิดแล้วน้ำตาเจ้ากรรมก็ไหลออกมาอีกระลอก

เธอต้องบ้าไปแล้วแน่ๆ

รมิตาก่นด่าตัวเองในใจ หลังจากที่พาร่างอ่อนระโหยออกมาจากห้องได้สำเร็จ เมื่อมองไปมุมไหนในบ้านก็มีภาพของเขาวนเวียนเต็มไปหมด และนั่นก็ทำให้เธอปล่อยโฮออกมาอีกอย่างสุดกลั้น ดูเอาเถอะ แค่เขาไม่อยู่ค้างด้วยเพียงวันเดียวด้วยเหตุผลที่ต่างจากทุกครั้งเพราะมันเริ่มมาจากการมีปากเสียงก็ทำเอาเธอร้องห่มร้องไห้คล้ายกับคนบ้าขนาดนี้

ถ้าวันใดเขาจากไป เธอจะอยู่เพียงลำพังได้อย่างไรกัน คิดเพื่อให้ตนคลายสะอื้น แต่น้ำตาเจ้ากรรมก็ยังคงไหลออกมาไม่ขาด ท้ายที่สุดหญิงสาวก็ได้แต่นั่งกอดตัวเองอยู่บนโซฟาเช่นนั้น จนกระทั่งเสียงโทรศัพท์ที่วางอยู่ห่างออกไปดังขึ้น

รมิตาผินใบหน้าไปยังทิศทางของเสียง เผยให้เห็นรอยช้ำที่แดงก่ำไปทั้งหน่วยตา จังหวะสม่ำเสมอบอกให้รู้ว่าปลายสายทนรออย่างใจเย็นทำให้เธอต้องรีบลุกไปดู แต่อาการวิงเวียนก็โจมตีเข้าอีกระลอก รมิตาทรุดนั่งลงบนโซฟาตัวถัดกัน พลันสายตาก็เหลือบไปเห็นข้าวของที่ช่วยกันซื้อมาเมื่อวาน มันวางระเกะระกะจนเต็มโต๊ะกระจกตัวเตี้ย และมีบางส่วนที่ลงไปนอนนิ่งอยู่บนพื้น เสียงโทรศัพท์เงียบลงพร้อมๆ กับที่หญิงสาวพ่นลมหายใจยาวเหยียด มือบางเอื้อมหยิบถุงกระดาษใบเล็กที่เธอจำได้ว่าเมื่อคืนได้หยิบมันขึ้นมาหมายจะเปิดดู แต่หลังจากขุนศึกเอ่ยปากว่าจะกลับ เธอก็ไม่มีแก่ใจที่ดูมันอีก

ผ้านุ่มสีฟ้าอ่อนขนาดเล็กกว่ากำปั้นประกอบกันเป็นถุงมือเด็กทารกหนึ่งคู่ปรากฏต่อสายตาแดงช้ำของคนถือ รมิตาปล่อยให้ถุงกระดาษในมืออีกข้างให้หล่นลงไปนอนที่พื้น ก่อนจะใช้มือข้างนั้นยกขึ้นลูบไล้ของที่กำลังถือด้วยท่าทางทะนุถนอม ตัวการ์ตูนสีฟ้าที่ปักลงบนเนื้อผ้าทำให้เธอต้องเพ่งมองนานยิ่งกว่า อยู่ๆ ความรู้สึกบางอย่างก็ตีตื้นจนพานให้น้ำตาไหลออกมาอย่างกลั้นไม่อยู่

เป็นนานกว่าที่รมิตาจะเก็บของชิ้นนั้นใส่ถุงกระดาษดังเดิมพร้อมกับคำถามที่ผุดขึ้นมากลางใจ เขาซื้อให้ใครกัน ญาติพี่น้อง เพื่อนพ้องคนรอบข้างก็ยังไม่มีสมาชิกคนใหม่เป็นเด็กทารกสักคน แล้วเหตุใดกันขุนศึกถึงได้ซื้อของเช่นนี้มา คำถามวนเวียนซ้ำไปซ้ำมา แต่จนแล้วจนรอดเธอก็ไม่ได้คำตอบใดๆ

 

รมิตาลอบมองเสี้ยวหน้าคมของสารถีหนุ่มข้างกายอย่างนึกขลาด เธออยากจะเอ่ยถามถึงเจ้าของถุงมือคู่น้อยที่เขาหลงลืมไว้หรือแม้แต่สาเหตุที่เมื่อวานเขาหายไปทั้งวัน ไม่อยู่ด้วยกันเหมือนวันหยุดที่ผ่านมา ไม่มีโทรศัพท์มาหาว่ามีธุระที่ใด เขาหายไปโดยที่เช้าวันนี้ขับรถมารับเธออย่างเคย และความเงียบก็เข้ามาปกคลุมบรรยากาศโดยรอบ ปล่อยให้ขุนศึกได้ทำหน้าที่พลขับ และให้ความสนใจกับการจราจรเบื้องหน้าโดยที่เธอได้แต่นั่งเงียบอยู่เช่นนั้น

เช้าวันนี้เธอตื่นมาพร้อมอาการวิงเวียนไม่ต่างกับวันวาน แต่เมื่อได้จิบน้ำขิงอุ่นๆ อาการเหล่านั้นก็ทุเลาเบาบางลงจนสามารถลุกออกมาทำงานพร้อมเขาได้อย่างเคย ขุนศึกยังคงเงียบแม้ว่าจะรับรู้ถึงสายตาที่มองมาทางตนบ่อยครั้งก็ตาม เขานั่งยืดตัวเพ่งสมาธิทั้งหมดให้จดจ่ออยู่ที่ถนนและไฟท้ายรถคันหน้า เมื่อวานเขาเร้นกายหายออกไปจากชีวิตของเธอด้วยการหอบหัวใจและสมองที่ยังทะเลาะกันยังไม่เรียบร้อยดีไปจมอยู่ที่บ้านอธิรักษ์โยธิน

พี่ชายคนโตและพี่สะใภ้ดูรักกันหวานชื่นจนเขานึกอิจฉา ทั้งที่แรกเริ่มสี่ทิศปฏิเสธเสียงแข็งว่าไม่รับคุณครูสาวเป็นแม่ของลูกอย่างเด็ดขาด แต่เรื่องราวที่ร่วมฝ่าฟัน ความใกล้ชิด และแผนการของแม่ๆ ก็ทำให้คนทั้งสองยินยอมที่จะเปิดหัวใจให้กันและกันได้ดูแลอีกครั้ง โดยมีตัวป่วนเป็นหลานสาวกับหลานชายคอยหมั่นเติมชีวิตรักให้บิดามารดา

แต่เมื่อลองมองย้อนกลับมาที่ตัวเอง เขาและรมิตาคบกันมานาน เริ่มแรกอาจเป็นเพียงความรักของหนุ่มสาวแต่นับวันเขารู้ว่ามันยิ่งเพิ่มพูน แต่ก็นั่นแหละ เมื่อมันมีมากยิ่งขึ้นก็ยิ่งผูกมัดเธอไว้กับตัวมากเท่านั้น ทั้งที่รู้ดีว่าตนเองไม่อาจจะมอบความสุขและรอยยิ้มให้เธอไปได้ตลอด แต่เขาก็ยังดึงเธอเอาไว้ข้างกายจนถึงวันนี้

แลนด์โรเวอร์สีดำมันปลาบแล่นเลียบจอดบริเวณหน้าร้าน ไม่มีคำพูดใดจากริมฝีปากหยัก พอๆ กับไม่มีเสียงหวานหลุดลอดออกมาจากกลีบปากอิ่ม เมื่อเช้าเขาและเธอทักทายกันเพียงสองสามคำเท่านั้นก่อนที่จะขึ้นรถออกมาพร้อมกัน

รมิตาหันกลับไปเปิดประตูและก้าวลงจากรถโดยที่สารถีหนุ่มยังคงนั่งนิ่ง เธอไม่ถามและเขาไม่พูด ความเงียบจึงกลายเป็นความอึดอัด เมื่อเธอเดินจากไปสายตาคมจึงได้มองตามหลังเธอไปตลอด เขาผูกมัดเธอมากเกินไปและหลายครั้งก็ไม่เปิดโอกาสให้เธอได้ทำความรู้จักผู้คนใหม่ๆ เขาช่วงชิงทุกอย่างของเธอไว้ข้างกายแต่ไม่คิดที่จะทะนุถนอม เหมือนเด็กที่มีของเล่นใกล้มือแล้วผยองว่าจะทำอะไรก็ได้ หลายครั้งที่ดวงตาคู่นั้นมีน้ำตาก็เพราะเขา ถ้าความรักของสี่ทิศคือการเติมเต็มชีวิตรักให้คงอยู่ ความเหินห่างที่ขุนศึกทำ คงทำให้สักวันรักนั้นจืดจาง ได้แต่หวังว่าสักวัน...รมิตาจะจากไปอย่างมีความสุขกับใครสักคนที่พร้อมมากกว่าคนอย่างเขา คนที่มีสายเลือดของคนไม่รู้จักพออย่างเขา

เสียงเครื่องยนต์แล่นจากไปเมื่อคล้อยหลังเป็นเหตุให้รมิตาต้องหันกลับมามอง เขาไม่ได้ลงมาส่ง ไม่ได้เอ่ยคำใดนอกจากการทำหน้าที่ของตนเพียงเท่านั้น มาส่งเธอที่ร้านและจากไปทำงานของตนเองต่อ ไม่มีคำพูดระหว่างกัน มันชวนอึดอัด ความห่างเหินเพียงข้ามวันทำให้เธอรู้สึกหวั่นไปถึงขั้วหัวใจ เพียงแค่เธอเอ่ยปากว่าอยากอยู่คนเดียว เขาก็ไม่สนใจเธอเลยกระนั้นหรือ หรือว่าความจริงแล้วเขาต้องการให้มันเป็นเช่นนี้อยู่ตลอดเวลา อารมณ์พาลทำให้เธอคิดไปในทางร้ายและพลันน้ำสีใสก็เอ่อคลอหน่วย เธอรู้สึกอ่อนแอเหลือเกินเมื่อต้องพยายามประคับประคองต้นรักต้นนี้เพียงลำพัง

เวลาสิบเจ็ดนาฬิกาสามสิบนาทีประตูร้านก็ถูกเปิดออกด้วยฝีมือของลูกค้าประจำ นายแพทย์เอกวีร์ส่งยิ้มมาก่อนเมื่อเห็นเจ้าของร้านสาวอยู่ในหน้าเคาน์เตอร์เหมือนทุกวัน ใบหน้าหวานเจือเศร้าทั้งที่ริมฝีปากอิ่มคลี่ยิ้ม ช่างเป็นยิ้มที่เศร้าเหลือเกินในสายตาของคนมอง นายแพทย์หนุ่มส่องสายตาไปรอบๆ ร้านหวังหาสาเหตุของรอยยิ้มแสนเศร้านั้น แต่สายตากลับปะทะเข้ากับร่างสูงใหญ่ที่นั่งอยู่มุมในสุดบริเวณพื้นยกระดับ เรียวคิ้วเข้มของของหมอหนุ่มขยับเข้าหากันด้วยความสงสัย เขารู้ละว่ารมิตาและชายหนุ่มที่ชื่อขุนศึกคนนั้นคือคนรักกัน แต่เหตุใดมีคนรักอยู่ในร้านด้วย รมิตาถึงได้มีสีหน้าเศร้าสร้อยเพียงนั้น คำถาม? ถ้าอยากจะรู้ก็ต้องหาคำตอบ คิดแล้วมุมปากหยักก็กระตุกยิ้ม ดวงตาคมใต้กรอบแว่นดูภูมิฐานทอประกายวิบวับเจ้าเล่ห์

“สวัสดีครับคุณเคท วันนี้ลูกค้าเยอะนะครับ” หมอหนุ่มเอ่ยทักทาย สายตาส่ายส่องไปทั่วร้านอย่างเสแสร้ง ลูกค้าเยอะอย่างที่เขาบอก แต่ที่เขากำลังหาไม่ใช่การกวาดตามองรอบร้านๆ ผู้ชายคนที่นั่งมุมในสุดนั่นต่างหากเป้าหมายที่เขาจะเข้าไปเยี่ยมเยือน หวังเปิดศึกแย่งชิงกระต่ายน้อยหน้าสวยแววตาเศร้าคนนี้มาครอบครอง

“สวัสดีค่ะคุณหมอ โต๊ะประจำไม่ว่างเลย ยังไงเชิญนั่งที่หน้าเคาน์เตอร์ดีกว่านะคะ”

รมิตาทักกลับพร้อมเชื้อเชิญให้ชายหนุ่มนั่งบนเก้าอี้หน้าเคาน์เตอร์ เพราะปกติแล้วเอกวีร์มักจะนั่งโต๊ะติดกระจกเป็นประจำ แต่แทนที่หมอหนุ่มจะตอบรับคำเขากลับส่ายหน้าปฏิเสธ และตอบกลับอย่างสุภาพ

“ผมไม่รบกวนคุณเคทหรอกครับ ลูกค้าเยอะแบบนี้ที่ร้านคงวุ่น ผมขอเข้าไปนั่งข้างในกับคนรู้จักก็แล้วกัน”

กล่าวเพียงเท่านั้นก็เลือกสั่งเครื่องดื่มก่อนจะผละจากไปยังเป้าหมายที่เล็งไว้ ท่าทางเศร้าสร้อยของหญิงสาวประกอบกับท่าทางเคร่งเครียดของคนที่โต๊ะมุมในสุด เอกวีร์รู้แล้วว่าเขาจะเข้ามาแทรกกลางความสัมพันธ์ของคนทั้งคู่ได้อย่างไร

“สวัสดีครับคุณขุน”

เสียงทักทายทำให้คนที่กำลังนั่งคิดอะไรเพลินๆ ต้องหันกลับมามอง นัยน์ตาคมสบเข้ากับดวงตาเจ้าเล่ห์ของหมอหนุ่มที่มายืนอยู่ข้างโต๊ะพอดิบพอดี ริ้วรอยความสงสัยที่ฉายออกมาทำให้เอกวีร์กระตุกยิ้ม

“พอดีวันนี้ลูกค้าเยอะ ถ้าไม่รังเกียจผมขอนั่งด้วยคนได้หรือเปล่าครับ”

“เชิญครับ”

คำพูดสุภาพทำให้ขุนศึกต้องผายมือเชื้อเชิญให้อีกฝ่ายนั่งลงบนเก้าอี้ฝั่งตรงข้ามอย่างเสียไม่ได้ พิมพรเดินเข้ามาเสิร์ฟเครื่องดื่มและขนมที่หมอหนุ่มสั่งในนาทีถัดมา ก่อนที่ทุกอย่างจะเงียบกริบลงดังเดิม

นายแพทย์เอกวีร์ เวชพิสิฐ มองเสี้ยวหน้าคมคายของคนฝั่งตรงกันข้ามที่หันกลับไปสนใจบรรยากาศภายนอกมากกว่าคนร่วมโต๊ะเช่นเขา ริ้วรอยความเครียดปรากฏให้เห็นอยู่ในดวงตาคม ความเหนื่อยล้าคล้ายคนคิดหนักทำให้หมอหนุ่มกระหยิ่มในใจ ดูท่าการประกาศตัวเมื่อวันก่อนของเขาจะได้ผล แม้ว่าวันนั้นจะเสียหน้าเพราะคนกลางเช่นรมิตาเลือกวิศวกรหนุ่มมากกว่าจะเป็นศัลยแพทย์เช่นเขาก็ตาม

“คุณเคทเธอน่ารักดีนะครับ” แสร้งยกถ้วยกาแฟขึ้นจิบโดยทำทีคล้ายชวนคนร่วมโต๊ะคุยธรรมดา แต่ขุนศึกกลับรู้สึกระคายหูเพราะการพูดถึงบุคคลที่สามนั่นต่างหาก สายตาของหมอหนุ่มมองไปทางรมิตาที่ยกเครื่องดื่มมาเสิร์ฟโต๊ะใกล้ๆ ดวงตาที่ทอประกายอะไรบางอย่างทำให้ขุนศึกต้องมองตามร่างนั้นอย่างเสียไม่ได้

“ครับ” เขารับคำเบาๆ

เอกวีร์จึงถือโอกาสหันกลับมาสำรวจคนตรงหน้าอีกครั้ง สายตาที่ยังคงมองรมิตาอยู่ไม่ห่างนั้นทำให้เอกวีร์เห็นความห่วงใยที่ฉายชัดอยู่ในดวงตาคู่คม อยากรู้นักว่าจะห่วงมากแค่ไหน

“คุณขุนจะว่าอะไรไหมครับถ้าผมจะจีบเธอ” คำขออนุญาตด้วยประโยคเรียบง่ายทำให้คนถูกขอต้องหันกลับมามองนิ่ง

ขุนศึกรู้ว่าหมอหนุ่มรู้ถึงความสัมพันธ์ของเขาและรมิตาแต่อีกฝ่ายก็ยังกล้าที่เอ่ยคำนั้น อะไรที่ทำให้นายแพทย์ฝีมือดีตรงหน้าเลือกที่จะเอ่ยคำนั้น คำที่บอกชัดว่าต้องการเปิดสงครามกับเขา มุมปากของหมอหนุ่มขยับยกขณะเอ่ยต่อ

“ในฐานะที่คุณขุนเป็นแค่รุ่นพี่...ผมเลยอยากจะบอกให้รู้ไว้”

ดวงตาภายใต้กรอบแว่นจึงมั่นคง แน่วแน่และจริงจังอย่างที่ขุนศึกมองแล้วรู้สึกได้ ขุนศึกปฏิเสธไม่ได้ว่าลึกๆ เขาหวังว่าคนตรงหน้าจะมั่นคงและจริงจังกับรมิตามากพอ เมื่อความต้องการฉายชัด คนถูกขออนุญาตที่มีฐานะเพียงรุ่นพี่จึงนิ่งระหว่างฟังอีกฝ่ายพูดต่อ

“ผมรู้ว่ามันอาจจะเร็วไปที่ผมจะเอ่ยคำนั้นเพราะเพิ่งรู้จักกับเธอได้ไม่นาน แต่คุณก็ทราบดีไม่ใช่หรือครับว่าเธอทำให้คนรอบข้างตกหลุมรักได้โดยง่าย และผมก็คงเป็นหนึ่งในนั้น ผมชอบเธอและอาจจะมากพอที่จะเอ่ยคำว่ารัก”

คำประกาศชัดทำให้คนฟังนิ่งไป คำที่ขุนศึกไม่เคยเอ่ย แต่คนตรงหน้ากลับพูดมันออกมาได้อย่าง่ายดาย

“มันพูดง่ายขนาดนั้นเลยเหรอครับ”

“ก็แค่ซื่อตรงกับหัวใจของตัวเอง มันจะไปยากอะไรล่ะครับ”

หมอหนุ่มว่าพลางยกกาแฟรสโปรดของตนเองขึ้นจิบขณะรอดูปฏิกิริยาของคนที่เขากำลังขอ ไม่มีท่าทางโกรธขึ้งอย่างที่หวังจะได้เห็น กลับมีเพียงความนิ่งเงียบและโคลงศีรษะเบาๆ เมื่อฟังประโยคนั้นจบลง ท่าทางราวกับยอมรับทำให้หมอหนุ่มต้องลอบสังเกตสีหน้าอีกฝ่ายยิ่งกว่าเดิม และคิดหาวิธีเพิ่มเชื้อไฟลงไปอีก

“ถ้าคุณมั่นใจว่าทำให้เธอมีความสุขได้” เสียงทุ้มฟังดูอ่อนล้ายามเมื่อเอ่ยประโยคนั้นออกมา ประโยคที่บ่งชัดว่าเปิดโอกาส ทำให้คนคิดที่จะแย่งกระตุกยิ้มเมื่อทุกอย่างง่ายกว่าที่คิด

“ผมมั่นใจว่าผมทำได้ดีกว่าคุณ”

 

 







ดวงใจขุนศึก ราคาเล่มละ 276.25 บาท (ราคาหน้าปก 325 บาท )

จัดส่งฟรีพร้อมของที่ระลึก

สั่งซื้อรูปเล่มที่ Fan page : สำนักพิมพ์ปองรัก

                     Fan page : สิรินรชา นาถธีรธาดา

หรือสนใจรูปแบบอีบุ๊ค สามารถกดซื้อได้ที่ 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 41 ครั้ง

0 ความคิดเห็น