ดวงใจขุนศึก [สนพ. ปองรัก]

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 204,942 Views

  • 589 Comments

  • 1,947 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

  • Month Views
    60

    Overall
    204,942

ตอนที่ 19 : ตอนที่ 7 [70%]

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 2897
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 32 ครั้ง
    2 ก.ค. 61

 “เคท”

เสียงทุ้มกระซิบเรียกหลังจากนายแพทย์หนุ่มเอ่ยขอตัวไปได้เกือบสิบนาที แต่รมิตายังคงกอดแขนของเขาแน่นไม่ยอมปล่อย ไหล่บางสั่นไหวยามเมื่อหัวใจของเธอรู้สึกถึงลางสังหรณ์บางอย่าง บางอย่างที่อยู่ในคำพูดของชายคนรัก ขุนศึกเอ่ยคำว่า ‘ยินดี’ แม้จะเป็นการโต้ตอบชวนหัว แต่คนที่คิดกลับรู้สึกว่าเขากำลังจะยกเธอให้ใคร ยกให้โดยไม่ถามความรู้สึกของเธอเลยแม้แต่น้อย

“เคทครับ” ขุนศึกตัดสินใจเรียกคนรักอีกครั้ง และครั้งนี้ก็ทำให้หญิงสาวได้สติ

ดวงหน้าหวานซีดเซียวเงยขึ้นมองสบตาคนตัวใหญ่พร้อมขานรับเสียงเบาหวิว

“คะ”

“เคทไหวหรือเปล่า หน้าซีดมากเลย” คนมองใจหายเมื่ออาการไม่สบายจากช่วงเช้ากลับมาอีกครั้ง ภายในดวงตาคู่สวยมีแววหวาดหวั่นจนเขารู้สงสารจับใจ “ไปนั่งพักก่อนไหม”

เหมือนว่าความห่วงใจที่ส่งมาพร้อมน้ำเสียงนุ่มทุ้มนั้นจะทำให้รมิตาได้สติ หญิงสาวพยายามคลี่ยิ้ม บางทีเธออาจจะคิดมากไปเอง เขาแค่พูดโต้ตอบกับเอกวีร์เพราะไม่มีคำใดเหมาะกว่านั้น เมื่อคิดถึงจุดนี้รมิตาก็พลันมีเรี่ยวแรงขึ้นมา

“เคทยังไหวค่ะ”

รมิตาพยายามใจสู้ แม้ว่ามุมหนึ่งจะแอบคิด แต่อย่าดีกว่า อย่าให้ความหวาดระแวงเพียงนิดมาทำให้ความสัมพันธ์ของเขาและเธอต้องจบลง

รมิตาปล่อยมือ หมุนตัวกลับไปยังชั้นวางของที่เรียงรายอยู่ตรงหน้า พยายามอย่างยิ่งที่จะจดจ่อสมาธิกับของที่ตนเองต้องซื้อ สมุดจดรายการของที่ต้องซื้อถูกหยิบขึ้นมาเปิดอ่านทั้งที่มือเย็นเฉียบและสั่นจนเห็นได้ชัด ขุนศึกฉวยสมุดในมืออีกฝ่ายมาถือพร้อมกับรวบมือเล็กลงมากุมมั่น ถ่ายทอดความอบอุ่นให้เธอรับรู้ว่าเขายังยืนอยู่ตรงนี้ แม้จะเป็นแค่ตอนนี้ก็ตาม

 

แลนด์โรเวอร์สีดำมันปลาบจอดสนิทหน้าประตูรั้วอัลลอยด์ในเวลาสิบเก้านาฬิกาตรง หลังจากใช้เวลาซื้อของอยู่เกือบชั่วโมง ขุนศึกก็พารมิตาไปดูหนังตามที่สาวเจ้าวางแผนไว้ รับประทานอาหารเย็นและกลับมาพร้อมกันในคราวเดียว และเหมือนบทสนทนาทุกอย่างจะเลือนหายตั้งแต่ตอนที่อยู่บนรถ ความเงียบทำให้บ่อยครั้งที่รมิตาลอบมองเสี้ยวหน้าคมของชายหนุ่ม ความนิ่งและขรึมของเขาทำให้เธอหวาดหวั่น บางทีมันอาจจะมีสาเหตุมาจากคำนั้นที่หมอวีร์เอ่ยทัก ...‘พี่ชาย’

“พี่ขุนคะ” รมิตาเรียกคนข้างตัวที่ยังคงนั่งนิ่ง ขุนศึกหันกลับมามองด้วยสายตาที่ไม่บ่งบอกว่าอยู่อารมณ์ใด แต่ก็ทำให้คนมองสบรู้สึกร้อนรนจนต้องพูดต่อรัวเร็ว “เรื่องพี่ชาย เคทขอโทษนะคะ เคทไม่ได้ตั้งใจที่จะแนะนำพี่ขุนกับคุณหมอเขาไปแบบนั้น เคทแค่กลัวว่าถ้าบอกว่าเราสองคนเป็นแฟนกัน พี่ขุนจะไม่พอใจก็เลย...”

เสียงหวานขาดหาย ขณะที่คนตัวใหญ่พยายามนั่งฟังอย่างตั้งใจ ท่าทางรู้สึกผิดไม่ใช่เสแสร้ง ทำให้ใบหน้าคมระบายยิ้มบางๆ ให้เห็นว่าเขาไม่ได้ถือสาหรือโกรธเคืองกับเรื่องนั้นแม้แต่น้อย

ที่เขาเงียบเพราะกำลังสับสนกับความคิดของตนเองต่างหาก เขาอยากจะปล่อยมือคู่นี้แน่หรือ ถ้าหากรั้งเธอไว้ เธอจะมีความสุขอย่างที่พยายามบอกเขามากแค่ไหน และถ้าเธอพบคนใหม่ คนคนนั้นจะให้ความสุขกับเธอได้มากกว่าเขาหรือเปล่า ทุกอย่างวนเวียนอยู่ในหัว และเผลอแสดงออกทางสีหน้าที่เคร่งขรึมจนคนข้างกายอึดอัดและเข้าใจไปอีกทาง

“พี่ไม่โกรธหรอก” เขาบอกเสียงนุ่มให้เธอคลายกังวล ก่อนจะเอ่ยสัพยอกทีเล่นทีจริง “ดีเสียอีก เคทจะได้มีคนมาจีบไง”

คำพูดหวังเรียกรอยยิ้มกลับทำให้ทุกอย่างพลันเลือนหาย รมิตาหน้าซีดเมื่อจบประโยคที่คนรักเอ่ยบอก

“ทำไมพี่ขุนพูดแบบนั้นล่ะคะ”

น้ำเสียงหวั่นไหวทำให้คนเผลอพูดออกไปใจหายวาบ คำพูดที่ไม่ตั้งใจกลับสร้างความหวั่นไหวให้เธออย่างประหลาด ทั้งที่ยามปกติเธออาจจะยิ้มและท้วงกลับให้เขาหึงหวง แต่ครั้งนี้ช่างแตกต่างเมื่อคำพูดเหล่านั้นมีคำนัยให้เธอคิดตาม

“พี่ขุนพูดเหมือนจะยกเคทให้ใคร” น้ำเสียงที่ใช้แสดงถึงความไม่พอใจชัด และก่อนที่ขุนศึกจะได้กล่าวแก้ความเข้าใจผิดรมิตาก็ชิงพูดขึ้น “เคทขอโทษค่ะ ช่วงนี้เคทเป็นอะไรก็ไม่รู้ รู้สึกหงุดหงิดไปหมด”

มือบางยกไม้ยกมือประกอบคำพูดวุ่นวาย และเมื่อท้ายที่สุดไม่สามารถอธิบายให้ชายหนุ่มเข้าใจได้ เธอก็รีบหุนหันลงจากรถไปในทันที ขุนศึกรีบผวาตามด้วยไม่เคยเห็นอากัปกิริยาเช่นนี้ของเธอมาก่อน ใบหน้าหวานดูสับสนกับอารมณ์ของตนเองจนพาลหงุดหงิดกับถุงแป้งที่ตนเองซื้อมา หากขุนศึกไม่ปราดเข้าไปยื้อยุดมาถือเสียเอง ป่านนี้หน้าบ้านคงเต็มไปด้วยฝุ่นแป้งที่ปลิวว่อนเพราะน้ำมือของรมิตาเป็นแน่

“เคทเป็นอะไร” น้ำเสียงติดจะรำคาญมากกว่าจะเป็นห่วงอย่างรูปประโยคทำให้คนฟังน้ำตารื้น

“พี่ถาม”

ขุนศึกกดเสียงต่ำให้ดูคล้ายกำลังเค้นเอาคำตอบ แต่รมิตาก็ยังนิ่งเฉย เธอเริ่มหงุดหงิดเมื่ออยู่ๆ ก็รู้สึกน้อยใจเขาขึ้นมาอย่างไม่มีสาเหตุ ข้าวของที่ซื้อมาถูกชายหนุ่มนำไปเก็บให้ในครัวจนเรียบร้อย เหลือเพียงถุงเสื้อผ้าไม่กี่ถุงที่วางอยู่บนโซฟากลางห้อง รวมทั้งถุงกระดาษติดโลโก้ห้างดังขนาดไม่ใหญ่นักที่เธอจำไม่ได้ว่าซื้อมาตอนไหน รมิตาจึงเลือกที่จะหยิบมันขึ้นมาเปิดดูโดยไม่คิดจะตอบคำถามของคนตัวใหญ่

“เคท”

“เคทแค่หงุดหงิด” คนตัวเล็กโพล่งขึ้นก่อนที่ประโยคของเขาจะจบดีด้วยซ้ำ “เคทอยากอยู่คนเดียว”

“อ้อ...ที่โวยวายในรถเมื่อกี้ก็แค่หงุดหงิดพี่ใช่ไหม” คนตัวใหญ่เข้าใจไปอีกทาง

รมิตาบอกไม่ถูก จะปฏิเสธและขอโทษเหมือนทุกครั้ง ความถือดีที่ไม่เคยมีวันนี้กลับมีขึ้นมาเสียเฉยๆ เธอขอโทษเขาไปแล้วสองครั้ง ครั้งแรกเรื่องที่เธอบอกกับเอกวีร์ ครั้งที่สองคือเธอหงุดหงิดกับอารมณ์ของตนเอง และเขาควรจะเข้าใจได้แล้ว ไม่ใช่เอาแต่ถามเธออยู่อย่างนี้

“ถ้าอย่างนั้นพี่จะกลับบ้าน”

เขาบอกพร้อมเตรียมผละจาก รมิตาหันขวับกลับมามองตาปรอย เสียงหวานครางชื่อเขาเศร้าราวกับเด็กกำลังถูกทิ้ง แต่คนตัวใหญ่กลับทำเพียงส่ายหน้าไปมา

“ล็อกบ้านดีๆ แล้วกัน แล้วพี่จะโทร. หา”

บอกเพียงแค่นั้นก็เปิดประตูออกไป ส่วนคนที่เรียกร้องอยากอยู่คนเดียวกลับได้แต่นั่งจมอยู่กับความคิดเพียงลำพังเมื่อเขาไม่ง้องอนอย่างที่คนรักพึงกระทำต่อกัน...หรือนี่จะเป็นสัญญาณแรกของคนที่ต้องเลิกรา

 

ทั้งที่บอกตัวเองให้ข่มตาหลับขุนศึกกลับไม่รู้สึกง่วงแม้แต่นิด สมองกลับวนเวียนคิดถึงใครอีกคนที่ต้องอยู่บ้านเพียงลำพัง แม้ว่าตอนที่กลับมาถึงบ้าน เขาจะได้โทรศัพท์ไปคุยกับหญิงสาวแล้วก็ตาม แต่นั่นก็ยังไม่เพียงพอ เขาห่วง กลัวว่าอาจจะเกิดอันตรายขึ้นกับเธอ ทั้งที่หลายครั้งเวลาเขาต้องออกตรวจไซต์งานที่ต่างจังหวัดรมิตาก็สามารถอยู่เพียงลำพังได้ แต่ครั้งนี้แตกต่าง เขากังวลจนพานนอนไม่หลับ อาจเพราะเธอกำลังไม่สบาย ใช่! อย่างเมื่อเช้านั่นอย่างไร แต่เมื่อตอนบ่ายเธอก็อาการดีขึ้นแล้วไม่ใช่หรือ ความคิดอีกฝั่งแย้งกลับ และเมื่อความคิดถูกแบ่งออกเป็นสองฝ่ายขุนศึกก็ผุดลุกขึ้นนั่งท่ามกลางความมืดที่มีเพียงแสงไฟจากรั้วบ้านส่องเข้ามาพอให้เห็นเพียงลางๆ เท่านั้น

‘…ถ้าอย่างนั้นผมขอฝากตัวเป็นรุ่นน้องอีกสักคนนะครับ’

คำพูดของหมอหนุ่มแม้จะเจ็บใจแต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าความคิดอีกฝั่งรู้สึกยินดี นายแพทย์เอกวีร์ เวชพิสิฐ หน้าที่การงานไม่เลวนักในสายตาของนักธุรกิจเช่นเขา ความตรงไปตรงมาในหลายครั้งที่พบเจอทำให้เขานึกชมอยู่ในใจ แต่มีเพียงเรื่องเดียวเท่านั้นที่ยังติดใจสงสัย สายตาที่ใช้มองรมิตาคู่นั้นราวกับมีอะไรซ่อนอยู่ อะไรบางอย่างที่เขาดูไม่ออก หลายครั้งดูคล้ายต้องการที่จะเอาชนะ แต่หลายครั้งก็ดูเหมือนพึงใจในตัวรมิตา บางครั้งยามมองมาที่เขามักมีอะไรส่งมาพร้อมดวงตาเย้ยหยันคู่นั้น คำประกาศกรายๆ ที่หลายครั้งแสดงออกชัดทางคำพูด อย่างครั้งเจอกันที่ห้างสรรพสินค้าเมื่อตอนกลางวันนั่นอย่างไร

แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ควรลองเปิดโอกาสให้เธอได้เจอใครสักคน คนที่พร้อมจะดูแลเธอ และดูแลได้ดีกว่าที่เขาทำ ให้ในสิ่งที่เธอต้องการ สิ่งที่เขาไม่สามารถให้เธอได้ คิดแล้วก็ผ่อนลมหายใจออกมายาวเหยียด เมื่อถึงวันนั้นเขาจะทนเห็นเธอเดินจากไปได้มากแค่ไหนกัน คำถามนั้นไม่มีคำตอบ เพียงแค่อกข้างซ้ายรู้สึกเจ็บแปลบทุกครั้งที่นึกถึง









ดวงใจขุนศึก ราคาเล่มละ 276.25 บาท (ราคาหน้าปก 325 บาท )

จัดส่งฟรีพร้อมของที่ระลึก

สั่งซื้อรูปเล่มที่ Fan page : สำนักพิมพ์ปองรัก

                     Fan page : สิรินรชา นาถธีรธาดา

หรือสนใจรูปแบบอีบุ๊ค สามารถกดซื้อได้ที่ 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 32 ครั้ง

0 ความคิดเห็น