ดวงใจขุนศึก [สนพ. ปองรัก]

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 204,965 Views

  • 589 Comments

  • 1,946 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

  • Month Views
    83

    Overall
    204,965

ตอนที่ 12 : ตอนที่ 4 [100%]

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 3239
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 24 ครั้ง
    24 มิ.ย. 61

สิบเจ็ดนาฬิกาสามสิบนาที รมิตาฝากร้านไว้กับพนักงานให้จัดการปิดร้านแทน หญิงสาวเดินยิ้มออกมาหาคนตัวโตที่ยืนพิงประตูแลนด์โรเวอร์สีดำมันปลาบรอท่าอยู่ห่างจากร้านไปไม่กี่ก้าว ขุนศึกอยู่ในชุดเสื้อเชิ้ตสีเข้มพับแขนถึงข้อศอก กอดอกมองคนเดินเข้ามาใกล้ด้วยการยิ้มมุมปากเพียงบางๆ รมิตาในชุดกระโปรงสีชมพูอ่อนดูสดใส ใบหน้าสวยถูกแต่งแต้มไว้เพียงนิด แต่นั่นก็มากพอที่จะทำให้เธอดูสวยสง่าและน่าชมจนยากที่จะถอนสายตาออกไปได้

“รอนานไหมคะ” เอ่ยถามขณะที่เขาเปิดประตูฝั่งข้างคนขับไว้รอ รมิตาก้าวขึ้นไปนั่งพร้อมส่งยิ้มหวานเมื่อขุนศึกส่ายหน้าไปมาเบาๆ

“เพิ่งมาถึงตอนที่โทร. บอกเคทนั่นแหละ”

เขาปิดประตูให้แผ่วเบาก่อนจะก้าวอ้อมไปขึ้นฝั่งคนขับ ใบหน้าคมหันกลับมามองคนตัวเล็กที่ยังคงส่งยิ้มมาให้ มือหนายกขึ้นแตะที่พวงแก้มนุ่มก่อนจะยื่นหน้าเข้ามาจุมพิตที่ริมฝีปากอิ่มแผ่วเบาและผละห่าง ช่วงเวลาแห่งความทรงจำที่เขาจะไม่มีวันลืม

“อยากกินอะไรเป็นพิเศษไหม”

รมิตายิ้มกว้างเมื่อถูกเอาใจ เธอส่ายหน้าไปมา ก่อนตอบ “เคทยังไงก็ได้ แล้วแต่พี่ขุน”

“ถ้าอย่างนั้นไปร้านเดิมของเรากันนะ”

เมื่อเห็นคนตัวเล็กพยักหน้าเห็นด้วย ขุนศึกก็ออกรถเพื่อไปยังจุดหมายปลายทางทันที ร้านเดิมของเราคือร้านอาหารสไตล์บ้านและสวนที่เป็นสถานที่แห่งความทรงจำของคนทั้งสอง วันครบรอบทุกปีทั้งคู่จึงมักใช้บริการที่ร้านอาหารแห่งนี้เสมอ ที่สำคัญคือสถานที่ที่เป็นจุดเริ่มต้นของเขาและเธอ

ผ่านมาเจ็ดปีแล้ว ณ ที่แห่งนี้ ขุนศึกหันกลับมามองคนข้างกาย มือใหญ่เลื่อนจากกระปุกเกียร์มาเป็นมือนุ่มที่วางอยู่บนตัก บีบกระชับให้ตัวเล็กได้รู้สึกถึงความอบอุ่นที่ต้องการส่งผ่าน เจ็ดปีที่ผ่านมาหลายอย่างอาจเปลี่ยนไป แต่สำหรับคนข้างกายไม่เคยเปลี่ยนแปลง เธอยังเหมือนวันแรกที่คบกันจนกระทั่งวันนี้ และจากนี้ก็ยังอยากให้คงอยู่ตลอดไป

 

แสงอาทิตย์ที่ลอดผ่านผ้าม่านผืนหนาเข้ามาในห้องปลุกให้รมิตาตื่นจากนิทรา หญิงสาวค่อยๆ ลืมตาขึ้นมองรอบตัว และก็พบเข้ากับแผ่นอกกว้างของใครบางคน ลมหายใจอุ่นรินรดที่กระหม่อมบางขณะที่ทรวงอกของเขาขยับขึ้นลงเป็นจังหวะ ทำให้หวนคิดถึงอ้อมกอดอันอบอุ่นของค่ำคืนที่ผ่านมา รมิตาอยากซุกซบและโอบกอดไว้ต่ออีกนิดเพื่อยืนยันว่าเธอไม่ได้ฝันไป แต่สุดท้ายก็ต้องตัดใจเมื่อระลึกได้ว่าเวลานี้สายมากแล้ว เธอต้องเตรียมอาหารเช้าไว้ให้เขาก่อนไปทำงาน รมิตาขยับตัวเตรียมผละจาก แต่ท่อนแขนแข็งแรงที่วางทับอยู่เหนือเอวคอดกิ่วกระชับรัดร่างเล็กเข้ามากอดแน่น

“ยังเช้าอยู่เลย จะรีบไปไหน หืม”

เสียงทุ้มบ่นงึมงำก่อนจะกดจมูกสูดกลิ่นแชมพูหอมกรุ่นจากกลุ่มผมสวย เขาอยากจะกอดเธอไว้ในอ้อมแขนให้นานที่สุดเท่าที่จะนานได้ ทดแทนอนาคตที่อาจจะไม่มีเธออยู่ข้างกาย

“ไปเตรียมอาหารเช้าให้พี่ขุนค่ะ”

“เดี๋ยวค่อยเตรียมก็ได้ ตอนนี้พี่ยังอยากกอดเคทอีกนิด” คนตัวโตกลายร่างเป็นเด็กชายงอแงกอดร่างแน่งน้อยไม่ยอมปล่อย “ทดแทนที่ไม่ได้กอดมาตั้งสองวัน”

คำพูดราบเรียบของชายหนุ่มทำให้รมิตาตัวแข็งทื่อ แค่อยากกอดเท่านั้นหรือ รมิตาคิดอย่างน้อยใจจนเธอเริ่มสงสัยในความรู้สึกของตนเองช่วงนี้ เธอน้อยใจเขาเก่งเหลือเกิน คำพูดเพียงเล็กน้อยก็ทำให้คิดมากจนพานน้ำตาไหล คิดแล้วน้ำตาหยดหนึ่งก็กลิ้งตัวลงมาตามร่องจมูก เสียงสูดหายใจติดขัดทำให้คนกอดต้องก้มลงมองคนในอ้อมแขน

“เคทร้องไห้ทำไม”

รมิตาไม่ตอบแต่รีบยกมือขึ้นเช็ดหยดน้ำสีใสเหล่านั้นออกจากแก้มนวลราวกับไม่ต้องการจะให้เขาเห็น ขุนศึกหายใจไม่ทั่วท้องเมื่อคนรักไม่ยอมตอบ มือหนาเชยปลายคางขึ้นเพื่อสบสายตา แต่หญิงสาวกลับหลุบตาต่ำราวกับต้องการหลบหลีก ขุนศึกจึงได้แต่ครางเรียกชื่อแหบโหย

“เคท”

“เคทจะออกไปเตรียมอาหารเช้าค่ะ”

“อย่าเลย เคทอยู่นี่เถอะเดี๋ยวพี่จัดการเอง” ขุนศึกบอกพร้อมกับก้มลงจูบที่หน้าผากนวลแผ่วเบาก่อนผละห่าง บางทีเขาอาจจะเรียกร้องจากเธอมากเกินไป คิดแล้วก็นึกอยากตีอกชกหัวตนเองที่ช่วงนี้เขาอยากคลุกคลีอยู่กับเธอตลอดเวลา

เวลาเจ็ดนาฬิกาตรงไม่ขาดไม่เกินแลนด์โรเวอร์สีดำมันปลาบก็แล่นเลียบเข้ามาจอดบริเวณหน้าร้าน รมิตายกกระเป๋าขึ้นคล้องไหล่เตรียมลงจากรถแต่ขุนศึกดึงแขนเรียวไว้ได้ทัน

“ตอนเที่ยงพี่จะมากินข้าวด้วย เคทรอนะ”

น้ำเสียงออดอ้อนที่มาพร้อมแววตาพราวระยับอย่างที่น้อยครั้งนักเขาจะทำ ชวนให้คนถูกมองรู้สึกขัดเขินขึ้นมาอย่างประหลาด ทั้งที่เขาเพียงแค่บอกว่าจะลงมารับประทานอาหารกลางวันด้วยเท่านั้น

“ค่ะ”

เสียงตอบรับทำให้คนฟังยิ้มกว้าง ใบหน้าคมยื่นเข้าไปจุมพิตที่แก้มนวลแผ่วเบา

“แล้วเจอกันครับ”

รมิตาพยักหน้ารับเขินๆ ก่อนจะก้าวลงจากรถ ยืนรอจนกระทั่งเขาขับรถจากไปทั้งที่ใบหน้าแดงก่ำ เมื่อเช้าเขาคงหมายความอย่างที่พูดไม่ได้มีอะไรแฝงความนัยมากกว่านั้น เธอคงคิดมากเกินไป รมิตาดุตัวเองก่อนจะหมุนตัวเดินเข้าร้านเพื่อทำงานของตัวเองเสียที

พิมพรและพนักงานคนอื่นๆ กำลังจัดร้านเพื่อเปิดให้บริการลูกค้า หน้าที่ของรมิตามีเพียงแค่จัดการรายละเอียดปลีกย่อยและตรวจสอบเอกสารเกี่ยวกับการจัดซื้อสินค้าเข้าร้านเท่านั้น เนื่องจากพนักงานทุกคนล้วนได้รับการอบรมในทุกขั้นตอนตามหน้าที่ของตนเองอยู่แล้ว แต่ถึงอย่างนั้นรมิตาก็มักที่จะลงมาคุมร้านด้วยตนเองเสมอ

หลังจากวางกระเป๋าและหยิบผ้ากันเปื้อนซึ่งเป็นเครื่องแบบของร้านมาสวมได้เพียงไม่นาน เสียงโมบายอันเล็กเหนือประตูกระจกหน้าร้านก็ดังขึ้น

“ขอโทษครับ ร้านเปิดหรือยังครับ”

เสียงทุ้มเต็มไปด้วยความเหนื่อยล้าเอ่ยถามแบบไม่เจาะจง

“สวัสดีค่ะ ร้านเปิดแล้วค่ะ” รมิตาที่ยืนอยู่บริเวณเคาน์เตอร์เยี่ยมหน้าออกมาต้อนรับเสียงใสก่อนจะชะงักไปเมื่อจำได้ว่าเขาคือลูกค้าคนเมื่อวาน และเหมือนอีกฝ่ายจะจำได้ดุจเดียวกันเพราะเขาส่งยิ้มเปิดเผยกลับมาให้

“ดีจังครับ ผมกำลังอยากได้กาแฟเข้มๆ สักแก้ว”

“ถ้าอย่างนั้นก็เชิญด้านในได้เลยค่ะ” ว่าพร้อมผายมือเชื้อเชิญให้เข้าไปภายใน ชายหนุ่มในชุดเสื้อเชิ้ตสีอ่อนและกางเกงสแล็กสีเข้มก้าวตามไปอย่างว่าง่าย

ชายหนุ่มสั่งเครื่องดื่มและขนมสองชิ้น หญิงสาวรีบจดออร์เดอร์ลงบนกระดาษแผ่นเล็กและเอ่ยทวนรายการให้ฟัง แต่ยังไม่ทันที่เธอจะเดินกลับไปจัดการตามรายการที่เขาสั่ง นายแพทย์เอกวีร์ เวชพิสิฐก็พูดขึ้นมาอีก

“ผมนึกว่าคุณทำงานที่ร้านดอกไม้นั่นเสียอีก” เขาว่าพลางบุ้ยปากไปทางร้านดอกไม้ที่อยู่ติดกัน รมิตามองตามและยิ้มตอบบางๆ

“ร้านเดียวกันค่ะ”

“อ้อ...อย่างนั้นเหรอครับ” คำอธิบายจากสาวเจ้าทำให้คนฟังเข้าใจได้ในทันที ใบหน้าหล่อเหลาตามแบบฉบับตี๋อินเตอร์ขยับขึ้นลงประกอบคำพูดก่อนที่หญิงสาวจะผละออกไป

นัยน์ตาคมมองผ่านเลนส์แว่นไร้กรอบของตนเองตามร่างระหงที่เยื้องย่างไปตามจุดต่างๆ ของร้าน พนักงานคนอื่นๆ ดูจะเกรงใจและอยู่ในท่าพร้อมรับคำสั่งจากหญิงสาวตลอดเวลา ทำให้เขาอดสงสัยไม่ได้ว่าเธอคือใครกัน แต่สิ่งที่ทำให้เขามองตามในวันนี้คงเป็นใบหน้าหวานและดวงตาที่เต็มไปด้วยความสุขคู่นั้น มันช่างแตกต่างกับเมื่อวาน จนอดคิดไม่ได้ว่าเพราะอะไรที่ทำให้ผู้หญิงสวยหวานแววตาเศร้ากลายเป็นผู้หญิงที่ดวงตาเต็มไปด้วยความสดใสและความสุขเช่นนั้นได้เพียงชั่วข้ามคืน

“ขอบคุณครับ คุณ...” เสียงทุ้มขาดหายหวังทำความรู้จักกับหญิงสาว

รมิตาเงยหน้าขึ้นเลิกคิ้วมองลูกค้าหนุ่มอย่างไม่ค่อยเข้าใจนัก ก่อนจะตอบออกไปเมื่อเขาทำอากัปกิริยาเร่งเร้าเอาคำตอบเข้ามาอีก

“รมิตาค่ะ”

“ยินดีที่ได้รู้จักนะครับ ผมเอกวีร์”

คำแนะนำตัวโดยไม่ได้ร้องขอทำให้รมิตานิ่งไปนิด ก่อนจะพยักหน้ารับและวางจานขนมลงเคียงข้างถ้วยกาแฟเอสเปรสโซ่ที่เสิร์ฟไปก่อนหน้า ท่าทางไม่รับไมตรีทำให้หมอหนุ่มต้องเปลี่ยนกลยุทธ์กะทันหัน

“จะรังเกียจไหมครับ ถ้าผมอยากจะเชิญคุณนั่งคุยเป็นเพื่อนแก้ง่วง”

คำถามกึ่งขอร้องทำให้รมิตารู้สึกลำบากใจไม่น้อยที่ต้องนั่งคุยกับลูกค้า แม้ว่าเวลานี้ภายในร้านจะมีลูกค้าอยู่บางตา แต่มันก็ดูไม่สมควรนักที่เธอจะทำเช่นนั้น แต่หากปฏิเสธมันคงเป็นการเสียมารยาทต่อลูกค้าเช่นเดียวกัน ที่สำคัญเขาเลือกใช้คำว่า ‘ง่วง’ แทนคำว่า ‘เหงา’ คำที่ใช้จึงดูไม่มีนัยใดแอบแฝงทำให้เธอตอบตกลง

“ด้วยความยินดีค่ะ”

รมิตานั่งลงบนเก้าอี้หวายเทียมสีชมพูอ่อนตรงหน้า เอกวีร์ยิ้มเพียงนิดเมื่อท้ายที่สุดเธอก็ยอมอยู่คุยตามที่ร้องขอ ประโยคสนทนาง่ายๆ จึงเริ่มต้นขึ้นอย่างมีชั้นเชิง ผู้ชายที่ผ่านผู้หญิงมานับไม่ถ้วนเช่นเขาย่อมรู้ว่าสถานการณ์แบบใดควรรุกหรือหยุด แต่กับหญิงสาวตรงหน้าเขาควรยื้อให้เธอทำความรู้จักกับเขาให้นานที่สุด

“ขอบคุณนะครับที่คุณเคทอุตส่าห์นั่งคุยเป็นเพื่อน ผมเลยหายง่วงเมื่อเจอคนคุยถูกคอ”

หมอหนุ่มยิ้มอารมณ์ดีเมื่อบทสนทนาที่กินเวลากว่าครึ่งชั่วโมงจบลง มากพอแล้วกับการทำความรู้จักกับคนตรงหน้าในวันแรก และมากพอแล้วที่จะไม่ทำให้กระต่ายน้อยหน้าหวานคนนี้รู้ตัวว่าเขากำลังหวังอะไร

นัยน์ตาคู่คมใต้กรอบแว่นสีใสเพิ่มระดับความน่าเชื่อถือจนรมิตาไม่ทันระวังตัว เธอรู้สึกถูกชะตากับศัลยแพทย์หนุ่มตรงหน้า ความช่างคุยทำให้เขาดูเป็นกันเอง อาชีพการงานดูน่าเชื่อถือ และประโยคสนทนาที่เน้นการพูดคุยเรื่องทั่วไปมากกว่าจะโอ้อวดสรรพคุณความเก่งกาจ ทำให้หญิงสาวผ่อนคลายความตึงเครียดจนกลายเป็นความไว้ใจไปในที่สุด

“ด้วยความยินดีค่ะ ถ้าปล่อยให้คุณหมอที่เพิ่งออกจากห้องผ่าตัดกลับบ้านทั้งที่กำลังง่วงจนเกิดอุบัติเหตุเคทคงเสียใจแย่” น้ำเสียงหวานใสราวกับระฆังแก้วทำให้คนฟังรื่นหูจนนึกอยากคุยกับเธอให้นานกว่าที่เป็นอยู่

“เจ้าของร้านน่ารักแบบนี้ สงสัยผมคงต้องหาโอกาสมาดื่มกาแฟที่นี่บ่อยๆ แล้วละครับ” เอกวีร์สัพยอกให้สาวเจ้าได้ขวยเขิน

ความจริงโรงพยาบาลที่เขาทำงานอยู่ไม่ไกลจากที่นี่มากนัก อีกทั้งร้านของหญิงสาวก็เป็นทางผ่านทั้งขาไปขากลับ การที่จะปลีกตัวหาเวลาออกมาลิ้มรสกาแฟหอมกรุ่นจึงไม่ใช่เรื่องยาก โดยเฉพาะการมีเธอเป็นเพื่อนคุย ผู้หญิงที่เพิ่งพบเจอ แต่กลับตรึงสายตาคนมองให้ใจเต้นแรง ท่าทางเรียบๆ แต่เป็นธรรมชาติ ทั้งยังวางตัวที่ขีดเส้นกั้นไว้เสมอ ทำให้เขานึกอยากจะก้าวผ่านเส้นที่เธอบรรจงกั้นไว้ดูสักที อยากรู้ว่าดินแดนฝั่งนั้นมีอะไรซ่อนอยู่

“ทางร้านยินดีต้อนรับค่ะ โดยเฉพาะลูกค้าคุยสนุกแบบคุณหมอ” รมิตาเอ่ยได้เพียงแค่นั้นก็เงียบลงเมื่อพิมพรนำกล่องขนมหลายชนิดที่ชายหนุ่มสั่งไปฝากผู้ป่วยในความดูแลมายื่นส่งให้เจ้านายสาว รมิตารับมาวางบนโต๊ะขณะที่หมอหนุ่มเหมือนจะรู้เวลา

นายแพทย์เอกวีร์ เวชพิสิฐ แสร้งยกนาฬิกาข้อมือยี่ห้อดังขึ้นดูและอุทานเบาๆ

“แปดโมงครึ่งแล้ว” ใบหน้าคมตีหน้าเศร้า “ผมคงต้องขอตัวก่อน ขอบคุณสำหรับกาแฟและขนมอร่อยๆ นะครับ”

“ขอบคุณที่ช่วยอุดหนุนเค้กของทางร้านเช่นเดียวกันค่ะ”

รมิตาส่งยิ้มตอบกลับพร้อมเลื่อนกล่องขนมติดโลโก้ร้านไปให้ตรงหน้า ซึ่งเป็นจังหวะเดียวกันกับที่หมอหนุ่มเฝ้ารออยู่ก่อนหน้า นิ้วเรียวยาวขาวละเอียดปานสตรีสัมผัสหลังมือนุ่มได้พอดิบพอดี ก่อนจะรีบดึงมือออกด้วยท่าทางที่บอกให้รู้ว่าเขาไม่ได้ตั้งใจ

“ขอโทษครับคุณเคท” หมอหนุ่มเอ่ยขอโทษขอโพย หวังใช้มันสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจจากหญิงสาว ซึ่งรมิตาก็เชื่อสนิท เธอจึงส่ายหน้าอย่างไม่ถือสา เอกวีร์กระตุกยิ้มที่มุมปากในจังหวะที่หญิงสาวไม่มีทางได้เห็น

“ถ้าอย่างนั้นผมขอตัวก่อนนะครับ แล้วจะมาอุดหนุนใหม่”

“ขับรถระวังๆ นะคะ”

รมิตาเดินออกมาส่งถึงหน้าร้าน ท่าทางเรียบๆ ของหญิงสาวทำให้หมอหนุ่มนึกชอบใจ ไม่นานหรอก เขาหวังว่าเธอจะไม่ส่งเขาแค่ที่หน้าร้านแต่จะต้องออกไปพร้อมกับเขา...กระต่ายหน้ารถคนใหม่

 

ถัดออกไปไม่ไกลนักมีเมอร์เซเดส - เบนซ์สีเงินคันหนึ่งจอดติดไฟแดงที่สี่แยกไม่ไกลจากร้านของรมิตา ภาสกรหันซ้ายแลขวามองบรรยากาศบนท้องถนนรอบๆ แก้เบื่อก่อนที่จะจ้องเขม็งเมื่อหันไปพบภาพของรมิตากับชายหนุ่มที่ไม่ใช่น้องชายของตน ทายาทคนรองของบ้านอธิรักษ์โยธินจ้องภาพความสนิทสนมนั้นตาไม่กะพริบ รมิตาโบกมือส่งยิ้มให้ชายผู้นั้น ท่าทางที่เขาไม่เคยเห็นทำให้นึกสงสัย และเมื่อพยายามเพ่งมองใบหน้าของชายที่อยู่ในเสื้อเชิ้ตสีอ่อน ภาสกรก็ถึงกับนิ่งไปแทบจะทันที

อยู่ๆ ภาพเมื่อครั้งวันวานก็หวนเข้ามาในความคิด ภาสกรมองตามหลังรถของชายผู้นั้นไปจนสุดสายตา ก่อนที่จะเปลี่ยนจุดหมายเป็นอีกทาง และเมื่อไฟแดงเปลี่ยนเป็นไฟเขียวเขาก็ไม่รอช้าที่จะขับรถมุ่งหน้าตรงไป ถึงเวลาที่เขาต้องจัดการอะไรๆ ให้เรียบร้อยตามที่เคยรับปากไว้เสียที

 










ดวงใจขุนศึก ราคาเล่มละ 276.25 บาท (ราคาหน้าปก 325 บาท )

จัดส่งฟรีพร้อมของที่ระลึก

สั่งซื้อรูปเล่มที่ Fan page : สำนักพิมพ์ปองรัก

                     Fan page : สิรินรชา นาถธีรธาดา

หรือสนใจรูปแบบอีบุ๊ค สามารถกดซื้อได้ที่ 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 24 ครั้ง

0 ความคิดเห็น