ดวงใจขุนศึก [สนพ. ปองรัก]

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 204,940 Views

  • 589 Comments

  • 1,948 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

  • Month Views
    58

    Overall
    204,940

ตอนที่ 10 : ตอนที่ 3 [100%]

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 3453
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 39 ครั้ง
    22 มิ.ย. 61

 

ร่างสูงล้มตัวลงนอนบนเตียงกว้างด้วยสภาพที่เรียกได้ว่าอ่อนแรง เขาขับรถกลับมาบ้านถึงบ้านได้อย่างไรก็ไม่รู้ แต่นั่นไม่สำคัญเท่าความรู้สึกเบาโหวงในอกอย่างที่กำลังเผชิญอยู่ ความจริงที่เขาไม่เคยรู้มาก่อน ความจริงที่เขามองผ่านเสมอมา ในวันนี้เขารับรู้มันแล้วอย่างชัดเจน

‘…เพราะเคทเหนื่อย เหนื่อยที่จะต้องรอว่าเมื่อไหร่พี่ขุนจะมองเห็นเคท มองเห็นความสำคัญของเคท เคทแค่อยากได้ความมั่นใจสักนิดว่าสิ่งที่เคทรอมันมีอยู่จริง แต่ที่พี่ขุนทำมาโดยตลอดคือการให้เคทรออย่างไม่มีจุดหมาย และพอมาวันนี้พี่ขุนก็พร้อมที่จะผลักเคทออกไปเมื่อเคทไม่ได้ดั่งใจเหมือนทุกที’

ถ้อยคำพรั่งพรูออกมาพร้อมกับหยาดน้ำตาที่ไหลริน โดยที่เขาไม่มีสิทธิ์แม้แต่ที่จะเอื้อมมือขึ้นไปเช็ดมันออกให้อย่างเคยยังคงตราตรึงในความทรงจำ ตลอดเวลาที่เธออยู่ข้างเขา เขากลับทำร้ายเธออย่างเลือดเย็นที่สุด ไม่มีคำหวาน ไม่มีความมั่นคงใดๆ มอบให้ แต่เธอก็ยังคงเฝ้ารอ รอว่าสักวันเขาจะมอบมันให้กับเธอ คอยอยู่เคียงข้างโดยไม่ปริปาก รอยยิ้มที่เคยมีวันนี้กลับมีเพียงหยาดน้ำตาที่เขามอบให้พร้อมความเจ็บปวด เธอคงเหนื่อยอย่างที่บอก และคงทนไม่ไหวถึงได้พูดมันออกมา หลายครั้งหลายหนที่เขาทำเป็นมองข้ามความสำคัญเล็กๆ น้อยๆ แต่ไม่เคยรู้เลยว่ามันย้อนกลับมาทำร้ายคนที่ได้ชื่อว่าเป็น ‘คนรัก’ อย่างเลือดเย็นที่สุด

“เคท” เสียงทุ้มละเมอเพ้อหา ดวงหน้าที่เปรอะเปื้อนคราบน้ำตายังคงชัดเจนอยู่ในความทรงจำ “พี่ทำร้ายเคทมากขนาดนี้ เคทจะยังให้อภัยผู้ชายคนนี้อยู่อีกไหม”

คำถามแผ่วเบาราวกับต้องการกระซิบผ่านสายลมไปถึงใครอีกคนที่ป่านนี้เขาไม่รู้ว่าเธอยังคิดถึงเขาเหมือนที่เขากำลังคิดถึงเธอหรือเปล่า

‘…เคทเหนื่อย เหนื่อยที่ต้องรอและคอยวิ่งตามไขว่คว้าหาสิ่งที่ไม่มีวันเป็นจริง…’

“ถ้ามีบางสิ่งที่พี่พอจะทำเพื่อเคทได้ พี่จะทำ”

 

แสงแรกยามรุ่งอรุณลอดผ่านผ้าม่านสีทึบเข้ามากระทบเปลือกตาบวมช้ำของคนที่หลับใหลอยู่กลางเตียงนอนขนาดใหญ่ภายในห้อง รมิตาขยับกายและมองไปรอบๆ อาการปวดแปลบแล่นริ้วเข้ามากระทบอณูเนื้อจนรู้สึกราวกับถูกทุบด้วยค้อนปอนด์อันใหญ่ มือบางยกขึ้นนวดคลึงที่ขมับพลางพยายามปรือตาขึ้นจ้องสู้แสงจ้า แต่ก็ยากเหลือคณาเมื่อเปลือกตาเจ้ากรรมหนักอึ้ง ไม่ต้องส่องกระจกรมิตาก็พอจะเดาได้ว่าเวลานี้ดวงตาของเธอคงแดงก่ำและบวมช้ำจนน่าเกลียด

ไอเย็นชืดจากเครื่องปรับอากาศที่ยังคงทำหน้าที่ของมันอย่างไม่ลดละ ยังไม่เหน็บหนาวเท่ากับหัวใจดวงน้อยที่เปียกปอนเพราะหยาดน้ำสีใสที่ไหลริน ทั้งยังไร้ไออุ่นให้อิงแอบเหมือนเช่นเคย

“พี่ขุน”

ริมฝีปากแห้งผากกระซิบเรียกหาคนใจร้ายที่ทิ้งให้เธอนอนร้องไห้เพียงลำพังโดยไม่คิดที่จะง้องอน จนป่านนี้เธอก็ยังเพ้อหาคนใจร้ายคนนั้น

‘…เคทแค่อยากได้ความมั่นใจสักนิดว่าสิ่งที่เคทรอมันมีอยู่จริง แต่ที่พี่ขุนทำมาโดยตลอดคือการให้เคทรออย่างไม่มีจุดหมาย และพอมาวันนี้พี่ขุนก็พร้อมที่จะผลักเคทออกไปเมื่อเคทไม่ได้ดั่งใจเหมือนทุกที’

คำปรามาสที่พรั่งพรูออกไปไม่ได้รับคำกล่าวแก้อย่างที่ควรจะเป็น ขุนศึกเงียบ ไม่ปริปากตอบโต้ราวกับยอมรับในข้อกล่าวหา ยอมรับว่าเขาต้องการผลักไสเธอออกห่าง ยอมรับว่าสักวันทุกอย่างต้องจบลง เขารู้มาตลอดเวลาถึงได้ไม่เคยแสดงท่าทีให้ความหวังกับเธอ ไม่เคยเลยสักนิดขณะที่เธอได้แต่เฝ้ารอ รอทั้งที่มันไม่มีหวังเลยสักนิด

“พี่ขุนไม่เคยรักเคทเลยจริงๆ”

หยดน้ำตาที่คิดว่าเหือดแห้งไหลเอ่อกลบดวงตาแดงช้ำ ก่อนจะกลิ้งตัวตกลงไปทางหางตา เสียงสะอื้นไห้ของร่างบางดังแผ่วเหมือนหัวใจดวงน้อยที่เต้นช้าลง เขาไม่เคยสนใจเธอเลยสักนิด แต่แล้วทำไมหัวใจเจ้ากรรมถึงไม่เคยจำเสียที ทำไมยังคิดถึงคนใจร้ายคนนั้น

“ถึงเวลาที่เคทต้องยอมรับความจริงแล้วใช่ไหมคะ”

 

ท้องฟ้าที่เคยสดใสในวันนี้กลับว่างเปล่าเมื่อแสงแดดจากดวงอาทิตย์แผดจ้าเกินความจำเป็น ผ่านมากว่าสองวันแล้วที่ใครบางคนไม่มาหา ไม่มีแม้แต่เสียงโทรศัพท์ทั้งที่อยู่ห่างกันแค่ไม่กี่ช่วงตึก ไม่มีคำมั่นใดๆ มอบให้ ไม่มีคำหวานใดๆ ที่บอกให้รู้ถึงความรู้สึกข้างใน ไม่มีตัวตน และอยู่ในที่ที่ควรอยู่อย่างนี้เสมอมาและจะเป็นอย่างนี้ตลอดไป

รมิตานั่งมองมัดกุหลาบสีสวยที่เพิ่งถูกนำมาส่งให้กับทางร้านด้วยความรู้สึกหลากหลาย กุหลาบดอกงามเมื่อยามที่มันอยู่บนต้นช่างดูน่าเกรงขามเพราะมีหนามแหลมห่อหุ้ม แต่เมื่อถูกตัดออกมันก็ไม่ต่างจากซากดอกไม้ที่รอวันแห้งตายดีๆ นี่เอง เหมือนกับเธอยามที่ถูกความรักบังตา ทุกอย่างก็งดงามสว่างไสวราวกับดอกไม้แรกแย้ม ตั้งแต่วินาทีที่ถูกเด็ดออกจากขั้วเพราะคำปฏิเสธกรายๆ มันก็ราวกับตายทั้งเป็น ตายทั้งที่ยังมีลมหายใจ

มือเรียวถูกยกขึ้นเกลี่ยหยาดน้ำสีใสออกจากหน่วยตา เมื่อท้ายที่สุดเธอก็ยังคงเฝ้าคิดถึงคนใจร้ายคนนั้น คนที่ผลักไสเธอให้ห่างยามเมื่อไม่ได้ดั่งใจ เขาจะรู้บ้างไหมว่าเธอคิดถึงเขามากแค่ไหน วันเวลาที่ต้องอยู่คนเดียว เงาของเขาคอยติดตามแม้แต่ตอนที่เธอต้องนั่งรถแท็กซี่กลับบ้านเพียงลำพัง เขาจะห่วงเธอบ้างไหม แต่เขาจะสนใจทำไมกับผู้หญิงที่เขาไม่เคยรักคนนี้ เขาจะสนใจทำไมกัน

“คุณขุนไม่มาที่ร้านเลยนะคะคุณเคท” พิมพรพนักงานของร้านเอ่ยขึ้น ขณะที่นายจ้างสาวเอาแต่นั่งเหม่อมองดอกไม้ที่ถูกส่งมา และเกลี่ยน้ำตาทิ้งเบาๆ

เด็กสาวทำงานที่นี่มาหลายปีตามคำสั่งของพ่อเลี้ยงจากไร่อัศวกุล จึงพอจะรู้เรื่องราวของเจ้านายและคนรักดี แต่ครั้งนี้กลับไม่เหมือนทุกที สองวันแล้วที่คุณขุนศึกไม่มาที่ร้าน สองวันที่จากไปโดยไม่มีเหตุจำเป็นเหมือนเคย

“เขาคงยุ่ง”

รมิตาตอบกลับหวังตัดบท ทำให้คนถามต้องหยุดความสงสัยไว้เพียงเท่านั้น พิมพรก้มหน้างุดและลงมือจัดการงานในมือต่อ เมื่อนำดอกไม้เมืองหนาวที่ต้องอยู่ในอากาศเย็นตลอดเวลาเข้าตู้แช่เรียบร้อยก็หันกลับมามองคนเป็นนายอีกครั้ง ดวงตากลมหวานสีน้ำตาลมองเหม่ออกไปนอกร้านหลายครั้งหลายหนคล้ายเฝ้ารอใครบางคน แม้วันนี้จะไม่มีรอยแดงช้ำเท่าเมื่อวาน แต่กระนั้นก็ยังเต็มไปด้วยความเศร้าจนคนมองรู้สึกหดหู่ไปด้วย

“หนูขอไปทำงานที่ร้านนู้นก่อนนะคะ” พิมพรบอกและหมุนตัวไปยังร้านเบเกอรี่ที่อยู่ติดกัน

ทิ้งรมิตาให้อยู่ที่ร้านดอกไม้ที่ซึ่งสามารถมองเห็นความเป็นไปของด้านนอกได้ดีกว่าจุดอื่น เฝ้ารอว่าเขาจะเดินเข้ามาและบอกให้เธอคลายใจว่าที่เธอคิดนั้นมันไม่ถูกต้องเลยสักนิด เขารู้สึกอย่างที่เธอรู้สึก เพียงแต่การกระทำหลายครั้งเขาแสดงออกมาไม่เก่งเท่านั้นเอง ดูเอาเถอะแม้แต่ตอนนี้เธอก็ยังเลือกที่จะรอ และแก้ตัวแทนเขา รออย่างไม่มีจุดหมายเหมือนทุกที

ขณะที่ใครบางคนกำลังเฝ้ารอ ใครอีกคนก็กำลังก้มหน้าก้มตาอ่านเอกสารรายการจัดซื้อตรงหน้าด้วยสายตาจริงจังเอาเป็นเอาตายจนภาสกรอดไม่ได้ที่เอ่ยท้วง สองวันแล้วที่ขุนศึกทำงานเป็นบ้าเป็นหลัง เขาอยากจะรู้ว่ามันเกิดอะไรขึ้น เหตุใดน้องชายของเขาถึงเป็นได้ถึงเพียงนี้ จะว่าเพราะรมิตาก็ไม่น่าจะใช่ ในเมื่อวันนั้นขุนศึกมีท่าทีชัดเจนกว่าครั้งไหน และเหตุใดถึงได้มีทีท่าราวกับกำลังหนีโลกความจริงแบบนี้

“โปรเจ็กต์มันอีกตั้งสองเดือน จะรีบทำไปทำไมนักหนา”

“คุณรองเข้ามาตั้งแต่เมื่อไหร่ครับ”

ขุนศึกเงยหน้าขึ้นจากกองเอกสารถามผู้มาเยือนด้วยแววตาสงสัย ทั้งที่ความจริงเขาควรจะมีสมาธิกับการทำงานให้มากกว่านี้ แต่แค่ได้ยินคำพูดเพียงไม่กี่ประโยค สมาธิที่จดจ่อกับงานก็มลายหายไปหมด

“เมื่อกี้”

คนเป็นพี่ตอบกลับ ไม่สนใจสายตาของคนเป็นน้อง ร่างสูงขยับลงนั่งบนโต๊ะทำงานของน้องชายพลางหยิบเอกสารที่วางดาษดื่นอยู่บนโต๊ะขึ้นมาเปิดอ่าน หลายเล่มเป็นโปรเจ็กต์ในอีกหลายเดือนข้างหน้า และอีกหลายเล่มก็ยังไม่มีการเปิดประมูลด้วยซ้ำ

“คุณรองมีอะไรหรือเปล่าครับ”

“ไม่มี” คนเป็นพี่ตอบอย่างไม่สนใจ ขุนศึกผ่อนกายพิงพนักด้วยท่าทางเอาเรื่อง “แค่เห็นช่วงนี้ไม่ค่อยไปที่ร้านของเคท ก็เลยเข้ามาถาม”

“ผมไม่ว่าง”

คำตอบสวนกลับแทบจะทันที ทำให้ภาสกรต้องเลิกคิ้วมอง ก่อนจะปิดเอกสารในมือลงและวางไว้ในตำแหน่งเดิม

“ถ้าว่างก็แวะไปหาเขาด้วยแล้วกัน เคทต้องกลับบ้านคนเดียวดึกๆ มันอันตราย นายรู้ใช่ไหม”

กล่าวแค่นั้นก็เดินออกจากห้องไป ทิ้งให้น้องชายได้คิดตามในสิ่งที่พยายามบอก ข้อความที่ถูกทิ้งไว้ทำให้คนเอาแต่หนีความจริงได้เริ่มคิด สองวันที่ผ่านมาเขากำลังทำอะไรอยู่ สิ่งที่เขาทำไม่ต่างจากที่รมิตาปรามาสไว้เลยแม้แต่น้อย เขากำลังผลักไสเธอออกห่าง หนีจากเธอ หนีจากหัวใจของตัวเองเพียงเพราะคิดว่าดีสำหรับเธอ

“เคท” เสียงทุ้มพึมพำชื่อของรมิตาเบาๆ

ใจนึกอยากผละจากงานที่กองอยู่ตรงหน้าเพื่อไปหาหญิงสาวผู้เป็นเจ้าของหัวใจ แต่แล้วความคิดแย้งอีกฝั่งก็เอ่ยค้าน อย่าพยายามให้ความหวังกับเธอเลยจะดีกว่า เพราะเมื่อถึงวันนั้นรมิตาต้องเสียใจมากกว่าที่เป็นอยู่ สู้ให้เธอเสียใจในวันนี้จะดีเสียกว่า ร่างสูงล้มตัวลงนั่งบนเก้าอี้ผู้บริหารสีดำตัวใหญ่อีกหน ไหล่หนาที่เคยผึ่งผายลู่ลงตามแรงโน้มถ่วง ถ้าจะมีบางสิ่งที่เขาพอจะทำเพื่อเธอได้ เขาจะทำ แม้ว่าสิ่งนั้นจะตรงกันข้ามกับสิ่งที่เขาต้องการก็ตาม

สักวันเธอจะเจอคนที่ดีกว่า...

 

เสียงกระดิ่งอันเล็กที่แขวนอยู่เหนือประตูกระจกดังขึ้น ทำให้คนที่นั่งเหม่อหันกลับมามองทั้งรอยยิ้ม ก่อนจะกลายเป็นยิ้มเก้อเมื่อผู้มาเยือนไม่ใช่คนที่เธอกำลังเฝ้ารอ

“สวัสดีค่ะ”

รอยยิ้มแสนเศร้าที่มาพร้อมกับน้ำเสียงแสนหวาน ราวกับมนตร์สะกดให้คนมองนิ่งอึ้งไปกับคำทักทายง่ายๆ

ดวงตากลมคู่งามมีหยาดน้ำสีใสขังขอบ ก่อนจะถูกเจ้าตัวเช็ดออกขณะมองหน้าผู้มาเยือน ร่างสูงในชุดเสื้อเชิ้ตสีขาวสะอาดพร้อมกางเกงสแล็กสีเข้มและรองเท้าเข้าชุดยืนส่งยิ้มตอบกลับ ใบหน้าหล่อเหลาแต่สีผิวกลับขาวจัด ดูก็รู้ว่ามีเชื้อสายคนจีน รมิตาพยายามส่งยิ้มให้ลูกค้าหนุ่ม ร้านดอกไม้เพิ่งขยายออกมาเปิดได้ไม่นาน ทำให้ไม่ค่อยมีลูกค้าพลุกพล่านมากเท่าส่วนของร้านกาแฟ แต่กระนั้นก็ยังคงมีประปรายเพราะมีโรงพยาบาลเอกชนตั้งอยู่ใกล้ๆ

“รับอะไรดีคะ”

ลูกค้าหนุ่มยิ้มตอบพลางส่ายสายตาลอดกรอบแว่นสีใสไปรอบๆ ร้าน ดอกไม้หลายชนิดถูกจัดเรียงรายไว้อย่างเป็นระเบียบ เคาน์เตอร์สูงระดับอกสีขาวมีอุปกรณ์การจัดแต่งช่อดอกไม้วางไว้อย่างครบครัน ไม่ต่างจากริบบินหลายขนาดหลากสีที่ถูกวางมุมหนึ่งเพื่อให้ลูกค้าได้เลือกตามที่ต้องการ

“ผม เอ่อ...” เสียงทุ้มเอ่ยเพียงนิดคล้ายตัดสินไม่ถูก ขยับกรอบแว่นเบาๆ ยามมองหารูปแบบที่ถูกใจ เมื่อนึกบางอย่างขึ้นได้ชายหนุ่มก็รีบหยิบโทรศัพท์เครื่องบางรุ่นล่าสุดขึ้นมาเปิดและยื่นให้คนถามพร้อมเอ่ยเสียงอบอุ่น “ผมอยากได้ลูกหมาแบบนี้สักสองตัวใส่กระเช้าครับ”

ภาพดอกเบญจมาศสีขาวดอกใหญ่ถูกจัดวางให้คล้ายกับรูปสุนัขบนกระเช้าคือแบบที่ลูกค้าหนุ่มกำลังเอ่ยถึง และเมื่อหญิงสาวเจ้าของนัยน์ตาเศร้าพยักหน้ารับพร้อมคลี่รอยยิ้มตอบบางๆ ก็ทำเอาคนมองถึงกับหายใจผิดจังหวะ ตั้งแต่ย่างกรายเข้ามาในร้านสิ่งที่ตรึงตาเขาได้นานที่สุดคงจะเป็นเจ้าของร่างระหงในชุดแซกสีชมพูอ่อนตรงหน้า ผมยาวดัดลอนสีน้ำตาลเข้มถูกรวบไว้ด้านข้างหลวมๆ เสริมให้ใบหน้าสวยหวานตามแบบฉบับสาวเลือดผสมดูน่ามอง ยิ่งดวงตาหวานเศร้าคู่นั้นด้วยแล้วยิ่งกระตุ้นให้เขานึกอยากค้นหาสาเหตุแห่งความเศร้าของมันเหลือเกิน

ท่าทางหยิบจับดอกไม้หลากชนิดตกแต่งในกระเช้าใบเล็กทำให้คนมองเพลินตาจนเผลอยิ้ม ขณะมองสาวสวยมุ่งมั่นกับงานที่กำลังทำ

“จะแนบการ์ดไปด้วยเลยไหมคะ” รมิตาเงยหน้าขึ้นมาถามเมื่อผลงานของตนสิ้นสุดลงพร้อมกระเช้าดอกไม้หลากสีที่มีเจ้าตุ๊กตาสุนัขสองตัวเป็นพระเอกนางเอกอยู่ตรงกลางตามที่ลูกค้าต้องการไม่มีผิดเพี้ยน

“ก็ดีครับ” คนถูกถามตอบกลับพลางมองตามมือเรียวไปยังชั้นวางการ์ดหลากหลายรูปแบบ นัยน์ตาคมลอดกรอบแว่นกวาดมองผ่านๆ ก่อนจะหยิบออกมาแผ่นหนึ่งและยื่นให้กับเธอ “คุณช่วยเขียนข้อความให้หน่อยได้ไหมครับ ผมลายมือไม่สวย”

คนลายมือไม่สวยยังคงยิ้มกริ่มยามมองใบหน้าหญิงสาวร้านดอกไม้ที่ตอนนี้อยู่ห่างกับเขาไม่ถึงฟุต รมิตารับมาถือพร้อมเดินนำกลับมาที่เคาน์เตอร์อีกหนโดยไม่ได้สนใจสายตาของคนตรงหน้าเท่าใดนัก เธอเลือกที่จะหยิบการ์ดออกมาเปิดและเลือกปากกาสีสวยออกมาหนึ่งแท่งพลางถามโดยที่ยังคงไม่มองหน้าเขาดุจเดิม

“อยากให้เขียนว่าอะไรคะ”

ลูกค้าหนุ่มนิ่งคิดก่อนจะยิ้มออกมาและตอบกลับ

“เป็นกำลังให้นะครับคนเก่ง”

ถ้อยคำให้กำลังใจถูกทอดเป็นตัวหนังสือเรียงระเบียบบนการ์ดลายตุ๊กตาสีลูกกวาด รมิตาอมยิ้มน้อยๆ ให้กับข้อความดังกล่าว โดยไม่รู้ตัวสักนิดว่าถูกใครบางคนจ้องมองอยู่

“จะให้ลงชื่อว่าอะไรคะ”

“น้าหมอวีร์ครับ นายแพทย์เอกวีร์ เวชพิสิฐ”

น้ำเสียงหนักแน่นเกินกว่าการบอกกล่าวให้เขียนตาม ทำให้คนที่กำลังจรดปากกาต้องช้อนตาขึ้นมองเสี้ยวหน้าคนพูด ดวงตาคู่คมกรุ้มกริ่มที่มองตอบกลับมานั้นทำเอารมิตานิ่งไป ไม่ใช่เธอไม่เคยถูกเกี้ยวจากเพศตรงข้าม แต่เจตนาที่ชัดเจนทั้งคำพูดและแววตาเช่นนี้ทำให้เธอรู้สึกอึดอัด

เจ้าของร้านดอกไม้รีบหลุบตามองงานที่อยู่ตรงหน้า เพ่งสมาธิทั้งหมดไปที่มัน ก่อนจะจรดปากกาเขียนข้อความตามที่เขาบอก เมื่อเรียบร้อยก็จัดแจงสินค้าให้อยู่ในสภาพพร้อมส่ง

“เรียบร้อยแล้วค่ะ” รมิตายื่นสินค้าส่งให้พร้อมรายละเอียดของราคาที่ชำระ

ท่าทางไม่สนใจชายหนุ่มที่ชื่อนายแพทย์เอกวีร์ เวชพิสิฐ ทำให้คนถูกเมินกระตุกยิ้มพอใจ ไม่บ่อยนักที่เขาจะถูกเมินจากผู้หญิงสักคน โดยเฉพาะคนที่เขาสนใจ

“ขอบคุณค่ะ โอกาสหน้าเชิญใหม่นะคะ”

รมิตาเอ่ยในฐานะผู้ให้บริการที่ดี แต่คนฟังกลับไม่คิดเช่นนั้น เขาจะมาที่นี่อีก...มาเพื่อพบเธอ







คู่เเข่งมาแล้วนะอิโคถึก จะง้าวอีกไหม ถามใจตัวเองดู



ดวงใจขุนศึก ราคาเล่มละ 276.25 บาท (ราคาหน้าปก 325 บาท )

จัดส่งฟรีพร้อมของที่ระลึก

สั่งซื้อรูปเล่มที่ Fan page : สำนักพิมพ์ปองรัก

                     Fan page : สิรินรชา นาถธีรธาดา

หรือสนใจรูปแบบอีบุ๊ค สามารถกดซื้อได้ที่ 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 39 ครั้ง

0 ความคิดเห็น