Psychopath + Rebel [Bellamy Blake] The 100 FIC

ตอนที่ 8 : You set fire

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 164
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 35 ครั้ง
    28 ก.ย. 62

Psychopath and Rebel

Chapter 8: You set fire

 

            ทริสเทนเดินตามหลังเบลลามีโดยทิ้งระยะห่างเกือบสองเมตร เธอได้แต่มองแผ่นหลังของเขาที่ยังเดินหน้าต่อไปอย่างไม่ลดละ คอยมองรอยเท้า รอยอะไรก็ตามที่จะนำเขาไปหาน้องสาวได้ พวกเขาเดินมาเป็นชั่วโมงๆ จนบ่ายเคลื่อนคล้อยเข้าสู่ยามเย็น ขาทั้งสองข้างเริ่มไร้เรี่ยวแรง แต่หญิงสาวก็เดินต่อ คิดว่าแบบนี้ก็ดีเหมือนกัน อาการปวดน่องจะช่วยให้เธอลืมไปได้ว่าก่อนหน้านี้เกิดอะไรขึ้น อย่างเรื่องจูบ เรื่องมือของเขาที่ล้วงเข้ามาใต้เสื้อเธอ หยุด ฉันจะไม่คิดเรื่องนี้  ทริสเทนบอกกับตัวเองอย่างโมโหเล็กๆ


            เบลลามีหยุดเดินอยู่ข้างหน้า ไม่ห่างออกไปมากนัก ทำให้ทริสเทนเร่งฝีเท้าไป เพื่อดูว่าเกิดอะไรขึ้น ทางตรงหน้าเขาลาดยาวลงไป ค่อนข้างชัน และถ้ามีคนเดินเข้ามาโดยไม่รู้ตัว ก็อาจเดินตกลงไปได้ เพราะมันจะดูเหมือนไม่ได้มีทางลาดลงไป หญ้าปกคลุมไปทั่ว มอสสีเขียวสดขึ้นอยู่บนก้อนหิน ทำให้ดูเหมือนเป็นทางยาวต่อออกไป เบลลามีจ้องมองลงไปข้างล่าง ทริสเทนนั่งลงยองๆเกือบติดพื้น เธอสำรวจรอยเท้าบนพื้นชื้นแฉะ มีรอยปรากฏแถวนี้ชัดเจน เธอค่อนข้างมั่นใจว่าเป็นรอยของออกเทเวีย คำถามก็คือ ออกเทเวียเห็นหรือเปล่าว่ามีทางลาดตรงนี้ เธอกลิ้งตกลงไปหรือเปล่า หรือเธอเดินอ้อมผ่านมันไป เบลลามีก้มตัวลงด้วยเช่นกัน


            “เธอว่าไง?” เขาถามความเห็น


            “มีรอยชัดเจนตรงนี้ เธอน่าจะเดินมา” ทริสเทนตอบ เธอขยับถอยหลัง พยายามหารอยเท้า หรือรอยบนหญ้าชื้นๆว่ามีรอยกดทับเดินไปทางอื่นหรือเปล่า แต่มันก็ไม่มีเลย ทริสเทนไม่อยากหันกลับไปบอกเขาเลยว่า มันมีความเป็นไปได้สูงว่า ออกเทเวียจะกลิ้งตกลงไปข้างล่าง


            “เจออะไรไหม?”


            “ไม่เลย” ทริสเทนมองหน้าเขาอย่างกังวลใจ


            “งั้นเราก็ต้องลงไปข้างล่าง” เบลลามีลุกขึ้นยืน ลดกระเป๋าเป้ลงจากหัวไหล่ เปิดกระเป๋า และหยิบเชือกเส้นยาวออกมา “น่าจะยาวพอ” เธอได้ยินเขาพึมพำ “ผูกเงื่อนเป็นไหม?” เขาถาม ทริสเทนส่ายหน้า “ไม่เป็นไร งั้นถือไว้ก่อน” เขาโยนเชือกให้เธอ แล้วก็หันไปหาสำรวจรอบบริเวณ มองดูต้นไม้ที่ขึ้นอยู่ใกล้ๆ ลองดึงลำต้นของมันแรงๆ เหมือนจะตรวจสอบว่าพอจะรับน้ำหนักได้หรือเปล่า ทริสเทนเดินไปส่งเชือกให้เขา เบลลามีผูกเชือกเป็นเงื่อนอย่างชำนาญ


            “เอาละ เลดี้เฟิร์ส” เขายักคิ้วให้ ก่อนจะยื่นเชือกมาให้ “เธอเดินลงไปก่อน จับเชือกไว้ให้แน่น อย่าปล่อยมือเด็ดขาด ฉันจะอยู่ข้างหลังเธอ” ทริสเทนกัดริมฝีปากอย่างกังวลเล็กน้อย “จะอยู่ใกล้ๆเลย โอเคไหม?” เบลลามียื่นมือมาลูบศีรษะ ทริสเทนสะท้านวาบกับสัมผัสอ่อนโยนนั้น มือแข็งแกร่งของเขาเลื่อนจากศีรษะไปอ้อยอิ่งอยู่แถวเส้นผม ทิ้งความอุ่นวาบเอาไว้


            ทริสเทนจับเชือกไว้มั่นๆ เบลลามียืนแนบอยู่ข้างหลัง และเขาก็สอดมือเข้ามาโอบเอวไว้ “แบบนี้ดีกว่าไหม? ถ้าร่วงลงไป ก็หล่นลงไปทั้งคู่ไง” เบลลามีรู้สึกได้ว่าสั่นนิดๆ เขาไม่รู้ว่าเธอสั่นเพราะกลัวที่ต้องเดินลงไปในทางลาดชันๆหรือ เพราะเขากอดเธอไว้จากด้านหลัง เบลลามีจับเชือกแน่น และกอดเธอไว้แน่นเหมือนกัน พวกเขาก้าวลงไปพร้อมกันอย่างช้าๆ เส้นผมนุ่มนิ่มของเธอเคลียอยู่แถวใบหน้า เขาพอจะรู้ว่ามันคงไม่ได้สระมาหลายวัน แต่เขาไม่ว่าอะไรเลย ไม่รู้สึกรังเกียจเลยแม้แต่นิดเดียว


            ทั้งคู่มาถึงด้านล่างของเนิน เบลลามีทิ้งเชือกไว้อย่างนั้น คิดว่าขากลับคงพอจะปืนกลับขึ้นไปได้ ไม่ยากเหมือนกับตอนมา เขายังเหลือเชือกในกระเป๋าอีกสองเส้น


            “เธอตกลงมา” ทริสเทนกระซิบเบาๆ เริ่มสำรวจพื้นโดยรอบ เบลลามีเดินตามเธอไปดู เขาเห็นรอยเลือดติดอยู่บนใบไม้ แต่หลังจากนั้นก็ไม่มีรอยอีกเลย “รอยหายไปตรงนี้ แล้วก็มีรอยเท้าอีกคนเข้ามา” เสียงของเธอเริ่มสั่นไหวด้วยความหวาดกลัว


            “กราวเดอร์” เบลลามีพูดขึ้นทันที “เราต้องเร่งฝีเท้าแล้ว ไปเถอะ” ชายหนุ่มแตะมือเธอเบาๆ แล้วเร่ฝีเท้าเดินนำหน้าไป เบลลามีกัดฟันกรอด พวกมันเอาตัวน้องสาวเขาไป แค่เธอตกลงมาจากเนินก็แย่มากพออยู่แล้ว แต่ยังจับตัวเธอไปอีก ในโลกใบนี้มีออกเทเวียคนเดียวเท่านั้นที่เขาเหลืออยู่ และเขาจะไม่มีวันยอม ให้ใครมาทำร้ายน้องสาวเขา อย่างน้อย มันก็ต้องข้ามศพเขาไปก่อนล่ะ


            เบลลามีล่ากระต่ายได้สองตัวก่อนอาทิตย์จะตกดิน รอบตัวเริ่มมืด พวกเขาเริ่มมองไม่เห็นรอยเท้า และเมื่อมาถึงลำธารเล็กๆแห่งหนึ่ง เบลลามีก็ตัดสินใจว่าคงต้องหยุดพักเสียก่อน เขากับทริสเทนต่างวักน้ำขึ้นล้างหน้า แปะตามท่อนแขนเพื่อให้รู้สึกสดชื่น ก่อนจะออกเดินต่ออีกสักพัก มันไม่ใช่ความที่ดี หากจะพักแถวลำธาร เสียงน้ำไหลจะกลบเสียงเท้าของสัตว์ร้าย หรือเสียงอื่นๆที่อาจดังขึ้นในตอนกลางคืน พวกเขาเดินเลี่ยงออกไปจากลำธารให้มากที่สุด หลังจากเติมกระบอกน้ำจนเต็มเรียบร้อยแล้ว


            “ตรงนี้แล้วกัน” เบลลามีตัดสินใจ มันเป็นบริเวณที่มีต้นไม้รายล้อมอยู่ก็จริง แต่ละต้นนั้นมีระยะห่างมากพอดู พื้นที่ค่อนข้างโล่งว่าง ไม่รกนัก เหมาะจะนอนพัก พวกเขาสามารถเปลี่ยนกันเฝ้ายามได้ เบลลามีให้ ทริสเทนดึงผ้าห่มออกมาปู ขณะที่เขาจุดกองไฟจากเศษไม้แห้งๆที่เก็บมาตลอดทาง


            “ช่วยเลาะหนังกระต่ายได้ไหม?” เบลลามีถาม


            “ไม่เคย แต่จะลองดู” ทริสเทนบอก


            “โอเค งั้นฉันทำให้ดูก่อน” เบลลามีขวักมือเรียกให้นั่งลงข้างเขา ชายหนุ่มดึงมีดออกมา “ขนฟูๆพวกนี้ คือส่วนที่เราไม่เอา ต้องเลาะมันออกไป” เขาจิ้มมีดลงไปรอบๆหนังกระต่ายที่ตายแล้ว ทริสเทนไม่มีวี่แววสะดุ้งหรือกลัวใดๆทั้งสิ้น ซึ่งนั่นเป็นสัญญาณดี เขาชอบที่เธอไม่วี๊ดว๊ายเหมือนผู้หญิงคนอื่นๆ “ต่อไปก็เครื่องใน” เขาพูด ขณะเอามีดผ่าท้องแดงๆของกระต่าย


            นี่เป็นเดทแรกที่เยี่ยมชะมัด เบลลามีคิดในใจ ถ้าเขาจะเรียกว่านี่คือเดทได้อยู่ล่ะก็นะ มันคงเป็นเดทที่พิลึกที่สุด ทั้งตามหาน้องสาวที่หายไป เนื้อตัวโชกเหงื่อ และเขากำลังสอนสาวที่มาเดทด้วยให้เลาะหนังกับเครื่องในกระต่าย เบลลามีปล่อยให้ทริสเทนจัดการกระต่ายตัวที่สองให้เรียบร้อย หญิงสาวทำอย่างเงอะงะในทีแรก จากนั้นก็เริ่มชินกับมีด เขาค่อนข้างทึ่ง ที่เธอไม่มีสีหน้าขยะแขยงโผล่มาให้เห็นเลย อา ใช่ เขาลืมไป ใครๆก็เรียกเธอว่า โรคจิต นี่อาจเป็นส่วนหนึ่งของความโรคจิตในตัวเธอ แต่ถ้าเป็นโรคจิตแล้วจะไม่ค่อยกลัวอะไรแบบนี้ ฉันชอบนะ


            เบลลามีจับกระต่ายที่เรียบร้อยแล้วทั้งสองตัวเสียบเข้ากับกิ่งไม้ยาวๆ และเริ่มปักไว้ใกล้กับกองไฟ พวกเขานั่งรอเงียบๆ มีแต่เสียงลมหวีดหวิว กับเสียงเปรี้ยะๆของกิ่งไม้แห้งที่หักแตกอยู่ในไฟ ทริสเทนนั่งชันเข่า รักษาระยะห่างจากเขาเล็กน้อย เธอกำลังจ้องกระต่ายเหมือนรอคอยว่าเมื่อไหร่จะพร้อมกิน เบลลามีรู้ว่าเธอเหนื่อยและหิวด้วย เขาเดินโดยไม่หยุดพักเลยตลอดทั้งวัน แต่เขาเป็นผู้ชาย ต่อให้เหนื่อยยังไง ก็คงไม่เหนื่อยมากเหมือนกับเธอ


            “กินได้แล้วล่ะ” เบลลามีขยับไปดึงไม้ออกจากข้างกองไฟ เขายื่นกระต่ายตัวแรกให้เธอ ก่อนจะหยิบอีกตัวไว้ให้ตัวเอง เนื้อกระต่ายนุ่มและเหนียวนิดๆ แต่ก็ให้ความรู้สึกอร่อยกว่าโฟมโปรตีนสำเร็จรูป หรือผักผลไม้ที่ปลูกภายใต้แสงอาทิตย์ปลอมๆบนดิอาร์ค


            ดิอาร์ค... เบลลามีรู้สึกตึงเครียดขึ้นมาทันที ป่านนี้พวกเขาจะเห็นสัญญาณหรือยัง ปล่อยตัวคนสามร้อยคนนั่นหรือยัง ให้ตายเถอะ เขามีเรื่องต้องคิดมากพออยู่แล้ว เขาชำเลืองมองไปทางทริสเทน หญิงสาวนั่งกินเงียบๆ ใช้ปากกัด บางครั้งก็ใช้มือฉีก ทริสเทนเป็นคนเงียบๆ พูดน้อย และไม่ค่อยกล้าพูด แต่เขาว่า นั่นก็เป็นข้อดีของเธอ ความเงียบของเธอกลับทำให้เขาสงบ และเขารู้ว่า ถึงแม้เธอจะนั่งเงียบ แต่เธอจะไม่ไปไหนห่างจากเขาแน่ ก็เธอมันพวกโรคจิต สตอกเกอร์ผู้คลั่งไคล้เขานี่นะ


            “เบลลามี” เธอเรียกเขา และชี้มือขึ้นไปบนท้องฟ้า “อะไรน่ะ ฝนดาวตกหรอ?” เบลลามีมองตามเธอขึ้นไป เขาเห็นแสงเล็กๆเหมือนกับแสงดาวตกลงมา อยู่เหนือยอดไม้ไกลแสนไกลนั่น ไม่ใช่! เขารู้ว่านั่นไม่ใช่ฝนดาวตกหรอก


            “ดิอาร์คไม่เห็นสัญญาณของเรา” เบลลามีบอก “นั่นเป็นพิธีศพต่างหาก สามร้อยคนที่ราเวนพูดถึงตายหมดแล้ว พวกเขาทิ้งศพลงมา”


            ทริสเทนเห็นแววตาของเบลลามีจากแสงไฟสีส้มจากกองไฟที่ลุกโชติอยู่ เขากำลังรู้สึกผิด ความรู้สึกแย่ๆหลายอย่างโจมตีเขามากเกินไปแล้วในหนึ่งวัน เขาทั้งกังวลเรื่องน้องสาว แล้วก็มามีเรื่องนี้อีก และเธอรู้ว่าไม่นานหรอก คลาร์กจะต้องหาวิธีจนได้นั่นละ คลาร์กจะต้องพยายามติดต่อกับแม่ของเธอบนยาน ช่วยให้ดิอาร์คลงมาที่โลกจนได้ และเมื่อถึงเวลานั้น พวกเขาอาจจะตามล่าเบลลามีก็ได้ ใครจะรู้


            “เบลลามี” ทริสเทนเรียกเขาเบาๆ


            “ว่าไง” เขาหันมามองเธอ ทริสเทนกัดริมฝีปาก เธอไม่รู้ว่าควรพูดอะไรดี เธอไม่เคยต้องปลอบใจใคร ไม่เคยมีเพื่อนให้ปลอบใจมาก่อน เธอไม่ถนัดเรื่องพูดคุย หญิงสาวก้มหน้าลง เธอรู้สึกอึดอัดคับข้องใจ เธอรู้แค่ว่าอยากจะพูดอะไรสักอย่าง แต่ก็ไม่รู้จริงๆว่าจะพูดอะไรได้ เธอเงยหน้าขึ้นอีกครั้ง คิ้วขมวดเข้าหากัน เธออยากทำอะไรสักอย่างให้เขารู้สึกดีขึ้น แต่ไม่รู้จะทำยังไง


            “เป็นอะไรหรือเปล่า?” เบลลามีจ้องหน้าเธอ เขายื่นมือมาบนหน้าผาก นิ้วชี้แตะอยู่หว่างคิ้วของเธอ บริเวณที่เกิดรอยยับจากการขมวดคิ้ว “ขมวดคิ้วทำไม”


            ทริสเทนส่ายหน้า เธอวางเนื้อกระต่ายลงข้างตัว กัดริมฝีปาก จากนั้นก็ขยับตัวอย่างรวดเร็ว ยกมือรวบใบหน้าเบลลามี ริมฝีปากของเธอแตะริมฝีปากของเขาอย่างแผ่วเบา นุ่มนวล แค่แตะเฉยๆ แตะค้างไว้เพียงครู่เดียว ครู่เดียวจริงๆ เบลลามีเบิกตามองยังไม่ทันรู้สึกตาแห้งเลยด้วยซ้ำ เธอก็ถอนริมฝีปากกลับไป หน้าร้อนผ่าวจนน่าจะย่างกระต่ายได้อีกตัว


            “นั่นสำหรับ...” เบลลามีงุนงง


            “ปลอบ” เธอตอบสั้น ห้วน ก้มหน้างุด แล้วก็ได้ยินเสียงเขาพ่นลมทางจมูกดังพรืด เหมือนกำลังจะหัวเราะ ทริสเทนรู้สึกอับอายยังไงไม่รู้


            “ถ้านั่นเรียกว่าปลอบ ก็เป็นปลอบที่แย่มาก” เบลลามีพูดเหมือนกำลังให้คะแนน “และถ้านั่นเรียกว่าจูบ ก็เป็นจูบที่แย่มากเหมือนกัน” ทริสเทนหลับตาปี๋ ไม่อยากเชื่อว่าเธอจะทำอะไรอย่างนั้นลงไปจริงๆ แล้วเธอก็เบิกตาโต เมื่ออยู่ๆเบลลามีก็รวบตัวเธอเข้าไปหา จนร่างเธอเอียงแทบจะนอนบนตักเขาอยู่แล้ว หญิงสาวเบิกตากว้างแทบถลนมองเขาอย่างตกใจ


            “ถ้าเธอคิดอยากจะปลอบเบลลามี เบลคล่ะก็” เขาพูดขึ้น “รู้ไหมจะปลอบฉันยังไง” ดวงตาสีดำของเขาเป็นประกาย ส่อแววอันตราย ทริสเทนไม่ได้ตอบคำถาม ไม่แม้จะพยักหน้าหรือส่ายหน้า เธอแทบสาบานว่า เธอเห็นรอยยิ้มของเขาอยู่เหนือริมฝีปากนั่น รอยยิ้มที่เหมือนจะเจ้าเล่ห์นิดๆ ก่อนที่เขาจะก้มลงมาหา ทริสเทนหลับตาหนีทันที เธอไม่อาจทนมองแววตานั่นต่อไป หัวใจเธอเต้นแรงจนจะระเบิดอยู่แล้ว


            เขาจูบเธอ อีกครั้งแล้ว ทริสเทนเลิกนับไปแล้วว่าวันนี้พวกเขาจูบกันไปกี่รอบ อันที่จริง ตอนอยู่ในเต็นท์เมื่อช่วงกลางวัน เธอนับได้ประมาณสิบ ถ้าสมองไม่เบลอไปเสียก่อน ก็น่าจะนับถูก ถ้าอย่างนั้น ครั้งนี้ก็รอบที่สิบเอ็ด และเธอก็ไม่ชินกับมันเสียที เขากัดริมฝีปากล่างของเธอ เลียริมฝีปากของเธอ ราวกับเอร็ดอร่อยกับมันมากทีเดียว แล้วก็ประทับลงมาเต็มๆ เธอเปิดริมฝีปากรับลิ้นแสนชำนาญของเขาให้บุกรุกเข้ามาได้อย่างเต็มที่ เบลลามีพลิกตัวขึ้นทับร่างเธอ ทำให้ตอนนี้เธอนอนราบอยู่กับผ้าปูนอน


            ทริสเทนยกมือกอดแผ่นหลังเขาไว้ รู้สึกถึงน้ำหนักตัวเขาที่กดทับ แต่ก็ไม่ได้หนักมาก เหมือนเขาก็ยันร่างตัวเองไว้กึ่งหนึ่ง ให้ตาย เขานี่ชำนาญจริงๆนะ ทริสเทนสงสัยว่าเขามีผู้หญิงมากี่คนแล้ว แต่สมองเธอก็ปัดเรื่องนั้นออกไปแทบจะทันที เมื่อมือของเขาเริ่มล้วงเข้ามาในเสื้ออีกแล้ว


            เบลลามีรู้ว่าเขากำลังทำอะไรที่ไม่เหมาะสมกับเวลาเอาเสียเลย เขายังกังวลเรื่องออกเทเวีย เรื่องดิอาร์ค ยังรู้สึกผิดเรื่องสามร้อยคนนั่น แต่เขาก็กำลังจูบเธอ ใช้เธอเป็นเครื่องมือช่วยปลอบใจ ทำให้ตัวเองรู้สึกถึงไฟอันร้อนรุ่มในตัว เขาอยากได้เธอ ตรงนี้ ที่นี่ เดี๋ยวนี้ และมันเหมือนกับว่าเขาไม่สนห่าเหวอะไรแล้วทั้งนั้น เขาควรได้พักผ่อนบ้าง หลังจากต้องเดินมาไกล หลังจากความหวาดกลัว ความเครียดทั้งหลายแหล่ เขาควรได้ปลดปล่อยบ้าง จูบเล็กๆของเธอนั่น ไม่ได้แย่อย่างที่เขาแกล้งพูดไปหรอก มันคือจูบที่เหมือนกับเชื้อเพลิงราดลงมาบนกองเพลิงที่กำลังลุกโชติช่วงอยู่แล้ว


            ทุกทีเขาจะขยับเข้าไปจูบก่อน และเขาไม่คาดคิดว่าคนขี้อายที่เอาแต่ก้มหน้าเวลาเจอเขา จะกล้าจู่โจมก่อนแบบนั้นบ้าง และเมื่อรู้ว่าเธอทำไปเพื่อปลอบใจ มันก็ยิ่งเหมือนกดปุ่มสตาร์ทในตัวเบลลามี เครื่องติด ไฟลุกโชน แต่เธอเริ่มกำมือและผลักเขาออก ยัยบ้านี่มีปัญหาอะไรนักหนา เบลลามีคิดอย่างหงุดหงิด เธอรักเขาไม่ใช่หรือไง อยากได้เขาจนตัวสั่นอะไรแบบนั้น เมื่อกลางวัน ตอนเขาจะถอดเสื้อเธอ เธอก็หยุดเขาเอาไว้เหมือนกัน เบลลามีเงยหน้าขึ้นจากเธอ


            “เป็นอะไร?” เขาถาม พยายามจะไม่ทำเหมือนอารมณ์เสีย


            “ฉัน...” สีหน้าของทริสเทนสับสน “นายช่วยขยับออกไปก่อนได้ไหม” เบลลามีถอนหายใจ เขาทำเป็นว่าไม่อารมณ์เสีย ไม่ได้แล้วละนะ แต่ก็ยอมขยับออกไป ปล่อยให้เธอลุกขึ้นนั่ง เกิดความเงียบขึ้นหลายอึดใจ เบลลามีนั่งจ้องเข้าไปในกองไฟ ได้ยินเสียงแตกเปรี๊ยะๆ


            “ฉันขอโทษ” เขาได้ยินเสียงเธอพูด แต่เขายังไม่หันไปมองเธอ “ฉันไม่เคย... ไม่เคยทำเรื่องแบบนี้มาก่อน นายเป็นคนแรก และ...” เขาได้ยินเสียงเธอถอนหายใจ “ฉันเห็นนายอยู่กับนาเดีย และฉันรู้ว่านายคงเคยทำมาหลายครั้ง” นับไม่ถ้วนเลยล่ะ เบลลามีคิดในใจ “แต่ฉันไม่เลย” แล้วเบลลามีก็รู้แล้วว่าเธออยากจะพูดอะไร เธอกำลังกลัวว่าจะทำได้ไม่ดีพอ


            “ฉันกลัวว่านายจะไม่พอใจ ไม่พอใจในตัวฉัน”


            เบลลามีแอบยิ้มอยู่กับตัวเอง โดยที่ยังไม่หันไปมองเธอ เขาคิดว่าเธอไม่ได้อยากทำมันเสียอีก แต่จริงๆยัยนี่ก็แค่กลัว เขาหุบยิ้ม ซ่อนไว้ให้มิด ก่อนจะหันไปหาเธอ “มานี่สิ” เขาเห็นดวงตาสีดำของเธอเหมือนจะหวาดๆ “ฉันจะไม่พยายามถอดเสื้อเธอแล้ว มานี่” ทริสเทนมองเขาอย่างครุ่นคิดพักหนึ่ง แล้วเธอก็ขยับเข้ามาหา เบลลามีอ้าแขนออกเพื่อโอบเธอไว้


            “ไม่กลัวที่จะออกมาอยู่ในป่า ไม่กลัวตอนถลกหนังกระต่าย ไม่กลัวความสูง ไม่กลัวถูกฆ่า” เบลลามีพูด พลางก้มลงประทับริมฝีปากลงบนหน้าผากเธอเบาๆ “แต่กลัวเซ็กส์เนี่ยนะ” ประโยคนั้นทำเอาเธอหน้าแดงอยู่ในอ้อมแขนเขา เบลลามีก้มหน้าลงหาริมฝีปากเธออีก จูบเธออย่างรู้สึกหมั่นเขี้ยว


            “นอนเถอะ ฉันเฝ้ากะแรกเอง” เขาบอกเธอ “ถ้าง่วงเมื่อไหร่ ฉันจะปลุกเธอมาเฝ้าต่อ ฉันไม่ใช่สุภาพบุรุษที่คิดจะปล่อยให้เธอนอนสบายไปทั้งคืนอยู่แล้ว” เบลลามีคิดว่าเห็นเธอยิ้ม ยิ้มเล็กๆที่มุมปาก เขาไม่เคยเห็นเธอยิ้มมาก่อนเลย และเขากลับรู้สึกภูมิใจที่รู้สึกว่า ตัวเองน่าจะเป็นคนแรกที่ทำให้เธอยิ้มบนโลกใบนี้


            ทริสเทนขยับลงไปนอน เธอตะแคงข้างหันหน้ามาทางเขา เธอลืมตามองเขาอยู่พักหนึ่งเหมือนจะดูให้แน่ใจว่าเขาจะไม่หนีไปไหน แล้วเธอก็หลับตา


            ออกเทเวียคือสิ่งเดียวที่สำคัญสำหรับเบลลามีจริงๆ ตั้งแต่แม่ตายไป เขาทุ่มเทชีวิตทั้งหมดปกป้องเธอ ดูแลเธอ และเป็นคนเดียวที่เบลลามีพูดคำว่ารักได้เต็มปาก แต่เมื่อเขานั่งอยู่ตรงนี้ มองลงไปยังใบหน้าของหญิงสาวที่หลับตาพริ้มอยู่ข้างกองไฟ


            เขาก็เริ่มไม่แน่ใจแล้ว






           

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 35 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

34 ความคิดเห็น

  1. #29 amahcnas (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 14 เมษายน 2563 / 01:58
    อยากอ่านฟิคเรื่องนี้ต่อจังเลยค่ะ

    เดี๋ยวว่าจะตามไปดูซีรีย์ด้วย เคยเห็นผ่านๆตามาบ้าง แต่ยังไม่เคยดู 100 จริงๆจังๆเลยค่ะ
    #29
    0
  2. #22 Janerr (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 29 กันยายน 2562 / 23:19
    ดีมากเลยค่ะㅠㅠ ติดตามมาจากนิยายเรื่องอื่นๆ ไม่คิดว่าไรท์จะแต่งจากซีรีส์นี้ด้วย รอติดตามนะคะ
    #22
    0
  3. #20 . martis™ (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 29 กันยายน 2562 / 00:24

    ตอนแรกคิดว่าไรท์จะดองเรื่องนี้ไปแล้ว

    พอเห็นไรท์อัพเรื่องนี้อีกรอบก็เซอร์ไพรส์มากเลยค่ะ5555 ขอบคุณที่กลับมาอัพนะคะ
    #20
    0
  4. #19 Faii26120 (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 28 กันยายน 2562 / 23:49
    เราติดตามเรื่องนี้อยู่น้าา
    #19
    0
  5. #17 VpupinaV (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 28 กันยายน 2562 / 23:15

    ขอบคุณที่มาลงต่อให้นะค้าา งือออ ดีใจมากเลย😍😍
    #17
    0
  6. #16 fatee28 (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 28 กันยายน 2562 / 22:57
    ดีใจ คิดว่าเรื่องไรท์อาจจะไม่มีไฟแต่งแล้วนะเนี่ย ใจแบบเอียงไปหาท่านบิล 555หยอกๆ ขอบคุณค่ะ > <
    #16
    0