Psychopath + Rebel [Bellamy Blake] The 100 FIC

ตอนที่ 3 : Shadow

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 150
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 24 ครั้ง
    15 ต.ค. 60



Psychopath and Rebel




Chapter 3: Shadow

 

            ทริสเทนนอนโดยกอดเสื้อยืดของเบลลามีไว้ เธอม้วนๆมันเป็นก้อนกลมๆ แล้วเอามากอดไว้แถวคาง บริเวณที่เธอสามารถได้กลิ่นอ่อนๆจากตัวเสื้อ มันมีกลิ่นเหงื่อของเขาอยู่ โอเค ไม่ได้น่าพิสมัยนักหรอก การที่ต้องดมกลิ่นเหงื่อจากเสื้อผู้ชายน่ะ แต่ว่า... มันเป็นของเบลลามี เพราะฉะนั้น เธอไม่ถือสา ระหว่างที่เธอกำลังจะหลับไปด้วยความสุขนั้น ทริสเทนก็คิดขึ้นมาเป็นรอบที่ร้อยว่าเธอเข้าข่ายสาวโรคจิตมากแค่ไหน

 

 

            หญิงสาวสะดุ้งตื่นเพราะได้ยินเสียงครวญครางของแจสเปอร์ เธอลุกขึ้นนั่ง และเห็นคลาร์กกำลังพยายามทำให้เด็กหนุ่มสงบลงอย่างยากลำบาก ทันใดนั้นเอง เธอก็ได้ยินเสียงตะโกนดังมาจากข้างล่างซึ่งพูดประมาณว่า หุบปากซะที ให้ดิ้นตายเสียงครวญครางนั่นคงทำให้คนทั้งหมดที่มานอนในซากยานรู้สึกหงุดหงิดอย่างที่สุดเลยทีเดียว อันที่จริง ทริสเทนก็หงุดหงิดอยู่เหมือนกันที่สะดุ้งตื่นเอากลางดึกแบบนี้ แต่เธอเข้าใจว่ามันช่วยไม่ด้ แจสเปอร์บาดเจ็บสาหัส เป็นตายเท่ากัน สักพักประตูยานก็เปิด เบลลามีกับเมอร์ฟี่ปีนขึ้นมา สีหน้าบอกบุญไม่รับ

 

 

            “เขาหมดหวังแล้ว” เบลลามีบอก

 

 

            “ไม่” คลาร์กส่ายหน้า เธอเช็ดหน้าผากที่เต็มไปด้วยเหงื่อของแจสเปอร์

 

 

            “รู้ไหม มันจะดีกว่าถ้าทำให้เขาไปสบายซะ” เมอร์ฟี่บอกเสียงเหี้ยม

 

 

            “ที่นี่ทุกชีวิตมีค่า ฉันจะไม่หมดหวังในตัวเขา” คลาร์กบอก พลางจ้องทั้งสองคนเขม็ง

 

 

            “ตามใจ ถ้าพรุ่งนี้เขายังไม่หยุดร้อง ฉันจะฆ่าเขาด้วยตัวเอง” เบลลามีประกาศ เขาสะกิดเมอร์ฟี่ให้เดินตาม แล้วพวกเขาก็ลงไปข้างล่างพร้อมกัน ทริสเทนชอบเขามากก็จริง แต่บางครั้งก็ต้องยอมรับว่าเขามันไอ้บัดซบดีๆนี่เอง หญิงสาวชำเลืองมองคลาร์ก ใบหน้าด้านข้างดูเครียดอย่างเห็นได้ชัด เธอเครียดมากพออยู่แล้วที่ไม่มียาปฏิชีวนะเพียงพอ เครียดมากพอแล้วกับความกลัวว่าแจสเปอร์อาจจะไม่รอด

 

 

            “เฮ้ มีอะไรที่ฉันพอจะช่วยได้ไหม?” ทริสเทนลุกขึ้นไป และนั่งลงข้างคลาร์ก

 

 

            “ไม่รู้สิ” คลาร์กส่ายหน้า “ฉันเองยังไม่รู้เลยจะทำยังไง แต่ว่า...” เธอชี้มือไปที่แผลของแจสเปอร์ “ตอนเราเอาตัวเขากลับมา ฉันเห็นว่ามีสาหร่ายแดงโปะอยู่บนแผล พวกกราวเดอร์คงใช้มันเป็นยา”

 

 

            “งั้นเราก็ไปหาสาหร่ายสิ” ทริสเทนพูดขึ้นทันที

 

 

            “คงต้องไปพรุ่งนี้เช้าน่ะ ออกไปตอนนี้ไม่ปลอดภัยหรอก” คลาร์กบอก แล้วก็เงยหน้าขึ้นมองทริสเทน เหมือนสนใจและมีคำถาม “เธอช่วยเหลือทุกคนแบบนี้ตลอดเลยหรือเปล่า?”

 

 

            “ทะ ทำไมหรอ” คำถามแบบนั้น ทำให้หญิงสาวทำตัวไม่ถูก

 

 

            “ก็ ทีแรก เธอแอบตามไปเพื่อหาแจสเปอร์ เพราะเขาเคยแบ่งอาหารให้ แล้วเธอก็ช่วยเบลลามี เขาเคยทำอะไรให้เธอหรอ?” คลาร์กถามด้วยสีหน้าจริงจัง ดูเหมือนไม่คิดว่า คนอย่างเบลลามีจะไปมีบุญคุณดีๆกับใครเขาได้ ทริสเทนก้มหน้าลง เธอไม่รู้จะตอบคำถามนั้นยังไง ไม่อยากโกหก ตอนโกหกแจสเปอร์ มันยังพอมีพื้นฐานบนความจริงที่เกิดขึ้นไปแล้ว แต่เธอกับเบลลามี แทบไม่มีอะไรต่อกันเลย นอกจากความชัง

 

 

            “โอเค ถ้าไม่อยากตอบก็ไม่เป็นไร” คลาร์กบอกแล้วยิ้มเล็กน้อย “ขอบใจนะที่อย่างน้อยก็ถามฉันว่าจะช่วยอะไรได้บ้าง เธอไม่เหมือนที่ฉันคิดไว้เลย”

 

 

            “ฉันควรเป็นยังไงหรอ?”

 

 

            “ชื่อเสียงของเธอไม่ค่อยดีเท่าไหร่ เธอก็พอรู้อยู่ใช่ไหม?” คลาร์กถาม “ฉันนึกว่าเธอจะน่ากลัวซะอีก คิดว่าเธอจะเป็นแบบสองคนนั้นซะแล้ว” เธอพยักเพยิดไปทางประตูที่พื้น เพื่อบอกว่าเธอหมายถึงเบลลามีกับเมอร์ฟี่ เกิดความเงียบขึ้นอึดใจ ทริสเทนไม่รู้จะพูดอะไร “ฉันว่า เธอควรไปนอนนะ แผลเธอยังต้องเจ็บอยู่แน่ ไปพักผ่อนเถอะ”

 

 

            “โอเค” ทริสเทนพยักหน้า “เธอก็... นอนบ้างนะ” หญิงสาวเห็นรอยยิ้มของคลาร์กแวบหนึ่ง จากนั้นก็เดินกลับไปนอนที่เดิม เธอกอดเสื้อของเบลลามี ความเหนื่อยทำให้เธอหลับไปอีกครั้งอย่างง่ายดาย

 

 

            เช้าวันต่อมา ทริสเทนได้รับส่วนแบ่งอาหารเป็นโปรตีนสำเร็จรูปถุงหนึ่ง เธอไม่อยากคุดคู้อยู่แต่ในซากยาน ขณะที่พวกคลาร์ก ฟินน์ และเวลส์รีบเดินทางไปหาสาหร่ายแดง ออกเทเวียกับมอนตี้อาสาดูแลแจสเปอร์ระหว่างที่พวกเขาไม่อยู่ ทริสเทนเองก็เบื่อๆ เพราะเธอยังบาดเจ็บอยู่ พวกเขาถึงไม่ยอมให้ไปด้วย ทริสเทนเปลี่ยนเสื้อแล้ว เธอสวมเสื้อของเบลลามีแทนตัวเก่า ค่อนข้างลำบากตอนเปลี่ยนเสื้อ เพราะแผลที่มีผ้าโปะ ทำให้เธอขยับไม่สะดวกเอาเสียเลย หลังจากเปลี่ยนเสื้อแล้ว เธอก็ออกไปเดินเล่น คิดว่าคงดีไม่น้อย ถ้าจะไปแอบดูเบลลามีเสียหน่อย

 

 

            เธอหาเบลลามีได้ไม่ยาก มันก็น่าแปลกที่เธอมักจะหาเขาเจอเสมอ ไม่ว่าเขาจะอยู่ตรงไหนก็ตาม เธอแอบอยู่หลังต้นไม้ตามเดิม แล้วฟังบทสนทนาของพวกเขา เมื่อคืนมีเด็กหายไปจากค่ายสองคน เป็นสองคนที่ ทริสเทนไม่รู้จัก อะตอมบอกว่าควรตามหาพวกเขา แต่เบลลามีคิดว่าพวกเขาอาจจะแค่หลงทาง เดี๋ยวก็กลับมาได้เอง เรื่องล่าสัตว์สำคัญกว่าในตอนนี้ พวกเขามีปากท้องต้องเลี้ยง

 

 

            “งั้นก็ไปล่ากัน” เมอร์ฟี่พูดอย่างเข่นเคี้ยว

 

 

            “ฉันอยากให้นายอยู่นี่” เบลลามีพูด “คอยดูแลคนที่เหลือ จับตาดูน้องสาวฉันไว้ด้วย ฉันจะเอาอะตอมไป คงพอแล้ว”

 

 

            “ก็ได้” เมอร์ฟี่พูดอย่างไม่ค่อยพอใจเท่าไหร่นัก แต่เขาก็ทำตามคำสั่งของเบลลามีเสมอ

 

 

            “อะตอม ไปเตรียมตัว แล้วเจอกันอีกสิบนาที” เบลลามีสั่ง อะตอมพยักหน้าหงึกหงัก แล้วเดินแยกตัวไป คงจะไปหาอาวุธอะไรก็ได้ที่พอจะเอาไว้ใช้ล่าสัตว์ได้ เมอร์ฟี่ก็เดินแยกออกไปด้วยเช่นกัน

 

 

            “โรคจิต” เบลลามีพูดขึ้นมา “เธอมีอะไร?” ทริสเทนเกือบจะสะดุ้ง เธอหลับตาลง เขารู้ได้ยังไงนะว่าเธออยู่ตรงนี้ ทริสเทนก้าวออกจากหลังต้นไม้ เผชิญหน้ากับเขา เธอรีบก้มหน้างุด ไม่กล้าสบสายตา “เป็นอะไรเล่า? ตามฉันตลอด แต่พอฉันพูดด้วย ก็หลบหน้า เธออยากได้อะไร” ทริสเทนรู้สึกได้ว่าเขาเดินเข้ามาใกล้ มือทั้งสองข้างของเธอเริ่มกำเข้าหากัน “เธออยากได้... ฉัน หรอ?” ทริสเทนเห็นรองเท้าผ้าใบเปื้อนๆของเขาหยุดอยู่ตรงหน้า เธอได้กลิ่นเหงื่ออ่อนๆโชยมาจากตัวเขา กลิ่นที่คุ้นเคย กลิ่นที่ติดมากับเสื้อยืดที่เธอกอดไว้เมื่อคืน กลิ่นเดียวกันเลย

 

 

            “อยากได้ฉัน ใช่ไหม?”

 

 

            ทริสเทนส่ายศีรษะแรงๆ เธอก้าวถอยหลัง แต่มือของเขาเลื่อนเข้ามาจับตัวเธอไว้ “ฉันเคยบอกว่า อย่ามาให้ฉันเห็นหน้าอีก ฟังภาษาคนไม่รู้เรื่องหรือไง?” เขาตวาดใส่ “เป็นใบ้แล้วหรอ พูดไม่เป็นหรือไง”

 

 

            “ขอโทษ” นั่นเป็นอย่างเดียวที่เธอพูดได้

 

 

            “งั้นก็บอกสิ เป็นสตอกเกอร์โรคจิตคอยตามฉันทำไม?” เขาบีบแขนเธอแรงขึ้น

 

 

            เบลลามีไม่เข้าใจเลย ไม่เข้าใจในตัวผู้หญิงที่อยู่ตรงหน้า คนที่ควรละอายแก่ใจ และไปให้พ้นหน้าซะ ทำไมยังมาวนเวียน คอยตามไม่ห่าง ไม่ว่าเขาจะไปไหน จะทำอะไร ตั้งแต่มาที่โลก เธอก็ตามเขาอย่างเดียว และสิ่งที่เขาไม่เข้าใจมากที่สุดก็คือการที่เธอช่วยเขาไว้เมื่อวาน เบลลามีไม่ชินกับการได้รับความช่วยเหลือ หรือปกป้องจากใคร ไม่เคยมีใครปกป้องเขามาก่อน เขาเรียนรู้ที่จะปกป้องออกเทเวียมาตลอดชีวิต เป็นภาระหนักหนาสาหัส ทริสเทนไม่ยอมพูดอะไรเลย เขาบีบแขนเธอแรงขึ้น จนเธอเริ่มดิ้น ยกมือขึ้นพยายามแกะมือเขาออก แต่เขาก็ยังบีบ ไม่สนว่าแขนข้างขวาของเธอยังเจ็บอยู่ เขาเพิ่งสังเกตว่าเธอเอาเสื้อยืดของเขามาใส่แล้ว และมันกลับดูดี เข้ากับสีผิวขาวๆของเธออย่างน่าประหลาด

 

 

            เขาผลักเธอหงายหลังล้มลงไป หญิงสาวเงยหน้าขึ้นมองเพียงแวบเดียว แต่เขาก็ทันได้เห็นดวงตาสีดำคู่นั้นเหมือนจะรื้นน้ำตา ก่อนที่เธอจะก้มหน้าเหมือนเดิม ทำไมเขาต้องรู้สึกผิดขึ้นมาด้วยนะ ไม่มีเหตุผลเอาซะเลย เขาจะรู้สึกผิดไปทำไม

 

 

            “ถ้าเธอตามฉันมาคราวนี้ ฉันอาจคิดว่าเธอเป็นสัตว์ แล้วยิงใส่ก็ได้ ระวังไว้ละกัน”

 

 

            ทริสเทนยังนั่งอยู่ตรงนั้น หัวใจเต้นรัว เธอตื่นเต้นจะตายอยู่แล้ว บริเวณแขนที่เขาบีบแน่น ยังรู้สึกชาอยู่ แต่ก็ส่งกระแสไฟฟ้าแล่นไปทั่วร่าง เธอรู้สึกราวกับถูกไฟดูด ไม่สิ มันดียิ่งกว่าไฟดูดเยอะเลย ยิ่งเขารุนแรงเท่าไหร่ เธอกลับชอบมากขึ้นเท่านั้น หญิงสาวนั่งและพยายามสงบใจ ขณะที่เบลลามีเดินหายลับไปแล้ว

 

 

            ฉันจะตามเขาไป เธอคิดได้ดังนั้นก็ลุกขึ้นยืนและเริ่มเดิน เธอมันโรคจิตอย่างที่ใครเขาว่ากันจริงๆ ยิ่งเขาไล่ เธอยิ่งอยากเข้าใกล้ ยิ่งเขารุนแรง เธอก็ยิ่งชอบ ยิ่งทำให้รู้สึกเจ็บปวด เธอกลับยิ่งอยากได้มันมากขึ้น เธอคลั่งไคล้ หลงใหล รัก ชนิดหัวปักหัวปำ และเธอไม่รู้จะอธิบายความรู้สึกทั้งหมดออกมายังไงดี

 

 

            ทริสเทนต้องใช้เวลานานพอสมควรในคราวนี้ เบลลามีกับอะตอมฝีเท้าเร็วมาก เธอไม่รู้ว่าทั้งคู่จะไปกันถึงไหน ทำให้ระหว่างทาง เธอได้เห็นต้นไม้แปลกๆเยอะแยะ เจอกับกระต่ายป่าโดยบังเอิญ และเจอถ้ำแห่งหนึ่งอยู่ในโพรงต้นไม้ อันที่จริง มันดูเหมือนเป็นสิ่งก่อสร้างจากโลกยุคก่อน แล้วถูกต้นไม้ต้นใหญ่ขึ้นทับขึ้นมากลางลำมากกว่า เธอเสียเวลาดูถ้ำอยู่ไม่มากนัก แล้วก็รีบวิ่งไปตามรอยเท้าของเบลลามีกับอะตอมต่อ แล้วก็ต้องรู้สึกแปลกใจที่เห็นว่ามีรอยเท้าเพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่งรอย แต่เล็กกว่า เหมือนเป็นรอยเท้าของเด็ก มีเด็กแค่คนเดียวเท่านั้นในค่าย คือเด็กผู้หญิงที่ชื่อชาร์ล็อต

 

 

            ระหว่างที่เธอกำลังก้มลงมองรอยเท้าบนพื้นเปียกๆอยู่นั้น เสียงสัญญาณบางอย่างก็ดังลั่นทั่วป่า หญิงสาวผุดขึ้นยืนทันที มองไปรอบตัว พยายามหาว่าเสียงนั่นมาจากไหน แต่ก็ไม่เจอเลย แล้วทันใด เธอก็เห็นเบลลามีกับชาร์ล็อตวิ่งเข้ามาอย่างรวดเร็ว เหมือนหนีอะไรบางอย่างมา

 

 

            “เกิดอะไรขึ้น” ทริสเทนถาม

 

 

            “ไปเร็ว” เบลลามีคว้าแขนเธอแล้วดึงให้วิ่งตาม “หมอกนั่น จะทำให้เราไหม้”

 

 

            หมอก? ทำให้ไหม้? ทริสเทนงง แต่เธอก็วิ่งตาม เมื่อเอี้ยวไปมอง ก็เห็นอะตอมวิ่งมาด้วย พร้อมกับหมอกสีส้มๆ ออกเหลือง กำลังเคลื่อนตามหลังเขา

 

 

            “มีถ้ำอยู่ทางนี้” ทริสเทนบอกทันที เธอไปฝ่ายดึงมือเบลลามีให้ตามเธอไป มืออีกข้างของชายหนุ่มจับมือชาร์ล็อตเอาไว้แน่นเช่นกัน

 

 

            เบลลามีไม่อยากเชื่อเลยว่า ลูกสาวของฆาตกรที่ฆ่าแม่เขา จะช่วยชีวิตเขาไว้เป็นรอบที่สอง ภายในสองวัน เธอแอบตามมาอีกแล้ว นั่นออกจะรำคาญก็จริง แต่เธอก็ดันเจอถ้ำที่ทำให้พวกเขาหลบหมอกได้ แต่ว่า อะตอมกลับวิ่งตามพวกเขามาไม่ทัน เบลลามี ผลักชาร์ล็อตกับทริสเทนเข้าไปในถ้ำก่อน หมอกเคลื่อนเข้ามาเร็วมาก เขามองอะไรไม่เห็นเลย ได้ยินแต่เสียงของอะตอมเรียกขอความช่วยเหลือ เขาไม่รู้จะวิ่งไปช่วยได้ยังไงโดยไม่ถูกหมอกนั่น เขาไม่มีทางเลือก นอกจากต้องพุ่งตัวเข้าไปในถ้ำก่อน

 

 

 

            ทริสเทนนั่งอยู่ที่พื้นถ้ำ ข้างๆกับชาร์ล็อตที่ยังตกใจกลัวกับเรื่องที่เกิดขึ้นอยู่ เบลลามีทิ้งตัวลงนั่งไม่ไกลจากพวกเธอ แล้วพ่นลมหายใจออกมาอย่างโล่งอก ที่แน่ๆ อะตอมอาจไม่รอด และเขาก็ทำอะไรไม่ได้เลยสักอย่าง เขาชำเลืองมองไปทางใบหน้าเปื้อนเหงื่อของทริสเทน เป็นอีกครั้งที่เขาไม่รู้ว่า ควรจะรู้สึกยังไงดี เขายังรู้สึกถึงความชิงชังยามมองใบหน้านั้น แต่ขณะเดียวกัน เขาก็รู้สึกขอบคุณด้วย เขากับชาร์ล็อตอาจต้องตาย ถ้าเธอไม่แอบตามเขามา

 

 

            “ขอบคุณค่ะ” ชาร์ล็อตพูดขึ้นมาก่อน และเหมือนจะตั้งใจพูดกับทริสเทน หญิงสาวแค่พยักหน้า แล้วเธอก็ลุกขึ้นยืน ปีนขึ้นไปมองที่หน้าต่าง ซึ่งถูกรากไม้ปกคลุมแทบมิด

 

 

            “เราคงติดในนี้สักพัก” เธอบอก แล้วก็กลับมานั่งที่เดิม

 

 

            “แจ่ม” เบลลามีพูดอย่างประชดประชัน

 

 

            ปรากฏว่า สักพักที่ทริสเทนคาดไว้ ยาวนานกว่าที่คิด หมอกยังปกคลุมด้านนอกจนบ่ายเคลื่อนคล้อย ไปจนถึงเย็น พวกเขาไม่ได้พูดคุยอะไรกัน ทริสเทนนั่งเงียบๆที่มุมหนึ่ง ลุกขึ้นไปตรวจดูสภาพหมอกเป็นครั้งคราว ถอนหายใจ แล้วกลับมานั่งลงตามเดิม เบลลามีจึงมีเวลาเยอะแยะที่จะนั่งมองเธอ ขณะที่เธอพยายามหนีสายตาเขาให้มากที่สุด นั่งคุดคู้ ไม่มองอะไรเลยนอกจากปลายรองเท้า ช่วงเวลาที่ต้องอยู่ในความเงียบเอายาวนานขนาดนี้ ทำให้ความทรงจำหลายอย่างผุดเข้ามาในหัวเบลลามี

 

 

            เมื่อก่อนเขาไม่ได้เกลียดเธออย่างที่เป็นในทุกวันนี้ พวกเขาเคยเป็นเพื่อนร่วมชั้นเรียน ทริสเทนเป็นคนเงียบๆ ไม่สุงสิงกับใคร เธอชอบอ่านหนังสือมาก และถึงขนาดว่าแอบขโมยหนังสือออกจากห้องสมุด ทำให้เธอถูกทัณฑ์บน และต้องรับหน้าที่ล้างห้องน้ำไปสัปดาห์หนึ่งเต็มๆ เธอขี้อาย ไม่ค่อยกล้าพูดกล้าแสดงออก เมื่อต้องอ่านเรียงความน่าชั้นเรียน เสียงของเธอจะเบาที่สุดเสมอ แต่ก็เป็นเรียงความที่เขียนได้ดีที่สุดเช่นเดียวกัน เธอเขียนเรื่องความอยู่รอด คนที่เราเป็น กับ คนที่เราต้องเป็นเพื่ออยู่รอด คือสิ่งที่แตกต่างกันมากเธอเขียนแบบนั้น เด็กผู้หญิงอายุเก้าขวบ เขียนเรียงความเชิงปรัชญาได้อย่างแยบคาย เด็กที่ฟังอยู่เข้าใจกันไม่ถึงครึ่ง แต่เบลลามีกลับเข้าใจดี ตัวตนที่เขาเป็นภายใน กับ ตัวตนที่ต้องทำเพื่อความอยู่รอด มันแตกต่างกัน

 

 

            เขาเคยเห็นเธอหน้าแดง วันรำลึกเป็นช่วงวันที่ทุกคนต่างเฉลิมฉลอง ในห้องเรียนจัดงานใหญ่เพื่อให้เด็กๆเข้าร่วมรำลึกถึงวันที่พวกเขาได้ขึ้นมาบนยาน และรักษามวลมนุษยชาติเอาไว้ได้ เธอเอาดอกไม้กระดาษที่พับเองมาให้เขา อยู่ๆกับเข้ามาสะกิด ยื่นดอกไม้พับเองให้ หน้าแดงแปร๊ด แล้วก็รีบวิ่งหายไปเลย ตอนนั้นเบลลามีลำพองในตัวเองไปเกือบเดือน เขาคิดว่าเพิ่งมีสาวคนแรกมาแอบชอบเขา แต่เขาก็ไม่เคยคุยกับเธอเลย เธอจะต้องเดินหนีเขาทุกครั้งไป

 

 

            บางที ระหว่างเขากับเธอ มันอาจกลายเป็นอย่างอื่นที่ดีกว่านี้ ถ้าพ่อของเธอไม่เป็นฆาตกรโรคจิตที่บุกเข้าไปในห้องพักของครอบครัวเขา ฆ่าแม่ของเขา เปิดเผยเรื่องออกเทเวีย และทำให้ออกเทเวียต้องถูกจับไปขัง เมื่อคิดถึงตรงนี้ ความเจ็บปวดที่ไม่มีวันหาย ก็ทำให้เขาเกิดความชิงชังขึ้นมาในใจ ความชิงชังที่ไม่มีวันจะลบหรือขูดรีดออกไปได้

 

 

            ชาร์ล็อตที่กำลังหลับ อยู่ๆก็กรีดร้องขึ้นมา

 

 

            “ชาร์ล็อต ตื่นเร็ว” ทริสเทนเป็นคนเข้าไปปลุก เด็กหญิงมองหน้าทริสเทนด้วยความหวาดกลัว “ไม่เป็นไร เธอฝันร้ายหรอ?” ชาร์ล็อตทำหน้าเหมือนจะเบื่อหน่ายกับฝันร้ายของตัวเองเต็มทน “เธอ... กลัวอะไรหรอ?” ทริสเทนถาม เบลลามีนั่งมองการสนทนานั้นนิ่งๆ

 

 

            “เฮ้” ทริสเทนวางมือลงบนเข่าของเด็กหญิงและลูบเบาๆ “รู้ไหม มันไม่สำคัญเลย สิ่งสำคัญคือ ตอนนี้เธอควรทำอะไร?”

 

 

            “ไม่รู้สิคะ หนูอยากหลับ แต่หลับไม่เคยได้เลย” ชาร์ล็อตบอก

 

 

            “ความกลัวก็คือความกลัว พอเธอตื่น ปีศาจก็หายไปแล้ว มันไม่มีจริง อย่าให้มันทำร้ายเธอตอนหลับอีกเลยนะ” ทริสเทนบอกอย่างปลอบโยน การมองผู้หญิงที่ทั้งประหลาด และถูกตราหน้าว่าโรคจิตกำลังปลอบเด็กหญิงคนหนึ่ง มันออกจะประหลาดอยู่ แต่เบลลามีคิดว่าเธออาจพูดมาจากประสบการณ์ตรงของเธอเองก็ได้

 

 

            “หนูต้องทำไงคะ ถ้าปีศาจไม่หายไป?”

 

 

            “มันทำอะไรเธอไม่ได้ตอนตื่น ที่นี่ ใครอ่อนแอก็ต้องตาย ใครกลัวก็ต้องตาย” จบประโยคนั้น เบลลามีเห็นชาร์ล็อตจ้องหน้าเธอนิ่ง “ทีนี้ เวลาที่เธอรู้สึกกลัว เธอแค่ต้องกำมือไว้ให้แน่น เหมือนพร้อมต่อย” ทริสเทนจับมือของเด็กหญิง และกำไว้ “กำหมัดไว้ให้แน่น แล้วพูดว่า... ช่างมันสิ ฉันไม่กลัวหรอก”

 

 

            “ช่างมันสิ ฉันไม่กลัวหรอก” ชาร์ล็อตพูดตาม แต่ยังไม่ค่อยเข้มแข็งนัก เบลลามีไม่รู้ว่าทริสเทนทำสีหน้ายังไง ชาร์ล็อตจึงมีดวงตาเข้มแข็งขึ้นมาและพูดอีกครั้ง “ช่างมันสิ ฉันไม่กลัวหรอก!” คราวนี้ ทริสเทนตบไหล่เด็กหญิงอย่างอ่อนโยน

 

 

            “ฆ่าปีศาจของเธอให้ได้”

 

 

            ใช่ ฆ่าปีศาจในฝันนั่น เหมือนที่ทริสเทนพยายามทำมาตลอด ตั้งแต่รู้ว่าพ่อเป็นฆาตกร เธอไม่เคยลืมเลย เธอมีแต่ภาพแย่ๆของพ่อเต็มไปหมด และวันที่เขาถูกประหาร ก็ฝังใจเธอ กับความจริงที่ว่า เธอจะไม่มีวันได้รับความรักคืนตอบจากเบลลามี ไม่มีทางได้ ในเมื่อพ่อของเธอ คือต้นเหตุที่ทำให้ชีวิตของเขาบัดซบ ยุ่งเหยิง อย่างไร้ทางรักษา ชาร์ล็อตหลับไปอีกครั้งแล้ว เด็กหญิงคงทั้งเหนื่อย หวาดกลัว และนอนไม่พอมาหลายคืน ทริสเทนมองเด็กหญิงยามหลับ ดูช่างแสนสงบ

 

 

            “เธอฆ่าปีศาจในฝันได้จริงหรอ?” เบลลามีถามขึ้นมา

 

 

            “อืม” หญิงสาวพยักหน้า เธอไม่หันมามองเขา

 

 

            “เธอช่วยฉัน เพราะรู้สึกผิดเรื่องพ่อ หรือ เพราะอะไร?” เบลลามีถามอีก และสิ่งที่เขาได้ตอบกลับคือความเงียบ ไม่รู้เธอจะอมพะนำไปถึงเมื่อไหร่ “เธอชอบฉันใช่ไหม?” เธอก็ยังคงเงียบ นั่งชันเข่าและกอดเอาไว้แน่น เธอเพิ่งบอกให้ชาร์ล็อตชนะความกลัว แต่เธอกลับกลัวเขาเนี่ยนะ “เธอแอบชอบฉันมาตั้งแต่เก้าขวบแล้วใช่ไหม นั่นคือเหตุผลที่เธอพับดอกไม้มาให้ฉันในวันรำลึก” เธอเงียบ “นี่ ถ้าไม่พูดอะไร ฉันจะเหมาเอาว่าคำตอบคือ ใช่ นะ” เธอก็เงียบอีก เหมือนเขานั่งคุยกับอากาศ ทำให้ชักหงุดหงิดอารมณ์เสีย

 

 

 

            “เธอเป็นผู้หญิงที่โคตรน่ารำคาญ” เบลลามีพูดเสียงแข็ง “จะบอกให้นะ ทริสเทน ฉันจะไม่มีวันแตะเธอ เพราะทุกครั้งที่ฉันมองหน้าเธอ ฉันมองเห็นแต่ไอ้ฆาตกรนั่น เลิกหวังลมๆแล้งๆ แล้วไปมองผู้ชายคนอื่นเถอะ ยังมีอีกเยอะแยะที่ไร้คู่ในค่ายนั่นน่ะ เมอร์ฟี่ก็ไม่เลว ไม่ใช่หรอ โรคจิตกับโรคจิต ก็น่าจะเข้ากันดี”

 

 

            คำพูดของเขาเหมือนหอกดีๆนี่เอง ทริสเทนรู้สึกเหมือนโดนหอกพุ่งเข้าใส่ ปักลึกลงไปในหัวใจ เจ็บหนึบ เจ็บแสบ เธอรู้ดีอยู่แล้ว มันเป็นไปไม่ได้ เขาไม่จำเป็นต้องตอกย้ำนักหรอก เธอเจียมกะลาหัวดี รู้ว่าควรอยู่ตรงไหน เธอก็แค่ ขอเป็นแค่เงา คอยตามต่อไป แค่นั้นไม่ได้หรือไง อย่าใจร้ายนักเลย เบลลามี

           

            

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 24 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

34 ความคิดเห็น

  1. #33 m.ppmm (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 4 มิถุนายน 2564 / 00:28
    โอ้โห มันแบบ ยากไปหมด // แต่ไรท์แต่งเก่งมากๆเลย
    #33
    0
  2. #25 SOOORA (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 7 ตุลาคม 2562 / 01:31
    น้องงงงงงง เปลี่ยนใจก็ดีนะ...
    #25
    0
  3. #12 . martis™ (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 18 มิถุนายน 2562 / 01:06
    สงสารน้องทริสเทนนนน
    #12
    0