Psychopath + Rebel [Bellamy Blake] The 100 FIC

ตอนที่ 1 : On the ground

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 370
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 28 ครั้ง
    13 ต.ค. 60



Psychopath and Rebel









Chapter 1: On the ground


 

                อีลูกฆาตกร

 

 

                แม้แต่ตอนหลับอยู่ ทริสเทนยังได้ยินคำพูดนั้น และมันแย่มากขึ้นเมื่อได้ยินคำพูดนั้นออกจากปากของผู้ชายที่เธอแอบหลงรักมาเกือบตลอดชีวิต หญิงสาวรู้สึกหน้าชาขึ้นมาในบัดดล และยังไม่ทันที่เธอจะคิดให้รอบคอบ เธอก็พุ่งเข้าไปอย่างขาดสติ เงื้อหมัด และซัดเข้าไปเต็มแก้ม เขาไม่ทันระวังตัว และคงแปลกใจมากทีเดียวเมื่อเห็นว่าเด็กอย่างเธอจะกล้าทำอะไรแบบนี้ใส่เขา ใบหน้าของเขาหันไปตามแรงต่อย ก้าวถอยหลังไปเกือบสองก้าวเพราะต้องตั้งหลัก แต่แล้วเขาก็หันกลับมา ดวงตาเกรี้ยวกราด วินาทีหนึ่ง ทริสเทนคิดว่าเขาจะต่อยเธอกลับแล้ว

 

 

            “ไปให้พ้น!

 

 

            เขาไล่ แต่เขากลับเป็นฝ่ายหันหลังให้ และเดินไปเอง ทริสแทนได้แต่ยืนมอง เธอรู้สึกน้ำตากำลังเอ่อขึ้นมาที่ขอบตา ฉันยังคงเป็นพวกขี้แพ้ แม้จะอยู่บนโลกแล้วก็ตาม หญิงสาวคิดในใจ ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนก็ไม่ต่างกันเลย ในสายตาของ เบลลามี เบลค คนอย่างทริสเทน เป็นได้แค่ลูกสาวของฆาตกร ที่ฆ่าคนสำคัญของเขา เธอเป็นได้แค่นั้น

 

 

            แต่เธอก็ยังชอบเขามากจริงๆ ให้ตายสิ! เธอต้องเป็นพวกโรคจิตมาโซคิสแน่ๆ

 

 

            “เราต้องไปเมาท์เวทเทอร์” ทริสเทนได้ยินเสียงประกาศของคลาร์ก กริฟฟิน ดังอยู่ไม่ไกล ผู้หญิงคนนั้นทำตัวราวกับผู้นำก็ไม่ปาน มาชี้นิ้วสั่งกันตั้งแต่วันแรกว่าต้องทำอะไรเนี่ยนะ ทริสเทนรู้ว่าคลาร์กเป็นใคร จะมีใครไม่รู้จักลูกสาวคนสวยของคุณหมอแอ็บบี้บ้างเล่า ทริสเทนมองดูการสนทนาระหว่างคลาร์ก เบลลามี และเวลส์ จาฮา อยู่ห่างๆ พวกเขาส่วนหนึ่งตกลงจะไปเมาท์เวทเทอร์ เพราะเชื่อว่าจะมีอาหารอยู่ที่นั่น

 

 

                แล้วเวลส์ จาฮา ลูกชายของสมุหนายกก็มีเรื่องชกต่อยกับชายคนหนึ่งที่ทริสเทนจำได้ว่าน่าจะชื่อ เมอร์ฟี่ หรืออะไรสักอย่าง

 

 

            “สู้กันแบบแฟร์ๆหน่อยเป็นไง” เบลลามียื่นมีดให้กับเวลส์ เพื่อให้ทั้งสองคนมีมีดเหมือนกัน

 

 

            ทริสเทนขยับตัวเข้าไปใกล้ขึ้นอีก แต่ก็ยังอยู่ห่างมากพอที่เบลลามีจะมองไม่เห็นเธออยู่ในสายตา แค่เห็นเธอ เขาก็อารมณ์เสียได้แล้ว เธอรู้ข้อนั้นดี สองคนนั้นสู้กันไม่นาน พวกเขาก็หยุดเพราะฟินน์เดินเข้าไปห้าม ตอนนั้นเองทริสเทนเห็นออกเทเวียมองฟินน์ตาเป็นมัน

 

 

            “เฮ้ คราวหน้าช่วยฉันแบบนี้บ้างสิ” ออกเทเวียยิ้มให้กับฟินน์ และนั่นทำให้เบลลามีไม่พอใจ เขาคว้าแขนน้องสาว สองคนนั้นคุยอะไรกันสักอย่างด้วยเสียงกระซิบ ทริสเทนไม่อาจได้ยินได้ จากนั้นออกเทเวียก็ตัดสินใจเดินตามพวกของคลาร์ก กริฟฟินเพื่อไปเอาอาหารจากเมาท์เวทเทอร์

 

 

            ทริสเทนค่อยๆเดินย่อง เธอไม่อยู่ในสายตาของใคร ไม่สนิทกับใครมากเป็นพิเศษ แม้แต่ตอนเป็นนักโทษ เพื่อนร่วมห้องของเธอยังอยู่ด้วยไม่ได้เลย มีแต่คนไปฟ้องการ์ดว่าเธอเป็นบ้า ชอบอาละวาด เธอชักอาทิตย์ละครั้ง อารมณ์รุนแรง มีแนวโน้มทำร้ายคนอื่น และทำร้ายตัวเอง พวกเขาต้องขังเดี่ยวเธอ เอาไว้ในห้องแคบๆ เนื่องจากเธอไม่ใช่ลูกของคนสำคัญอย่างคลาร์ก เธอไม่มีวันได้อยู่คุกสบายอย่างผู้หญิงคนนั้นหรอก อันที่จริง เธอคิดว่าตัวเองโชคดีเป็นบ้า ที่ไม่ถูกประหารลอยเท้ง แต่ถูกส่งลงมาที่โลกแทน

 

 

            “เธอจะตามฉันไปถึงไหน”

 

 

            เสียงนั้นทำเอาเธอสะดุ้ง เธอก้มลง ทำให้ผมสีดำร่วงลงมาปรกหน้า เบลลามี เบลคจับได้ว่าเธอกำลังแอบย่องตาม

 

 

            “บอกว่า ไปให้พ้น ฟังไม่รู้เรื่องหรอ” เบลลามีตวาด

 

 

            “โว้ว ใจเย็น” เมอร์ฟี่เดินเข้ามา เขาชำเลืองมองทริสเทนที่ยังอยู่ยืนรากไม้สูงที่อยู่ไกลจากเบลลามีเกือบสิบก้าวได้ “เดี๋ยว! นั่นมัน ทริสเทน เมอร์เรย์ใช่ไหม? ว้าว เรามีตัวประหลาดน่ากลัวอยู่ด้วยแฮะ ยัยนี่ตามนายหรอ หลงรักนายซะละมั้ง” เมอร์ฟี่แซวเล่นอย่างสนุกสนาน รอยยิ้มเยาะเต้นอยู่บนเรียวปาก แต่เมื่อเขาสังเกตเห็นดวงตาสีดำสนิทของหญิงสาวที่จ้องเขม็ง หมัดที่กำเข้าหากันแน่น ดวงตาโปนลึกโหลเหมือนโครงกระดูกแบบนั้น พร้อมกับผมที่ปรกหน้าอยู่นิดๆ ใครเห็นก็ต้องสันหลังวาบ

 

 

            “จ้องกันแบบนี้ อยากลองดีหรอ” เมอร์ฟี่ทำท่าจะเดินเข้าไป

 

 

            “ไม่ต้อง” เบลลามีกางแขนออกไปหยุดไว้ “ปล่อยไปเหอะ ก็แค่คนบ้า” ชายหนุ่มหันหลังกลับ “เรามีเรื่องต้องทำอีกเยอะที่นี่ มาเถอะ”

 

 

            เบลลามีกับเมอร์ฟี่เรียกรวมตัวคนทั้งหมด พวกเขาช่วยกันแจกจ่ายเต็นท์เท่าที่มีอยู่ในยาน เท่าที่เห็น ทริสเทนก็รู้ทันทีว่าพวกเขาจะตั้งค่าย ตั้งรกรากมันตรงนี้เลย เพราะท่าทางจะต้องอยู่กันแถวนี้ไปอีกนาน ยังไงนี่มันก็โลกนี่นะ พวกเขาอยู่บนโลกแล้ว ไม่มีพวกการ์ด ไม่มีกฎใดๆ

 

 

            ความสนใจของหญิงสาวเริ่มออกห่างจากชายหนุ่มผมหยักศกสีดำคนนั้น แล้วเริ่มมองสำรวจรอบตัวเป็นครั้งแรก ต้นไม้ ของจริง ใบสีเขียว ลำต้นสีน้ำตาล ให้ความรู้สึกสงบ สดชื่น และเมื่อเธอยื่นมือสัมผัสเปลือกไม้ ความรู้สึกที่ปรากฏไม่เหมือนกับความรู้สึกใดๆที่เคยมี ทริสเทนก้มลงแก้เชือกผูกรองเท้า เธอปล่อยให้เท้าเปลือยเปล่าสัมผัสผืนดิน จากนั้นเธอทรุดตัวลงนั่ง แยกตัวเองออกห่างจากคนร้อยคนทั้งหมดนั่น เธอเอนหลังพิงต้นไม้ ดวงตาสีดำมองขึ้นไปบนท้องฟ้า สีมันช่างฟ้าจริงๆ ฟ้าสวยงาม เธอได้ยินเสียงลมพัดหวิว รู้สึกได้ถึงลมปะทะใบหน้า

 

 

            อิสระ

 

 

            แต่แล้วน้ำตาก็หลั่งลงมาจากดวงตาของเธออย่างเงียบๆ ช่างสวยงามเหลือเกิน ถ้าตายตอนนี้ เธอจะไม่เสียดายอะไรแล้ว เธอได้อยู่บนโลกแล้ว กลับมาบ้านของมวลมนุษยชาติ ได้เห็นต้นไม้ สัมผัสความชุ่มชื้นของผืนป่า ช่างหัวเบลลามี เบลค กับความเกลียดชังของเขาที่มีต่อเธอ ไม่ว่าเธอจะรู้สึกชอบเขามากแค่ไหนก็ตาม มันไม่มีทางเป็นไปได้อยู่แล้ว

 

 

            ความเกลียด ความชิงชัง ทุกครั้งที่มองมา เธอรู้สึกเหมือนกำลังจะตายเสียตรงนั้น ทำไมมันต้องเจ็บปวดขนาดนี้นะ พ่อ! พ่อฆ่าผู้หญิงคนนั้นทำไม? ในบรรดาคนตั้งมากมาย พ่อดันเลือกผู้หญิงที่แสนสำคัญของเขาเป็นเหยื่อ

 

 

            พ่อของฉัน ฆ่า แม่ของเขา

 

 

            ต่อให้พวกเขาเดินทางไปดาวอังคาร และพบว่ามันอาศัยอยู่ได้ ก็ไม่มีอะไรมาเปลี่ยนแปลงความจริงข้อนี้ และมันก็เป็นปีมาแล้ว ที่หญิงสาวต้องตื่นมาพร้อมกับน้ำตา ความรู้สึกผิด เศร้าหมอง แต่กระนั้นก็น่าแปลก ในบรรดาความรู้สึกทั้งหมดที่มี เรื่องทุกอย่างทีเกิดขึ้นกับเธอ ทำไมกันนะ ทำไมเธอยังมีความรักได้ มันคงเป็นคำสาปละมั้ง เป็นคำสาปที่เธอต้องทรมาน เพราะพ่อของเธอฆ่าแม่ของเขา เธอต้องชดใช้ด้วยการรักเขา แต่ไม่มีวันได้เขามา

 

 

            “ใช่เลย เอาเลยยย!!” เสียงตะโกนโห่ร้อง ทำให้ทริสเทนเบี่ยงความสนใจจากเรื่องของตัวเองไปยังลานโล่งที่กลุ่มหนึ่งร้อยยืนกันอยู่ เธอขยับตัว ยังคงซ่อนอยู่หลังต้นไม้ แต่ใบหน้าของเธอโผล่ออกไป เพื่อมองความเป็นไปที่เกิดขึ้น เธอเห็นเมอร์ฟี่กำลังแงะสายรัดข้อมือของผู้ชายคนหนึ่งออก สายรัดข้อมือนี่เป็นอย่างเดียวที่ยังยึดพวกเขาทุกคนไว้กับดิอาร์ค มันส่งสัญญาณกลับขึ้นไปบนยานว่าพวกเขายังมีชีวิตอยู่หรือไม่ และทริสเทนก็ไม่ได้อยากจะมีชีวิตอยู่ ตั้งแต่แรกแล้ว

 

 

            “เอาเลยยย วู้วววว!!

 

 

            “ต่อไปใคร?” เบลลามีตะโกนถาม

 

 

            “ฉัน” ทริสเทนตะโกนออกไปโดยไม่รู้ตัว หญิงสาวกระโดดลุกขึ้นยืน เนื่องจากเธอเป็นตัวประหลาดในสายตาของทุกคนมาตลอด เรื่องอาละวาดสติแตกในห้องขังสร้างชื่อเอาไว้เยอะ การปรากฏตัวของเธอจึงทำให้พวกเขานิ่งเงียบ มองเป็นตาเดียวขณะที่เธอก้าวออกมา ยื่นข้อมือออกไปข้างหน้าให้กับเมอร์ฟี่ ทริสเทนไม่กล้าหันไปมองเบลลามี การเข้าใกล้เขา แม้ว่าจะแค่ห้าก้าว ก็ทำให้เธอรู้สึกประหม่า และเหมือนจะตัวสั่น เธอทั้งรู้สึกชอบเขาและหวาดเกรงเขาไปพร้อมกัน

 

 

            “พวกนายทำบ้าอะไรกันอยู่” เวลส์ตะโกนเข้ามากลางวง เห็นข้อมือของทริสเทนกำลังจะถูกงัดสายรัดออกพอดี “หยุดเลยนะ!

 

 

            “ก็แค่หาอิสรภาพให้กับตัวเอง ดูเป็นไงบ้างล่ะ” เบลลามีบอก ยักคิ้วขึ้นเล็กน้อยใส่ลูกชายสมุหนายก

 

 

            “นายจะทำให้เราตายกันหมด” เวลส์เถียง “ระบบสื่อสารเราใช้ไม่ได้ สายรัดข้อมือเป็นอย่างเดียวที่เราเหลืออยู่ เอามันออกก็เท่ากับปล่อยให้ดิอาร์คคิดว่าพวกเราตายแล้ว และไม่ปลอดภัยที่จะตามลงมาที่นี่”

 

 

            “นั่นละประเด็น” ทริสเทนเห็นเบลลามียิ้มน้อยๆ “เราดูแลตัวเองได้ ใช่ไหม พวก!” มีเสียงเฮดังมาจากกลุ่มคนที่ยืนอยู่ล้อมรอบ ในเวลาไม่กี่ชั่วโมง เบลลามีกลายเป็นผู้นำของพวกเขาได้อย่างสมบูรณ์แล้ว เมื่อเหล่าเด็กวัยรุ่น อาชญากรที่ทำผิดไม่ว่าจะเล็กหรือใหญ่ ต่างตกอยู่ในความหวาดหวั่นกับสภาพแวดล้อมที่ไม่เคยพบ แต่แล้วก็มีชายคนหนึ่ง ท่าทางเข้มแข็งลุกขึ้นยืนบอกพวกเขาว่าจะไม่เป็นไร และพวกเขาสามารถเป็นอิสระได้ แน่ล่ะ เขาย่อมกลายเป็นผู้นำ

 

 

            “นายคิดว่านี่เป็นเกมหรือไง คนบนนั้นไม่ใช่แค่เพื่อนหรือพ่อแม่นะ พวกเขาเป็นเกษตรกร หมอ วิศวกร” เวลส์พยายามหาข้อพิพาท “ฉันไม่แคร์ว่าเขาจะบอกอะไรพวกนาย แต่เราอยู่รอดเองไม่ได้แน่ และถ้าที่นี่ปลอดภัย พวกนายไม่อยากให้คนที่เหลือตามลงมาด้วยหรือไง”

 

 

            “พวกฉันก็ลงมาหมดแล้วนี่ไง” เบลลามีพูด ทริสเทนสังเกตเห็นสีหน้าของเขาเปลี่ยนเป็นเหี้ยมเกรียมขึ้นมา เธอรู้จักสีหน้าชิงชังแบบนั้นดีกว่าใครทุกคน “คนพวกนั้นขังพวกฉันไว้ พยายามฆ่าน้องสาวฉัน แค่เพราะว่าเธอเกิดมา และพ่อนายเป็นคนทำเรื่องนั้น”

 

 

            “พ่อฉันไม่ได้ออกกฎนั่น” เวลส์เถียง แต่ทริสเทนรู้ เขาไม่มีทางเถียงขึ้นอีกแล้ว

 

 

            “แต่เขาบังคับใช้มันนี่” เบลลามีว่า “แต่ก็ไม่อีกแล้ว” ดวงตาของเขาแข็งกร้าว มองไปรอบตัว มองไปที่ทุกคน “ไม่ใช่ที่นี่ ที่นี่! ไม่มีกฏอะไรทั้งนั้น เราจะทำอะไรก็เรื่องของเรา อะไรที่เราอยากทำ มันเป็นสิทธิ์ของเรา”

 

 

            “ใช่ ใช่ ใช่” คนทั้งเกือบหนึ่งร้อยคนตะโกนป่าวร้องพร้อมกัน “เราจะทำสิ่งที่เราอยากทำ! ที่เราอยากทำ ที่เราอยากทำ!!

 

 

            ทริสเทนอาจจะเป็นหนึ่งในคนแรกๆที่รู้สึก น้ำหยดลงบนแก้มของเธอ และมันไม่ใช่น้ำตา มันตกลงมาจากฟ้า เธอได้ยินเสียงผู้คนร้องตะโกนด้วยความแปลกใจ สาวๆร้องกรี๊ดอย่างยินดี น้ำตกลงมาจากฟ้า นี่เองที่พวกเขาเรียกว่าฝน ทริสเทนปล่อยมือลงข้างตัว สายรัดยังรั้งข้อมือเธอไว้ แต่เธอไม่สนใจ ฝน พระเจ้า ฝนตกลงมาจริงๆด้วย มันให้ความรู้สึกแบบนี้เองหรือ หญิงสาวเงยหน้าขึ้นไปบนฟ้า หลับตาลง ให้สายฝนชะลงมาบนใบหน้า ผมของเธอเปียกลู่

 

 

            ดวงตาสีดำชำเลืองไปด้านข้าง เธอมองเบลลามี ดังเช่นที่เคยทำอยู่ตลอด ดวงตาของเธอมีไว้เพื่อมองคนๆเดียว แม้จะอยู่บนโลก มีสิ่งสวยงามนับพันให้มอง แต่เธอก็ยังอยากเจียดเวลามองสิ่งสวยงามที่สุดอยู่ดี เขากำลังยิ้ม ไม่ใช่ยิ้มกว้าง เขาไม่เคยยิ้มกว้าง เป็นยิ้มเพียงเล็กน้อย แต่ช่างดูสุขสันต์ ช่างเป็นอิสระ เขาเงยหน้ารับน้ำฝนเหมือนกับเธอ ทริสเทนเห็นหยาดน้ำไหลลงไปตามแก้มของเขา ซึมซาบลงไปบนเสื้อที่เขาสวมอยู่ ทำไมเขาช่างงดงามอย่างนี้นะ ไม่หรอก... เขาไม่ได้งดงาม ไม่มีใครบนยานมองว่าเขางดงามอย่างที่เธอมอง มีเพียงเธอคนเดียว และในวินาทีนั้น เธอรู้สึกราวกับว่าบนโลกใบนี้ มีเพียงเขาเท่านั้น เขากับสายฝน

 

 

            เบลลามีก้มหน้ากลับลงมา เมื่อรู้สึกเมื่อย แล้วเขาก็รู้สึกได้ถึงสายตาที่จับจ้อง เมื่อหันไป ก็เห็นผู้หญิงที่เขาเกลียดกำลังมองมาด้วยแววตาที่อ่านไม่ออก เขาไม่เคยอ่านอะไรออกจากดวงตาลึกโหลคู่นั้นเลย เธอจ้องเขาเขม็ง เขาเคยคิดว่าบางทีมันอาจเป็นการจ้องแบบ ฆาตกรจ้องเหยื่อที่อยากฆ่าก็เป็นได้ เขาไม่รู้เธอคิดอะไรอยู่ และเขาก็ไม่ได้อยากจะรู้ เธอยังคงเป็นลูกสาวของฆาตกร และไม่มีอะไรบนโลก หรือบนจักรวาลนี้จะเปลี่ยนแปลงเรื่องนั้น

 

 

            ชิงชัง เขาชิงชังเกินกว่าจะทนมองต่อไปได้ เขาอยากฆ่าเธอให้ตาย ควักลูกตานั่นออกมาถ้าจำเป็น แต่เขาไม่ใช่ฆาตกร แม่ไม่ได้อยากให้เขากลายเป็นฆาตกร แค่เรื่องที่เกิดบนยาน กับสมุหนายก เขาก็รู้สึกเกลียดตัวเองจะแย่แล้ว

 

 

            ทริสเทน เมอร์เรย์ เดินเข้ามา ดวงตายังจ้องเขา แล้วเธอก็ก้มหน้า หลบสายตาเมื่อเข้ามาใกล้ เขากำลังจะอ้าปากจะไล่เธอเหมือนทุกที

 

 

            “อย่าเพิ่งไล่” เธอพูดเสียงเบา แล้วก็ยื่นมือที่มีสายรัดข้อมือออกมา “นายช่วยเป็นคนทำให้ฉันตายได้ไหม?” เมื่อเอาสายรัดออก คนบนดิอาร์คก็จะคิดว่าเธอตายไปแล้ว เธอคือคนตาย และเธออยากให้เขาเป็นคนทำ เบลลามียังคงเงียบ แต่ทริสเทนก็เห็นว่าเขายังไม่เดินจากไปไหน

 

 

            “ดะ ได้ไหม?” เธอพูดอย่างตะกุกตะกัก แขนยังยกค้างอยู่ ขณะที่ฝนยังตกต่อไป เสียงอื้ออึงจากผู้คนรอบข้างที่โห่ร้อง เล่นน้ำฝนอย่างสนุกสนาน ช่างแตกต่างกับบริเวณที่พวกเขาทั้งคู่ยืนอยู่นัก ตรงนี้มีแต่ความอึดอัด และทริสเทนเป็นคนทำให้มันอึดอัด เมื่อเธอตัดสินใจเดินเข้ามาหาเขา ขอร้องให้ทำ ในสิ่งที่เธอจะทำเองก็ได้ หรือใครทำก็ได้ทั้งนั้น แต่เธอก็ยังอยากให้เธอเขาอยู่ดี

 

 

            “ถ้าฉันทำให้แล้ว” เสียงของเขาดังอยู่เหนือศีรษะที่ก้มงุดของเธอ “อย่ามายุ่งกับฉันอีก อย่าตามฉันอีก อย่าให้ฉันเห็นหน้าอีก เข้าใจไหม?”

 

 

            ทริสเทนพยักหน้า แค่นั้นก็พอ แค่เอามันออกด้วยมือเขาเองก็พอ เบลลามีคว้าข้อมือของเธอไป ทริส เทนรู้สึกมันราวกับนานนับศตวรรษมาแล้ว หลังจากครั้งสุดท้ายที่เธอเคยสัมผัสเขา นั่นมันก่อนหน้าที่พ่อของเธอจะทำเรื่องเลวร้าย สัมผัสของเขาไม่ได้นุ่มนวลอ่อนโยน แต่เธอก็รู้สึกถึงไฟฟ้าสถิตที่แล่นไปทั่วร่างเมื่อมือของเขาสัมผัส จากนั้นเธอก็รู้สึกเจ็บ เขาใช้ท่อนไม้ หรือท่อนเหล็กอะไรสักอย่างมางัดสายรัดเหล็กจากข้อมือเธอ ทริสเทนไม่ได้เงยหน้ามอง เธอได้ยินเสียงดังแก็ก และเห็นสายรัดถูกทิ้งลงบนพื้น

 

 

            จบแล้ว

 

 

            เธอเห็นรองเท้าของเขาเดินห่างออกไป ทริสเทนเงยหน้า เพื่อจะได้เห็นภาพที่ทำให้รู้สึกเหงายิ่งกว่าเก่า สายฝนที่ตกลงมาใส่ดวงตาทำให้ภาพนั้นเบลอ แต่เธอก็ยังเห็นแผ่นหลังที่แสนเย็นชาของเขาเดินห่างไปทุกที

           

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 28 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

34 ความคิดเห็น

  1. #31 m.ppmm (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 3 มิถุนายน 2564 / 23:35
    น่าสนใจมากเลยค่ะ
    #31
    0
  2. #11 . martis™ (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 18 มิถุนายน 2562 / 00:57
    น่าติดตามมากค่าาา
    #11
    0