Star Wars Aesthetic & Short Fic [Kylo x Rey]

ตอนที่ 62 : [Empress Rey] : Opaque - END

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 554
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 49 ครั้ง
    20 ก.ย. 61



[Empress Rey] : Opaque









                เหยี่ยวบินโฉบถลาลม ผ่านวงกลมรัศมีอาทิตย์จรัสจ้า เกิดเป็นเงาทาบทับบนลอนทรายละเอียด เบนเงยหน้าขึ้นฟ้า ขณะที่อูฐของตนยังเคลื่อนที่ไปข้างหน้า มิทากะมองตามสายตาของเขา เกิดรอยยิ้มบอบบางขึ้นที่มุมปาก ก่อนจะผิวปากเรียก เหยี่ยวขนสีน้ำตาลสลับดำผงกศีรษะหาที่มาของเสียง แล้วโฉบลงเกาะบนแขนของมิทากะที่ยื่นรอรับ เขาแกะม้วนกระดาษเล็กๆที่ใส่มาในกระบอกตรงขานก


                “จากเพจ ทิโค” มิทากะบอก “คงมีข่าวสำคัญ”


                เบนมองนกเหยี่ยวอยู่ครู่หนึ่ง เขารู้ว่านกจากเมืองหลวงพวกนี้ได้รับการฝึกมาอย่างดี ให้จดจำเสียงผิวปากส่งสัญญาณเรียกได้ โดยทั่วไป การส่งจดหมายให้คนที่กำลังเดินทางจะทำได้ยาก นกมักจะบินจากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่งที่กำหนดไว้ มันไม่สามารถบินตามหาคนอย่างไม่รู้จุดหมาย เพจคงสั่งให้คนเลี้ยงนกปล่อยนกบินมาตามทางที่จะไปยังป้อมยาวิน เพื่อให้เจอมิทากะและเบนระหว่างเดินทางพอดี ดวงตาของเบนเลื่อนจากนกที่กำลังกินน้ำจากชามที่มิทากะวางไว้ให้ ไปที่กระดาษแผ่นน้อยนั้น สีนัยน์ตาของมิทากะกลายเป็นสีเข้ม แต่ใบหน้ากลับซีดเผือดลงทันใด เบนรู้ได้เลยว่าต้องไม่ใช่ข่าวดีแน่นอน อาจเป็นข่าวที่ทางเมืองหลวงได้รับมาจากกองทัพอีกที ชายหนุ่มจับสายบังเหียนไว้แน่นในกำมือ รอคอยให้อีกฝ่ายพูด


                “องค์จักรพรรดินีบาดเจ็บหนัก เป็นตายเท่ากัน”


                ดวงตาของเบนเบิกค้าง มือที่กำอยู่ออกแรงหนัก จนเส้นเลือดปูดโปนบนหลังมือ กระแสปวดแปลบวาบในอก ส่งผลให้หัวใจเต้นผิดจังหวะ ดิ่งวูบ อากาศที่ร้อนมากในยามกลางวัน ทำให้เขาวิงเวียน นั่งหลังตรงต่อไปแทบไม่ได้ เป็นตายเท่ากัน คำพูดของมิทากะสะท้อนกลับไปกลับมาในหู ทั้งค้อน ทั่ง โกลน สั่นสะเทือน ระบบทุกอย่างในร่างกายเหมือนจะไม่คงที่ เบนอ้าปาก จะเปล่งเสียงถาม แต่ไม่อาจเรียบเรียงคำพูด เป็นตายเท่ากัน เขาหวนนึกถึงหญิงสาวผู้งามสง่าทระนงบนหลังม้า ริมฝีปากแต้มสีชมพู หน้าผากมนเกลี้ยงเกลา สายตาคมกริบที่มองปราดไปทั่ว ท่วงท่าคล่องแคล่วว่องไวดั่งบุรุษ แต่คงความอ่อนหวานเช่นสตรี เป็นตายเท่ากัน ความร้อนพุ่งมาที่ดวงตา ก้อนบางอย่างจุกในลำคอ คล้ายกับก้อนสะอื้นที่เขาไม่ได้สัมผัสมานาน


                “กองทัพยังติดค้างใกล้กับโอเอซิส ศัตรูล้อมทุกด้าน จะโจมตีอีกเมื่อไหร่ก็ไม่รู้” เสียงของมิทากะราวกับดังมาจากที่ไกลแสนไกล ต้องใช้เวลาพอสมควร กว่าข้อมูลนั้นจะผ่านการแปรผล และเบนเข้าใจได้ “ถ้าเราไปต่อ ข้าเกรงว่าท่านเองก็จะไม่ปลอดภัยไปด้วย ทางที่ดี กลับไปรอที่เมืองดีไหม”


                “ไม่กลับ” เบนสั่นหน้ารัวอย่างดื้อรั้น ไม่มีทางหันกลับแน่นอน เขาต้องพบเธอ ยังไงก็ต้องพบให้ได้ เขาแอบยกมือปาดน้ำตาที่ซึมออกมาอย่างรวดเร็ว ระหว่างที่มิทากะมองไปยังทางข้างหน้า คาดคะเนหนทาง ความเป็นไปได้ที่จะไปให้ถึง โดยยังปลอดภัยดีทั้งคู่


                “เราคงต้องปลอมตัวเป็นนักเดินทางแสวงโชค ขอแค่ผ่านทางไป” มิทากะบอก


                “ในจดหมายบอกอะไรอีกไหม” เบนถาม ยากนักที่บังคับเสียงให้คงที่ ไม่ให้สั่นเทาหวั่นไหว


                “ไม่มีแล้ว” มิทากะส่ายศีรษะ ท่าทางไม่สบายใจเลย “ฝ่าบาทไม่เคยพลาด ศึกทุกครั้ง ทรงม้านำหน้า ห้าวหาญ ไม่มีชายใดโค่นได้ แม้จะได้รับบาดเจ็บบ้างเล็กน้อยในบางครั้ง แต่เพจไม่เคยใช้ประโยคนั้น ที่มุสตาฟาร์คงวุ่นวายจัดเตรียมทัพออกมาช่วยอีกแน่ ที่น่าเป็นห่วงคือชาวเมือง จะเกิดโจรชุกชุมหรือไม่ ในช่วงเวลาแบบนี้ พวกชาวบ้านมักคิดเพ้อเจ้อว่าจะมีการผลัดแผ่นดิน ส่งผลร้าย...”


                “อย่า” เสียงของเบนบางเบา “อย่าพูดอีกเลย”


                มิทากะชำเลืองมองชายหนุ่มวัยสิบเก้าปีที่นั่งอยู่บนหลังอูฐข้างๆ เห็นอีกฝ่ายยกมือกุมหน้าอก ออกแรงนวด หายใจหอบ ริมฝีปากซีด คล้ายจะเป็นลมอยู่รอมร่อ แล้วก็พาลรู้สึกเห็นใจปนสงสาร เขาย่อมรู้ดีว่าความรู้สึกผิดเป็นอย่างไร บางคราเหมือนไฟแผดเผาใจจนมอดไหม้ บางคราเหมือนน้ำแข็งเย็นจัดห่อหุ้ม มิทากะไม่รู้รายละเอียดถ่องแท้ว่าเกิดอะไรขึ้นในคืนที่ทั้งคู่อยู่ด้วยกันก่อนเคลื่อนทัพ เขาได้แต่คาดเดา เจ้าชายคงทำบางสิ่ง หรือพูดบางอย่าง ที่กระทบจิตใจขององค์จักรพรรดินีอย่างรุนแรงที่สุด ทำลายความรู้สึกของพระองค์จนถึงแก่น แต่กระนั้น ระหว่างที่ได้เข้าเฝ้า มิทากะสังเกตเห็นว่าพระองค์ไม่ได้พิโรธเจ้าชายแม้แต่น้อย กลับยังโทษว่าความผิดทั้งหมดของพระองค์เอง ความรักคงเป็นเช่นนี้ โดยเฉพาะความรักขององค์จักรพรรดินี หยั่งรากลึกยิ่งกว่าต้นไม้ใหญ่ ยิ่งกว่าเสาเข็มของพระราชวังมุสตาฟาร์ มั่นคงยิ่งกว่าภูเขา ความรักของพระองค์คงเหมือนสายน้ำที่ไม่มีวันเหือดแห้ง หลั่งริน ไหลเอื่อยเป็นแม่น้ำสายใหญ่ มอบชีวิต เป็นรักที่ไร้เงื่อนไข รักที่ยากจะถอนออก ไม่ว่าเจ้าชายเบนจะกระทำผิดต่อพระองค์อย่างไร พระองค์ก็ไม่เคยเคืองโกรธเลย มิทากะไม่แน่ใจเลยว่าความรักแบบนี้ดีหรือไม่ ผู้ที่มอบความรักเช่นนี้ให้ผู้อื่น จะทุกข์ทรมานแค่ไหน เมื่อไม่ได้รับรักตอบมา


                แล้วเจ้าชายเบนเล่า แท้จริงรู้สึกอย่างไรกันแน่? มิทากะมองไม่ออก คนผู้นี้ คล้ายจะอ่อนแอ เป็นเพียงเด็กไม่ประสีประสา ดื้อรั้นตามนิสัยเจ้าชายดั้งเดิม แต่เก็บความรู้สึกทั้งหมดได้เก่ง ไม่พูด ไม่บอก ไม่ขอคำปรึกษา มิทากะไม่แน่ใจว่าอาการต่างๆที่เบนแสดงออกอยู่ตอนนี้ เป็นแค่ความรู้สึกผิดอย่างเดียว หรือมีอย่างอื่นผสมอยู่ด้วย อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้ก็ช่างน่าเศร้านัก ชะตากรรมของจักรวรรดิมุสตาฟาร์ที่องค์จักรพรรดินีสร้างขึ้น อาจอยู่ในกำมือของชายหนุ่มคนนี้ก็เป็นได้


                มิทากะเลิกคิดฟุ้ง ทำหน้าที่คนนำทางต่อไป เวลาบ่ายเคลื่อนคล้อย ใกล้เข้าสู่ยามเย็น พวกเขาก็ใกล้ถึงที่หมายเช่นกัน กระโจมน้อยใหญ่ปรากฏให้เห็นลิบๆ ทั้งสองไม่ได้สนทนากัน แค่พูดกันบ้างเมื่อจำเป็น ส่วนใหญ่แล้วเบนจะเหม่อลอย ราวกับจิตใจไม่ได้อยู่กับร่างกาย


                พวกเขากำลังปีนขึ้นเนินทราย ทั้งเบนและมิทากะลงจากอูฐ เพื่อลากพวกมันขึ้นเนินไปได้สะดวกขึ้น ระหว่างที่กำลังจะลงเนินนั้นเอง พวกเขาสะดุด มีบางอย่างใต้ผืนทรายคว้าหมับที่ข้อเท้า ดึงให้ล้มลงหัวฟาด เบนเบิกตาโต คิดว่าเจอกับอสุรกายเข้าให้แล้ว แต่สิ่งที่ขึ้นมาจากทรายกลับกลายเป็นมนุษย์ สวมผ้าคลุม ท่าทางจะหมอบอยู่แถวนี้มาสักพักและอำพรางตนได้แนบเนียน เบนนับจำนวนได้เจ็ดคนที่ล้อมเขาและมิทากะไว้


                “พวกเราเป็นแค่นักเดินทางเร่ร่อน” เบนรีบพูดทันที “จะไปโอเอซิสและพักสักคืน...”


                “ผิวพรรณอย่างเจ้า ไม่ใช่แค่นักเดินทาง”


                เสียงดังมาจากด้านหลัง ชายคนที่แปดเพิ่งจะขึ้นจากทราย เบนหันไปมอง แต่ต้องเบิกตากว้างอีกครั้ง ทั้งอึ้งทึ่ง แปลกใจ ประหลาดใจ ทำอะไรไม่ถูกไปแล้ว ชายวัยห้าสิบกว่าสวมชุดคลุมสีเทา ไว้เคราดกครึ้มรอบคาง เขายกมือปัดเศษทรายที่ติดบนเสื้อคลุมบริเวณไหล่อย่างไม่นำพา


                “ท่านลุง” เบนเอ่ย เสียงแหบ เหมือนคนเพิ่งหาเสียงของตนเจอ


                “ไง ไอ้หนู” ท่านลุงยักคิ้วหนึ่งครั้ง


                “แต่ข้านึกว่าท่านลุง...” เบนสับสน เขาเห็นลุงลุคถูกดาบปักกลางท้อง ไม่น่ารอด ก่อนเบนจะถูกลากจากมา “ข้าได้ยินว่าท่านสิ้นแน่แล้ว”


                “หนังเหี่ยวๆเหนียวนัก ตายยาก” ลุงลุคบอก เลื่อนสายตาไปทางมิทากะ ขยับนิ้วแค่หนึ่งครั้ง ชายในชุดคลุมสองคนเข้ารวบตัวผู้ติดตามของเบน และจับให้คุกเข่าอยู่กับพื้น ฉับไว รวดเร็ว ไม่ทันจะต่อกร หรือชักดาบออกมาป้องกันได้ “ข้าจำเจ้าได้ ผ่านมาเก้าปี นานมาก แต่ก็ยังจำได้ เป็นนายกองที่พาทหารบุกเข้าวังนาบูใช่หรือไม่?” สีสันบนใบหน้าของเบนซีดเผือด เขาก้มลงมองมิทากะ ระหว่างที่ลุงลุคพูดต่อ “ปล่อยมันไป ให้มันคาบข่าวไปบอกผู้หญิงคนนั้นว่าข้าได้ตัวหลานชายคืนมาแล้ว ฝากไปบอกด้วย ลุค สกายวอล์กเกอร์สบายดีมากๆ พร้อมจะปะดาบอีกรอบทุกเมื่อ ถ้านางรอดจากบาดแผลฉกรรจ์ขนาดนั้นได้ล่ะก็”


                มิทากะขัดขืนดิ้นรน ขณะดาบและสัมภาระอื่นๆถูกแย่งไป แม้แต่อูฐก็นำไปด้วยไม่ได้ ชายคนหนึ่งผลักเขากลิ้งหลุนลงจากเนินทราย ปาหอกข่มขู่ให้วิ่งหนีไปเสีย ก่อนจะถูกหอกแทงตายจริงๆ


                “เอาล่ะ มาเถอะ หลานข้า ไปยังค่ายของพวกเรา หลายอาทิตย์มานี้ เจ้าคงลำบากมาก” ลุคกล่าว


                “ท่านคือพวกฝ่ายต่อต้าน” เบนพูดอย่างเข้าใจในที่สุด


                “ข้าคือผู้นำของฝ่ายต่อต้าน” ลุคแก้ไข เดินนำไป โดยมีเบนเดินเคียงข้าง “ถ้าน้องสาวของข้ายังมีชีวิตอยู่ ก็คงทำแบบเดียวกันนี้ รวบรวมผู้คนจากนาบู ผู้คนที่เคยสูญเสียจากสงครามเพราะผู้หญิงคนนั้น”


                เบนหยุดเดิน ทำให้อีกฝ่ายต้องหยุดตาม “แต่ท่านก็กำลังทำสงคราม” เบนย้อนกลับ “ท่านพูดว่าท่านรวบรวมผู้คนที่สูญเสียจากสงคราม เพื่อมาทำสงครามอย่างนั้นหรือ?”


                ลุงลุคยกมือบอกกลุ่มชายฉกรรจ์ให้ก้าวเท้าถอยหลังไป พ้นระยะการได้ยิน “เจ้าไม่ต้องการบ้านของเราคืนหรือไง นาบูที่เคยรุ่งเรืองอุดมสมบูรณ์ แค่โยนเมล็ดพันธุ์ลงดิน พืชก็งอกงาม ตอนนี้อยู่ในมือของผู้หญิงโฉดชั่ว ทรราชใจโหดเหี้ยม หญิงที่นำทัพสังหารฆ่าคน เผาบ้านเมืองของเรา เจ้าลืมความแค้นไปแล้วหรือ?”


                “ข้าไม่เคยลืมความแค้น” เบนพูดอย่างสงบ “แต่ท่านลุง ข้าได้รู้มาว่าจริงๆแล้ว เรื่องมันกลับตาลปัตรไปหมด” ด้วยเหตุนี้ เขาเล่าทุกอย่างที่ได้รู้มาเกี่ยวกับสงครามในนาบูให้ลุงได้ฟัง ลมหวีดหวิวพัดผ่าน ทรายหมุนวนเป็นเกลียวต่ำเรี่ยดิน ท้องฟ้าสีส้มแดง ก้อนเมฆลอยเอื่อยบดบังแสงอาทิตย์ไปครึ่งหนึ่ง แต่ก็ยังร้อนแรง เสียงของเบนแฝงทั้งความเจ็บปวด รู้สึกผิด และโศกเศร้า เมื่อเขาเล่าจบ ลุคกลับไม่มีปฏิกิริยาที่แตกต่างออกไป


                “ถึงนางจะไม่เกี่ยวข้องในตอนนั้น แต่ตอนนี้ก็เกี่ยวข้องไปแล้ว นางเดินย่ำบนแผ่นดินของเรา ไม่ต่างจากโจรที่ขโมยทรัพย์สินของเราไป” ลุคพูดกัดฟัน “เจ้าจะยอมปล่อยให้โจรครอบครองแผ่นดินเกิด เจ้าไม่สืบสานราชวงศ์ต่อได้ยังไง? ผู้คนรอเจ้าอีกมากมาย...”


                “แล้วอย่างไร?” เบนถามกลับ “ต้องเข่นฆ่าอีกมากเท่าไหร่ จึงจะได้นาบูคืนมา ต้องฆ่าทหารมุสตาฟาร์ คอรัสซังต์ ป้อมยาวิน ทหารแจคคูด้วยหรือไม่?”


                “เราไม่จำเป็นต้องฆ่าทั้งหมด เราสามารถโน้มน้าวผู้คนมาเข้าร่วมกับเรา ผนึกกำลังกับเรา และโค่นล้มนาง” ลุค กล่าวตอบ


                “ผู้คนของนางล่ะ ท่านลุง” เบนถาม เขาเองก็อยากได้บ้านเกิดคืนมา แต่สงคราม ไม่ใช่วิธีที่เบนอยากใช้ “ผู้คนของนางก็มีชีวิต มีเลือดเนื้อจิตใจ ท่านคิดบ้างหรือไม่ มีคนต้องสูญเสียอีกเท่าไหร่ ท่านพูดว่ากำลังทำเพื่อนาบู ทำเพื่อราชวงศ์ แต่ตอนนี้ก็มีเพียงแค่ข้ากับท่านที่มีสายเลือดราชวงศ์เหลืออยู่ ยศถาบรรดาศักดิ์เหล่านั้นไม่ได้สำคัญอีกแล้ว การแก้แค้น ไม่ได้ช่วยอะไรเลย มีแต่จะนำพาความเจ็บปวดและความทุกข์มาให้ ข้าได้เห็นนางปกครองบ้านเมือง เห็นประชาชนของนางอยู่ดีมีสุข ข่าวลือพวกนั้นมั่วทั้งหมด ไม่เป็นความจริงเลยสักข้อเดียว นางไม่ใช่หญิงใจโหดร้ายโฉดชั่วอย่างที่ท่านกล่าวหา นางไม่ใช่คนที่เราต้องแค้น นางได้สังหารคนที่ฆ่าครอบครัวของเราไปแล้วนะ ท่านลุง”


                “นี่เจ้าเป็นอะไรไป เบน ออร์กาน่า” ลุคพูดอย่างตกใจปนความโกรธนิดๆ “เจ้าลืมวันนั้นแล้วรึไง วันที่พ่อกับแม่ตายไปต่อหน้า วันที่ต้องหนีหัวซุกหัวซุน...”


                “ข้าไม่เคยลืม” เบนพูดแทรก


                “ถ้าอย่างนั้น เจ้าก็ต้องร่วมมือกับข้า ชำระหนี้แค้น กอบกู้ราชวงศ์กลับคืน นั่นคือหน้าที่ของเจ้าชายคนสุดท้ายที่เหลืออยู่” ลุคบอก ดื้อรั้นหัวชนฝาพอๆกับหลานชาย


                “ท่านจะฆ่านางด้วยใช่ไหม” เบนถาม เสียงแผ่วเบา


                “แน่นอน อย่างที่ข้าบอกไปแล้ว แม้นางจะไม่ใช่ผู้ลงมือ แต่มีส่วนทำให้เกิดเรื่องขึ้น...”


                “ถ้าท่านลุงจะฆ่านางให้ได้จริง โปรดฆ่าหลานชายคนนี้ไปด้วยเถอะ” เสียงของเบนพลันหนักแน่น ดวงตามุ่งมั่นไม่หวาดหวั่น ลุคถึงกับผงะ ก้าวถอยหลังไปหนึ่งก้าว


                “เจ้าพูดอะไรออกมา” ลุคถามเสียงดัง ขณะเดียวกันนั้น ยามเย็นร่วงโรย แสงโพล้เพล้รำไรอยู่ที่ปลายฟ้า ดาวประกายพรึกแย้มหน้า ดวงจันทร์สีขาวปรากฏกาย โบกมือลาดวงอาทิตย์อยู่ลิบๆ ความมืดของราตรีกล้ำกรายเยื้องย่างเข้ามาทีละนิด ลุคยังคงมองหลานชาย ราวกับมองคนแปลกหน้า เห็นแสงเงาตกกระทบบนใบหน้าที่ขึงขังจริงจังนั้น เขาที่ผ่านโลกมานาน เริ่มจะเข้าใจ “เจ้ากับนาง...”


                “นางเป็นภรรยาของข้า” เบนพูดอย่างไม่ลังเล “สามีที่ดีต้องปกป้องภรรยา แต่ถ้าไม่มีเรี่ยวแรงกำลังมากพอจะปกป้อง และภรรยาจะต้องตาย ข้าก็ขอตายตาม”


                ลุคเงื้อฝ่ามือขึ้น ฟาดเปรี้ยงเข้าที่ใบหน้าของหลานชาย จนสะบัดไปตามแรงตี รอยนิ้วทั้งห้าปรากฏบนผิวขาวเนียนที่แก้ม เบนรู้สึกเจ็บ ร้อนผะผ่าวบนผิว และกลายเป็นความด้านชา เจ็บบนผิวหนัง ยังไม่มากเท่าความเจ็บหน่วงในใจที่เขาแบกรับมาตลอดเส้นทางจากมุสตาฟาร์ เมื่อได้พูดออกไปเต็มปากเต็มคำ ยอมรับความรู้สึกทั้งหมดที่มี เขากลับรู้สึกโล่งอกอย่างบอกไม่ถูก แม้จะกลายเป็นคนทรยศต่อราชวงศ์ ลูกอกตัญญู หลานเนรคุณ แต่เขายอมเป็นได้ทุกอย่าง ขอแค่มีโอกาสได้กลับไปเห็นหน้าเธออีกครั้ง ได้ช่วยชีวิตเธอไว้อีกสักครั้ง ลบล้างกับการกระทำย่ำยีที่เขาทำต่อเธอ ขอมีโอกาสที่จะเป็นคนที่เธอยอมรับ และยอมรัก อีกครั้ง


                “ยุติการกบฏ” เบนเอ่ยขอร้อง “เลือดล้างด้วยเลือด ไม่ใช่วิถีทางที่ถูกต้อง ท่านเข่นฆ่าวันนี้ วันหน้าก็มีผู้อื่นมาตามเข่นฆ่าท่าน หรืออาจตามฆ่าล้างราชวงศ์อีก ให้เรื่องจบเพียงเท่านี้ แผ่นดินสงบสุข ชาวบ้านอยู่ดี หากท่านต้องการนาบูกลับคืนจริงๆ ก็ให้ได้มาด้วยการเจรจาตกลง จะดีกว่าไหม”


                ลุคมองหลานชายนิ่งอยู่พักหนึ่ง เบนคิดว่าเขาจะถูกตบอีกรอบ หรืออาจโดนอะไรที่ร้ายแรงกว่านั้น แต่ลุงกลับหันหลัง เอ่ยไล่เสียงเรียบ “ไปให้พ้นหน้าข้า” จากนั้นก็เดินไป กลุ่มชายฉกรรจ์ที่ตามมาด้วยทั้งเจ็ดคนเคลื่อนไหว ก้าวเท้าเดินติดตามท่านลุงไป โดยรักษาระยะห่างอย่างพอเหมาะ


                เบนกระพริบตาในความมืด ใต้แสงจันทร์ลอยกลางฟ้า และดวงดาวส่องประกายพร่ามัว ท่านลุงและกลุ่มคนติดตามเป็นเหมือนจุดเล็กจิ๋วกลางผืนทรายอันกว้างใหญ่ เบนไม่รู้ว่าต่อจากนี้จะเป็นอย่างไร คำพูดของเขาจะกระทบกับการตัดสินใจของลุงมากน้อยแค่ไหน หนทางข้างหน้าช่างมืดมัว  ยากคาดเดา เบนถอนหายใจ มองไปยังอีกทิศ ตรงข้ามกับเส้นทางของท่านลุง เบนเลือกแล้ว และต้องทนรับชะตาที่จะพบเจอ อูฐสองตัวและสัมภาระทั้งหมดของเขากับมิทากะยังอยู่ ท่านลุงไม่ยอมนำไปด้วย เบนจึงจูงอูฐทั้งสองให้เดินตามลงเนินทรายไป ระหว่างทาง เขาเห็นเศษซากการต่อสู้เมื่อคืนวาน หลุมฝังศพทหารเรียงเป็นแถว นกแร้งจิกชิมเลือดแห้งกรังบนหมวกเกราะที่ถูกทิ้งไว้ เบนเดินต่อไปข้างหน้า กระโจมน้อยใหญ่และแสงตะเกียงอยู่ไม่ไกลแล้ว


                เขายกมือทั้งสองข้างขึ้น ตะโกนบอกชื่อของตน ทหารที่เฝ้าระวังจึงลดธนูในมือ มิทากะเป็นคนแรกที่วิ่งออกมาหา ตามหลังด้วยนายพลฮักซ์ เบนรู้แน่แก่ใจว่าการจะเข้าพบองค์จักรพรรดินี คงไม่ใช่เรื่องง่ายแน่นอน นายพลผู้นี้ ไม่ชอบหน้าเขาตั้งแต่ไหนแต่ไร หลังจากยืนถกเถียงไร้สาระอยู่เป็นนาน มิทากะยืนยันแล้วยืนยันอีกว่าเบนควรได้เข้าเฝ้า ฮักซ์ด่าทอเบนด้วยน้ำเสียงหยาบกระด้าง ถ้อยคำหยาบช้าตามแรงโกรธ เบนพยายามนิ่งอย่างใจเย็น ข่มใจไว้ด้วยการกำหมัดแน่นไพล่ไว้ที่หลัง เขาได้เรียนรู้ว่าความใจร้อนไม่ส่งผลดีให้เลย ถ้าเขาต่อยหน้าฮักซ์ตอนนี้ เขาคงไม่มีโอกาสได้พบเรย์


                กว่าเบนจะได้เดินเข้าไปในค่าย มิทากะก็ทอดถอนใจหลายครั้งจนเหนื่อย ฮักซ์เดินตามติดมาเงียบๆ มองอย่างไม่วางตา ไม่ไว้ใจอย่างรุนแรง กระโจมขององค์จักรพรรดินีไม่ได้ใหญ่หรือหรูหรากว่ากระโจมของทหาร แต่มีเวรยามแน่นขนัด บางคนก็แค่มานั่งรอฟังข่าว ไม่ยอมไปไหน ปูเสื่อ จุดไฟ นอนเฝ้าอยู่หน้ากระโจมอย่างนั้น เบนไม่กล้าเอ่ยถามถึงอาการของเธอ เขากลัวคำตอบที่จะได้ยิน ฮักซ์ยืนกอดอก จมูกย่น หน้าตามู่ทู่ ลูบด้ามดาบที่เหน็บไว้อย่างข่มขู่ บอกเป็นนัยว่าถ้าได้ยินเสียงอะไรไม่ชอบมาพากล เขาพร้อมจะกระโจนเข้าไปแทงดาบทะลุอกเบนให้ตายคาที่


                ทหารยามตรวจค้นตัวเบนอย่างละเอียดถี่ถ้วน ไม่พบอาวุธหรือสิ่งผิดปกติ จึงปล่อยให้เข้าไปได้ ภายในกระโจมสว่างไสวอบอุ่นด้วยตะเกียงหลายดวง ภายในไม่ได้ตกแต่งเป็นพิเศษ เธอยังคงทำตัวเรียบง่าย เขากวาดสายตาจนมองเห็นเธอ ใบหน้าซีดเซียว มีผ้าพันแผลปิดด้านขวาไว้ครึ่งหนึ่ง ผ้าพันตั้งแต่หัวไหล่ลงมาถึงเอว เพื่อปิดส่วนที่ถูกดาบฟันเอาไว้ เธอกำลังหลับอยู่ หายใจเป็นจังหวะเชื่องช้า เบนก้าวเท้าไปอีกก้าว เกิดเสียงแผ่วเบา แต่ทำให้สัญชาตญาณราชสีห์สะดุ้งเฮือก เปิดเปลือกตา จะลุกพรวด แต่ก็ชะงัก ร้องอุทานออกมาเบาๆ มือซ้ายเคลื่อนแตะไหล่ขวา ริมฝีปากขบกัดแน่น เบนถลาเข้าไป ยกมือสอดประคองแผ่นหลังของเธออย่างรวดเร็ว


                “นอนลงไปเหมือนเดิมเถอะ” เบนพูดด้วยเสียงนุ่มนวล เมื่อเข้ามาใกล้ เขาจึงเห็นว่าแม้แต่ขาข้างซ้ายก็มีผ้าพันแผลโปะอยู่เต็ม แม้อาการจะพ้นวิกฤตไปแล้ว แต่มีบาดแผลทั้งบนใบหน้า ไหล่กับแขนขวา และขาซ้าย เธอคงเสียเลือดเป็นจำนวนมาก อ่อนเพลียอย่างหนักแน่นอน ร่างที่เขาประคองแข็งขืนดึงดัน ไม่ยอมทิ้งร่างนอน เธอใช้มือซ้ายผลักเขาออก แรงยังเยอะเหมือนเดิม หรือเธออาจจะใช้แรงทั้งหมดที่มี เพื่อผลักเขาออกไปก็ได้


                “ออกไป” เสียงขับไล่ช่างแผ่วบาง เหมือนเป็นแค่เสียงถอนหายใจ


                “เรย์” เบนเรียก ขยับเข้าไปหาอีก


                “ออกไป” เรย์ไล่ด้วยเสียงที่หนักแน่นมากกว่าครั้งแรก แต่สั่นเทาอย่างควบคุมไม่ได้ “ออกไป ออกไป ออกไป” เธอพูดพร่ำเหมือนเป็นบทสวด เสียงสั่นมากขึ้นเรื่อยๆ แล้วเบนก็ได้เห็นหยาดน้ำตาส่องแสงแวววาว เพราะสะท้อนแสงเทียนจากตะเกียง เบนคว้ามือซ้ายของเธอไว้ได้ กอบกุมไว้ในมือทั้งสองข้างของเขา


                “ท่านต้องไล่ข้าสักหมื่นรอบก่อน ข้าถึงจะยอมไป” เบนพูด เธอเบือนหน้าหนี แต่ก็ไม่ดึงมือออก


                “มาทำไม” เรย์พูดด้วยเสียงกระด้าง ไม่ยอมหันหน้ามาให้เห็น เพราะตอนนี้แก้มทั้งสองข้างเต็มไปด้วยน้ำตา ยามป่วยและเจ็บหนัก เป็นธรรมดาที่จิตใจจะอ่อนแอตามไปด้วย แต่เมื่อได้เห็นหน้าคนที่เป็นทุกสิ่งทุกอย่าง ย่อมไม่อาจอดกลั้นความตื้นตันใจ จนกลั่นออกมาเป็นน้ำตา


                “มาขอโทษ” เบนตอบ เสียงเรียบ จริงจัง แสดงความสัตย์ซื่อออกไปทางน้ำเสียง “ยกโทษให้เด็กน้อยหน้าโง่คนนี้ได้ไหม ยกโทษให้ข้าที่ทำร้ายท่าน ยกโทษให้ข้าที่ไม่เคยรู้ หรือไม่เคยสังเกตอะไรเลย ข้าขอโทษที่ไม่รับฟัง ข้าขอโทษ เรย์ ได้โปรด ให้โอกาสอีกครั้งได้ไหม ท่านจะไม่หันมามองเด็กน้อยคนนี้แล้วหรือ เด็กน้อยของท่าน เจ้าชายของท่าน ข้าเป็นของท่าน ทั้งหมด ทุกสิ่ง” เบนกุมมือของเรย์ ยกขึ้นถึงริมฝีปาก เขาจูบบนนิ้วของเธอทีละนิ้ว เริ่มจากนิ้วโป้ง เนิบช้า นุ่มนวล ทิ้งความอุ่นละไมให้แทรกซึมเข้าไปยังใต้ผิวหนัง เขาประทับริมฝีปากที่นิ้วนางข้างซ้ายของเธอเนิ่นนานที่สุด ไม่มีแหวนจะมอบให้ ไม่มีของล้ำค่าใดๆเลย เขามีเพียงแค่นี้ มีแค่ตัว หัวใจ และความรู้สึกทั้งหมดของเขาเท่านั้น


                “มองข้าได้ไหม” เบนพูดอย่างเว้าวอน “หันมามองกันอีกครั้ง เถอะนะ” เบนได้ยินเสียงสูดน้ำมูก เห็นแพขนตาข้างซ้ายของเรย์มีหยดน้ำเกาะ เขาสูดลมหายใจเข้าปอด ตัดสินใจพูดประโยคที่อัดอั้นอยู่ในใจ “ข้ารักท่าน”  


                คำบอกรัก ส่งกระแสแปลกประหลาดเข้าสู่ใจคนฟัง ความอุ่นแผ่กระจายตั้งแต่มือซ้ายที่เขายังกุมไว้ แผ่ไปทั่วทั้งร่าง ไปจนถึงปลายนิ้วเท้า รู้สึกเบาหวิวราวกับจะลอยในอากาศ ปั่นป่วนในช่องท้องเหมือนมีผีเสื้อนับล้านกระพือปีก ความเจ็บปวดพลันหายสิ้น ความทรมานที่เคยอัดแน่น สูญสลาย เรย์ยอมหันหน้าไปทางเขาอย่างช้าๆ ยอมให้เขาเห็นน้ำตาบนแก้ม ตอนนั้น เธอจึงได้รู้ ดวงตาของเบนแดงช้ำ หยาดน้ำไหลรินจากดวงตาเช่นกัน


                “ข้าก็รักเจ้า เด็กโง่เง่า” เรย์ส่งเสียงสะอื้นออกมาเป็นครั้งแรก ไม่ถือตน ไม่สนใจวางมาดเหมือนอย่างเคย ไม่อดกลั้นไว้อีกแล้ว เธอจับมือของเขา ยกขึ้นวางไว้ที่แก้ม เรย์เอียงศีรษะอิงแอบกับมือที่ใหญ่กว่า ไม่น่าเชื่อว่าเมื่อสิบหกปีก่อน มือคู่นี้ยังเป็นของเด็กชายตัวเล็กๆ อายุแค่สามขวบ ยืนชี้นิ้วสั่งเจ้าของร้านขนมปัง ตัวก็เล็กนิดเดียว แต่ตอนนี้ มือทั้งสองข้างสามารถเกาะกุมมือของเธอไว้ได้จนมิด แนบกับใบหน้าและส่งความอุ่นสบายให้ นิ้วยาวมากพอจะสอดรับกับนิ้วทั้งหมดของเธอ


                ภายในกระโจม แสงสีเหลืองนวลจากตะเกียงส่องวูบไหว อากาศอุ่นสบาย มีเพียงสองคนอยู่กันตามลำพัง นั่งพูดคุยกันเบาๆ เช็ดน้ำตาให้แก่กัน จับมือกันไว้ไม่ห่าง ปล่อยให้ราตรีเคลื่อนผ่าน เวลาเคลื่อนไป เบนขยับขึ้นนั่งบนเตียงด้วย เฝ้ามองจนเธอเข้าสู่ห้วงนิทรา หลับตาพริ้มเป็นสุข เขานั่งมองเธออย่างนั้นอยู่นาน จนยอมขยับลงนอนข้างๆอย่างระมัดระวัง ซุกใบหน้าไว้ใกล้เส้นผมสีน้ำตาล


                อนาคตข้างหน้า มีอุปสรรคอีกมากมาย บ้านเมืองยังโกลาหล แต่ยามนี้ ช่างสงบสุขเหลือเกิน    











Talk

ถึงจะได้อยู่ด้วยกัน แต่ชะตาก็คงไม่ค่อยดีเท่าไหร่ ยังเป็น Star-crossed lover อยู่ดีแหละ 555

เป็นความรักที่จะว่ายังไงดีล่ะ.... เรย์ต้องเป็นศิษย์ล้างอาจารย์ เบนต้องหันหลังให้ครอบครัวที่เหลืออยู่ ต่างฝ่ายก็ต่างเคยทำร้ายจิตใจกัน พอมานั่งคิดแล้ว ช่างเป็นคู่ที่อาภัพจริงๆ

AU หน้า เราเปลี่ยนจากทะเลทราย ไปเข้าป่า ตามหา "บ้านขนมหวาน" กันดีไหม? 




ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 49 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

847 ความคิดเห็น

  1. #735 ลิลหรี่ (จากตอนที่ 62)
    วันที่ 21 กันยายน 2561 / 02:24
    ชอบความที่จบแบบ ให้ไปคิดเอาเองว่าจะเป็นยังไงต่อ จังเลย อีกเรื่องที่เราชอบก็คือ ต่างฝ่ายต่างมีบาดแผลของตัวเองและคอยรักษาซึ่งกันและกัน และอีกเรื่อง ความโกรธแค้นของลุงลุค และการที่เบนได้สติว่าการแก้แค้นไม่ใช่สิ่งถูกต้อง รู้สึกว่าในเรื่องนี้มีทั้งคนที่เป็นทั้งเหยื่อและผู้ร้าย
    #735
    0
  2. #734 YURIPINK19 (จากตอนที่ 62)
    วันที่ 21 กันยายน 2561 / 01:25
    ได้อยู่ด้วยกัน แค่นี้ก็ดีแล้วค่า รอตามบ้านขนมมหวานนนนน
    #734
    0
  3. #733 +Choc Milk+ (จากตอนที่ 62)
    วันที่ 20 กันยายน 2561 / 23:26
    Spotify จัดเอา'สิ่งสำคัญ'​ พี่ดามาให้ฟัง​ แหม่​ ได้จังหวะจริง
    .
    ฟีลนี้มันฝาดแต่หวานเหมือนมะขามป้อม!​
    *แค่ก​แค่ก* //หวัดลงคอ(._.)
    #733
    0
  4. #732 DaisySelvin (จากตอนที่ 62)
    วันที่ 20 กันยายน 2561 / 22:34
    ได้อยู่ด้วยกันก็ดีแล้วค่ะ เย่~
    #732
    0
  5. #731 Barea (จากตอนที่ 62)
    วันที่ 20 กันยายน 2561 / 22:14
    จบแค่นี้ก็ดีเท่าไหร่แล้ว ฮือออ;_;
    #731
    0
  6. #730 Aul_jung (จากตอนที่ 62)
    วันที่ 20 กันยายน 2561 / 22:00
    ฮืออออออ จบแค่นี้ก็ดีใจมากแล้วค่ะ อย่างน้อยเขาก็ได้แสดงความรักให้กันและกันรู้แล้ว
    #730
    0
  7. #728 ยานรักเรย์โล (จากตอนที่ 62)
    วันที่ 20 กันยายน 2561 / 21:53

    ยิ้มทั้งน้ำตา ถึงในภายภาคหน้าจะเป็นยังไงไม่สำคัญ แค่ตอนนี้มีกันก็พอ อบอุ่นหัวใจท่ามกลางสงคราม 5555 ทีแรกเราคิดอะไรที่แย่กว่านี้ไว้มากๆ ถึงก่อนหน้านี้คุณจะเกริ่นว่าไม่สามารถจบแบบ Bad End ได้ แต่อะไรก็เกิดขึ้นได้สำหรับเราค่ะ ซึ่ง...สุดท้ายก็ไม่เกิด แฮ่ๆ แต่มันก็แอบหน่วงตอนที่เบนเลือกตัดขาดกับลุค แต่พอมาคิดดูแล้วก็แลกมาเท่ากันกับเรย์ อย่างที่คุณบอกว่าเรย์เป็นศิษย์ล้างอาจารย์ (ซึ่งอันนั้นคือสมควรจะล้างอะค่ะ) ส่วนเบนก็ตัดขาดกับครอบครัว ซึ่งฝั่งเบนอาจจะยากมากกว่าด้วย เพราะลุคทำไปเพราะถูกกระทำมาก่อน ต้องการจะแย่งชิงสิ่งที่เคยเป็นของตัวกลับมา มันดูสมเหตุสมผล แม้จะไม่ค่อยเวิร์คเท่าไหร่ ส่วนตัวเราเห็นด้วยกับเบน มันก็จะเป็นแบบนี้วนลูปกันไป ฆ่ากันไปฆ่ากันมา แต่ก็ดีที่ลุงไม่ได้ใจร้ายถึงขนาดจะฆ่าให้ตาย หลังจากที่รู้ว่าหลานกับศัตรูลงเอยกัน ตอนที่เบออกตัวว่าเรย์คือภรรยาคือแบบ...กร๊าวใจมากค่ะ โอ๊ยยยยย ใจเรานี่เต้นเร่าๆ เลยค่ะ เด็กโง่ของเรย์คือ...อบอุ่นมาก แฟมิลี่แมนมากเลย ดีใจที่เบนได้กลับมาเจอเรย์ ได้ปรับความเข้าใจกัน กล้าที่จะยอมรับผิด ไม่มีทิฐิในความเป็นเจ้าชายเลย เป็นแค่ผู้ชายคนหนึ่งที่รับรู้แล้วว่าตัวเองผิดอะไร และรู้สึกยังไงต่อเรย์ ประทับใจ...โอ๊ยยย เรย์ผู้น่าสงสารของเรา ในที่สุดก็ได้รักกลับคืนซะที <3 ต้องยกความดีความชอบให้มิทากะ (ตอนที่แล้วโทษนางซะเยอะ 5555555) ถ้าไม่พาพี่เบนมา องค์จักรพรรดินีอาจจะจมอยู่กับความเข้าใจผิดนี่ไปตลอด และอาจจะไปพร้อมกับใจที่แหลกสลายเพราะไม่รู้ใจจริงของเจ้าชายน้อย ซึ่งเราว่าการที่ยอมเดินทางมุ่งหน้าไปสนามรบ ทั้งๆ ที่ตัวเองตัั้งใจเบนเข็มไปเป็นข้าหลวงแล้วแท้ๆ ก็คือการไถ่โทษต่อเรย์อย่างหนึ่งที่มิทากะคิดว่าพอจะทำได้ ก็คือ...ให้คะแนนเต็มกับมิทากะไปเลย สิบคะแนนเต็ม สิบคะแนนเต็มมมมมม!! :D

    ขอบคุณนะคะที่แต่งเรื่องนี้ให้อ่าน สนุกมากเลยค่ะ หลากอารมณ์ยิ่งกว่าช่อง 7 สีอีกค่ะ 5555555

    #728
    0
  8. #727 Kira Ren (จากตอนที่ 62)
    วันที่ 20 กันยายน 2561 / 21:45
    จบแบบที่ควรจะเป็นแล้วล่ะค่ะสำหรับคู่นี้ เป็นความรักที่ต้องแลกทุกอย่างเพื่อให้ได้มา ต่อไปนี้เค้าก็คงจะช่วยเติมเต็มกันและกันนะคะ น่าจะเป็นผู้ครองที่ดีมีคุณธรรม และประชาชนก็รัก อาจจะต้องพากันผ่านสงครามอีกหลายต่อหลายครั้ง ชีวิตคงไม่ได้สงบสุขนัก แต่ก็จะมีกันและกันเสมอ

    รออ่านบ้านขนมหวานแล้วค่ะ ^^
    #727
    0
  9. #726 SEIIES (จากตอนที่ 62)
    วันที่ 20 กันยายน 2561 / 21:41

    ดีใจที่อย่างน้อยตอนจบเขาได้อยู่ด้วยกันค่ะT-T *ปรบมือ*

    #726
    0
  10. #725 Twinkleproud (จากตอนที่ 62)
    วันที่ 20 กันยายน 2561 / 21:28
    รอบ้านขนมมมมม แล้วก็รอเอยูนักแสดงงงงง รออออออออออ
    #725
    0
  11. #724 Ahappipy (จากตอนที่ 62)
    วันที่ 20 กันยายน 2561 / 21:25
    ต่างคนต่างเยิน
    #724
    0
  12. #723 milliin (จากตอนที่ 62)
    วันที่ 20 กันยายน 2561 / 21:17
    ดีใจที่เค้าเข้าใจกันสักทีค่ะ เรามองว่าแบบนี้ก็แฮปปี้เอนดิ้งแล้ว /ในบ้านขนมหวานนี่ใครจะจับใครกินคะ?555555
    #723
    0
  13. #722 erney007 (จากตอนที่ 62)
    วันที่ 20 กันยายน 2561 / 21:00
    ฮรืออออออ เป็นกำลังใจให้ความรักของทั้งคู่ค่ะ
    #722
    1
    • #722-1 Silver-Sky(จากตอนที่ 62)
      20 กันยายน 2561 / 21:01
      กว่าจะเขียนจบได้ ....
      #722-1
  14. #721 CartoonFreak (จากตอนที่ 62)
    วันที่ 20 กันยายน 2561 / 20:59
    เป็นการจบที่ดีที่สุดในสถานการณ์แบบนี้แล้วจริงๆ ค่ะ เหมือกฉากตัดหาโคมไฟในบุพเพฯ55555
    #721
    2
    • #721-1 Silver-Sky(จากตอนที่ 62)
      20 กันยายน 2561 / 21:01
      เดี๋ยวๆ เราไม่ได้ตัดหาโคมไฟนะ
      #721-1
    • #721-2 CartoonFreak(จากตอนที่ 62)
      20 กันยายน 2561 / 21:03
      ไม่ตัดก็ได้ค่ะ555
      #721-2