Star Wars Aesthetic & Short Fic [Kylo x Rey]

ตอนที่ 52 : [Reminisce Series] : Beige

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 682
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 71 ครั้ง
    11 มิ.ย. 61



Beige








เบน



                ชายหนุ่มโยนแฟ้มลงบนโต๊ะ เดินอ้อมไปที่เก้าอี้หมุน และทิ้งตัวลงอย่างอ่อนใจ ความเหนื่อยล้า อ่อนเพลีย ถาโถมเข้ามา เขาแหงนศีรษะขึ้น วางท้ายทอยไว้บนพนักเก้าอี้ เวลาที่รู้สึกย่ำแย่แบบนี้ เขาจะคิดถึงสองอย่าง หนึ่งคือบุหรี่มวนนั้นที่เขาไม่ได้จุดสูบ ตอนอายุสิบเจ็ดปี บนหน้าผาที่มองลงไปเห็นทั้งเมือง เขาอยากสูบบุหรี่เหลือเกิน อยากสูบเพื่อให้ลืมคำพูดของพ่อแม่เกี่ยวกับตัวเขา แต่เขาก็ไม่ได้สูบ สองคือเด็กผู้หญิงคนหนึ่ง ซึ่งตอนนี้กลายเป็นหญิงสาววัยยี่สิบสองปี กำลังจะได้ฝึกงานเป็นครูในโรงเรียนประถมศึกษาจริงๆ เขาจะคิดถึงรอยยิ้มกับเสียงของเธอ คิดถึงจนแทบจะเป็นบ้าตายอยู่ตรงนี้ แต่อย่างน้อย การที่ได้คิดถึงเธอ ก็ดีกว่าสถานการณ์ที่เขากำลังเผชิญอยู่



                เบนเหนื่อยกับงานที่ทำอยู่ เขารู้ดีว่าทุกคนย่อมเคยผ่านประสบการณ์นี้มาบ้าง หลังจากทำงานมาแล้วสองปี ห้าปี สิบปี หรือมากกว่านั้น ทุกคนจะพบจุดๆหนึ่งที่หันมาถามตัวเอง ฉันมาทำอะไรที่นี่ หรือ สิ่งที่ฉันทำ มีประโยชน์จริงๆหรือ เบนมีคำถามพวกนั้นเต็มหัวไปหมด เป็นภาวะที่น่าหงุดหงิด เหมือนมีบางอย่างมาสะกิดใจตลอดเวลา



                เบนย้ายเข้ามาทำงานติดออฟฟิศได้เกือบปีแล้ว เขาได้เลื่อนขั้นเข้ามาอยู่ฝ่ายจัดการกองทุน ความรับผิดชอบเยอะขึ้น ต้องตัดสินใจมากขึ้น รับแรงกดดันเพิ่ม งานภาคสนามน้อยลง เบนคิดถึงช่วงเวลาที่ได้ตะลอนไปทั่วทวีปแอฟริกา เขารู้สึกว่าได้ลงมือทำงานเป็นชิ้นเป็นอัน ได้ช่วยเหลือผู้คนจริงๆ เขาจำความรู้สึกที่ได้อุ้มเด็กทารกผอมแกร็นไว้ในอ้อมแขน จำความรู้สึกที่ช่วยเด็กผู้หญิงหนีออกจากหมู่บ้าน ก่อนที่พวกเธอจะถูกส่งไปเป็นโสเภณี จำความรู้สึกที่ได้สอนเด็กๆเหล่านั้นอ่านหนังสือ เขาภูมิใจที่ได้สร้างรอยยิ้ม แม้จะเล็กน้อยแค่ไหนก็ตาม แต่เขายินดีและรู้สึกว่าตัวเองมีค่า



                ส่วนตอนนี้ เขาเบื่อจนแทบอยากจะกินกระดาษเข้าไปให้ตายคาที่ไปเลย หน้าที่ของเขาคือจัดการเรื่องเงิน แบ่งสันปันส่วนไปยังหน่วยต่างๆ ก่อนหน้านี้ เขาเคยบ่นกระปอดกระแปดว่าเงินและสิ่งของไม่พอไปแจกจ่ายให้ทั่วถึง แต่เขาเข้าใจอย่างถ่องแท้เมื่อต้องมาจัดการเรื่องเงินกับสิ่งของเหล่านั้นด้วยตนเอง รับความกดดันจากเบื้องบน รับความไม่พอใจจากพวกอาสาสมัคร เขาอยู่ตรงกลาง ใครๆก็รู้ว่าคนกลางเหมือนเกมตู้ตัวตุ่นดีๆนี่เอง โดนทุบอย่างเดียว



                แม้แผนกนี้จะมีข้อเสียและความเครียดมากมาย แต่เขาก็เห็นจุดดีๆอยู่เช่นกัน อย่างน้อยเขาก็รู้ว่าเงินทุกเซนต์ไปอยู่ที่ใดบ้าง ได้มาจากแหล่งใด รู้ราคาเครื่องอุปโภคบริโภคทุกอย่าง ได้ตรวจสอบเองด้วยว่าสิ่งของที่สั่งซื้อมีคุณภาพดีหรือเปล่า เพราะฉะนั้น งานของเขาจึงวนเวียนอยู่กับเอกสาร แทบไม่ได้ออกไปเห็นเดือนเห็นตะวัน เบนไม่แน่ใจว่าเขาจะอยู่ที่นี่ได้อีกนานแค่ไหน แต่เบนก็ไม่คิดจะลาออกไปอยู่องค์กรอื่น เพราะลาออกเท่ากับต้องเริ่มต้นทุกอย่างใหม่ เขาไม่คิดจะเจริญรอยตามแม่ ไปเล่นการเมือง ส่วนกิจการของพ่อ เขาต้องคิดดูอีกที แต่เขาแค่ไม่อยากกลับไปอยู่ที่เมืองนั้นแล้ว ที่นั่นมีความทรงจำเดียวที่มีค่าคือ ความทรงจำเกี่ยวกับเรย์ ซึ่งเขาย้อนกลับไปตักตวงแค่ปีละครั้งหรือสองครั้งก็พอ



                เบนถอนหายใจ ไม่อยากเชื่อเลย อายุสามสิบสองแล้ว แต่ต้องมานั่งคิดว่าจะเอายังไงกับชีวิตต่อ เขาเคยคิดว่าช่วงอายุสามสิบ คือเวลาที่ทุกอย่างคงตัว จะไม่เปลี่ยนแปลงอะไรแล้ว แต่ก็นั่นล่ะ ใครจะไปรู้ ชีวิตมีขึ้นมีลงเสมอ เปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา



                นิ้วมือของเขาไล้ไปบนหน้าจอโทรศัพท์อย่างเหม่อลอย ชำเลืองมองนาฬิกาเรือนที่สองซึ่งติดบนฝาผนัง ห้าโมงเย็นแล้ว เขาน่าจะโทรหาเรย์ได้นะ เธอคงเลิกเรียนตั้งนานแล้ว หรือเธออาจจะอยู่ที่ห้องสมุดกับเพื่อนๆ เขาไม่อยากโทรไปกวน ตอนเธอกำลังทำงานหรืออ่านหนังสือ



                เบนหลับตา เลื่อนมือออกห่างจากโทรศัพท์ ตั้งใจว่าจะรออีกสักชั่วโมงค่อยโทรไป แต่โทรศัพท์กลับสั่นครืนๆอยู่บนพื้นโต๊ะ เบนลืมตา มองชื่อคนโทรเข้า



                หัวใจของเขากลายเป็นบอลลูนทันที



                “ไง บัตเตอร์คัพ” เขาเอ่ยหลังจากกดรับสาย



                “เบน” เธอเรียกชื่อ แค่เธอเรียกชื่อ ความหนักอึ้งทุกอย่างในใจของเบนก็ค่อยๆหายไป



                “เลิกเรียนแล้วหรอ?” เบนถามก่อน



                “เลิกแล้ว กำลังจะกลับหอ” เธอตอบ เขาได้ยินเสียงผู้คนจอแจและเสียงรถยนต์ลอดผ่านมา “เบนล่ะ ใกล้จะเลิกงานแล้วนี่ เย็นนี้จะกินอาหารเย็นที่ไหน?”



                “ยังไม่รู้เลย” เขาตอบตามความจริง แต่คิดว่าคงไม่พ้นร้านอาหารใกล้ที่พัก “เรย์ พรุ่งนี้ ฉันน่าจะไปถึงประมาณบ่ายโมงนะ คงตื่นตั้งแต่ตีสี่มาขับรถไม่ไหว อาทิตย์นี้เครียดมากเลย” ท้ายประโยค เขาทำเสียงอ่อน ออดอ้อนเธอเล็กน้อย เขารู้ว่าน้ำเสียงแบบนี้ส่งผลยังไงกับเธอ พวกเขานัดเจอกันเดือนละครั้งในวันหยุดเสาร์อาทิตย์ บางครั้งเรย์จะนั่งรถไฟมาหา บางครั้งเขาก็เป็นฝ่ายไปหาเธอ สลับกัน



                “เอ่อ เบน” น้ำเสียงของเธอหมองลง เป็นสัญญาณไม่ค่อยดี “พรุ่งนี้ นายคงมาไม่ได้แล้วล่ะ ฉันติดงานกลุ่ม”



                “ใกล้จะจบเทอมก่อนฝึกสอนแล้ว ยังมีงานกลุ่มอีกหรอ?” เบนขมวดคิ้ว ความไม่พอใจและเอาแต่ใจก่อตัวขึ้นเล็กๆ



                “มีสิ” เรย์ตอบ



                “ไม่เห็นเป็นไร ฉันไปรอเจอเธอก็ได้” เบนยังดื้อดึง “เรย์ทำงานเสร็จกี่โมง เราก็ออกมาเจอกัน”



                “ลำบากไปเปล่าๆ” เรย์บอก น้ำเสียงอ่อนใจ “งานต้องใช้เวลาทั้งเสาร์อาทิตย์เลย และฉันมีงานพาร์ทไทม์ที่ต้องทำอีกนะ ไม่มีเวลาพอมาเจอเบนหรอก เบนขับรถมาก็เหนื่อยเปล่า”



                “ฉันไม่เคยรู้สึกเหนื่อยถ้าได้เจอเรย์” เบนพูดอย่างจริงจัง



                เธอเงียบไปพักหนึ่ง เขาได้ยินเสียงเธอถอนหายใจ “ฉันรู้” เธอพูดในที่สุด “แต่ฉันเหนื่อยนะ หลังจากทำงานกลุ่ม ทำงานพาร์ทไทม์ กว่าจะเสร็จก็สี่ทุ่มแล้ว ฉันอยากนอนพักนี่น่า”



                คราวนี้เบนเป็นฝ่ายเงียบ เม้มริมฝีปาก ก่อนจะตัดใจพูด “โอเค เปลี่ยนเป็นอาทิตย์หน้า...”



                “อาทิตย์หน้ามีคลาสพิเศษกับสัมมนา” เรย์พูดอย่างเหนื่อยล้า



                เบนหลับตาอย่างอดทน เขาอยากหยิบกุญแจรถและขับบึ่งไปตอนนี้ด้วยซ้ำ เรย์ไม่เคยเป็นแบบนี้ ไม่เคยผิดนัด ไม่เคยพูดว่าเหนื่อยจนไม่อยากเจอ หรือมีเวลาไม่พอมาเจอ



                “ก็ได้” เบนพูด ทำอะไรไม่ได้นอกจากยอม



                “งั้น แค่นี้ก่อนนะ” เรย์บอก



                เบนวางโทรศัพท์ลงบนโต๊ะด้วยหัวใจที่ห่อเหี่ยวอย่างหนัก เขาเริ่มคิดสารพัดอย่างในหัว มั่นใจว่าเรย์ไม่โกหกหรอกว่าติดงานที่มหาวิทยาลัยจริงๆ แต่คำพูดและน้ำเสียงที่เธอใช้ ห่างเหินจนเขาตกใจ ถ้าสิ่งที่เขากลัวตลอดมา เกิดขึ้นตอนนี้ล่ะ ถ้าเธอเบื่อที่จะต้องรอคอยเป็นเดือน กว่าจะได้เจอหน้ากันแต่ละครั้ง ถ้าเธอพบคนที่น่าสนใจกว่าในมหาวิทยาลัย คนที่อายุเท่ากันกับเธอ เข้าใจเธอมากกว่า คนที่เธอสามารถพาไปเดทได้ทุกวันศุกร์ ถ้าเธอเริ่มรู้สึกว่าควรปล่อยรักแรกของตนให้เป็นเพียงความทรงจำ ถ้าเป็นอย่างนั้น เบนจะทำอย่างไรดี



                เขายังคงคิดเรื่องนี้จนกระทั่งเลิกงาน เดินออกจากตึก ขับรถกลับที่พัก แม้กระทั่งตอนเข้านอน เบนก็ยังจ้องโทรศัพท์ คิดใคร่ครวญว่าเขาควรโทรไปหาอีกหรือเปล่า



 

เรย์



                หญิงสาวคิดว่าป่านนี้ผู้ชายตัวโตคนนั้นคงคิดมากน่าดู เธอหยิบกระเป๋าใบใหญ่ขึ้นจากพื้นเพื่อสะพายพาดบ่า ตรวจเวลาบนตั๋วรถไฟเดินทาง และก้าวออกไปรออยู่บนชานชาลา พลางนึกสีหน้าของเบนไปด้วยว่าเขาจะทำหน้ายังไง เมื่อเห็นเธอพรุ่งนี้ ตั้งแต่เช้าตรู่



เรย์โกหกเบน ไม่มีงานกลุ่ม หรือสัมมนาอะไรหรอก อันที่จริงเธอมีเวลาว่างอาทิตย์หน้าทั้งอาทิตย์เลย ก่อนไปฝึกสอน เธอรู้ว่าควรใช้เวลาเหล่านั้นให้เกิดประโยชน์ แต่ไม่มีนักศึกษาคนไหนอยากเริ่มงานรวดเร็วขนาดนั้นหรอก แต่ละคนวางแผนใช้เวลาหนึ่งอาทิตย์อย่างสุดเหวี่ยง ก่อนจะสลัดคราบนักศึกษา ก้าวสู่โลกของผู้ใหญ่อย่างเต็มตัว เรย์วางแผนแล้วว่าจะใช้หนึ่งอาทิตย์ของเธอ ที่อพาร์ทเมนต์ของเบน แต่ถ้าบอกเขาล่วงหน้า เขาคงไม่ยอมหรอก เขาจะพูดอย่างเป็นการเป็นงาน แบบผู้ใหญ่ดุเด็กว่าเธอควรใช้เวลาที่มีกับการเตรียมตัวเตรียมใจ ไม่ใช่เสียเวลาอยู่กับเขา ทั้งที่จริง เขาอยากอยู่ใกล้เธอจะตาย เรย์รู้



ปัญหาก็คือ ถ้าเรย์อยากไปถึงอพาร์ทเมนต์ของเบนตอนเช้าวันเสาร์ก่อนเขาจะตื่น เธอต้องนั่งรถไฟเที่ยวสุดท้ายของคืนวันศุกร์ ใช้เวลาเดินทางห้าชั่วโมงครึ่ง เธอจะถึงที่นั่นเวลาตีห้าครึ่งพอดี เรย์หวังว่าเขาจะไม่โกรธที่เธอเล่นละคร และมาเซอร์ไพร์สเขาแบบไม่ทันตั้งตัว



เรย์สวมหูฟังและเปิดเพลงจากโทรศัพท์ ขณะเอนศีรษะพิงหน้าต่าง รถไฟเคลื่อนตัวไปข้างหน้าท่ามกลางความมืดของยามค่ำคืน ดวงตาของหญิงสาวเป็นประกายเปี่ยมสุข เกิดภาพย้อนหลังหลายเรื่องผ่านเข้ามาในความคิด ตั้งแต่เจ็ดขวบ จนถึงอายุยี่สิบสอง เธอกับเบนรู้จักกันมานาน เกือบทั้งชีวิตของเรย์เลยก็ว่าได้ และเธอรักทุกวินาทีในชีวิตของเธอตั้งแต่ได้รู้จักเขา แม้ระหว่างทางจะมีขรุขระบ้าง แต่เมื่อเรย์มองย้อนกลับไป ความทรงจำเลวร้าย กลับเปลี่ยนเป็นพื้นหลัง ช่วยให้สีทองเด่นชัด และสีทองนั้นคือช่วงเวลาที่เธออยู่กับเบน



เบนเคยบอกว่า ชีวิตของเรย์ยังอีกยาวไกล เธออาจจะได้พบผู้ชายคนอื่นๆอีกที่เธอจะชอบหรือรัก เธออาจพบคนที่ดีกว่าเบน เขาบอกว่าไม่อยากให้เธอพลาดโอกาส และปักหลักอยู่ที่ตัวเขา แต่เรย์คิดว่าตัวเองหยั่งรากความรู้สึกทุกอย่างของเธอไว้ที่เบนหมดแล้ว ถ้าเบนไม่เบื่อเธอ ไม่ทิ้งเธอ เธอก็ไม่มีวันไปจากเบนหรอก เบนเคยพูดอีกว่า ความสัมพันธ์ทางไกลไม่ใช่เรื่องง่าย ต่างคนต่างมีภาระหน้าที่ของตนเอง เบนทำงานหนักและจริงจังกับอาชีพของเขา ส่วนเรย์ต้องตั้งใจเรียน คว้าทุนเต็มจำนวนมาให้ได้ ทำงานพิเศษเก็บเงินไว้สำรองใช้จ่ายอีก ฟังดูแล้ว พวกเขาไม่น่ามีเวลาให้กันเลย ถ้าต้องอยู่คนละรัฐ ห่างกันหลายไมล์ แต่เรย์ดื้อเกินกว่าจะยอมแพ้ และเธอภูมิใจที่เธอไม่ยอมง่ายๆ ภูมิใจใจตัวเอง และภูมิใจในตัวเบน พวกเขาคงรักษาสิ่งที่มีมานานขนาดนี้ไม่ได้ ถ้าไม่มีความเชื่อใจ ความอดทน ความเข้าใจ และความศรัทธาในอีกฝ่าย



เรย์นึกถึงคืนที่เธอสารภาพรักก่อน นึกถึงทีไร เธอก็อยากจะก้มหน้าหายไปในท่อนแขนของตัวเอง เธอใช้ความกล้าหาญที่มีทั้งหมดเพื่อพูดออกไป มันไม่ง่ายเลย



หญิงสาวเผลอหลับไปตอนตีสองกว่าๆ โทรศัพท์ของเธอยังเล่นเพลงเบาสบายหู แสงไฟนับร้อยดวงผ่านหน้าต่างไป พร้อมกับตึกรามบานช่อง เรย์ตื่นอีกครั้งตอนตีห้า ดูนาฬิกาข้อมือ ขยี้ตา บิดขี้เกียจ



อีกแค่ครึ่งชั่วโมง จะได้เจอกันแล้ว



 

เบน



                เบนได้ยินเสียงกดกริ่งเรียก เขางัวเงียลืมตาอย่างมึนงง รู้สึกเหมือนเพิ่งนอนหลับไปได้แค่สองสามชั่วโมง เขาเพ่งตามองไปที่นาฬิกาบนโต๊ะข้างเตียง เพิ่งจะหกโมงเช้า ใครกันมาหาเขาตั้งแต่เช้าแบบนี้ ชายหนุ่มค่อยๆลากตัวเองลงจากเตียงอย่างขี้เกียจ ยกมือขยี้ตา เดินโงนเงนไปจนถึงประตูห้อง กดปุ่มตอบรับ



 หวัดดีครับเสียงของเขาแหบพร่า



 ข้างนอกอากาศเย็นชะมัด เปิดประตูเร็วๆเถอะ” 



เสียงของผู้มาเยือนสดใสร่าเริง แต่เบนยืนชะงักค้างนิ่งไปแล้ว หัวใจเต้นเร็วขึ้นด้วยความประหลาดใจปะปนกับความดีใจ เขารีบกดปุ่มที่เครื่องตอบรับ เพื่อเปิดประตูหน้าอพาร์ทเมนต์ ให้คนที่ยืนตากน้ำค้างด้านล่างขึ้นมาบนอาคารได้ เบนไม่มีเวลาเปลี่ยนเสื้อผ้าใหม่ หรือเข้าห้องน้ำไปแปรงฟัน เพราะแค่ไม่ถึงนาทีต่อมา เธอก็มาหยุดหน้าห้อง และเคาะประตู เขาหมุนลูกบิด ผลักเปิด รอยยิ้มของเรย์เป็นอย่างแรกที่เขาเห็น ภาพตรงหน้า เหมือนความฝัน หญิงสาวยืนอยู่ตรงประตู สวมเสื้อสีน้ำตาลอ่อนกับรองเท้าสีเบจ สะพายกระเป๋าใบใหญ่ไว้บนหลัง ถือแก้วกาแฟสองใบที่มีหยดน้ำเกาะพราว ผมสีน้ำตาลของเธอมัดอย่างไม่เป็นระเบียบ ปอยผมรุ่ยร่ายออกมาจากหนังยาง แต่ทั้งหมดนี้ สมบูรณ์แบบมากสำหรับเขา



"กาแฟไหม?” เธอชูแก้วกาแฟในมือข้างขวาและยื่นให้



“ทำไมถึงได้...” เบนพูดไม่ออก รอยยิ้มค้างบนใบหน้า แต่เขาก็เอื้อมมือไปรับแก้วกาแฟ



“ฉันรู้ว่านายไม่ชอบเรื่องเซอร์ไพร์ส แต่บางครั้งเรื่องเซอร์ไพร์สก็เป็นเรื่องดีได้นะ” เรย์ฉีกยิ้ม “ว่าแต่ จะให้ฉันยืนอยู่ตรงนี้หรอ เบน” เธอพูดอย่างหยอกเย้า



เบนอุทานออกมาเล็กน้อย แล้วเบี่ยงตัวออกจากช่องประตู ให้เธอเดินผ่านเข้าไป



 

เรย์



                เรย์เคยคิดว่า เบนในเสื้อแจ็กเก็ตหนังกับกางเกงยีน คือเบนที่น่าหลงใหลที่สุด เขาเป็นผู้ชายที่เท่ที่สุดในความทรงจำของเธอ เหมือนเจมส์ ดีนผสมกับตัวละครแม็กซ์ในหนังเรื่องแมดแม็กซ์ มีความเป็นผู้ชายสุดเจ๋ง แฝงความดิบไว้เล็กน้อย แต่วันนี้ เรย์เปลี่ยนความคิดใหม่อย่างสิ้นเชิง เบนในชุดนอนเก่าๆ กับผมยุ่งกระเซิง คือเบนที่น่ารัก อายุของเขาเหมือนน้อยลงสักสิบปี และเรย์ต้องห้ามใจตัวเองไม่ให้ยกมือขึ้นขยี้ผมของเขาตอนนี้เลย



                เรย์เคยมาที่นี่หลายครั้ง แต่เธอไม่เคยเห็นสภาพแท้จริงมาก่อน ทุกที ห้องของเบนจะสะอาดเรียบร้อย เขาจัดของทุกอย่างล่วงหน้า ถ้ารู้ว่าเธอจะมา วันนี้ ต่างออกไป เธอเห็นจานยังไม่ได้ล้างในอ่าง เสื้อผ้าที่ยังไม่ได้ซัก หนังสือเป็นกองที่ไม่ได้จัดเข้าชั้นวาง เรย์หันไปมองหน้าเขา เลิกคิ้วเล็กน้อย ยิ้มอย่างเจ้าเล่ห์



                “อะไร?” เบนถาม



                “ไม่ยักรู้ว่าเบนก็ทำห้องรกเป็นด้วย” เรย์บอก หย่อนตัวลงนั่งบนปลายเตียง ปลดกระเป๋าออกจากบ่าและวางไว้ที่พื้น “ทุกทีนะ เนี้ยบจนฉันไม่เห็นฝุ่นสักเม็ด” เธอพูดแล้วดื่มกาแฟ



                เบนยกมือเกาหลังคออย่างขัดเขิน เวลาเขามีท่าทางแบบนี้ เรย์ก็ชอบมากๆเหมือนกัน



                “ฉันนึกว่าเธอต้องทำงานกลุ่มซะอีก แล้วเรื่องเตรียมตัวฝึกสอนล่ะ? อีกอาทิตย์ตรงเริ่มแล้วไม่ใช่หรอ” เบนพาวกกลับเข้าเรื่องเรียนที่เรย์ไม่อยากพูดถึงเท่าไหร่



                “ก็ใช่” เรย์พยักหน้า “แต่ฉันยังมีเวลาอีกตั้งอาทิตย์นะ ขอหลบอยู่ที่นี่ได้ไหม”



                เบนจ้องเธอ ไม่มีอะไรในใจของเรย์ที่จะผ่านการสังเกตของเบนไปได้ เรย์รู้ว่าเธอต้องเล่าให้เขาฟังทุกอย่าง บอกทุกสิ่งที่กำลังคิดและกังวล เธอมาที่นี่ ก็เพื่อตั้งใจให้เขาปลอบเธอนี่แหละ เบนดื่มกาแฟ ผ่อนลมหายใจเบาๆ และเดินมานั่งลงข้างเธอที่ปลายเตียง มือที่ใหญ่กว่าและอบอุ่นวางบนศีรษะของเธอ ลูบและขยี้ผมสีน้ำตาลของเธออย่างนุ่มนวล เรย์เอียงศีรษะซบลงบนบ่าของเขา



                “เป็นอะไรไป บัตเตอร์คัพ”



                เรย์ชอบจังเลย ชอบเวลาที่เขาเรียกเธอด้วยน้ำเสียงแบบนั้น ราวกับบอกว่า ไม่ว่าเธอจะเครียด กังวล หรือมีเรื่องอะไรในใจ เธอพูดกับเขาได้ทุกอย่าง



                “แค่กังวลน่ะ” เรย์ตอบ “กลัวว่าจะทำได้ไม่ดีพอ การเป็นผู้ใหญ่ มันยากจังนะ ฉันรู้สึกว่าหนทางข้างหน้า ยังอีกยาวไกลมากๆ ต้องมีภาระหน้าที่ตามมาอีกมากมาย ฉันรู้สึกว่าตัวเองเป็นเด็กอยู่เลย ดูสิ ต้องไปเป็นครูจริงๆแล้ว ที่ฉันกลัวที่สุด คือกลัวว่าจะผิดพลาดอย่างที่บรรดาครูของฉันเคยพลาดมาก่อน และบางครั้ง ฉันไม่แน่ใจด้วยซ้ำ ว่านี่เป็นสิ่งที่ฉันอยากทำจริงๆไหม? หรือว่าฉันควรกลับไปซ่อมรถเหมือนเดิม แต่ฉันรู้ว่าฉันเดินหน้ามาขนาดนี้แล้ว ฉันถอยหลังไม่ได้หรอก ต้องไปต่อ แต่ก็แต่... ไม่รู้สิ สับสน กลัว และอยากย้อนเวลากลับไปตอนที่ฉันอายุสิบสี่ ไม่ต้องคิดอะไรมากนอกจากเรียนไปวันๆ แต่ชีวิตแบบนั้น ชีวิตที่ไม่ต้องคิดอะไรเลย ก็ไม่ดีหรอก ใช่ไหมล่ะ”



                เรย์หยุดพูด รอคอย เบนขยับมือ เลื่อนลงมาจับและบีบมือเธอไว้ เรย์ประสานนิ้วทั้งห้าเข้ากับนิ้วของเขา สัมผัสของเบนมีพลังประหลาด ช่วยเยียวยา และยกความหนักอึ้งในใจออกไปได้ แค่เขาจับมือและนั่งข้างๆตรงนี้



                “ฉันเชื่อมั่นในตัวเธอ” เบนบอก น้ำเสียงของเขาจริงจังและมั่นคง “เรย์ ชีวิตช่วงแรกของการทำงาน เจอเรื่องขรุขระเป็นธรรมดา แต่ไม่ว่าเธอจะเจอเรื่องอะไร กลัว กังวล เครียด หรืออยากหนีไปแค่ไหน อย่าลืมนะ เธอมีฉันเสมอ เข้าใจไหม?”



                เรย์ยิ้ม หัวใจของเธอตื้นตัน พองโต อบอุ่น



 

เบน



                “เราไปเที่ยวกันดีไหม?” เบนเสนอขึ้นมา



                เรย์ผละออกจากตัวเขา มองอย่างประหลาดใจ “หมายถึงวันนี้กับวันพรุ่งนี้หรอ?”



                เบนส่งเสียงในลำคออย่างครุ่นคิด แล้วส่ายหน้า “ฉันหมายถึง วันจันทร์ถึงศุกร์นี้”



                “แต่นายต้องทำงานนี่” เรย์ขมวดคิ้ว



                “ปีนี้ ยังไม่ได้ใช้วันลาพักร้อนสักวัน พวกเขาไม่ว่าหรอกน่า ฉันไม่ค่อยได้ลา” เบนบอก ยิ้มน้อยๆที่มุมปาก “อีกอย่าง ฉันก็รู้สึกอยากหนีไปสักพักเหมือนกัน”



                เรย์กระพริบตา เม้มริมฝีปาก “เกิดเรื่องอะไรขึ้นหรือเปล่า? นายแทบไม่เคยอยากลางาน เล่าให้ฉันฟังได้นะ นายก็รู้” เธอบีบมือเขาอย่างปลอบประโลม



                “ไม่มีอะไรหรอก” เขาส่ายหน้า “แค่อยากพาเด็กน้อยบางคนไปเที่ยวทะเล”



                “ทะเลฤดูใบไม้ร่วงเนี่ยนะ?” เรย์เลิกคิ้ว “หนาวตายพอดีสิ”



                “ถ้ากอดไว้ ก็ไม่หนาวหรอก” เบนพูดหยอก เหวี่ยงแขนทั้งสองข้างขึ้นกอดเธอจริงๆ แล้วโยกตัวเธอไปมา “ที่พักราคาถูกด้วยนะ นอนห้องสวีทดีไหม? หรือเช่าบ้านริมทะเลทั้งหลัง?”



                เรย์หัวเราะน้อยๆ ยกแขนขึ้นโอบรอบคอ ประทับริมฝีปากของเธอที่แก้มของเขาอย่างหมั่นเขี้ยว



                “แค่หอมแก้มเองหรอ?” เบนทักท้วง



                “ก็นายยังไม่ได้แปรงฟันนี่” เรย์พูดด้วยเสียงกลั้วหัวเราะ



                “งั้นจะไปแปรงเดี๋ยวนี้เลย!”  










[Talk]

กว่าจะผ่านช่วงอาทิตย์ที่ยากลำบาก+ดราม่า เรื่องงาน มาได้ ช่างหนักหนาสาหัสยิ่งนัก

นอกจากเหนื่อยกายแล้ว ยังเหนื่อยใจมากๆเลยค่ะ มีเรื่องเยอะแยะมากมาย ปะปนกับความเบื่อหน่ายในชีวิต

กว่าจะลากตัวเองกลับมาสู่การเขียนตอนสีเบจออกมาได้ ใช้เวลามากโขอยู่ บางครั้ง Reylo ไม่สามารถฮีลได้ทุกอย่างในทันที ต้องใช้เวลา+ทรัพยากรในการฮีลใจเยอะหน่อย 

ฉันพบว่า ซีรีส์เรื่อง Anne with an E ช่วยได้เยอะมากๆ อยากให้ลองไปดูกันนะคะ แค่ดูภาพกับฉากก็คุ้มแล้ว


สุดท้าย หวังอย่างยิ่งว่าจะชอบตอนสีเบจกันนะ (ชอบเถอะ ชอบเถอะ //ร่ายมนต์)





ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 71 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

847 ความคิดเห็น

  1. #608 AnyaPatt99 (จากตอนที่ 52)
    วันที่ 3 กรกฎาคม 2561 / 23:40
    เราอ่านฟิคเรย์โลของคุณ silver-sky ทุกเรื่องเลยค่า และชอบทุกเรื่องมากๆๆๆๆจริงๆ เวลาคุณกลับมาเขียนทีก็จะดีใจมากๆเลยค่ะ เรื่องสีเบจก็ชอบมากๆเลยค่ะ อารมณ์มันดูเรียล แต่ก็ละมุนนะคะ :)
    #608
    0
  2. #607 ยานรักเรย์โล (จากตอนที่ 52)
    วันที่ 30 มิถุนายน 2561 / 16:50

    ชอบสิคะ ทำไมจะไม่ชอบล่ะ ออกจะน่ารักซะขนาดนี้ อันนี้ชมทั้งเนื้อหาของตอนนี้แล้วก็คุณ Silver-Sky เลยนะคะ 55555

    เราเข้าใจค่ะ เรื่องที่ยากลำบาก บางครั้งมันก็หนักหนาซะจนอะไรก็เอาไม่อยู่ แต่ท้ายที่สุดมันก็จะผ่านไปค่ะ เหมือนกับลมพัดค่ะ

    กลับมาที่ตอนนี้ เราว่าน้องเรย์พอเริ่มโตก็เริ่มเจ้าเล่ห์นะคะ ทีแรกที่อ่าน เราแอบใจแป่วคิดแบบตาเบน ว่าน้องอาจจะหวั่นไหว ยิ่งอยู่ในวัยที่สนุกกับอะไรใหม่ๆ ด้วย แต่ลึกๆ ก็คิดว่า...ไม่น่ะ! สองคนนี้ผ่านอะไรกันมาเยอะแยะ ไม่มีทางหรอก จนมาเห็นพาร์ทน้องเรย์นั่นแหละ ถึงได้โล่งไป ตอนที่โผล่มาอยู่หน้าห้องอิพี่นี่น่ารักสุดๆ ตอนที่ระบายความในใจให้พี่ปลอบก็น่าร้ากน่ารัก ตอนนี้มันน่ารักและละมุนมากๆ เลยค่ะ เหมือนมาชเมลโล่ในแก้วโกโก้ร้อนๆ อุ่นและหวาน กลมกล่อมสุดๆ

    #607
    0
  3. #603 lamb_san (จากตอนที่ 52)
    วันที่ 13 มิถุนายน 2561 / 19:40
    อ่านแล้วก็นึกถึงตัวเองค่ะ ชีวิตการเป็นเด็กมันสนุกแล้วก็อิสระมากจริงๆ อ่านตอนนี้แล้วคิดถึงชีวิตตัวเองตอนเด็กๆ ช่วงนี้รู้สึกเหนื่อยมากจริงๆค่ะ แต่ก็พยายามคิดว่าในอยงนาคตถ้ามองย้อนกลับมา วันนี้ก็คงเป็นประสบกาณ์ดีๆวันนึง รู้สคกแก่จังค่ะถึงเราจะยังไม่แก่มากก็เถอะ55555 ชอบธีมนี้จัง มาเป็นสีๆ รอตอนต่อไปค่าาา
    #603
    0
  4. #601 Kira Ren (จากตอนที่ 52)
    วันที่ 12 มิถุนายน 2561 / 08:53
    อ่านแล้วให้ความรู้สึกดี ฮีลใจจริงๆค่ะ ชีวิตทำงานมันเป็นแบบนี้จริงๆ อายุ 30 นี่แหละ เป็นวัยหัวเลี้ยวหัวต่อเลย เราสับสนอยู่นานมากกก
    ชอบบรรยากาศของเรื่องนี้ ชอบภาษาของไรท์ เป็นนุ่มๆละมุน ดีต่อใจจริงๆค่ะ
    #601
    0
  5. #597 DaisySelvin (จากตอนที่ 52)
    วันที่ 11 มิถุนายน 2561 / 22:36
    ชอบมากเลยค่ะ มีความเยียวยาจิตใจดี เย่~ ชอบ Anne with an e เหมือนกันเลย Season 2 จะมาแล้วนะคะ เดือนหน้า จิ้นคู่แอนกับกิลเบิร์ตมากเลย
    #597
    0
  6. #596 rainyk2 (จากตอนที่ 52)
    วันที่ 11 มิถุนายน 2561 / 22:13
    หืมมม อบอุ่นหัวใจ ความเพลียใจแบบพี่เบนเนี่ยมันเรียลมาก เพราะเราก็เป็น ต้องหาอะไรที่ทำให้ยิ้มได้หรือสร้างแรงบันดาลใจมาเป็นตัวช่วยเป็นระยะๆ
    อยากเห็นพี่เบนพาน้องเที่ยวทะเล นึกถึงตอนที่บัตเตอร์คัพตัวน้อยเล่นทราย และเอาผ้ามัดย้อมรูปปราสาททรายให้พี่ ถ้าสองคนไปด้วยกัน ทะเลหนาวๆคงกลายเป็นทั้งอบอุ่นทั้งหวานละมุนแน่เลยเนอะ
    #596
    0
  7. #595 Ahappipy (จากตอนที่ 52)
    วันที่ 11 มิถุนายน 2561 / 21:57
    วัาวววว ข้ามชอตมาเค้าคบกันล้าวววว ว่าแต่อยู่ห่างกันยังงี้จะยังไงเนี่ยยย
    #595
    0
  8. #594 MiMi (จากตอนที่ 52)
    วันที่ 11 มิถุนายน 2561 / 21:51

    สู้ๆนะคะไรท์สำหรับทุกเรื่องเลย เราให้ได้แค่กำลังใจแต่ก็หวังว่ากำลังใจจะส่งถึงไรท์นะคะ เราชอบทุกเรื่องที่ไรท์เขียนค่ะ ตามอ่าน(เกือบ)ครบแล้ว แต่เรื่องนี้ชอบมากจริงๆค่ะ มีหลากหลายอารม์มากจริงๆ

    #594
    0
  9. #593 Rose-c (จากตอนที่ 52)
    วันที่ 11 มิถุนายน 2561 / 21:12
    ตอนนี้พี่เบนไม่ติดคุกแล้วใช่มั้ยคะ ฮ่าา
    #593
    0
  10. #592 ck94 (จากตอนที่ 52)
    วันที่ 11 มิถุนายน 2561 / 21:02
    อ่านแล้วแบบแอบตรงกับขีวิตเลยค่ะ การเริ่มเป็นผู้ใหญ่เป็นอะไรที่อยากจัง ความคิดที่ว่าที่ทำอยู่ตอนนี้มันใช่/มีประโยชน์จริงๆใช่มั้ยคือเคยแว้บเข้ามาในหัวบ่อยมากเลยในช่วงปีที่ผ่านมา

    สู้สู้นะค้าา :)
    #592
    0
  11. #591 janyanis (จากตอนที่ 52)
    วันที่ 11 มิถุนายน 2561 / 20:35
    ชอบที่เป็นสีเบจมากๆ แสดงถึงความหวานในโทนอบอุ่น ซึ่งก็ไปด้วยดีกับเนื้อเรื่องที่ทั้งคู่เป็นกำลังใจ เป็นแรงใจที่อบอุ่นให้แก่กันและกัน

    สำหรับเรื่องงานและปัญหาต่างๆของไรท์ ขอให้ผ่านสิ่งเหล่านั้นไปได้ด้วยดีนะคะ it too shall pass ค่ะ
    #591
    1
    • #591-1 Silver-Sky(จากตอนที่ 52)
      11 มิถุนายน 2561 / 20:39
      ขอบคุณมากค่ะ มันจะผ่านไปจริงๆ ฮืออ นานหน่อย แต่ผ่านไปแน่ๆ
      #591-1
  12. #590 CartoonFreak (จากตอนที่ 52)
    วันที่ 11 มิถุนายน 2561 / 20:19
    สีเบจสำหรับฉันแล้วเป็นสีที่ทำให้รู้สึกอบอุ่นแบบแปลกๆ นะคะ มันไม่ใช่สีส้มแสดแสบตาหรือออกโทนหวานแหววไปซะทีเดียว เหมือนกับความรักความสัมพันธ์ขอบเรย์กับเบนตั้งแต่เริ่มแรกจนถึงบัดนี้ก็ว่าได้ค่ะ ฉันชอบวิธีการแต่งชื่อตอนของฟิคของคุณมากๆ รวมถึงนิยายทุกๆ เรื่องที่คุณแต่ง มันมักจะมีอะไรซักอย่างซ่อนเอาไว้อย่างลึกซึ้งมากกว่าแค่เป็นการแต่งสนองนีดค่ะ เป็นกำลังใจให้ไรท์นะคะ ขอให้คุณผ่านปัญหาทุกอย่างไปได้นะคะ
    #590
    2
    • #590-1 Silver-Sky(จากตอนที่ 52)
      11 มิถุนายน 2561 / 20:38
      จริงๆแล้วคือแต่งสนองนี้ดส์ด้วย 55555 >////<
      ขอบคุณมากค่ะ อ่านคอมเมนท์แล้วมีกำลังใจฮึดๆ
      #590-1
  13. #589 moriartyila (จากตอนที่ 52)
    วันที่ 11 มิถุนายน 2561 / 20:13
    สีเบจ หรือ สีเบน ก็ชอบบ หลงใหลลลล
    เป็นกำลังใจให้ไรท์นะคะ สู้ๆ ขอให้ทุกอย่างผ่านไปด้วยดี <3
    #589
    1
    • #589-1 Silver-Sky(จากตอนที่ 52)
      11 มิถุนายน 2561 / 20:37
      ว๊ายยย สีเบน ชอบสีเบนค่ะ ทำไงดี หาซื้อได้ที่ไหน ฮ่าฮ่า

      ขอบคุณนะคะ
      #589-1