เกมพระราชา

ตอนที่ 9 : เพชรสี

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 40
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1 ครั้ง
    16 มี.ค. 60



บทที่ 9 เพชรสี



                บริษัทดับเบิลยู กรุ๊ป มหาชน ตั้งอยู่ใจกลางเมือง เป็นอาคารรูปห้าเหลี่ยมเหมือนตึกเพนตากอนในสหรัฐอเมริกา แต่ที่นี่สูงแค่เจ็ดชั้น รอบตัวอาคารติดกระจกใสที่มองเห็นถึงภายใน มันทำให้ดูสวยเก๋แปลกตา ด้านหน้ามีป้ายบริษัทขนาดใหญ่ทำจากหินอ่อนสีขาว ดวงตาสีดำของบัณรสมองป้ายนั้นจนรถเลี้ยวเข้ามาจอดหน้าอาคาร วันอาทิตย์ที่นี่ค่อนข้างเงียบ เพราะมีคนเข้าบริษัทแค่ไม่กี่คน ตามตารางเวลาแล้ว มันคือวันหยุด แต่มีบางแผนกที่งานเร่งจริงๆยังต้องมาทำงานกันอยู่ เมื่อรถจอดสนิทบัณรสก็รีบชิงเปิดประตู ก่อนที่คนขับรถจะเดินอ้อมมาเปิดให้ เธอไม่ชอบแนวคิด ไม่มีมือมีตีนที่พวกคนรวยทั้งหลายชอบทำ แต่พอหลังมาเหยียบพื้นแล้วก็ต้องกลืนน้ำลาย รู้สึกตัวเองผิดที่ผิดทางขึ้นมาอีกแล้ว



                ฝ่ายบุคคลอยู่ชั้นสองครับ คุณบัณรส ลุงคนขับที่คงจะรู้อะไรๆไม่น้อยบอกด้วยความหวังดี



                ขอบคุณค่ะ บัณรสกล่าว และเป็นอีกครั้งที่เธอเห็นความแปลกใจในดวงตาของลุง ก่อนที่เขาจะรีบกลับขึ้นรถไป จนป่านนี้บัณรสก็ยังไม่ได้ถามชื่อของลุงคนขับรถประจำคฤหาสน์เสียที ดูท่าแกจะมองว่าเธอประหลาดกว่าพวกวิจิตรการทุกคน เธอก็ไม่เถียงในข้อนั้น



                บัณรสแสดงบัตรประชาชนที่ยามหน้าตึก เธอเห็นเขา วอไปถามหัวหน้า จากนั้นก็ปล่อยให้เธอเข้าไปข้างในได้ บัณรสไม่เคยเข้าไปในบริษัทหรูๆมาก่อน เธอเคยทำงานพิเศษในบริษัทบ้างก็จริง แต่ก็เคยอยู่แค่ในส่วนของโรงงาน ก่อนจะขึ้นมัธยมศึกษาปีที่ห้า ที่บ้านกำลังขาดแคลนเงิน เธอก็เลยทำงานช่วงปิดเทอมเพื่อจ่ายค่าเทอมของตัวเอง และเลือกทำงานในโรงงานที่ตอนนั้นได้ค่าแรงขั้นต่ำแค่สองร้อยกว่าบาท ครบเดือนก็ได้ห้าพันบาท พอจะจ่ายค่าเทอมพอดี เธอเรียนอยู่โรงเรียนรัฐบาล ค่าเทอมแค่สามพันกว่าๆ จากนั้นเธอก็ทำงานต่ออีกสองเดือน เพื่อเก็บเงินไว้เป็นค่าจิปาถะที่ต้องใช้จ่าย โลกการทำงานที่เธอเห็นก็แค่เป็น จับกังแบกหามอยู่ในโรงงาน เครื่องจักร กล่องลังกระดาษ กลิ่นสารเคมี และพื้นปูนธรรมดาๆ เทียบอะไรไม่ได้กับสถานที่ที่เธอยืนอยู่ตอนนี้



                พื้นปูด้วยกระเบื้องสีครีมสะอาดตามันวับเหมือนที่คฤหาสน์ โถงด้านหน้าที่มีโต๊ะประชาสัมพันธ์ตั้งอยู่ มันกว้างพอจะยัดบ้านทั้งหลังของเธอไว้ในนี้ได้ หญิงสาวกระพริบตาเพื่อลดอาการตาพร่าออกไป ทั้งคฤหาสน์ บริษัท ห้างสรรพสินค้า ทุกอย่างดูจะใหญ่โตเกินกว่าสองมือของเธอจริงๆ เธอก็เป็นคนมือใหญ่กว่าผู้หญิงทั่วไปนะ แต่คาดว่ามันจะใหญ่ไม่พอที่จะครอบครอง บริหาร และดูแลสิ่งที่ดับเบิลยูกรุ๊ปมีอยู่  เธอพ่นลมหายใจออกทางปากก่อนจะเดินดุ่มไปตามหาบันได แค่ชั้นสองไม่จำเป็นต้องขึ้นลิฟต์ให้เปลืองค่าไฟหรอก เธอเจอบันไดหนีไฟซึ่งอยู่ห่างจากลิฟต์ไม่มากนัก และจะว่าหุ่นอย่างเธอ ขยับร่างกายเยอะๆหน่อยก็น่าจะดี เผื่อน้ำหนักมันจะลดไปได้สักขีดหนึ่ง



                ไม่นานบัณรสก็เจอห้องทำงานของฝ่ายบุคคล เธอชอบที่นี่อย่างหนึ่ง ดูเหมือนทุกชั้น ทุกห้องจะเป็นกระจกใสๆทั้งหมดมันทำให้ดูโปร่งสบายตา และที่สำคัญก็คือ มันไม่มีจุดอับให้คนแอบมีลับลมคมใน เธอจับที่เปิดประตูและผลักเข้าไปข้างใน มีคนสองคนในห้องนั้น คนหนึ่งน่าจะเป็นหัวหน้าฝ่ายบุคคล แต่อีกคนนี่สิ เธอไม่อยากเจอหน้ามันเลย



                ไอ้กระต่ายขนปุย



                อ้าว พี่สาว เดมินทร์ยิ้มกว้างเมื่อหันมาเห็นเธอ



                ใครพี่แก บัณรสตอกกลับทันทีทันควัน แทบจะต่อประโยคกันเลย



                แหม ใจร้ายกับผมตลอดเลยนะครับ เขาแสร้งทำหน้ามุ่ย แก้มป่อง น่ารักตายเลย น่าลักไปฆ่าไง พี่มากรอกประวัติใช่ไหมครับ ผมก็ต้องมาทำงานที่นี่เหมือนกันนะ ถ้าได้ทำแผนกเดียวกันคงดีใหญ่เลย ช่วยจัดการให้ด้วยก็ดีนะครับ คุณพิชัย ท้ายประโยค เขาหันไปหาผู้ชายวัยสี่สิบที่นั่งอยู่หลังโต๊ะทำงาน



                ครับ คุณเดมินทร์ ผมจะขอความเห็นจากคุณวรเมธอีกที พิชัยยิ้มกว้างเป็นมิตรให้กับเด็กหนุ่ม ท่าทางไอ้กระต่ายนี่จะเลียแข้งเลียขาหัวหน้าฝ่ายบุคคลไปเรียบร้อยแล้ว คุณบัณรสใช่ไหม ผมพิชัย ทองเรือนแสน เป็นหัวหน้าฝ่ายบุคคลนะครับ ยินดีที่ได้รู้จักครับ



                อืม บัณรสตอบรับแค่นั้น เธอลากเก้าอี้หมุนไปนั่งหน้าโต๊ะทำงานที่ค่อนข้างจะรกของพิชัย ฉันต้องกรอกเอกสารอะไร เธอพูดเข้าเรื่องอย่างไม่อ้อมค้อม



                นี่ครับ เป็นเอกสารสมัครงาน คือมันเป็นขั้นตอนพื้นฐานทั่วไปน่ะครับ พิชัยยื่นแฟ้มมาให้บัณรส เธอสังเกตเห็นว่าเขามีรอยยิ้มเปื้อนหน้าอยู่เสมอเวลาที่พูด หน้าตาแบบนี้น่าไปอยู่ฝ่ายประชาสัมพันธ์เหมือนกันนะ แต่เขาเป็นคนที่ดูเหมือนจะยิ้มแต่ที่ปาก รอยยิ้มไม่ได้ไปถึงดวงตา คงเป็นการยิ้มเคยชินมากกว่า ไม่ใช่ยิ้มจากใจเท่าไหร่ บัณรสคว้าแฟ้มมาเปิดดู เอกสารที่ต้องกรอกมีมากกว่าสิบหน้า หน้าแรกกับหน้าสองเป็นส่วนของประวัติ และถามคำถามเรื่องเงินเดือน หน้าสามกับหน้าสี่เป็นแบบสอบถามความคิดเห็นเกี่ยวกับบริษัท และที่เหลือเป็นแบบทดสอบวัดไอคิว ตอกย้ำกันเข้าไปสิวะเฮ้ย! เรื่องไอคิวเนี่ย



                มีแบบทดสอบวัดไอคิวด้วยนะ พี่สาว เดมินทร์ยื่นหน้าเข้ามาใกล้ๆอีกแล้ว บัณรสรีบไถเก้าอี้ออกห่าง เธอไม่ชินกับการอยู่ใกล้ผู้ชาย ถ้าเป็นไอ้ภูกับไอ้วาฬมันคนละกรณีกัน เธอมองพวกมันในฐานะเท่าเทียม คือเพศเดียวกันไปเลยเพราะเป็นเพื่อนสนิท ชนิดว่าถ้าเห็นเวลาแก้ผ้าคงไม่รู้สึกอะไร อาจจะขยะแขยงไล่ถีบกันเลยด้วยซ้ำ ไม่เหมือนกับไอ้กระต่ายขนปุยนี่ เธอรู้สึกแปลกๆถ้ามันเข้ามาใกล้



                ผมจะรอให้พี่ทำเสร็จแล้วกันนะ ถึงค่อยไป เดมินทร์พูดอย่างกวนประสาท



                ว่างมากหรือไง บัณรสถาม ขณะหยิบปากกาแล้วเริ่มเขียนขยุกขยิกลงบนกระดาษ



                ผมแค่อยากรู้ผลลัพธ์จากแบบทดสอบวัดไอคิว



                ไอ้หมอนี่ กะจะเหยียบกันให้จมดินไปเลยสินะ หญิงสาวพยายามสะกดอารมณ์ไม่ให้ระเบิด พิชัยที่เริ่มรู้สึกว่าตัวเองเป็นส่วนเกิน หรือไม่คงจะรู้สึกว่าบรรยากาศมาคุแปลกๆ เขาจึงบอกว่าจะออกไปหาเครื่องดื่มมาให้ แล้วก็เดินเร็วๆออกไปเลย



                แกมีปัญหาอะไรกับฉันนักหนา บัณรสเงยหน้าจากกระดาษ พยายามอย่างยิ่งที่จะควบคุมอารมณ์



                เปล๊า เขาตอบเสียงสูง



                งั้นก็หุบปาก ฉันอยากอยู่เงียบๆ เธอพูดเสียงกระแทก แล้วก้มหน้าก้มตาเขียนประวัติของเธอต่อไป



                เธอเสียเวลาทั้งหมดไปหนึ่งชั่วโมงกับเอกสารที่ต้องเขียน และต้องคิดสำหรับส่วนที่แบบทดสอบวัดไอคิว เธอก็ไม่เข้าใจว่ารูปภาพแปลกๆพวกนี้วัดความฉลาดของมนุษย์ได้อย่างไร หลังจากทำเสร็จ เธอก็ไม่อยากรู้ผลของมันเท่าไหร่ ก็เหมือนเวลาสอบเสร็จ ไม่ได้อยากจะรู้ผลทันที บางทีก็ไม่อยากรู้เลยว่าผลลัพธ์ออกมาแย่แค่ไหน เธอยื่นเอกสารทั้งหมดให้กับพิชัย บอกลาแล้วก็เดินดุ่มออกมาโดยไม่สนใจเดมินทร์ที่ร้องเรียกชื่อเธอ



                พี่สาวจะรีบไปไหนเนี่ย เขาตะโกนถาม ทำท่าจะลุกตามมา แต่แล้วก็หันไปบอกลาพิชัยตามมารยาทที่ดีก่อน เดี๋ยวก่อนสิ พี่แบงค์!” เด็กหนุ่มรีบวิ่งตามพี่สาวต่างสายเลือดจนถึงบันไดหนีไฟ



                แกมีธุระอะไร บัณรสหยุดกึกแล้วหันไปถามเสียงห้าว หรืออยากจะเป็นหมาของฉัน ถึงระริกระรี้ทุกครั้งที่เจอกัน ถ้าแค่อยากจะกวนประสาทล่ะก็ แกก็ปัญญาอ่อนมากว่าที่ฉันคิดไว้



                ปากจัดปากดีได้ตลอดเลยนะ เดมินทร์พูดกัดฟัน ท่าทางถ้อยคำของเธอคงจะทำให้เขาโมโหอยู่บ้างเหมือนกัน อยากจะถามพี่สาวของผมอย่างหนึ่ง พี่รู้เรื่องเพชรมากแค่ไหน? เขาพูดแล้วสบตาเธออย่างคนที่เหนือกว่า บัณรสต้องยอมรับว่าเธอรู้แค่ว่าเพชรมันแข็งกว่าหิน แค่นั้น



                คำตอบของฉันมันเกี่ยวอะไรกับแกล่ะ? หญิงสาวถาม รู้สึกหมั่นไส้คนที่ทำลอยหน้าลอยตา



                แสดงว่าพี่ยังหามันไม่เจอล่ะสิ เดมินทร์ยิ้มกว้างอย่างกวนประสาท บัณรสไม่อยากให้กระต่ายบ้านี่รู้สึกได้ใจ เธอก็เลยไม่ถามอะไร แต่เดินจ้ำอ้าวลงบันได ไม่พูด ไม่เถียงสักคำ รำคาญมากเลย ขอบอกตรงๆ เธอคิดว่าเธอเจอคนที่ทำให้รู้สึกรำคาญมากที่สุดแล้ว เอาเถอะ เดี๋ยวพี่ก็รู้เอง เจอกันอีกทีคืนนี้นะครับ บายครับพี่สาว เดมินทร์โบกมือให้ก่อนจะเดินแยกตัวออกไปเมื่อทั้งคู่ลงมาถึงโถงกว้างของอาคาร บัณรสหยุดยืนมองเขาเดินออกไปหารถเบนซ์สีดำด้านนอก ความสงสัยแล่นปราดเข้ามาทันที นั่นมันรถใครกันนะ หญิงสาวรีบเดินไปถึงประตูกระจกด้านหน้า ทันเห็นเงาคนอีกคนที่เบาะหลัง นั่งอยู่ข้างเดมินทร์ แต่เนื่องจากรถติดฟิล์มค่อนข้างมืด เธอจึงไม่รู้ว่าคนนั้นหน้าตาเป็นอย่างไร เมื่อรถแล่นออกไปแล้ว เธอก็ได้แต่เพ่งมองป้ายทะเบียนรถ แล้วรีบจำใส่สมอง



                บัณรสเดินออกมานอกประตู และมองตามรถคันนั้นจนลับสายตา ความสงสัยมากมายติดอยู่ในใจ ทั้งเรื่องเพชรที่อยู่ๆเดมินทร์ก็ถามขึ้นมา แล้วเขาหมายถึงอะไรที่บอกว่า พี่ยังหามันไม่เจอหรือว่าตั้งใจจะกวนประสาทเฉยๆ เธอรู้สึกหัวหมุน มีเรื่องที่ต้องหาคำตอบมากเกินไปแล้ว หญิงสาวยังไม่ทันได้คิดอะไรต่อ เธอก็นึกขึ้นได้ว่ามีนัดกับคุณอาวรเมธที่ร้านอาหารเรือนไทย แต่เธอไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามันอยู่ตรงไหน ลุงคนขับรถที่พาเธอมาก็ไม่ได้รออยู่แถวนี้เสียด้วย



                ขอโทษนะคะ เธอหันไปหายามเฝ้าประตู ถามพี่ยามแล้วกัน



                ปรากฏว่าร้านอาหารอยู่ไม่ไกลนัก เดินครู่เดียวก็ถึง หลังจากรู้เส้นทางเรียบร้อย หญิงสาวก็ออกเดิน เธอชินกับการเดินไปตามถนนท่ามกลางแดดระอุของกรุงเทพ และชินกับการหลงทางด้วย เธอไม่ค่อยมีหัวเรื่องเส้นทางนัก ต้องถามชาวบ้านเขาไปเรื่อยๆ แต่ไม่ถึงยี่สิบนาที เธอก็เจอร้านอาหารเรือนไทย มันคงจะน่าเบื่อแล้วสินะ ถ้าเธอจะเริ่มบ่นเรื่องอลังการงานสร้างดาวร้อยล้านแปดดวง ร้านอาหารนี้เป็นเรือนไทยสมชื่อ ชนิดที่ว่าไม่น่ามาอยู่ใจกลางกรุงแบบนี้ได้เลย กรุงเทพมหานครนี่ช่างกว้างใหญ่จริงๆ เธอไม่ยักรู้ว่ามีร้านแบบนี้อยู่ด้วย ราคาอาหารสักเท่าไรกันเล่านี่ สำหรับเธอ แค่ข้าวแกงข้างทางก็เพียงพอแล้วสำหรับหนึ่งมื้อ แต่นั่นคงไม่ใช่สำหรับคุณวรเมธ วิจิตรการ



                อยากรู้จริง ใช้จ่ายกันขนาดนี้ เงินไม่หมดบัญชีบ้างหรือไง? แต่อย่าไปว่าเขานักเลย บัณรสบอกตัวเอง ใครจะรู้ ถ้าเธอได้จับเงินก้อนโตแบบนั้นบ้าง เธออาจจะทำตัวอลังการยิ่งกว่าพวกเขาอีกก็ได้ หญิงสาวนึกแล้วรีบสะบัดหัวไล่ความคิดออกไป เธอนึกภาพตัวเองเดินในห้างหรู ซื้อกระเป๋าใบละแสนไม่ได้จริงๆ มันไม่เหมาะกับตัวเธอ และไม่ใช่สิ่งที่เธอเป็น ไม่อาจเป็นได้แน่ๆ เธออาจจะใช้เงินพวกนั้นขนซื้อดีวีดีหนังที่อยากได้มากกว่า



                หญิงสาวหยิบมือถือออกจากกระเป๋ากระโปรงแล้วหาเบอร์โทรศัพท์ของวรเมธ เธอถือสายรอไม่นาน เขาก็รับสายและบอกให้เธอเดินเข้าไปในร้านเลย บอกพนักงานว่าโต๊ะที่คุณวรเมธจองไว้ เธอจัดการทำตามที่เขาบอก แล้วพนักงานสาวคนหนึ่งก็พาเธอเดินขึ้นเรือนไทยหลังใหญ่ไปยังโต๊ะอาหารที่วรเมธนั่งรออยู่แล้ว เขากำลังอ่านนิตยสารไทม์ สวมแว่นตากรอบสี่เหลี่ยมเหมือนอย่างเคย และยิ้มทักเมื่อเห็นบัณรส



                สวัสดีค่ะ บัณรสกล่าว แต่เธอไม่ได้ยกมือไหว้ เธอเป็นพวกมือแข็ง และเรื่องนี้ก็เคยทำให้เธอมีปัญหาตอนเข้ามหาวิทยาลัยใหม่ๆ กฏของรุ่นพี่รุ่นน้อง เด็กปีหนึ่งต้องยกมือไหว้รุ่นพี่ แต่เธอไม่เคยไหว้ใคร แม้กระทั่งพี่รหัส เธอไม่ใช่ คนแรงๆอย่างที่ใครคิดหรอก ก็แค่รู้สึกขัดเขินกับการไหว้คนอื่นที่ไม่ใช่ยายกับแม่



                นั่งสิ วรเมธดูเหมือนไม่ใช่คนคิดเล็กคิดน้อยเรื่องยกมือไหว้ เขาปิดนิตยสารและยื่นเมนูมาให้ เมื่อเธอนั่งลงแล้ว เลือกได้ตามสบายเลยนะ ฉันเลี้ยงเอง



                บัณรสเปิดเมนูอาหาร มีสองภาษาคือไทยกับอังกฤษ แสดงว่าน่าจะมีชาวต่างชาติแวะมากิน ก็น่าอยู่หรอก ร้านอาหารดูไทยสไตล์น่าจะดึงดูดต่างชาติได้ เธอดูราคาอาหาร จานที่ถูกสุดคือไข่เจียวหมูสับกับน้ำจิ้มใส่หอมแดง ซึ่งปาไปเกือบสองร้อย โอ๊ย ขอโทษเถอะ ให้เธอเข้าครัวไปเจียวเองก็ได้นะ นี่กุ๊กต้องไปเอาไข่จากป่าหิมพานต์รึเปล่า หอมแดงอาจจะบินไปเอามาจากดาวดึงส์ก็เป็นได้ และด้วยความเกรงใจ เธอก็เลยสั่งอะไรง่ายๆอย่างไข่เจียวหมูสับนี่แหละ



                ไม่เอาอะไรอีกหรอ วรเมธถาม



                ไม่ค่ะ



                ไม่จำเป็นต้องเกรงใจหรอก วรเมธย้ำอีกครั้ง



                ไม่เอาอะไรแล้วจริงๆค่ะ บัณรสยืนกรานแล้ววางเมนูไว้ด้านข้าง เธอสั่งน้ำเปล่าเป็นเครื่องดื่มด้วย ยังไงเธอก็ชอบดื่มน้ำเปล่าหลังกินข้าว ไม่มีอะไรจะทำให้สดชื่นได้เท่าน้ำเปล่า



                อามีเรื่องจะถามเธอหน่อย วรเมธเริ่มต้นบทสนทนาทันที



                ค่ะ ว่ามาได้เลย บัณรสทำหน้าให้ดูตั้งใจฟัง



                วทันยู เขียนอะไรไว้ในจดหมายที่มอบให้เธอบ้าง



                โว้ววว นั่นออกจะเป็นเรื่องส่วนตัวอยู่ไม่ใช่หรือไง เธอก็เข้าใจว่าอาเป็นน้องชายของวทันยูนะ อาจจะอยากรู้เรื่องของพี่ชายอะไรทำนองนั้น แต่จดหมายนั่นมันคือของส่วนตัวของเธอไปแล้ว และถ้าวทันยูอยากจะเปิดเผย เขาก็คงให้ทนายอ่านตอนเปิดพินัยกรรมไปเลย ไม่มอบให้เธอต่างหากแบบนั้นหรอก บัณรสเงียบไปพักใหญ่ จิบน้ำเย็นๆจากแก้วน้ำ และคิดว่าจะพูดยังไงให้ดูน่าเกลียดน้อยที่สุด เอาล่ะ อย่างน้อยครั้งนี้เธอก็หัดคิดก่อนพูดแล้วนะ จะบอกให้



                ขอโทษที ฉันคงจะถามอะไรที่เธอไม่อยากตอบสินะ วรเมธคงสังเกตเห็นจากสีหน้าของเธอ



                ไม่ถามฉัน ฉันก็ไม่ต้องโกหกคุณ เธอพูดเสียงเรียบ



                นั่นสินะ วรเมธหัวเราะกับคำพูดของเธอ



                แล้วทุกอย่างก็ตกอยู่ในความเงียบ บัณรสจิบน้ำของเธอต่อไปเรื่อยๆระหว่างรออาหาร เธอไม่เข้าใจว่าทำไมอยู่ๆเขาถึงอยากรู้เรื่องจดหมาย และจากที่ดูแววตาของเขา มันทำให้วุ่นวายใจอยู่ไม่น้อย และยิ่งวุ่นวายสำหรับเขามากขึ้นที่เธอไม่ยอมเล่าให้เขาฟัง หญิงสาวจำข้อความในจดหมายได้ พ่อบอกว่าอย่าเชื่อใจใคร มีแค่คนเดียวที่เธอเชื่อได้ก็คือเคียว แต่ขอพูดตรงๆเลยนะ เธอว่าเคียวเองก็ดูเจ้าเล่ห์มากเหมือนกัน อย่างที่การที่เขากับน้องสาวแบ่งข้าง และไม่ว่าข้างไหนจะแพ้ พวกเขาก็จะไม่แพ้ตามไปด้วย เป็นไพ่ในมือที่เชื่อถืออะไรไม่ได้เอาซะเลย



                เคียวบอกว่า เธอชอบเล่นสลาฟ วรเมธพูดทำลายความเงียบ



                ค่ะ เธอรับคำ แล้วอาหารก็มาพอดี ถือว่าทำเร็วใช้ได้ ไข่เจียวของเธอวางโปะอยู่บนข้าว บริกรวางถ้วยน้ำจิ้มลงด้านข้าง ต้องยอมรับว่ากลิ่นหอมยวนใจใช้ได้เลย



                ไว้เล่นด้วยกันสักครั้งนะ ฉันชอบเกมที่ใช้สมองแบบนั้นเหมือนกัน เรอิก็เล่นเก่ง ไว้ฉันจะชวนมาเล่นด้วย



                ค่ะ บัณรสได้แต่รับคำ เอ่อ ตกลงว่าคุณมีธุระอะไรคะ? เธอตัดสินใจถาม ในเมื่ออีกฝ่ายยังไม่ยอมเข้าเรื่องเสียที



                กินให้อิ่มก่อนแล้วค่อยคุยกัน



                ก็ดีเหมือนกัน บัณรสทนความหอมของไข่เจียวไม่ไหวแล้ว นี่มันไข่เจียวในตำนานเลยนะ ไข่ได้มาจากป่าหิมพานต์ ส่วนหอมแดงที่อยู่ในน้ำจิ้มก็ได้มาจากดาวดึงส์ ไม่แน่ว่าน้ำปลาอาจมาจากโอลิมปัส ก็เป็นได้ มันถึงได้แพงนัก เธอจัดการกับไข่เจียวตรงหน้าแบบค่อยๆละเลียดทีละนิด ขอกินแบบผู้ดีสักมื้อแล้วกัน หลังจากผ่านไปได้สักพักใหญ่ จานอาหารของเธอก็ว่างเปล่า ไม่เหลือข้าวเลยสักเม็ด ยายกับแม่สอนเธอเสมอตั้งแต่เด็กว่าต้องกินข้าวให้หมด อย่าให้เหลือแม้แต่เม็ดเดียว ให้นึกถึงชาวนาที่ปลูกข้าวให้เรากินว่ากว่าจะได้แต่ละเม็ดมา ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย เธออยากจะบอกกับทั้งสองคนว่าไม่จำเป็นต้องสอนเธอหรอก เธอรักการกินมากซะจนไม่เคยปล่อยให้อะไรเหลือในจานอยู่แล้ว



                ฉันจะเข้าเรื่องเลยนะ แบงค์ วรเมธเริ่ม หลังจากเขาเช็ดปากด้วยผ้าที่ทางร้านมีให้แล้ว



                ฉันก็กำลังรอเวลานั้นอยู่ เธอพยายามไม่ทำน้ำเสียงแข็งกร้าว



                เธอมีความรู้เกี่ยวกับเพชรมากแค่ไหน?



                คำถามของเขาเหมือนเดจาวูสำหรับเธอ ก่อนหน้าจะมีที่นี่ ไม่ถึงชั่วโมง เดมินทร์ก็ถามเธอแบบนี้เหมือนกัน เธอก็รู้นะว่าบริษัททำเครื่องประดับ ดังนั้นก็ต้องมีเพชรพลอยเข้ามาเกี่ยวอยู่แล้ว แต่ทำไมสองคนนี้ถึงบังเอิญใจตรงกัน ถามเรื่องเดียวกันกับเธอภายในวันนี้



                รู้แค่ว่าเป็นของเล่นราคาแพงกระเป๋าฉีก เป็นอีกครั้ง ที่คำพูดของเธอทำให้เขาพ่นลมทางจมูกเหมือนจะหัวเราะ



                เพชรมีหลายสี เธอพอจะเคยได้ยินเรื่องเพชรสีน้ำเงินบ้างไหม วรเมธเลื่อนแว่นตาให้เข้าที่แล้วเอาสองมือประสานไว้บนโต๊ะ ท่าทางเขาคงจะเข้าสู่การคุยเรื่องจริงจังแล้ว



                เคยผ่านหู



                นอกจากสีน้ำเงิน ก็มีสีเหลือง สีดำ สีน้ำตาล เขียว และชมพู วรเมธบอก หญิงสาวไม่คิดเลยว่าเพชรจะมีหลากสีแบบนั้น เธอนึกว่ามีแค่สีขาวใส กับสีน้ำเงินที่เคยได้ยินผ่านๆมาเสียอีก เพชรสีพวกนี้ จะถูกเรียกว่าแฟนซี และหายากกว่าเพชรสีขาว หรือเพชรใสที่เธอเห็นอยู่ทั่วไป



                แล้วเรื่องนี้สำคัญยังไงคะ บัณรสถามอย่างแปลกใจ



                สำคัญสิ วรเมธหลับตาลง ท่าทางเคร่งเครียด บริษัทของเรามีเพชรแฟนซีอยู่ในมือสามสีด้วยกัน คือสีน้ำเงิน สีเหลือง และสีชมพู หญิงสาวกระพริบตาหลังจากได้ยินคำพูดของคุณอา เขาบอกว่าเพชรพวกนี้หายากมาก และเธอก็คิดว่าของแบบนั้นน่าจะตกอยู่ในมือบริษัทต่างชาติเสียอีก



                ขอถามได้ไหมคะว่าได้มายังไง? มันน่าสนใจจริงๆนะ ในมื่อมันหายากและน่าจะมีแต่คนในวงการที่รู้ แสดงว่าดับเบิลยูกรุ๊ปก็มีอิทธิพลพอตัว ถึงได้มีของแบบนั้นไว้ในครอบครอง ไม่ใช่แค่สีเดียวด้วย แต่มีถึงสามสี และคงเป็นของแท้แน่นอน ไม่ใช่เพชรสังเคราะห์



                เพชรสีน้ำเงินของเราไม่ได้เลอค่าขนาดเพชรโฮปหรอกนะ เขาพูดต่อราวกับไม่ได้ยินคำถามของเธอ แต่ก็เป็นเพชรสีน้ำเงินน้ำงามที่หาได้ยากยิ่ง โดยทั่วไปตามท้องตลาด จะมีอยู่สองประเภทใหญ่ของเพชรสี ก็คือเพชรสีที่ปรุงแต่งโดยผ่านวิธีทาง วิทยศาสตร์ กับเพชรสีที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ แต่อย่างหลังน่ะ หาได้ยากยิ่งกว่าอะไรทั้งนั้น



                กำลังจะบอกว่า เพชรที่เรามีเป็นเพชรที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติหรอคะ บัณรสยิ่งตกใจเข้าไปใหญ่



                ก็ใช่ วรเมธพยักหน้า แต่เดิมทั้งสามเม็ดไม่ใช่ของเรา เพชรสีน้ำเงิน เราได้มาจากลาเมนท์กรุ๊ป บริษัททางฝั่งอเมริกา เขาให้เรานำเพชรมาทำแหวน ส่วนเพชรสีชมพู คือเพชรที่หายากที่สุดในบรรดาเพชรสี เธอคงพอจะรู้ประวัติครอบครัวอยู่บ้างใช่ไหม ที่บรรพบุรุษของเรา นายพิชัยเดินทางไปเรียนต่อต่างประเทศพร้อมกับพระสหายของพระราชโอรสในรัชกาลที่ห้า และแต่งงานกับผู้ดีชาวอังกฤษที่ชื่อคาเมน รัสเซล หลานสาวในเครือญาติของเอิร์ลรัซเซลที่หนึ่งแห่งอังกฤษ เอิร์ลท่านนี้เป็นนายกรัฐมนตรีถึงสองสมัย ก่อนที่คุณคาเมนจะย้ายมาอยู่ที่ไทยอย่างถาวร เธอได้นำสมบัติล้ำค่าชิ้นหนึ่งติดตัวมาด้วยก็คือ สร้อยเพชรสีชมพู มันกลายเป็นมรดกตกทอดในตระกูลของเรามาช้านาน



                แล้วเพชรสีเหลืองล่ะคะ บัณรสถาม ไม่รู้ทำไมแต่รายละเอียดพวกนี้ทำให้เธอรู้สึกตื่นเต้นขึ้นมา



                เพชรสีเหลืองคือเพชรที่เคยสร้างปัญหาให้บรรพบุรุษของเรา วรเมธพูด  นายทองดีบรรพบุรุษของเราคนหนึ่งเป็นนักขุดทอง เขาเป็นลูกพี่ลูกน้องกับนายพิชัยที่แต่งงานกับคาเมนนั่นแหละ ทองดีเลือกที่จะเดินทางออกนอกประเทศและร่อนเร่อยู่ตามเหมือง จนกระทั่งเขาไปถึงเหมืองคิมเบอร์ลี ในประเทศแอฟริกาใต้ ตอนนี้เหมืองนั้นถูกปิดไปแล้ว แต่ยังมีร่องรอยเป็นหลุมขนาดใหญ่ที่เรียกกันว่าบิ๊กโฮล เขาอยู่ที่นั่น ขุดหาแร่มีค่า คายา กอนซาเลซเพื่อนของบรรพบุรุษเราขุดเจอเพชรสีเหลือง ในตอนแรกก็คิดกันว่าเป็นพลอยธรรมดา แต่หลังจากที่ลองตรวจดูแล้ว ไม่ใช่พลอยแน่ แต่เป็นเพชร นายกอนซาเลซจึงตั้งใจจะเอาไปขาย และออกจากงานเหมือง ระหว่างเดินทางกลับจากคิมเบอร์ลีพร้อมกับทองดี พวกเขาก็ถูกดักปล้นกลางทาง กอนซาเลซถูกฆ่าตาย แต่ทองดีรอดมาได้ เพชรสีเหลืองถูกขโมย ด้วยความแค้น เขาตามหาโจรจนเจอ ต่อสู้กันและได้เพชรคืนมา แต่ระหว่างทางที่ขึ้นเรือสำเภาจะกลับประเทศไทย ทองดีก็เสียชีวิตเพราะทนฤทธิ์แผลจากการต่อสู้ไม่ไหว และเขาก็เป็นไข้ป่าเสียด้วย



                เพชรกลับมาหาวิจิตรการได้ยังไง



                ฉันกำลังจะเล่าถึงแล้วล่ะ วรเมธบอก แล้วพูดต่อไป ตอนแรกเพชรเกือบจะถูกขโมยไปโดยลูกเรือ เขาคิดว่าเป็นแค่ก้อนพลอยธรรมดาๆ หลังจากศพของทองดีส่งให้ทางครอบครัว ทองดำ พี่ชายของทองดีเคยได้ข่าวจากจดหมายของน้องชายว่าเขาพบเพชรสีเหลือง ถ้านำมาเจียระไน น่าจะได้เพชรน้ำงามมาก แต่สิ่งที่มากับศพมีแต่ของใช้ส่วนตัวของน้องชายเท่านั้น เขาจึงเริ่มสืบหาลูกเรือทุกคนในเรือสำเภาลำนั้น จนกระทั่งพบคนที่ขโมยมันไป แต่ปรากฏว่าได้ขายให้เจ้าพระยาท่านหนึ่งไปเสียแล้ว เจ้าพระยาท่านนั้นคิดว่าแปลกตาดี น่าจะเป็นพลอย แต่หลอกล่อกะลาสีว่าเป็นแค่ก้อนหินธรรมดา จึงได้ซื้อมาในราคาถูกๆ การจะเอาเพชรกลับมาเริ่มกลายเป็นเรื่องยาก เพราะเจ้าพระยาท่านนั้นมีอิทธิพลอย่างยิ่ง ทองดำที่มีฝีมือเรื่องเพชรพลอย ตาดีเป็นที่หนึ่งจึงทำทีเป็นสนใจในของสะสมของเจ้าพระยา จนได้รับความไว้ใจ ทองดำก็บอกกับเจ้าพระยาว่า เพชรนั้นเป็นแค่ก้อนกรวดธรรมดาที่โดนอะไรบางอย่างในธรรมชาติทำให้มีประกายสีเหลือง เท่านั้นเอง เจ้าพระยาที่ไว้ใจนายทองดำก็เริ่มที่จะหมดความสนใจในก้อนสีเหลืองนั้น และนายทองดำก็แอบขโมยออกมา



                ไม่มีใครรู้เลยหรอคะว่านั่นคือเพชร



                ในสมัยนั้น จะหาคนที่มีความรู้เรื่องนี้ยากนะ ถ้าไม่ใช่พ่อค้าชาวจีน หรือฝรั่งที่มีความรู้เฉพาะทางก็จะดูไม่ออกว่านั่นเป็นก้อนหินธรรมดาหรือเป็นเพชร เธอสังเกตไหมว่านายทองดำนั้นชาญฉลาด เขาหลอกล่อเจ้าพระยา เหมือนที่เจ้าพระยาหลอกกะลาสีคนนั้นไม่มีผิด วรเมธชี้ให้เธอถึงความฉลาดของบรรพบุรุษ ยังไงบัณรสก็รู้สึกผิดที่ผิดทางผิดฝาผิดตัว คนอย่างเธอนี่หรือมีประวัติครอบครัวที่ยิ่งใหญ่ขนาดนั้น ไหนจะนายพิชัยที่เป็นเพื่อนของพระสหายของพระราชโอรสในรัชกาลที่ห้า นายทองดีซึ่งเป็นคนไทยสมัยโบราณอารมณ์ ติสท์แตกไปไกลบ้านถึงประเทศแอฟริกาใต้ เพื่อขุดหาเพชรพลอย นายทองดำที่ฉลาดหลักแหลมเจ้าเล่ห์รู้จักหลอกล่อเอาเพชรคืน โดยไม่เสียเลือดเนื้อใดๆเพิ่มขึ้นอีก



                แต่เพชรสีเหลืองนั่น ก็ถือว่าเป็นของที่มีอาถรรพ์สำหรับตระกูลของเรานะ นั่นไงมาแล้ว บัณรสกำลังคิดเล่นๆอยู่เลยว่าประวัติตระกูลยิ่งใหญ่ขนาดนี้จะไม่มีอาถรรพ์อยู่ได้อย่างไร ว่ากันว่า ผู้นำของดับเบิลยูกรุ๊ปทุกรุ่นจะต้องถูกตามหลอกหลอนด้วยฝันร้ายจากวิญญาณของคายา กอนซาเลซ เจ้าของที่แท้จริงของเพชรสีเหลือง



                แล้วนั่นเป็นเรื่องจริงหรือเปล่า บัณรสคิดว่าทั้งหมดนี่ยิ่งกว่านิยายเสียอีก คิดดูสิ ตระกูลร่ำรวยที่สุดในประเทศได้ครอบครองเพชรสีถึงสามเม็ด เอ่อ อันที่จริงก็แค่สอง เพราะเพชรสีน้ำเงินเป็นของบริษัทลาเมนท์ ซึ่งเธอรู้สึกว่าชื่อนี้คุ้นหูอย่างประหลาด คงต้องเคยได้ยินที่ไหนสักแห่ง แต่ยังไงก็เถอะ นี่มันสุดแสนจะเหลือเชื่อ และถ้าบรรพบุรุษมาเห็นตอนนี้ อาจรู้สึกอยากร้องไห้ก็ได้ เธอเป็นลูกหลานที่นอกคอกที่สุดแล้ว



                อาไม่รู้ วรเมธส่ายหน้า แต่ที่อามั่นใจอย่างหนึ่งก็คือ ยู พี่ชายของอาไม่เคยเป็นเหมือนเดิมอีกเลย ตั้งแต่ขึ้นเป็นประธานบริษัท และเป็นผู้นำของตระกูล อาเคยเข้าใจว่าความอิดโรยบนใบหน้าของเขามาจากงานหนักที่เขาได้รับอย่างกะทันหัน แต่อาเคยได้ยินเสียงเขาร้องในยามค่ำคืน นั่นอาจเป็นฝันร้ายก็ได้



                แต่ฉันไม่เข้าใจ บัณรสพูดแทรกขึ้น ทำไมคายา กอนซาเลซต้องตามหลอกหลอนลูกหลานของเพื่อนรักล่ะ คือฉันจะหมายความว่า นายทองดีพยายามช่วยเขาตลอดเลยไม่ใช่หรอ ที่ถามแบบนี้ไม่ได้หมายความว่าฉันเชื่อเรื่องอาถรรพ์นะ



                ฉันเข้าใจที่เธอพยายามจะถาม วรเมธพยักหน้าอย่างเข้าใจดี ประเด็นก็คือ เราไม่สามารถรู้ข้อเท็จจริงในเรื่องนี้ได้เลย เรื่องนี้เกิดขึ้นมานานมากแล้ว แถมยังเกิดในต่างประเทศ มันยากที่จะมีใครตามไปสืบให้แน่ชัด บางทีทองดีอาจจะเป็นคนทรยศเพื่อนก็ได้ เขาอาจไม่ใช่คนฆ่า แต่อาจเป็นคนเอาเรื่องที่คายาพบเพชรสีเหลืองไปป่าวประกาศ ทำให้คนงานเหมืองกลายเป็นโจร พยายามขโมยเพชรจากคายา ทองดีอาจร่วมมือกับพวกโจรนั่นแล้วค่อยหักหลังพวกเขาอีกที



                อ้อ บัณรสร้องเบาๆ ที่วรเมธคิดอาจเป็นตามนั้นก็ได้ ตกลงที่เรียกฉันมาวันนี้ เพราะอยากเล่าเรื่องนี้ให้ฟังหรอคะ



                ก็มีส่วน แต่ประเด็นหลักๆมันต่อจากนี้ วรเมธบอก เขาขยับใบหน้าเข้ามาอีก ฉันอยากรู้ว่ายู พี่ชายของฉัน เขียนบอกเธอถึงเรื่องนี้ในจดหมายบ้างหรือเปล่า



                ไม่ค่ะ ไม่มีเรื่องเพชรอะไรทั้งนั้น บัณรสส่ายหน้า



                แน่ใจหรอ เธออ่านถี่ถ้วนดีแล้วหรอ ไม่มีเงื่อนงำอะไรที่เขาทิ้งให้เธอหาเลยหรอ?



                เงื่อนงำ ใช่ แน่นอนว่ามี แต่วทันยูเขียนบอกว่ามันจะช่วยเหลือเธอในเกมครั้งนี้ เขาไม่ได้อธิบายเรื่องอื่นเลย ไม่มีเรื่องเพชร ไม่มีข้อมูลบริษัท โอ๊ย ตายละ! บัณรสคิดขึ้นได้ในที่สุด เขาอาจจะทิ้งเรื่องนี้ไว้ให้เธอด้วยก็ได้ กระดาษโน้ตมีปริศนาที่เธอยังไขไม่กระจ่างอยู่ บางทีสิ่งที่เขาทิ้งไว้นอกจากจดหมายนั่นอาจเป็นเรื่องนี้



                ไม่มีค่ะ บัณรสเลือกตอบออกไปแบบนั้นเพื่อความปลอดภัยไว้ก่อน มีอะไรหรือเปล่าคะ คุณดูไม่สบายใจ ฉันสังเกตมาสักพักหนึ่งแล้ว



                ในเดือนธันวาคมที่จะถึงนี้ เพชรสีทั้งสามจะต้องจัดแสดงในงาน จิเวลออฟเดอะเวิล์ด ที่ประเทศออสเตรีย แหวนที่ทางเราได้รับมอบหมายจากลาเมนท์กรุ๊ปจะต้องเสร็จทันงานนี้



                แล้วมีปัญหาอะไรคะ หญิงสาวถามอย่างอยากรู้


 

                เพชรสีทั้งสามหายไปจากตู้เซฟของบริษัท ในคืนที่คุณยูตาย มันก็ไม่ได้อยู่ในเซฟแล้ว       







               

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

16 ความคิดเห็น

  1. #16 snowdraqon (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 3 กันยายน 2562 / 21:51
    รออออ ฉันรอเธออยู่วววว
    #16
    0
  2. #14 ฺLinna Lily (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 3 มกราคม 2561 / 00:50
    ค้างมากกกกกก
    #14
    0
  3. #13 KaiDyu (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 22 สิงหาคม 2560 / 21:44
    อ๊าก!!! ค้างมากเลยค่ะ นานๆจะเจอเรื่องที่ไม่มีพระเอกปล่อยให้จิ้นได้ตามใจแบบนี้ อยากรู้เรื่องราวต่อไป อยากให้แบงค์ฉะเจ้ากระต่ายมากกว่านี้ เพชรจะอยู่ใต้ม้านั่งหรือไม่รอฟังผลการขุดคุ้ยดินอยู่นะคะ XD
    #13
    0