เกมพระราชา

ตอนที่ 3 : วงศาคณาญาติ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 54
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    30 ก.ค. 59



บทที่ 3 วงศาคณาญาติ

 

                แบงค์เข้าใจแล้วว่าทำไม คนที่พาเธอมาทำท่าเหมือนกับไม่ชอบขี้หน้าเธอเท่าไหร่ เธอคงเป็นจุดด่างพร้อยอย่างที่สุดของตระกูลนี้เลยทีเดียว  ตั้งแต่ผมยุ่งๆไปจนถึงรองเท้าแตะสีน้ำตาลเก่าๆ ไม่สมควรมาเหยียบอยู่บนพรมหรือกระเบื้องเนื้อดีที่นี่เลยด้วยซ้ำ ยิ่งเมื่อเธอเข้าไปในห้องรับแขกสุดหรูสไตล์ผู้ดีอังกฤษ และเห็นคนในครอบครัวเป็นครั้งแรก เธอก็แทบจะ แบบว่า หงายเงิบนั่นคงเป็นคำที่เหมาะที่สุดจะบรรยายความรู้สึกของเธอในขณะนี้ แต่ด้วยความที่เป็นคนคิดอะไรพิเรนทร์ เธอก็เลยนึกถึงละครซิทคอมตลกๆเรื่อง วงษ์คำเหลา  ที่ตัวละครมักจะนั่งกันในห้องรับแขก บนโซฟาชุดอย่างดี  นั่นแหละใช่เลย คิดซะว่าเป็น วงษ์คำเหลาก็แล้วกัน

                หญิงสาวเหลือบมองนาฬิกาที่อยู่ตรงผนังห้อง ตอนนี้ตีสี่เข้าไปแล้ว แต่ พวกเขาทุกคนนั่งอยู่บนโซฟา ซึ่งท่าทางจะนั่งกันประจำตำแหน่ง ราวกับเป็นฉากหนึ่งในละคร และทุกคนก็สวมเสื้อผ้าเรียบร้อย ไม่ได้อยู่ในชุดนอน โอ้โห ถึงขนาดมีเวลาไปเปลี่ยนเสื้อผ้าใหม่เลยเชียวหรือนี่ เธอลอบมองทุกคนทันที เก็บรายละเอียดอย่างรวดเร็วด้วยการปราดมองคนทั้งหมดในครั้งเดียว

                โซฟายาวตัวกลาง ที่น่าจะเป็นที่นั่งประจำของวทันยูกับภรรยาคนใหม่ ตอนนี้มีแค่ภรรยาของเขา สาววัยสามสิบ ที่แบงค์รู้ เพราะว่าเธอจำหน้าหญิงสาวคนนั้นได้จากแฟ้มประวัติ ชื่อของเจ้าหล่อนคือ ฐิตาพร เป็นลูกสาวของเจ้าของบริษัทเล็กๆ และพบกับวทันยูในงานเลี้ยงแห่งหนึ่ง จากนั้นประมาณห้าเดือน ทั้งสองก็แต่งงานกัน ฐิตาพรได้เปลี่ยนนามสกุลเป็นวิจิตรการ แบงค์ลอบมองดวงหน้าหวานใสของเธอ และทรวดทรงองค์เอวกลมกลึงไปทั้งตัว แม่เจ้าประคุณเอ๊ย จะสวยหยาดเยิ้มอะไรขนาดนี้ แล้วดูคุณเธอแต่งตัวเสียก่อน ชุดเดรสยาวถึงเข่า คอกว้างกว้านลึกเห็นเนินอก ล่อตะเข้กันชัดๆ

                แบงค์ปรายสายตาไปทางด้านซ้าย คนนี้เอง อาของเธอ หรือ คุณวรเมธ เขาสวมแว่นตากรอบสี่เหลี่ยม และนั่งกอดอกอย่างเคร่งขรึม เท่าที่อ่านในใบประวัติอย่างคร่าวๆ นอกจากจะเป็นน้องชายของวทันยู เขายังเป็นมือขวาอีกต่างหาก ช่วยเหลืองานทุกอย่างในดับเบิลยูกรุ๊ป และดูจากท่าทางหน้าตาแล้ว คงจะฉลาดไม่ใช่เล่น แต่ก็น่าเสียดายที่ชีวิตครอบครัวเขาล้มเหลว ภรรยาขอหย่า และทิ้งลูกสาวไว้ให้เขาดูแล ซึ่งลูกสาวของเขาก็นั่งอยู่ข้างๆ เด็กสาววัยสิบเจ็ดปี หน้าตาจิ้มลิ้มปากนิดจมูกหน่อย เอาบางร่างน้อย อย่างกับนางในวรรณคดี อาจจะไม่ได้สวยหยาดเยิ้มอย่างฐิตาพร แต่ก็สวยใสสมวัยสิบเจ็ด แถมชื่อของเธอก็สุดแสนจะเหมาะเจาะลงตัว วรดาฟังดูน่ารัก เข้ากับบุคลิกสุภาพเรียบร้อยของเธอเป็นอย่างดี และตอนนี้บนดวงหน้าใสก็มีน้ำตาเกาะพราวอยู่ที่พวงแก้มนวลเนียน นี่ขนาดว่าร้องไห้ ยังดูดีเลย

                ดวงตาของหญิงสาวไล่ไปทางด้านขวา เธอเห็นชายแก่อายุประมาณห้าสิบกว่าๆในชุดสีดำ มีเสื้อกั๊กสองกระดุมใส่ทับ คนนี้เธอก็รู้จัก เขาชื่อ ชลัท เป็นพ่อบ้านของคฤหาสน์ W ทั้งครอบครัวของเขาทำงานอยู่ที่นี่มาโดยตลอด และตัวเขาเองก็อยู่ที่คฤหาสน์นี่มาตั้งแต่เกิด เธอสังเกตเห็นว่านัยน์ตาของเขาแดงๆ ขณะยืนนิ่งๆอยู่หลังชุดโซฟา

                สิ่งที่ทำให้เธอสนใจ คือคนที่ไม่ได้ปรากฏอยู่ในแฟ้มประวัติ ผู้หญิงแปลกหน้านั่งอยู่บนโซฟาฝั่งขวา เธอมีเส้นผมสีน้ำตาลเข้ม ดวงตากลมโตสีน้ำตาลอ่อน และสวมชุดกระโปรงสีดำ ใบหน้าของเธอจัดว่าสวยคมและมีบางอย่างคล้ายๆกับเคียว

                นั่นใครละ แบงค์ชี้มือไปทางผู้หญิงคนนั้นอย่างไม่สนมารยาท

                คุณควรเอ่ยทักคนอื่นอย่างสุภาพก่อน เคียวพูดเสียงดุใส่

                ไม่เป็นไรหรอก คนที่พูดขึ้นมาคือวรเมธ เขาผุดลุกขึ้นยืน ราวกับจะต้อนรับแขกคนสำคัญ คงมีคำถามเยอะเลยใช่ไหม บัณรส ผมคือ...

                ไม่ต้องแนะนำตัวหรอก ฉันรู้หมดแล้วว่าทุกคนเป็นใคร ยกเว้นผู้หญิงคนนั้น แบงค์ยังคงจ้องไปทางฝั่งขวาอย่างไม่วางตา ไม่สนใจทำตัวให้มีมารยาทต่อผู้ใหญ่

                กรุณาอย่าหยาบคายใส่คุณวรเมธ เสียงของฐิติพรดังมาจากโซฟาตัวกลาง ดวงตาที่ถูกทาขอบจนหนาจ้องเขม็งมาทางเธอ และกำลังมองตั้งแต่หัวจรดเท้า เป็นแบบนี้อีกแล้วสิ แบงค์กำลังถูกประเมิน เธอรู้ตัวดี แต่เอาเหอะ อยากจะมองก็มองไป ยังไงเธอก็ด้านพอที่จะไม่ค่อยสะทกสะท้านซะเท่าไหร่

                ฉันชื่อเรอิค่ะ ผู้หญิงทางฝั่งขวาเอ่ยด้วยเสียงหวานใส เพื่อเป็นการกลบบรรยากาศมาคุ เธอลุกขึ้นยืนและเดินเข้ามาหาแบงค์ สอดแขนกลมกลึงของเธอเข้าควงแคนหญิงสาว กึ่งๆบังคับลากเดินให้ไปนั่งบนโซฟาทางฝั่งขวาด้วยกัน ฉันเป็นน้องสาวแท้ๆของเคียว และเป็นเหมือนลูกบุญธรรมของคุณวทันยู

                คำนั้นอีกแล้ว เป็นเหมือนลูกบุญธรรมสองพี่น้องใช้คำพูดเดียวกันเลย แต่บรรยากาศระหว่างสองพี่น้องช่างแตกต่าง เคียวมีท่าทางไม่ชอบหน้าเธออย่างชัดเจน แต่ผิดกับเรอิที่ดูจะเป็นมิตรมากกว่าเยอะ เมื่อแบงค์ถูกเรอิบังคับกลายๆให้นั่งลง เธอก็เห็นวรเมธนั่งลงตามเดิมเช่นกัน เคียวก็เดินมานั่งข้างเธอ ทำให้หญิงสาวถูกขนาบด้วยคู่พี่น้องชายหญิง และประชันหน้ากับคู่พ่อลูก แบงค์เห็นวรดาแอบเหลือบมองเคียวอย่างเขินๆ แก้มใสขึ้นสีระเรื่อ และหลบสายตาคมดุคู่นั้น อุ๊เหม่ ดูเหมือนจะมีการปิ๊งปั๊งกันเล็กๆในครอบครัวนะเนี่ย แต่มันคงเป็นไปไม่ได้ล่ะสิ เพราะดันนามสกุลเดียวกัน แต่เธอก็พอจะเข้าใจสาวเจ้า ดันมีคนหล่อลากดินอย่างนี้อยู่ในบ้านนี่นะ

                แล้วนี่ไปพาตัวมาจากไหนล่ะ เคียว ฐิตาพรเอ่ยถาม ยังไม่วายส่งสายตาเหยียดไปทางลูกเลี้ยงที่แต่งตัวได้ผิดที่ผิดทางที่สุดแล้ว

                บ้านเช่าใกล้มหาวิทยาลัยของเธอครับ เคียวตอบเสียงเรียบตามเคย ดูไร้อารมณ์

                แล้วทุกอย่างก็ตกอยู่ในความเงียบอีกครั้ง เหมือนทุกคนกำลังรอคอยอะไรบางอย่าง แบงค์ที่ไม่เข้าใจอะไรเลย ได้แต่นั่งเงียบตามพร้อมความรู้สึกอึดอัด เธออดที่จะสั่นขาตัวเองไม่ได้ พวกไฮเปอร์อยู่นิ่งไม่เป็นแบบเธอ มันก็ติดนิสัยแบบนี้แหละ และเพราะว่าเธอทำอย่างนั้น จึงเห็นคิ้วงามๆของวรดาเลิกขึ้น และสายตาดุๆของฐิตาพร อะไรกันนักหนาวะ แค่สั่นขาเล่นก็ไม่ได้ แกว่งขาเลยก็แล้วกัน คิดดังนั้น หญิงสาวก็แกว่งขาเร็วขึ้น

                อยู่เฉยๆ คนที่ทนไม่ไหว กลับกลายเป็นเคียว เขาสั่งเสียงดุใส่เธอ

                จะทำไม หญิงสาวสวนทันควัน และแค่คำพูดง่ายๆ กลับทำให้คนทั้งห้องมองเธอเป็นตาเดียว โอ๊ย แม่พวกผู้ดี พูดจาแค่นี้รับไม่ได้เลยหรือไง เออ ขอโทษแล้วกัน เธอพูดเสียงแข็ง ถอดรองเท้าเตะ ยกขาขึ้นชันเข่าบนโซฟา แบบนี้ก็ไม่จำเป็นต้องแกว่งขาแล้ว

                คำขอโทษจากปากคุณเธอ กับกิริยาหลังจากนั้นก็เหนือความคาดหมายจากทุกคนอยู่ดี เคียวรู้สึกหงุดหงิดเป็นรอบที่เท่าไหร่ก็ไม่รู้ ฐิตาพรก็มองอย่างกับจะกินเลือดกินเนื้อ วรดาเบิกตาโตอย่างแปลกใจในความกล้าหาญของญาติอีกคนที่อยู่ๆก็โผล่มา มีก็แค่เรอิกับวรเมธเท่านั้นที่ยิ้มนิดๆเหมือนจะขำขันกับกิริยาไม่สนใจฟ้าดินของเธอ เรอิก็เพิ่งจะเห็นนี่แหละ มีผู้หญิงที่ไม่ยอมพูดอะไรอ่อนหวานกับพี่ชายของเธอด้วย ส่วนใหญ่ผู้หญิงที่เจอหน้าเขา จะต้องรู้สึกละลายเหมือนขี้ผึ้งโดนลนไฟ พูดจาอ่อนหวานเพราะหวังว่าจะให้เขารู้สึกเอ็นดู  แต่จากท่าทางของบัณรส เธอคงไม่สนใจหรอกว่าใครจะมองยังไง หรือเอ็นดูเธอหรือเปล่า

                ถามหน่อยสิ แบงค์พูดขึ้นมาอย่างอดรนทนไม่ได้ นี่จะนั่งเงียบกันไปอีกนานแค่ไหน เอาตัวฉันมา เพราะอยากโชว์คฤหาสน์หรือไงไม่ทราบ

                เรากำลังรอตำรวจสอบปากคำแม่กับยายของเธออยู่ ฐิตาพรเป็นคนตอบ

                แม่กับยายฉัน? หญิงสาวทวนคำ ดวงตาสีดำเบิกโตขึ้นเล็กน้อย พวกเขาเกี่ยวอะไรด้วย

                ก็คืนนี้สองคนนั้นมาค้างที่นี่ แล้วก็เกิดเรื่องกับคุณยูขึ้นทันที มันก็น่าสงสัยอยู่ไม่ใช่หรอ  บางทีคดีนี้อาจจะจบเร็วก็ได้ ถ้าแม่หรือยายเธอยอมสารภาพความจริงซะ ฐิตาพรพูดอย่างเหยียดๆ นั่งไขว่ห้างวางท่านางพญาบนบัลลังก์

                เธอตั้งใจจะพูดอะไร แบงค์ผุดลุกขึ้นยืน มือสองข้างกำเข้าหากัน ห้องเงียบไปอึดใจหนึ่ง เหมือนช่วงเวลาก่อนที่พายุจะถล่มเข้าเมือง

                นี่สมองเธอโง่เหมือนหน้าตาหรอ ถึงไม่เข้าใจในสิ่งที่ฉันพูด เจ็บแสบ ฐิตาพรโต้กลับได้แสบสันต์

                อ้อ แบงค์พยักหน้า จากนั้นริมฝีปากก็คลี่ยิ้ม ไม่มีประโยชน์ที่จะเดือดดาลให้อีกฝ่ายได้ใจ ถ้างั้นสมองเธอก็คงเต็มไปด้วยอากาศฉีดอัด เหมือนนมทะลักซิลิโคนนั่นใช่ไหม มันถึงได้ทั้งกลวงทั้งปลอม ไร้เหตุผล มีแต่จินตนาการ อันที่จริงมันเป็นคำด่าที่ไม่เข้ากันเท่าไหร่ แต่เธออยากเจาะจงเรื่องนมซิลิโคนนั่นจริงๆ ตัวก็เล็กผอมบาง แต่หน้าอกดันทะลักล้นได้ขนาดนั้น เวลาเสพไขมัน สั่งให้มันไปกองตรงนั้นได้หรือไง ไม่มีทางหรอก ยัดซิลิโคนชัดๆ

                จบคำพูดของเธอ หญิงสาวได้ยินเสียงพ่นลมหายใจดังพรืดของเรอิชัดเจน เหมือนอยากจะหัวเราะเต็มแก่ แต่ต้องสะกดไว้ตามมารยาท แหม ดูเหมือนเธอจะมีแนวร่วมเข้าเสียแล้ว

                และถ้าจะว่าไป ในเมื่อเธอจินตนาการสูงนัก เธออาจจะจินตนาการอยากได้มรดกจนตัวสั่น ก็เลยฆ่าเขาตายก็ได้ ใครจะไปรู้ แล้วนี่จะมีใครเล่าให้ฉันฟังไหม ว่าตกลงพะ... พ่อของฉัน ตายยังไง เธอต้องตะกุกตะกักทุกทีเมื่อจะพูดคำว่า พ่อของฉันเพราะมันเป็นอะไรที่ไม่ถูกปากที่สุดเลย

                เขาถูกยิงในห้องของทำงาน วรเมธเป็นคนตอบ นั่งลงเถอะบัณรส คุณพร ก็ใจเย็นก่อน อย่าทะเลาะกันให้เสียพลังงานไปเปล่าๆเลย ชลัท ไปเอาน้ำเย็นมาหน่อยสิ น้ำผลไม้ก็ดี ให้ทุกคนเลยนะ

                ครับ คุณผู้ชาย แบงค์ได้ยินเสียงชายสูงวัยรับคำ และได้ยินเสียงฝีเท้าเดินออกไป

                พวกเราทุกคนถูกสอบปากคำทั้งหมดแหละ บัณรส ไม่เว้นแม้แต่คนเดียว วรเมธอธิบายอย่างใจเย็น ยายกับแม่ของเธอแค่เลือกมาพักที่นี่ผิดที่ผิดเวลา แต่ก็ต้องทำตามระเบียบ คนใช้ คนสวน คนขับรถทุกคน ล้วนถูกสอบปากคำทั้งหมด แม้แต่เคียว ที่ให้ไปรับเธอ เขาก็ต้องตอบคำถามของตำรวจให้เสร็จ ก่อนจะออกไปรับเธอมา

                ทำไมแม่กับยายต้องมาพักที่นี่ด้วย แบงค์ถาม เธอไม่ยักรู้ว่าทั้งสองคนติดต่อกับพ่อของเธออยู่

                อารู้แค่ว่า คุณยูต้องการคุยเรื่องสำคัญด้วย ก็เลยเชิญมารับประทานอาหารค่ำ จากนั้นก็พักที่นี่สักคืน เพราะจะเดินทางกลับชลบุรีทันทีเป็นเรื่องลำบาก  อีกสักพัก ตำรวจคงให้แม่กับยายเธอออกจากห้อง พวกเขาเป็นสองคนสุดท้ายที่จะถูกสอบปากคำ เรื่องยุ่งๆคืนนี้ใกล้จะจบแล้วละ วรเมธพูดอย่างใจเย็น ด้วยท่าทางที่ดูเป็นผู้ใหญ่ และอายุมากที่สุดในห้องนั้น ทำให้แบงค์เองก็เริ่มรู้สึกเกรงใจ อย่างน้อยเขาคนนี้ก็ไม่ได้มีนิสัยช่างอมพะนำหรือจงใจจะแกล้งกวนประสาทเธอ ไม่เหมือนกับนายเคียวและยัยซิลิโคนนั่น แต่ละประโยคที่ออกจากปาก มันทำให้เธออดพูดจาแรงๆใส่ไม่ได้

                ทำไมต้องเปิดพินัยกรรม หลังจากเขาตายหกชั่วโมง แบงค์ถามอีก เรื่องนี้ก็น่าสงสัยชะมัด ถ้าเกิดมีญาติที่อยู่ต่างประเทศจะทำยังไงไม่ทราบ แล้วไม่คิดบ้างหรือว่าทุกอย่างมันฉุกละหุกเกินไป ไหนจะจัดการเรื่องศพ เรื่องตำรวจ จองศาลาวัดล่วงหน้า แล้วยังต้องตามตัวญาติทุกคนให้ทันอีก

                อาคิดว่า คุณยูคงมีเหตุผลอะไรบางอย่าง วรเมธตอบ เห็นได้ชัดว่าเขาเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไม แต่ในเมื่อมันเป็นคำสั่งของคนที่ตายไปแล้ว และเป็นเจ้าของทรัพย์สินมหาศาลทั้งหมด  ญาติใกล้ชิดเหล่านี้ก็ต้องทำตามความประสงค์สุดท้าย แล้วนี่ บัณรส อาขอเรียกแบงค์จะได้ไหม? วรเมธเลิกคิ้วมองหญิงสาวที่นั่งนิ่งๆบนโซฟา เธอไม่ได้ตอบอะไร แค่พยักหน้ารับเป็นการอนุญาต

                เรียนอยู่ปีสี่แล้วสินะ อีกไม่กี่เดือนก็จบแล้ว วางแผนหรือยังว่าจะทำงานอะไร?

                คำถามแบบนี้อีกแล้ว โคตรจะเกลียดเลย หญิงสาวตะโกนในใจ แต่ก็ไม่กล้าจะพูดออกไปหรอก เธอไม่อยากทำหยาบคายใส่วรเมธซะเท่าไหร่ เหมือนที่เธอไม่หยาบคายใส่แม่กับยาย คงเพราะท่าทางที่ดูสุขุมเป็นผู้ใหญ่ มาดนิ่ง แต่ก็ดูใจดี เป็นมิตร และสุภาพกับเธอ ใครดีมา เธอก็ดีกลับ ใครสุภาพกับเธอ เธอก็จะทำตัวสุภาพกลับไป เพียงแต่ว่า คำถามนั้นรับไม่ได้จริงๆ มันจี้ใจดำ จี้จุดเจ็บ เพราะบอกตามตรง เธอมันพวกใช้ชีวิตล่องลอยไปวันๆ ทำอะไรได้หลายอย่าง สนใจหลายเรื่องก็จริง แต่มันเอามาประกอบอาชีพอะไรไม่ได้ เธอเป็นนักคิด ไม่ใช่นักปฏิบัติ ไม่อย่างนั้นจะเลือกเรียนวิชาปรัชญาไปทำไม

                เป็นฝ่ายบุคคลของบริษัทสักแห่งมั้งคะ หญิงสาวยืมคำพูดของวิภูมาตอบเอาหน้าไปก่อน

                อากำลังจะบอกว่า ไม่ต้องไปหางานให้ยุ่งยากหรอก วรเมธพูด แล้วเลื่อนแว่นให้กลับไปอยู่ที่ดั้งจมูก เขาไม่ใช่คนมีดั้งนัก แว่นมันถึงได้ชอบเลื่อนลงมาอยู่เรื่อย มาทำงานให้ดับเบิลยูกรุ๊ปสิ สนใจด้านไหนละ จิเวลรี่ หรือว่าห้างสรรพสินค้า พอจะเคยได้ยินชื่อห้างดับเบิลยูอยู่ใช่ไหม?

                แน่นอนละ ใครๆก็ต้องเคยได้ยิน ห้าง W เปิดตัวเมื่อห้าปีก่อน และเป็นที่กล่าวขวัญกันว่าเป็นห้างมีสไตล์แปลกใหม่ หรูหรา หวือหวา แบงค์เคยไปเที่ยวห้างนั้นอยู่สองสามครั้ง แค่การออกแบบตัวอาคารก็เก๋ไก๋แล้ว คนคิดสร้างให้มันมีลักษณะเหมือนโดนัท ตัวห้างเป็นวงกลม และมีรูขนาดใหญ่อยู่ตรงกลาง ซึ่งบริเวณนั้นจัดเป็นสวนแนววินเทจ และมีลักษณะคล้ายกับคณะละครสัตว์นิดๆ บางทีก็มีจัดแสดงโชว์ตอนกลางคืนด้วย แต่ละเทศกาล ธีมของการจัดแสดงก็จะเปลี่ยนไป ถือว่าเป็นห้างสรรพสินค้าในฝันสำหรับคนชอบแนววินเทจ แต่ไม่อยากไปไกลถึงยุโรป แค่อยู่ที่ไทยก็สัมผัสได้ บางทีถึงขนาดมีจัดแสดงพวกเสื้อผ้า เครื่องเคลือบ ภาพเขียน เป็นพิพิธภัณฑ์กลายๆอีก

                การชวนมาทำงานดื้อๆแบบนี้ เธอก็อยากตะครุบอยู่หรอกนะ แต่เธอไม่ชอบงานบริการของห้างสรรพสินค้า และไม่ได้หลงใหลจิเวลรี่ สำหรับเธอมันก็แค่ของเล่นคนรวย และคงไม่ต้องย้ำให้รู้กันชัดเจนใช่ไหมว่าเธอไม่ชอบพวกคนรวยเอาซะเลย

                เธอไม่ได้ตอบคำถามของวรเมธ เอาแต่นั่งเงียบ ระหว่างที่ชลัทเดินกลับเข้ามาในห้องพร้อมกับเครื่องดื่มเย็นๆหลายแก้ว สาวใช้คนหนึ่งถือถาดและคลานเข่าเข้ามาวาแก้วน้ำทรงสูงไว้ตรงหน้า แบงค์คว้าหมับ และดื่มน้ำส้มคั้นใส่น้ำแข็งนั่นไปอึกใหญ่ รสชาติดีมาก เธอพนันเลยว่าแก้วนี้คั้นสดๆจากผลอย่างไม่ต้องสงสัย คนบ้านนี้สบายกันจริงๆ มีเงินเหลือใช้ อาหารการกินก็ดี แค่กระดิกนิ้วเอ่ยปากสั่น ก็ได้ทุกอย่างที่ต้องการ มันต่างจากชีวิตที่ผ่านมาของเธอลิบลับ ต้องปากกัดตีนถีบต่อสู้กับอะไรหลายอย่าง กว่าจะได้ในสิ่งที่ต้องการ เอาง่ายๆเช่น ตอนเด็ก อยากได้รถตักดินของเล่นสักคัน ยังต้องเก็บเงินซื้อเอง ดังนั้นการที่อยู่ๆวันหนึ่ง เธอพบว่ามีพ่อรวยมหาศาล ทำธุรกิจใหญ่โต แถมยังเป็นผู้ดีเก่า สืบเชื้อสายจากราชวงค์แม้จะปลายแถว แต่ก็มีเชื้อสายจากผู้ดีอังกฤษผสมอยู่ด้วย มันสุดแสนจะน่าเหลือเชื่อ เกินกว่าฝันที่จะฝันได้

                แบงค์ เสียงเรียกคุ้นหูสำหรับหญิงสาว ทำให้เธอยอมเงยหน้าจากแก้ว มองไปทางประตูห้อง ผู้หญิงวัยกลางคนร่างท้วมยืนอยู่ตรงนั้น กับหญิงชราวัยเฉียดเจ็ดสิบรูปร่างผอมบาง นั่นแม่กับยายของเธอเอง ทั้งสองคนยังสวมชุดนอนกันอยู่เลย แบงค์ผุดลุกขึ้นยืนและเดินไปหาทั้งสองคน ใบหน้ากลมของแม่ดูเครียดอย่างเห็นได้ชัด ส่วนยายทำหน้าไม่สะทกสะเทือนกับเหตุการณ์อะไรนัก

                คุณตำรวจคะ!” ฐิตาพรผุดลุกจากเก้าอี้ เมื่อเห็นตำรวจสองนายเดินเข้ามาในห้อง ได้ข้อสรุปหรือยังคะ ตกลงว่าใครฆ่าคุณยู

                นี่เจ้าหล่อนคงหวังเต็มเปี่ยมเลยสินะว่าฆาตกรต้องเป็นแม่กับยายของแบงค์แน่นอน เห็นอย่างนี้เลือดในตัวหญิงสาวมันเดือดพล่านยังไงไม่รู้ เธอจับแขนของแม่เอาไว้แน่น มันจะเป็นไปได้ยังไงไม่ทราบ ไม่รู้ยัยซิลิโคนเอาสมองหรือเอานมปลอมๆนั่นคิด แต่ยังไงก็เถอะ คำถามของเธอทำให้คนทั้งห้องจ้องตำรวจทั้งสองนายเป็นตาเดียว แม้แต่วรดาที่ยังไม่ได้พูดอะไรสักคำตั้งแต่แบงค์เห็น ก็ยังหันมา และทำท่าเหมือนอยากจะถามด้วยคำถามเดียวกัน แต่แล้วก็หุบปากเงียบเหมือนเดิม

                ตอนนี้ยังสรุปไม่ได้ครับ คุณผู้หญิง นายตำรวจคนหนึ่งตอบ แบงค์ชำเลืองมองป้ายชื่อที่ติดอยู่บนหน้าอกของเขา นักรบ ชำนาญชัยชื่อฟังดูอาจหาญไม่เบา อย่างกับพ่อแม่รู้อยู่แล้วว่าลูกชายต้องโตมาเป็นตำรวจอย่างงั้นแหละ นี่ถ้าไปเป็นทหารนะ คงเข้ากับชื่อยิ่งกว่านี้อีก ทางฝ่ายนิติเวชก็ยังไม่ได้ติดต่ออะไรมา ผมคิดว่าอาจจะพรุ่งนี้สายๆหรือตอนเย็น คงได้ความคืบหน้าอะไรบ้าง

                ช่วยสืบเรื่องนี้ให้สุดฝีมือด้วยนะคะ คุณตำรวจ ฐิตาพรพูดแล้วตวัดสายตามอง กาฝากสามคนในห้อง ซึ่งแต่งตัวได้ไม่เหมาะสมกับสถานที่อย่างที่สุด สองคนใส่ชุดนอน อีกคนก็อย่างกับกุ๊ย แถมยังยืนเท้าเปล่า เพราะถอดรองเท้าแตะทิ้งไว้แถวโซฟา ฉันไม่อยากให้ฆาตกรต้องลอยนวล ไม่พูดเปล่า แต่จ้องเขม็งที่ทั้งสามคนอย่างกล่าวหาไปแล้วเรียบร้อย

                เราจะหาตัวฆาตกรให้พบแน่นอนครับ คุณผู้หญิง นักรบพูดอย่างให้คำมั่น ตอนนี้ผมคงต้องขอตัวกลับก่อน ต้องทบทวนข้อมูลที่เพิ่งได้ครับ ถ้ามีความคืบหน้า หรือถ้าผมต้องการจะถามเพิ่มเติม ผมจะโทรมาทุกคนเองนะครับ

                หลังพูดจบ ตำรวจทั้งสองนายก็หันหลังเดินออกจากห้อง แบงค์รอให้พวกเขาไปพ้นจากรัศมีการได้ยินก่อนแล้วค่อยซักคุณแม่ ทิพย์นภาและเจ้าคุณยาย มารศรีว่าตำรวจทั้งสองคนถามเรื่องอะไรบ้าง

                ก็เรื่องทั่วๆไปนั่นแหละ ตอนเกิดเรื่องอยู่ที่ไหน ทำอะไรอยู่ ได้ยินเสียงปืนตอนกี่โมง ได้ยินกี่ครั้ง คุณยายมารศรีเป็นคนตอบ แล้วนี่แกมาถึงเมื่อไหร่ละ แบงค์

                ก็สักพักแล้วค่ะยาย แบงค์ตอบเสียงเรียบ

                หญิงสาวลอบสังเกตแม่ของตัวเอง ทิพย์นภาดูเงียบผิดปกติ ดวงตาสองข้างแดงและบวมอย่างเห็นได้ชัด ขนาดว่าเป็นผู้ชายที่ทิ้งไป ยังร้องไห้เสียน้ำตาให้กับการตาย แต่ เมียที่ยังนั่งเป็นนางพญาอยู่ในห้องนี้ ดูเหมือนจะไม่มีน้ำตาเลยสักหยด แบงค์เริ่มสงสัย บางทีที่แม่ไม่เคยแต่งงานใหม่ ไม่ใช่เพราะแม่ขี้เหร่หรอก แม่ของเธอผิวออกจะขาว ถึงจะร่างอวบท้วม แต่ก็มีใบหน้าสวย ใบหน้าที่เธอไม่ได้พันธุกรรมถ่ายทอดออกมาเลย เพราะฉะนั้นแม่เธอไม่จัดว่าขี้เหร่ แถมยังเคยมีพวกข้าราชการในโรงเรียนที่เธอเรียนอยู่สมัยประถมมาเทียวไล้เทียวขื่ออยู่ออกบ่อย แต่แม่ก็ไม่สนใจใคร นั่นอาจเป็นเพราะแม่ยังรัก พ่ออยู่ก็เป็นได้

                คุณทิพย์นภา คุณมารศรี เชิญนั่งเถอะครับ วรเมธพูดอย่างมีมารยาทตามเคย พร้อมทั้งสะกิดตัวลูกสาวให้ลุกขึ้นยืน และไปนั่งอยู่บนโซฟาตัวกลางกับฐิตาพรแทน วรดาทำตามอย่างว่าง่าย เธอเดินไปนั่งอยู่ข้างฐิตาพรอย่างเกรงๆ ไม่กล้าสบสายตาผู้มีศักดิ์เป็น คุณป้าเท่าไรนัก แบงค์ไม่แปลกในเรื่องนั้นหรอก เธอไม่คิดว่าจะมีใครในบ้านที่ชอบฐิตาพรด้วยใจ ก็ดูคุณเธอวางท่าซะ เป็นใครก็ต้องรู้หมั่นไส้นิดๆ หรือในกรณีของวรดาก็คือรู้สึกกลัวเกรง

                คุณเมธ เราจำเป็นต้องอยู่หรอคะ? ป้าคิดว่าเดี๋ยวสักพักคุณทนายก็คงมา ป้าไม่คิดว่า ป้ากับแม่ทิพย์จำเป็นต้องอยู่นะคะ มารศรีพูดอย่างค่อนข้างจะนอบน้อมกับคนเชิญให้นั่ง สุดยอดเลย! แบงค์แทบจะตะโกนออกไป เธอไม่เคยเห็นยายนอบน้อมกับใคร แสดงว่าวรเมธนี่จะต้องไม่ธรรมดาจริงๆ ไม่น่าล่ะ แม้แต่เธอที่ไม่ค่อยมีสัมมาคารวะกับผู้ใหญ่ ยังรู้สึกเกรงใจคนๆนี้ มันราวกับมีรังสีอะไรบางอย่างแผ่ออกมา ไม่ใช่รังสีน่าหมั่นไส้แบบเคียวและฐิตาพร ไม่ใช่รังสีเป็นมิตรอย่างเรอิด้วยซ้ำ แต่มันคือรังสี ที่เธอเองก็อธิบายไม่ถูก

                ผมคิดว่า คุณทั้งสองก็เป็นส่วนหนึ่งในครอบครัว...

                คุณเมธคะ!” ฐิตาพรกำลังจะเอ่ยแย้งอย่างเอาแต่ใจ แต่ในวินาทีนั้นเอง ดวงตาสีดำเรียวรีใต้กรอบแว่นสี่เหลี่ยมตวัดมอง แค่เพียงปราดมองครั้งเดียวเท่านั้น ฐิตาพรก็เหมือนจะหาเสียงของตัวเองไม่เจอและยอมสงบปากสงบคำไปทันที เจ๋งเป็นบ้า! แบงค์มองอย่างอึ้งทึ่ง

                นั่งเถอะครับคุณมารศรี คุณทิพย์นภา เขาผายมือไปยังโซฟาฝั่งซ้าย ซึ่งเขานั่งอยู่เมื่อสักครู่ ทุกอิริยาบถของเขาเป็นผู้ดีตั้งแต่หัวจรดเท้าจริงๆ แม้แต่น้ำเสียงก็นุ่มนวล อย่างกับเป็นคุณชายแห่งวังจุฑาเทพในละครช่องสามก็ไม่ปาน เพียงแต่อายุของเขาน่าจะถึงสี่สิบห้าแล้ว ถึงใบหน้าจะมีริ้วรอยตามวัย ไม่ได้ทำให้ดูน่าเกลียด กลับช่วยส่งเสริมให้ดูดีซะอีก แบบฉบับดาราฮอลลีวูดเลย ยิ่งแก่ยิ่งหล่อน่ะ  

                แม่กับยายของแบงค์ ยอมเดินไปนั่งที่โซฟา และเธอก็ไปนั่งเบียดกับทั้งสองคนด้วย คราวนี้ตำแหน่งที่เธอนั่งทำให้ต้องประจันหน้ากับเคียวอย่างพอดิบพอดี เธอเลื่อนสายตาหนีจากใบหน้าคมคายที่ทำให้หงุดหงิดแล้วก็ทันได้เห็นรอยยิ้มน้อยๆของเรอิ นี่ก็อีกคน ดูไม่สะทกสะท้านกับการตายของพ่อบุญธรรมเอาซะเลย บ้านนี้มันน่ากลัวชะมัด คนที่ร้องไห้มีแค่วรดา ซึ่งเป็นหลานสาว และอีกคนก็แม่ของเธอ แต่แม่เธอไม่ได้อยู่ในบ้านใกล้ชิดกับเขาเสียหน่อย และเธอคิดว่าแม่น่าจะรู้สึกโกรธเกลียดพ่อที่ทิ้งไปเสียอีก แต่จากที่เห็นสีหน้า แววตา และท่าทางที่เหมือนกับใจสลายอย่างนั้น เธอลงความเห็นได้อย่างเดียวคือยังรักและห่วงหา

                แล้วไอ้คนที่ตายไปแล้วล่ะ? ยังอาทรแม่เธอสักนิดบ้างไหม ดูจากแม่ตุ๊กตาเชิดหน้าที่โซฟากลาง พ่อของเธอน่าจะเริงรักมีความสุขกับผู้หญิงอ่อนวัยกว่าตั้งยี่สิบปี เศษเสี้ยวที่จะคิดถึงแม่เธอมันอยู่ไหนกันนะ

                ขออนุญาตครับ ชลัทเดินกลับเข้ามาในห้อง คุณเดมินทร์ วิจิตรการ กับ คุณทรงกลด พรรณพาณิช มาถึงแล้วครับ

                เหมือนฉากในหนังเลย ก่อนจะปรากฏตัวต้องมีการประกาศชื่อ แบงค์รู้ว่าทรงกลด พรรณพาณิช เป็นใคร มันมีอยู่ในแฟ้มประวัติที่เคียวให้เธอดู ชื่อของเขาอยู่หน้าสุดท้าย เขาเป็นทนายของครอบครัววิจิตรการ และเป็นหนึ่งในทีมทนายของดับเบิลยูกรุ๊ป เขาอายุสี่สิบสามปี จบปริญญาเอกจากเมืองนอก รูปร่างค่อนข้างเตี้ย แต่ผอมบาง น่าจะสูงไม่เกินหนึ่งร้อยห้าสิบเจ็ดหรือห้าสิบแปด แบงค์ไม่แปลกใจเกี่ยวกับการปราฏตัวของเขา เพราะรู้ว่าเขาคือคนถือพินัยกรรม ที่คนทั้งคฤหาสน์ W ยังไม่ยอมเข้านอนเพื่อรอเขาเดียว แต่ที่เธอประหลาดใจคือ วิจิตรการอีกคนซึ่งไม่ได้มีชื่ออยู่ในแฟ้มประวัติ

                เดมินทร์ วิจิตรการ ใครกันล่ะ? ฐิตาพรถามขึ้นเสียงแหลม

                อะไรนี่! แบงค์หันกลับมามองทุกคนที่นั่งอยู่บนโซฟา พวกเขามีสีหน้าประหลาดใจฉายชัด นี่ทุกคนไม่รู้จัก เดมินทร์ วิจิตรการคนนี้เลยหรือ? มันจะเป็นไปได้ยังไง

                ขอโทษครับที่ทำให้ตกใจ ผมเดมินทร์ ลูกชายอีกคนของคุณวทันยูครับ

                แล้วเขาก็ปรากฏตัว เดินเข้ามาและยืนอยู่ข้างคุณทรงกลด เด็กหนุ่มในชุดนอนลายทาง ขากางเกงยาวไม่เท่ากัน เพราะข้างหนึ่งถูกถลกขึ้นมา เขาสวมรองเท้าแตะสำหรับใส่ในบ้านลายกระต่ายน้อย แบงค์กระพริบตามองปริบๆ เดมินทร์จัดว่าเป็นเด็กหนุ่มหน้าตาดีเข้าขั้น ผิวสีน้ำผึ้ง ดวงตาสีดำกลมโตสดใส ริมฝีปากหยักได้รูป ส่วนสูงน่าจะประมาณร้อยเจ็ดสิบ ตกลงว่าเด็กกระต่ายน้อยนี่ คือ ลูกชายอีกคน เขาไม่ได้พูดคำว่า ลูกบุญธรรมหรือ เหมือนจะเป็นลูกบุญธรรมก็หมายถึงเป็นลูกแท้ๆน่ะสิ  โอ๊ย! ตระกูลนี้ คนเยอะจริง จำชื่อไม่ไหว

 

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

16 ความคิดเห็น

  1. #11 Mayasaiti (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 19 มิถุนายน 2560 / 18:05
    เกลียดพ่อแบงค์อ่า
    #11
    0