เกมพระราชา

ตอนที่ 1 : ข่าวร้าย

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 141
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    24 ก.ค. 59





บทนำ

               

                เงียบงัน ทุกสรรพสิ่งราวกับลอยเคว้งกลางอากาศ ขณะที่ดวงตาสีดำสนิทนั้นทอดยาวไปไกลในความมืด เขานั่งอย่างเหม่อลอย แต่แล้วก็หันขวับไปที่ประตูอย่างรวดเร็ว บานไม้หนาหนักเลื่อนเปิดช้าๆอย่างไร้เสียง ผู้บุกรุกไม่ได้ก้าวเกินขอบเขตธรณี ยืนค้างนิ่ง ปล่อยให้ลำแสงจากหลอดไฟภายนอกสาดเข้าไปยังห้องอับทึบนั้นเพียงบางส่วน เงาของผู้บุกรุกทอดยาวดำมืดเข้าไป เหมือนปีศาจที่กำลังเงื้อมือเหนือร่างเหยื่อ

                ปัง ! กระสุนลอยหวือจากด้านในเจาะเข้าที่ขอบประตูจนเป็นรูชัดเจน บุคคลที่ยืนอยู่ไม่มีอาการสะทกสะท้าน แม้ว่ากระสุนจะผ่านแก้มไปเส้นยาแดง ศีรษะเงยขึ้นราวกับกำลังจดจ้องไปที่เป้าหมาย ปากกระบอกปืนยกเล็งกลับไปอย่างไม่ลังเล

                ลาก่อน

                คำสั้นๆพูดออกมาในนาทีที่ยิงโต้ตอบ อีกฝ่ายไร้ทางจะลุกหนีทัน ผู้บุกรุกจึงได้ยินเสียงกระสุนเจาะเข้าเนื้อที่แสนไพเราะ เขาแทบหยุดหายใจเมื่อเห็นเลือดไหลย้อยลงจากขมับ และปืนในมือเหยื่อก็หล่นพื้น ทุกขั้นตอนเป็นยิ่งกว่างานศิลปะที่น่าหลงใหล

เขาก้าวถอยหลังอย่างรวดเร็วเมื่อนึกได้ว่านี่ไม่ใช่เวลาชื่นชมผลงาน อีกสักครู่คนในบ้านหลังนี้ก็จะวิ่งลงมาดู เขาต้องหนีก่อน

                ฆาตกรที่สวมถุงมือยางแนบเนื้อปิดประตูและล็อคห้อง มั่นใจว่าไม่ทิ้งรอยนิ้วมือใดๆไว้ที่เกิดเหตุอย่างแน่แท้ ตำรวจหน้าโง่จะต้องงงงวยกับเหตุการณ์นี้ และเขาจะลอยนวลอย่างบริสุทธิ์ผุดผ่อง ชนะ! ในที่สุดเขาก็ชนะผู้ชายคนนั้นตลอดกาล

                ความดีใจที่เข้าครอบงำ ทำให้เขาไม่อาจรู้ได้เลยว่ากำลังคิดผิด

 

 


 

 

บทที่ 1 ข่าวร้าย

               

                เรียนจบแล้วจะทำงานอะไร เสียงยานคางบ่นออกมาเหมือนจะหมดอาลัยตายอยากในชีวิต แต่เพราะคำพูดประโยคเดียว ทำให้เพื่อนอีกสามคนเงยหน้าจากแก้วเหล้า จานส้มตำ และถุงขนมมามองหน้าคนพูด มันหารู้ไม่ว่ากำลังยกประเด็นที่ไม่สมควรที่สุดขึ้นมา


                ไอ้นี่ พูดหาพระแสงด้ามหอกอะไรตอนนี้ หญิงสาวร่างท้วมบ่น พร้อมถวายฝ่าเท้าเข้าที่สีข้างของเพื่อนชายเข้าเต็มๆ ร่างผอมบางเอนตามแรงถีบ แขนอีกฝั่งกระทบพื้น ทำเหล้าหกออกจากแก้ว


                อ้าว ทำเหล้าหกเลย เสียดาย!” เพื่อนสาวอีกคนในกลุ่มโวยวาย ไอ้แบงค์ จะถีบมันทำไม เสียงห้าวๆของเพื่อนสาวไม่สมหญิงหันมาเล่นงาน คนถีบส่งสายตาเบลอๆเมาๆแต่ดูหาเรื่องมาให้ด้วย ทั้งที่มันแทบจะโงหัวไม่ขึ้นอยู่แล้ว ยังจะมัวห่วงเหล้าที่เหลืออยู่ก้นแก้ว อย่างกับหมากินอิ่มแต่ดันหวงก้าง ไม่ยกให้ใคร


                ก็มันดราม่านี่หว่า คนถีบ หรือที่เพื่อนๆเรียกว่า แบงค์พูดอย่างรำคาญๆ


                แล้วมันจะนั่งได้ไหมวะ เพื่อนชายอีกคนขยับไปหาเจ้าคนที่ถูกถีบ พยุงร่างผอมๆนั้นให้ขึ้นมานั่ง แต่พักเดียวร่างนั้นก็เอนลงนอนแผ่หราเหมือนเดิม เฮ้ย ไอ้ภู มันตายแล้ว ฮ่าๆ หลังจากสิ้นคำ ทั้งสามก็ร่วมหัวเราะไปด้วยกัน โดนไอ้แบงค์ถีบทีเดียว ตายเลย เหอะๆ เพื่อนหญิงอีกสองคนเข้าใจดี คำว่า ตายที่มันพูดถึง เอาไว้ใช้สำหรับในวงเหล้าส่วนตัว ถ้าบอกว่าใครตาย ก็แสดงว่ามันเมาจนไม่ได้สติ หลับปุ๋ยไปแล้ว


                ก็พญาช้างสารถีบเอานี่ หญิงสาวร่างบางๆพูดกลั้วหัวเราะ เธอยกมือขึ้นเสยปอยผมหน้าให้พ้นจากสายตา


                นั่นปากหรอ ไอ้หญิง แบงค์ว่าเข้าให้ ก็ดีกว่าแก ทอมบ้าอะไร ชื่อสมหญิง แบงค์เล่นจี้จุดใจเจ็บของเพื่อนสาวที่สุดแสนจะเป็นกุลสตรีสมหญิง(ประชด) มันหันขวับ ชี้หน้า ทำตาขวางใส่ แต่แล้วก็หัวเราะเสียงดังลั่นอย่างไม่เอาความ ซดเบียร์จากกระป๋องไปอีกอึก 


วิภู คือเพื่อนชายแท้ที่เพิ่งจะหลับเป็นตายนอนขดตัวอยู่ตรงขอบศาลา หมิ่นเหม่จะตกมิตกแหล่ มันนี่แหละ เจ้าปาร์ตี้ตัวพ่อ ชอบชวนมานั่งแอบก๊งกันริมสระน้ำในมหาวิทยาลัยอย่างไม่สนใจป้ายที่ติดอยู่ข้างหน้าทนโท่ว่า มหาวิทยาลัยสีขาวสถานที่ไร้อบายมุขทุกชนิด แต่มันน่ะเจ้าพ่ออบายมุขทุกชนิด แถมยังรวยที่สุดในกลุ่ม ไม่เคยต้องให้เพื่อนช่วยออกค่าเหล้า มันบอกว่าออกค่ากับแกล้มก็พอ วันไหนมันนึกครึ้มๆหรืออกหักจากสาวๆในคณะ มันก็ชวนเพื่อนอีกสามคนมานั่งก๊ง


สมหญิง แม่สาวทอมบอย เจ้าของเรือนร่างสวยไร้ที่ติ เรียกว่าอกเป็นอก เอวเป็นเอว สะโพกผายสะบึ้ม แต่เจ้าหล่อนก็ดันไม่สนผู้ชายซะอย่างนั้น เพราะนิยมเล่นดนตรีไทย ไล่จีบสาวสวยๆในคณะเป็นว่าเล่น มีแฟนแล้วมันก็ไม่สน เพราะอย่างนี้ มันถึงมักจะได้รอยช้ำๆที่มุมปากไว้ดูเล่น หรือบางทีถ้ามันตาเขียวเดินเข้าในคลาสเรียน เพื่อนอีกสามคนก็แค่ถามว่า คราวนี้ใครอีกละไม่คิดจะถามไถ่ให้เสียเวลาว่ามันเจ็บมากหรือเปล่า  เพราะรู้กันอยู่แล้วว่ามันทั้งอึด ถึก ทน สมกับเป็นลูกชาวไร่ แต่ก็ไม่รู้ทำไม มันดันมาติดคณะนี้ แถมเลือกเรียนเอกปรัชญา ที่มันจบแล้วไม่รู้จะหางานอะไรทำ


แก้วกังวาล หรือเพื่อนชอบเรียกสั้นๆว่าไอ้วาฬ ที่หมายถึงปลาตัวใหญ่มโหฬารนั่นแหละ เกย์ประจำกลุ่ม ถือว่ามันดูเป็นผู้เป็นคนมากที่สุดแล้ว มันเป็นเกย์เรียบร้อย แถมยังแมนกว่าผู้ชายแท้บางคนซะอีก เห็นหน้ามันโหดๆเหมือนโจรใต้ แต่จริงๆแล้วมันใจดี อย่างน้อยก็ลุกให้ผู้หญิงนั่งบนรถเมล์ล่ะ เห็นหนวดเคราเขียวครึ้มอย่างนี้ แต่บ้านรวยใช่เล่น เคยบริจาคเงินสร้างมัสยิดอะไรไม่รู้แถวภาคใต้ จังหวัดบ้านเกิดมันเอง ชีวิตครอบครัวมันก็มีความสุข ถึงพ่อมันจะรับไม่ได้ที่ลูกเป็นเก้ง แต่มันบอกว่าแม่มันรับได้คนเดียวก็พอละ


บัณรส หรือ แบงค์ หญิงแท้ในกลุ่ม แต่อย่าไปจินตนาการเลยว่าสวยเลิศล้ำอะไร ผิวก็คล้ำๆ ตัวก็ท้วมๆ ความสูงร้อยหกสิบ น้ำหนักปาไปหกสิบเก้า เรียกว่าอวบระยะเกินสุดท้าย แต่เจ้าตัวก็ไม่สนใจอะไรหรอก มันเป็นพวกชอบใช้ชีวิตลอยชายไปวันๆ คติประจำใจของมันคือ ชิลล์ๆเข้าไว้ เดี๋ยวก็ดีเองจริงๆแล้วมันเติบโตมากับคุณยายผู้ดีเก่า แม่ก็ออกจะเรียบร้อย แต่มันดันนิสัยกะโหลกกะลาเหมือนผู้ชาย ไม่เคยอยู่ในโอวาท แถมคำพูดคำจาหยาบๆผิดยายผิดแม่มันซะอีก มันถึงขนาดเคยบ่นเปรยๆกับเพื่อนว่า สงสัยยายจะเก็บมันมาจากถังขยะข้างบ้านแน่ๆ มันถึงไม่เหมือนใครในครอบครัวเลยสักคน


ไหนๆไอ้ภูก็ตายละ กลับบ้านเลยดีไหม? แบงค์เสนอขึ้นมา ดูจากสภาพเพื่อนแต่ละคนตอนนี้ ถ้ายังขืนนั่งกันอยู่ มีหวังเมาเละกว่าเดิม และอาจจะวิ่งกระโดดลงน้ำกันก็ได้


     “ชักไม่ไหวเหมือนกัน วาฬทำหน้าพะอืดพะอม


                ไอ้วาฬ เอ็งไปอ้วกไกลๆข้าเลยนะเว้ย เหม็นชิบ!” หญิงบ่น ผลักตัวเพื่อนเกย์ออกห่าง เมื่อมันทำท่าทำท่าจะใช้หญิงเป็นกระโถน


                แล้วใครจะหิ้วไอ้ภู แบงค์เอาเท้าเขี่ยๆเพื่อนอีกคนที่ยังนอนเหมือนไปสุคติแล้วเรียบร้อย


                สุดท้ายเพื่อนทั้งสามคนที่อยู่ในสภาพเมาปลิ้นก็ผลัดกันหิ้วปีกวิภูคนละข้าง  หลังจากเอาน้ำในสระรดใส่หัว บังคับให้ตื่นและพอจะเดินเองได้บ้าง แต่ทั้งหมดก็ช่วยพยุงกันไปตามประสาเพื่อนไม่ทิ้งกัน บ้านเช่าของทั้งสี่คนอยู่ไม่ไกลจากมหาวิทยาลัยมากนัก แค่เดินออกไป ข้ามถนน เข้าซอยใกล้ๆ แล้วเลี้ยวอีกสองครั้งก็ถึง ถ้าเป็นเวลาปกติ ทั้งสี่คงเดินกลับได้เร็วกว่านี้ แต่พอเมา หนทางมันก็ช่างดูยาวไกลราวกับเดินไปชมพูทวีป สมหญิงเริ่มแหกปากร้องเพลงอกหักของบอดี้สแลมแบบไม่สนหน้าอินทร์หน้าพรหมอะไรที่ไหน ทำเอาแบงค์นึกในใจ ถ้าเจ้าคุณยายมาเห็นเธอเข้าตอนนี้ละก็ มีหวังลมใส่แน่ๆ  และคงจับเพื่อนทั้งสามของเธอมานั่งพับเพียบอบรมเป็นชั่วโมง หรือไม่ก็สั่งห้ามไม่ให้เธอคบเพื่อนพวกนี้อีก


                ก็ไม่ได้อยากจะคบพวกมันหรอก แต่มันไม่มีคนอื่นให้คบ แบงค์คิดอย่างเศร้าจิต ปีที่เธอเลือกเข้าเอก ดันมีคนเลือกเอกปรัชญาเหมือนเธออีกแค่สามคนก็คือพวกมัน ดังนั้นในคลาสเรียนก็เลยมีกันอยู่แค่นี้ นี่ทางคณะเขาไม่ยุบเอกก็ดีแค่ไหนแล้ว  แต่โดยส่วนตัว มันก็เป็นครั้งแรกที่แบงค์พูดได้เต็มปากเต็มคำว่ามีเพื่อนสนิท เพราะจากที่ผ่านมาตลอดชีวิต ตั้งแต่ยังเป็นเด็กเล็กๆ เธอก็เล่นอยู่คนเดียว สภาพเด็กอ้วนเตี้ยดำ ไม่ค่อยเป็นที่ยอมรับในสังคมเด็กเท่าไหร่ เธอเองก็เบื่อที่จะถูกแกล้ง ก็เลยไม่ยุ่งกับใคร แล้วนั่งเล่นอะไรพิเรนทร์ๆคนเดียวซะเลย เพิ่งจะตอนขึ้นมหาวิทยาลัยนี่แหละ ที่เรียกพวกมันสามคนได้ว่าเป็นเพื่อน แต่ละคนก็แปลกๆทั้งนั้นละนะ มันถึงเข้ากันได้


                ทั้งสี่กลับมาถึงบ้านเช่าหลังเล็ก ขนาดสองชั้น มีสองห้องน้ำและสองห้องนอน ทันทีที่เปิดประตูเข้าไปถึงโถงกลางบ้าน ทั้งภู วาฬ และหญิงก็ลงเลื้อยอยู่กับพื้น ทำท่าเหมือนจะสลบ แต่ไอ้วาฬมีท่าทีพะอืดพะอมขึ้นมาอีกแล้ว ถือว่าเป็นสัญญาณอันตราย


                ไอ้วาฬ ไปเข้าห้องน้ำเลย!” แบงค์เตะก้นปอดๆของเพื่อนเกย์ ไม่เช็ดอ้วกบนพื้นให้หรอกนะเว้ย คราวนี้จะให้เอ็งเช็ดเอง และถ้าไม่เช็ด ข้าจะตักอ้วกให้เอ็งกิน ด้วยเหตุนี้ วาฬจึงรีบเผ่น ผลักประตูเข้าไปในห้องน้ำ


                เฮ้ย ไอ้แบงค์ เล่นไพ่กันซักตาสิ เสียงงึมงำของภูดังขึ้นด้านหลัง


                เอ็งเมาละ นอนไปเหอะ แบงค์ว่า ดูท่าทางเธอจะเป็นคนเดียวที่ยังพอครองสติได้อยู่


                ไม่เมาเว้ย วันนี้ไม่ชนะเอ็ง ข้าไม่ยอม  


                ไม่ใช่สลาฟไม่เล่น แบงค์พูด ไม่มีพนันเป็นเงินก็ไม่เล่นเหมือนกัน เธอหันไปยักคิ้วกวนใส่เพื่อนชายแท้คนเดียวในกลุ่ม ไพ่สลาฟเป็นไพ่ชนิดที่แบงค์เล่นเก่งที่สุด เพราะเธอรู้จักวางแผนไพ่ทุกใบบนมือ และหลอกล่อให้อีกฝ่ายตายใจ แต่ปัญหาอยู่ที่ ไพ่สลาฟต้องมีสามคนขึ้นไปถึงจะสนุก เล่นแค่สองคนไม่ได้ เพราะไพ่ทั้งสำรับจะต้องถูกแจกไปยังผู้เล่นครบทุกใบ ถ้ามีผู้เล่นแค่สองคน ต่างคนก็จะรู้ว่าอีกฝ่ายถือไพ่อะไรอยู่


                เออ เล่นสลาฟ ภูบอก


                มีแค่สองคนนะเว้ย ไอ้หญิงมันเป็นง่อยไปละ ส่วนไอ้วาฬคงหลับตายคาห้องน้ำ


                สองก็สองสิ หรือว่ากลัว


                แบงค์ไม่ชอบการท้าทาย เพราะเธอมักจะตกปากรับคำท้าทันทีโดยไม่หยุดคิด ครั้งนี้ก็เหมือนกัน ทั้งที่ไอ้ภูก็เมาๆมึนๆ ยังจะกล้ามาชวนไพ่สลาฟมือหนึ่งอย่างเธอเล่นซะอีก แถมพนันกันตั้งห้าร้อย ซึ่งงานนี้หญิงสาวทนที่จะไม่รับคำไม่ได้จริงๆ ธนบัตรสีม่วงในมือไอ้ภูมันช่วงสวยยวนใจ   


                แบงค์กับภูนั่งประจันหน้าอยู่กลางบ้าน มีผ้าสีแดงผืนหนึ่งปูอยู่ระหว่างกลาง พร้อมกับมีเสียงซาวด์เอฟเฟคประกอบเป็นเสียงกรนของสมหญิง ทำตัวโคตรจะ สมหญิงเลยมันน่ะ วิภูกำลังแจกไพ่ งานนี้ต้องถือไพ่ในมือเยอะหน่อยละ เพราะเล่นกันแค่สองคน ไม่รู้มันจะเล่นเอาขำ หรือแก้เซ็งอะไรของมัน มีที่ไหนเล่นไพ่สลาฟกันแค่สองคน


                ทำไมเอ็งพูดเรื่องเรียนจบ แบงค์อดถามอย่างสงสัยไม่ได้ ขณะวางไพ่เลขสามดอกจิก แต้มต่ำที่สุดเพื่อเปิดเกม ไพ่ต่ำสุดดันมาอยู่ในมือของเธอซะได้ ในเกมสลาฟ ไพ่สูงสุดคือเลขสอง และต่ำสุดคือเลขสาม 


                พ่อจะให้ข้าลาออก ภูพูดเรียบๆ


                อย่ามาตลก แบงค์ว่าเข้าให้ มองโพแดงเลขเก้าที่มันเพิ่งโยนลงมา เพิ่งเปิดเกม ก็เอาเลขสูงเลยนะ เธอก็เลยเกทับด้วยแหม่มดอกจิก


                ไม่ได้ตลก งานนี้สงสัยพ่อเอาจริง พ่อถามข้าว่า เรียนจบปรัชญาแล้วจะทำอะไรได้ พ่อไม่เข้าใจอะไรเลยหว่ะ มันทำได้ตั้งหลายอย่างไม่ใช่หรือไง ไอ้ที่เราเรียนๆกันอยู่เนี่ย บางคนยังไปเป็นแอร์โฮสเตสเลย มันก็แค่ว่าปีที่เราเข้าเรียน คนมันเลือกน้อยก็เท่านั้น ใช่ว่ามันจะไม่ดีซะหน่อย


                แล้วเอ็งคิดจะทำงานอะไรละ? แบงค์ถาม ที่ถามเพราะว่าเผื่อเอาไว้เป็น แนวทางในบรรดาทั้งสี่คน มีไอ้ภูคนเดียวที่ไม่ได้จับพลัดจับผลูเลือกเอกปรัชญาแบบส่งๆ


                เป็นฝ่ายบุคคลของบริษัทสักแห่งมั้ง ข้าบอกพ่อไปอย่างเนี้ย เขาเลยโมโหใหญ่ บอกให้ข้าไปลาออก


                แบงค์ไม่รู้จะช่วยมันยังไง พ่อมันเป็นวิศวกรประจำบริษัทกลุ่มดับเบิลยูหรืออะไรสักอย่าง และค่อนข้างจะใจแคบกับเรื่องอิสระของลูกชายคนโตอย่างมัน เพราะเขาหวังให้มันเป็นเหมือนตัวเอง คือเป็นวิศวกรสาขาไหนก็ได้ เรียนจบจะได้ทำงาน มีเงินเยอะๆ และเท่าที่เธอรู้ มันทะเลาะกับพ่อเรื่องนี้มานานแล้ว ตั้งแต่สมัยเข้าเอกใหม่ๆ แต่แบงค์ก็ยังจำได้ที่อาจารย์ในภาคปรัชญาเคยพูดอยู่ทุกคน ปรัชญาเป็นเหมือนบิดาของทุกสาขาแขนงวิชา ไม่อย่างนั้นมันจะมีคำว่า ปรัชญาทางวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์อะไรพวกนั้นหรือ พอนึกถึงตรงนี้ ก็นึกถึงไอ้หญิง มันเคยคะนองปากจนน่าโดนถีบว่า มันเป็นพ่อทุกสถาบันเพราะเรียนปรัชญา


                Rrrrrrr Rrrrrrr Rrrrrr


                เสียงสั่นของโทรศัพท์ดัง ทำให้แบงค์ต้องล้วงมือเข้ากระเป๋ากางเกงหยิบโทรศัพท์สมาร์ทโฟนหน้าจอร้าวๆของเธอขึ้นมาดู


                โอ๊ะโอ ขอพักครึ่งเลยเอ็ง แบงค์หันไปบอกภู รวบไพ่ในมือเป็นกองไว้และคว่ำหน้าลงบนผ้าสีแดง เธอหันไปมองชื่อคนโทรเข้า เจ้าคุณยายแล้วก็ถอนหายใจ รวบรวมพลังลมปราณที่กระจัดกระจายอยู่ในร่าง ก่อนจะกดรับสาย สวัสดีค่ะคุณยาย โทรมาดึกจังนะคะ เธอพูดอย่างสุภาพพลางหันไปมองนาฬิกาที่ฝาบ้าน นี่เกือบจะตีสามเข้าไปแล้ว คงมีเรื่องด่วนจริงจัง ถึงโทรมาป่านนี้


                แกนอนหรือยัง? คุณยายถามด้วยน้ำเสียงแปลกๆ แบงค์ไม่ชินก็น้ำเสียงเคร่งเครียดเหมือนจะบอกข่าวร้ายแบบนี้เท่าไหร่นัก  แล้วยังโทรมาตอนเกือบตีสาม มันต้องมีเรื่องอะไรแน่นอน


                ยังค่ะ ยาย แบงค์ตอบ หัวคิ้วของหญิงสาวเริ่มขยับเข้าหากัน ยายมีอะไรหรือเปล่าคะ


                อีกสักพักจะมีคนไปหานะ ยอมไปกับเขาดีๆ อย่าไปพูดจาหยาบคายกับเขาด้วย คุณยายพูดในสิ่งที่แบงค์ไม่เข้าใจเลยสักนิดเดียว


                ยายพูดอะไรของยายเนี่ย ใครจะมา แล้วอะไร ให้ไปกับเขาหรอ? แบงค์หัวหมุน ทำไมยายต้องพูดให้เป็นปริศนาด้วย บอกออกมาเลยก็หมดเรื่องว่าใครกำลังจะมา แล้วทำไมเธอต้องไปกับ เขายายใช้คำว่า เขาแสดงว่าต้องเป็นผู้ชายไม่ผิดแน่


                เรื่องมันยาว เขาจะอธิบายทุกอย่างให้หลานฟังเอง น้ำเสียงของยายอ่อนลง


                เดี๋ยวค่ะ ยาย!” แบงค์ร้องเรียก แต่ยายของเธอวางสายไปเสียแล้ว หญิงสาวยกโทรศัพท์ออกจากหู แต่ยังจ้องมันอย่างงงๆ มีชีวิตมาตลอดยี่สิบเอ็ดปี เธอเพิ่งเห็นยายอธิบายอะไรไม่ชัดก็คราวนี้ เจ้าคุณยายของเธอเป็นผู้หญิงเคร่งครัด อยู่ในระเบียบกฏเกณฑ์ ทุกอย่างต้องเป๊ะๆ กระจ่างชัด ไม่ว่าจะเรื่องเล็กเท่าเข็มหรือใหญ่เท่าเรือรบ เธอจะไม่ยอมให้คลาดสายตาหรือเหลือร่องรอยแห่งความสงสัยเอาไว้เลย


                มีอะไร โทรมาซะดึก ไอ้ภูเอ่ยถาม


                ไม่รู้แฮะ แบงค์เงยหน้าจากโทรศัพท์ มองเพื่อนคนเดียวที่ยังตื่นอยู่ มันก็มีสีหน้าแปลกใจไม่แพ้กัน เพราะมันก็ไม่เคยเห็นผู้ปกครองของใครโทรมาหาเด็กในปกครองตอนตีสาม


                ปี๊บ ปี๊บ


                เสียงแตรดังอยู่หน้าบ้าน ไอ้ภูทำหน้าหงุดหงิดขึ้นทันทีพลางบ่นว่าป่านนี้ใครมันจะมาอีกวะ ชายหนุ่มลุกจากวงไพ่และเดินตัดข้ามโถงหน้าบ้านไปที่ประตู แบงค์ได้แต่มองตามมันออกไป หรือว่าจะเป็นคนที่ยายพูดถึง คนที่ยายบอกว่าให้เธอยอมตามเขาไป แล้วทำไมจะต้องยอมด้วยเล่า นี่มันเรื่องบ้าอะไรกันตอนตีสามเนี่ย  หญิงสาวลุกขึ้นยืนกอดอก ขณะที่เธอกำลังจะก้าวเดิน ประตูหน้าบ้านที่เปิดแง้มอยู่ก็ถูกเปิดออกกว้าง วิภูเดินกลับเข้ามาและมีอีกคนมากับเขาด้วย


                มีคนมาหาแกอะ แบงค์


                คนที่เดินเข้ามา เป็นอะไรที่ หญิงสาวพูดไม่ถูก พูดไม่ออก ชะงักค้าง ไม่ใช่เพราะเป็นคนรู้จักอะไรหรอก เธอมั่นใจเลยว่าไม่เคยเห็นหน้าคนๆนี้มาก่อนแน่ แต่ที่ชะงักค้างและเหมือนจะหายใจไม่ทั่วท้องเพราะรูปร่างหน้าตาแบบนั้นต่างหาก มันแปลกแตกต่างจากผู้คนรอบข้างที่เคยพบเห็นตามท้องถนน และไม่เข้ากับบ้านเช่าโทรมๆแห่งนี้อย่างที่สุด ตั้งแต่หัวจรดเท้า เขาอยู่ในชุดสูทราคาแพงสีดำ ผ้าเรียบกริ๊บ แบบไร้ที่ติ ไม่มีรอยยับแม้แต่นิดเดียว เธอก็ไม่รู้หรอกว่ายี่ห้ออะไร แต่มันเหมาะเจาะกับตัวเขามาก แต่ที่สงสัยก็คือ ตีสามเนี่ยนะ ยังเนี้ยบได้แม้กระทั่งตอนนี้จะตีสาม แบงค์ไล่สำรวจใบหน้าคมเข้มนั้น ตั้งแต่คางแหลมมนได้รูป สันกรามแข็งแกร่ง ขึ้นไปจนถึงดวงตาสีน้ำตาลอ่อน และเส้นผมสีดำสนิทราวกับสีหมึกวาดเขียน จากนั้นสายตาของเธอก็เลื่อนลงจากใบหน้า โอ้วโหวเฮะ ยอมรับเลยว่าหุ่นดีมาก ยิ่งใส่สูทเข้ารูปพอดีตัวแบบนั้น ยิ่งทำให้เขาดูราวกับหลุดมาจากเวทีแฟชั่นวีค


                แบงค์ยังคงตะลึงมอง ก็มันไม่ใช่ทุกวันที่เราจะเห็นนายแบบเดินดินนี่นะ หมอนี่อาจหล่อกว่านายแบบทั่วไปด้วยซ้ำ ไม่รู้ว่าลูกครึ่งหรือเปล่า เครื่องหน้าสุดแสนจะสมบูรณ์แบบจนน่ากลัว ติดอยู่เพียงนิดเดียว คือดวงตามีแววดุเกินไปนิด และมองเธอ สำรวจเธอตั้งแต่หัวจรดเท้าด้วยสายตาที่บ่งบอกเลยว่า เขาไม่เคยเห็นอะไรอัปลักษณ์อย่างนี้มาก่อน ตอกย้ำทางสายตากันเข้าไปสิ


                รู้ไหม รูปร่างหน้าตา มันบ่งบอกฐานะทางสังคมได้เลยเชียวนะ ดูอย่างเธอกับเขาคนนี้เป็นต้น ขณะที่เขาหล่อลากดิน เหมือนหลุดมาจากนิตยสารจีคิว แน่นอนว่าต้องเป็นคนรวยผู้ลากมากดีจากไหนสักแห่ง แล้วดูเธอสิ เตี้ย คล้ำ ท้วม ผมสีดำก็มัดลุ่ยๆเอาไว้เป็นมวยอย่างขอไปที เสื้อผ้าที่เธอใส่หรอ ส่วนใหญ่ราคาไม่เกินสองร้อยบาท เพราะเธอซื้อจากตลาดนัดแถวมหาวิทยาลัย หน้าตาเธอก็ไม่แต่ง โลชั่นยังไม่ทาเลย อย่าพูดถึงเรื่องเอาแป้งจากตลับมาผัดหน้า ฝันไปเถอะ รองเท้าที่ใส่น่ะหรือ ไม่ใช่ส้นสูงหรือน่ารักๆแน่ ขณะที่เขาสวมรองเท้าหนังอย่างดี แต่เธอยังเคยเดินเบลอๆออกจากบ้านทั้งที่ใส่รองเท้าแตะคนละสี


                ที่มันน่าหงุดหงิดคือสายตาของเขานั่นแหละ ยังจ้องเธอ มองใบหน้ากลมๆมันแผล็บ และจ้องสิวเสี้ยนที่คางของเธออีกต่างหาก มันชักทำให้เธอรู้สึกอึดอัด


                เออ ฉันขี้เหร่ เลิกจ้องได้ละ มันน่ารำคาญ หญิงสาวว่าเข้าให้ ยืนกอดอก ทำหน้ามุ่ยไม่เป็นมิตรเอาไว้ก่อน แกเป็นใครไม่ทราบ


                ผมเป็นคนของพ่อคุณ


                คนของพ่อประโยคนั้น ทำให้หญิงสาวเบิกตาโต ตลอดทั้งชีวิต เธอไม่เคยรู้ด้วยซ้ำว่าพ่อของตัวเองเป็นใคร ก็ใช่ว่าจะไม่พยายามตามหาหรอกนะ เธอพยายามแล้ว ไปโรงพยาบาลที่ตัวเองเกิด สืบค้นประวัติย้อนรอยตั้งแต่ใบเกิดใบแรก แต่มันไม่ได้ระบุชื่อพ่อเอาไว้ แม่คลอดเธอมาคนเดียว และไม่เคยบอกสักคำว่าพ่อเป็นใคร เธอก็ต้องใช้นามสกุลของแม่มาตลอด และนี่จะมาบอกว่า เธอมีพ่อ และมีเอ่อ คนของพ่อที่หลุดออกมาจากนิตยสารจีคิวงั้นหรอ ขนาดคนของพ่อยังดูรวยขนาดนี้ แล้วพ่อเธอจะขนาดไหนไม่ทราบ  นี่มันต้องเป็นเรื่องเข้าใจอะไรผิดชัวร์ หรือว่าเธอกำลังออกรายการ สาระแนโชว์อะไรพวกนั้นหรือเปล่า


                แน่ใจหรอว่ามาหาถูกคน นี่ฉันชื่อ...


                บัณรส ดาราราย อายุยี่สิบเอ็ดปี เลือดกรุ๊ปเอ เกิดวันที่ 15 มีนาคม  ผมมาหาถูกคนแน่นอน ชายหนุ่มที่อยู่ตรงหน้ายืนยัน


                โอ้ หญิงสาวพูดไม่ออกไปชั่วครู่ เธอรู้ว่าตัวเองไม่มีทางเกิดมาจากกระบอกไม้ไผ่ หรือเป็นลูกพระพรายได้อย่างหนุมาน ยังไงเธอก็ต้องมีพ่ออยู่ที่ไหนสักแห่ง เพียงแต่ว่า ขอธรรมดากว่านี้จะได้ไหมเล่า


                ผมต้องขอให้คุณมากับผม มีหลายเรื่องที่คุณจำเป็นต้องรู้


                แม่ฉันสอน ไม่ให้ขึ้นรถไปกับคนแปลกหน้า แม่แกไม่เคยสอนหรือไง หญิงสาวงัดนิสัยหยาบๆปากจัดๆออกมาใช้อย่างอดไม่ได้ ท่าทางแกจะรู้เรื่องฉันดีไม่น้อย แต่ฉันสิไม่รู้เรื่องแก


                ผมไม่ได้มีหน้าที่ให้คุณซักไซ้เรื่องผม ดวงตาสีน้ำตาลวาวโรจน์ขึ้นมาเหมือนจะไม่พอใจ หมอนี่มันยั่วขึ้นจริงๆ และมันก็ดูน่ายั่วซะด้วย เธอจ้องเขาโดยไม่หลบสายตา ไอ้หน้าหล่อนี่ดูๆไปมันก็หล่อสุดติ่งจริงๆเลยแฮะ ขนาดว่าเธอเป็นพวกไม่สนใจอะไรนัก ยังรู้สึกสนขึ้นมานิดๆ มนุษย์หน้าไหนก็ชอบของสวยงามทั้งนั้นนี่


                ถ้าแกไม่ตอบ ฉันก็ไม่ไปกับแก และจะโทรแจ้งตำรวจข้อหาบุกรุกและพยายามลักพาตัว ไอ้ภู กดเบอร์หนึ่งเก้าหนึ่งให้ทีสิวะ ท้ายประโยค หญิงสาวหันไปพูดกับเพื่อนสนิท วิภูหยิบหูโทรศัพท์ขึ้นจากแป้นที่ผนังทันที ขณะที่หญิงสาวมีรอยยิ้มเจ้าเล่ห์นิดๆแต้มอยู่บนใบหน้า


                ผมชื่อเคียว เป็นคนของพ่อคุณจริงๆ ถ้าคุณต้องการข้อพิสูจน์... เขาเงียบไปครู่หนึ่ง หยิบโทรศัพท์มือถือออกจากกระเป๋าข้างในเสื้อสูท กดเบอร์โทรศัพท์ จากนั้นก็ยื่นให้เธอ หญิงสาวยื่นมือออกไปรับมือถือสมาร์โฟนสีขาวสะอาด หน้าจอใสแจ๋วแหวว ท่าทางได้รับการดูแลรักษาอย่างดี ผิดกับของเธอ หญิงสาวเอามันแนบหูและได้ยินเสียงสัญญาณต่อสาย


                สวัสดีค่ะ มีปัญหาอะไรหรือเปล่าคะคุณเคียว


                นั่นเสียงของแม่เธอ ! หญิงสาวเบิกตามองผู้ชายตรงหน้าอย่างคิดไม่ถึง แม่ นี่แบงค์เองนะ แม่บอกได้ไหม ว่านี่มันเรื่องบ้าบออะไรกัน


                แบงค์? แม่ของเธอเรียกด้วยน้ำเสียงตกใจ


                แม่จะบอกไหม? หญิงสาวพูดอย่างคาดคั้น


                ขึ้นรถไปกับคุณเคียวซะ เขาจะอธิบายทุกอย่างให้ลูกฟัง นี่เป็นเรื่องละเอียดอ่อนมาก มันเกี่ยวข้องกับพ่อของลูก แม่เสียใจนะที่ปกปิดมาโดยตลอด ปกปิดฐานะที่แท้จริงของลูก คุณเคียวจะอธิบายทั้งหมดเองนะ ขอให้ลูกใจเย็นๆ และรับฟัง


                ก็ได้ ได้!” แบงค์ลดโทรศัพท์ลงและกดวางสาย เธอยื่นมันคืนให้กับเจ้าของ ทำไมเขาไม่มาเอง ตอนนี้เขาอยู่ไหนละ คงจะแบบในละครสินะ คนแก่รู้สึกผิดตอนใกล้ตาย ก็เลยอยากเจอลูกที่เขาไข่ทิ้งไว้ แล้วเขาเป็นโรคอะไรละ มะเร็ง ตับอักเสบ หรืออะไร?


                เขาไม่ได้เป็นโรค และไม่ได้ใกล้ตาย เคียวพูดอย่างใจเย็น คุณวทันยู วิจิตรการ คุณพ่อของคุณ เพิ่งเสียชีวิตเมื่อสามชั่วโมงก่อน คุณอาจมีอันตรายก็ได้ คุณบัณรส คุณต้องมากับผมเดี๋ยวนี้


                นี่มันยิ่งกว่าละครหลังข่าวซะอีก น้ำเน่าเข้าไปสิเออ และดูเหมือนเขาจะไม่รอให้แบงค์ตัดสินใจ ชายหนุ่มที่ชื่อเคียวคว้าข้อมือของเธอและดึงพรวดให้เดินตาม ผลักร่างวิภูที่ยืนขวางออกอย่างง่ายดายเหมือนเขาเป็นแค่ปุยนุ่น สมองของหญิงสาวยังเบลอนิดๆด้วยฤทธิ์แอลกฮอล์ก่อนหน้านี้ และความจริงที่เปลี่ยนแปลงชีวิตของตัวเองกะทันหัน ทำให้นึกอะไรไม่ออก ได้แต่เดินตาม และยอมถูกผลักเข้าไปนั่นในรถ ตัวเขาเองก็ขยับมานั่งข้างเธอ แต่เว้นระยะห่างตรงกลางแบบตั้งทีมฟุตบอลได้ ไม่ต้องรังเกียจกันขนาดนั้นก็ได้ เธอแค่ไม่สวย ไม่ใช่เป็นโรคซะหน่อย แหม เห็นแบบนี้มันน่าหมั่นไส้


                ถ้าเขาไม่ได้เป็นโรค แล้วตายได้ยังไง แบงค์เอ่ยถาม ฆาตกรรม ! ฆาตกรรมชัวร์เลยงานนี้ ตามคอนเซ็ปต์ละครหลังข่าว พ่อของนางเอกอย่างเธอต้องถูกฆาตกรรม หญิงสาวคิดแล้วยกตัวเองเป็นนางเอกเสร็จสรรพ


                ตำรวจกำลังลงความเห็นว่าฆาตกรรม


                นั่นปะไร หญิงสาวเผลอตัวเอามือตีเข่าตัวเองดังป้าบใหญ่ เมื่อสิ่งที่คิดมันถูกต้อง เล่นเอาเขามองด้วยสายตาแปลกกว่าเดิม คงนึกว่าเธอพิลึกด้วยล่ะสิเนี่ย แต่อย่าคิดเลยว่าจะสน  


                แล้วที่บอกว่า ฉันอาจมีอันตราย หมายความว่าไง แบงค์ซักถามต่อ ขณะที่คนขับพารถถอยหลังออกจากซอยแคบๆ จะบอกว่าพ่อเธอเป็นมาเฟียขึ้นมาไหมเนี่ย เธออาจจะเป็นลูกเจ้าพ่อขึ้นมาก็ได้นะเนี่ย หญิงสาวคิดอย่างเพ้อๆ ไอ้หมอนี่บอกว่ามันชื่อเคียว ออกแนวญี่ปุ่นๆหน่อย ถ้าพ่อเธอถึงขนาดมีลูกครึ่งญี่ปุ่นเป็นลูกน้อง หรือว่าเขาจะเป็นยากูซ่า นั่น! ตามคอนเซปต์ละครหลังข่าว เธอต้องเป็นว่าที่หงส์เหนือมังกร


                เปล่า แค่จะทำให้คุณอึ้ง แล้วยอมมากับผมง่ายขึ้น


                เป็นงั้นไป

 

 

 



นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

16 ความคิดเห็น