R E D [END]

ตอนที่ 7 : เกมซ่อนหา 2

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 106
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 14 ครั้ง
    10 ก.ค. 59





- 3 -

            อย่าเพิ่งตื่นเต้นตกใจกันมากเกินไป ไม่ใช่อย่างที่คุณคิดหรอก รูมเมทของฉันไม่ใช่คนโรคจิตที่ฆ่าเพื่อนสนิทฉัน และส่งจดหมายหรือโยนตุ๊กตาน่ากลัวลงจากหลังคา ฉันก็อยากให้อะไรต่ออะไรมันคลี่คลายง่ายอย่างนั้นอยู่หรอก แต่มันไม่ใช่และไม่ใกล้เคียงเลยแม้แต่นิดเดียว ดลยาแค่ขึ้นไปตากผ้า ก็เห็นอยู่ว่าวันนี้ฝนตกทั้งวัน ผ้าของเธอก็เลยไม่แห้ง และอยากเอาขึ้นมาตากรับลม เธอบอกว่าเพิ่งมาถึงก่อนหน้าพวกเราไม่ถึงสามสิบวินาทีเลยด้วยซ้ำ แสดงว่าเธอจะต้องสวนทางกับเจ้าของตุ๊กตาแน่ เธอบอกว่าก็เห็นมีคนเดินลงไปจากที่นี่เหมือนกัน เป็นผู้หญิงใส่เสื้อมีฮูทสีแดง แต่เธอไม่เห็นหน้า และไม่รู้ว่าใคร จบแค่นั้น

            เมื่อพวกเราลงไปข้างล่างอีกที ก็เห็นนักศึกษาหญิงหลายคนมายืนมุงดูตุ๊กตาด้วยสีหน้าหวาดกลัว ต่างซุบซิบอะไรกันหลายอย่าง และเพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้ใครรู้ว่าข้อความที่อยู่บนตัวตุ๊กตาเป็นข้อความที่ส่งมาให้พวกเรา ณัชชา พร้อมฉัตร และฉันจึงไม่เฉียดเข้าไปใกล้ และสุดท้ายพวกเราก็ได้ข้อสรุปกันว่าควรพักเรื่องที่จะไปบอกตำรวจเอาไว้ก่อน ในเมื่อดูเหมือนกับว่าพวกเราจะถูกจับตามองและรู้ทันทุกฝีก้าวย่างนั้น คงต้องวางแผนกันก่อนที่จะทำอะไรต่อไป และเราก็สัญญากันว่าถ้าเกิดเรื่องอะไร หรือได้รับการติดต่อจากคนๆนั้น จะรีบบอกให้รู้ทันที ซึ่งฉันก็คือว่ามันเข้าท่าดีเหมือนกัน

            พร้อมฉัตรดูท่าจะอาการหนักกว่าฉันหรือณัชชา เธอกลัวตัวสั่นถึงขนาดว่าไม่กล้านอนคนเดียวที่ห้องพักของเธอ และขอให้ฉันไปนอนเป็นเพื่อน ฉันปฏิเสธไม่ลงหรอก พร้อมฉัตรอยู่หอพักนอกมหาวิทยาลัยเพราะต้องการความเป็นส่วนตัว แต่พอเกิดเรื่องนี้ขึ้น เธอก็ไม่สนใจแล้วเรื่องความเป็นส่วนตัวพวกนั้นน่ะ เธออยากมีเพื่อน ฉันเลยไปนอนกับเธอหนึ่งคืน บอกตามตรงนะ ชอบหอพักของเธอมากๆเลย มันสบาย น่าอยู่ ห้องอย่างกับโรงแรมแน่ะ เทียบกับหอพักนักศึกษาแล้ว เป็นรูหนูกับคฤหาสน์เลยทีเดียว ฉันก็เลยไม่รู้สึกรำคาญซักนิด ถ้าเธอจะชวนฉันไปนอนที่ห้องอีก

            สัปดาห์แรกของการเปิดภาคเรียนผ่านพ้นไป ฉันไม่เคยเหนื่อยขนาดนี้มาก่อนและอยากกลับบ้านจริงๆ กลับบ้านป้าไปหาไอ้ขาว อยากกอดเจ้าแมวอ้วนกลมขี้อ้อนของฉันมากจริงๆ ตอนเย็นวันศุกร์ฉันจึงออกไปขึ้นรถตู้ที่ฝั่งตรงข้ามของมหาวิทยาลัยเพื่อกลับบ้าน และฉันก็บังเอิญเจอ เอ่อ คงไม่ต้องบอกมั้งว่าเจอใคร ฉันจอเขาอยู่ทุกที่ ทุกโอกาสอยู่แล้ว

            จีแบกเป้หนึ่งใบบนหลัง พร้อมกับตะกร้าใส่แมวสีดำของเขา แมวเนี่ยนะ! เขาเอาแมวเดินทางไปไหนมาไหนด้วยหรือนี่ ฉันไม่อยากเชื่อเลย มันทำให้ผู้ชายมีเสน่ห์อย่างเขาดูน่าขำพิกล พอเขาเห็นฉัน ก็ยิ้มทันทีพร้อมยื่นตะกร้าแมวให้ ก่อนจะปีนขึ้นมานั่งบนรถ บนเบาะข้างๆฉัน

            “เธอเป็น...”

            “ผีหรือไง?” จีต่อคำพูดให้ฉันเสร็จสรรพ “เลิกเรียกแบบนั้นซะทีเถอะ ฉันยืนรอเธอตั้งนาน นึกว่าเธอจะไม่กลับบ้านแล้วซะอีก”

            “ยืนรอฉัน? รอทำไม” ฉันงง

            “ทางเดียวกัน ไปด้วยกัน ไม่เคยได้ยินหรอ” สรุปแล้วก็คือรอฉันเพื่อขึ้นรถกลับบ้านพร้อมกันสินะ แล้วก็ไอ้ประโยคที่ว่านั่น มันมาจากคำเชิญชวนประหยัดพลังงาน ถ้าทางเดียวกันก็ขึ้นรถไปด้วยกัน ไม่ใช่ไปเป็นเพื่อนกันซะหน่อย และจะว่าไปทางเดียวกันก็ไม่เชิง ฉันต้องลงจากรถก่อนเขา เพราะฉันจะไปหาป้า ไม่ได้จะกลับบ้าน

            ระหว่างที่รอคนให้เต็มคันรถ เรานั่งกันเงียบๆ ฉันแอบฟังคุณป้าสองคนที่นั่งข้างหลังคุยกัน คุยเรื่องการเมืองอย่างออกรสเชียว ไม่กลัวโดนยิงตายหรือไงก็ไม่รู้ ตอนนี้ข่าวที่เป็น ทอล์ก ออฟ เดอะ ทาวน์ก็คือเรื่องที่นายกรัฐมนตรีวัยห้าสิบสองอาจจะมีลูกนอกสมรส เรื่องพวกนี้ฉันไม่สนใจหรอก ฉันไม่สนใจการเมือง แต่เพราะข่าวมันดังมาก ก็เลยลอยเข้าหูเอง

            “ฟังเพลงไหม” จียื่นหูฟังมาให้ข้างหนึ่ง

            “เอาสิ ขอฟังเพลงนั้นได้ไหม Sure Thing น่ะ” ฉันชอบเพลงนั้นจริงๆนะ ถึงแม้ว่าเวลาฟังชอบนึกถึงหน้าจีขึ้นมาก็เถอะ ฉันชอบดนตรีของเพลง สไตล์การร้อง และจังหวะของมันด้วย เก๋มากๆ และดูดีสุดๆเลย

            “ได้” เขาพยักหน้า กดเลือกเพลงในเครื่องเล่น MP3 ขนาดจิ๋ว แล้วเพลงที่ฉันชอบก็ดังขึ้น “ชอบเพลงนี้มากเลยหรอ” เขาถามพลางหันมามองหน้าฉัน

            “เงียบๆสิ จะฟังเพลง ฟังเพลง” ฉันเอานิ้วชี้แตะริมฝีปาก ขณะที่เสียงคนร้องหลักเริ่มดังขึ้นมา โอ๊ย ชอบจังเลย ฉันลองไปหาเพลงอื่นของนักร้องคนนี้มาแล้ว เขาเสียงนุ่มมาก ยิ่งเวลาร้องเพลงช้าๆหน่อย ทำให้ฉันนึกถึงเสียงของ Neyo ถึงจะไม่นุ่มเท่า แต่ก็ฟังแล้วคนร้องดูหล่อขึ้นมาเลยล่ะ เพราะทุกเพลงเลย แต่ไม่มีเพลงไหนที่ฉันมองว่าเป็นเพชรน้ำเอกเท่าเพลงนี้หรอก ฉันชอบ Sure Thing ที่สุดแล้ว

            “ลองฟังเพลงอื่นของนักร้องคนนี้บ้างหรือยัง” จีถามเมื่อเพลงจบไปแล้ว ในตอนนั้น ผู้โดยสารก็ขึ้นมาเต็มคันรถแล้ว คนขับเดินมาเก็บเงินค่าโดยสารจากทุกคน แล้วก็เริ่มขับรถออกไป

            “ฟังแล้ว นอกจากเพลงนี้ ฉันชอบเพลง Let’s just be มากเลย” ฟังแล้วอยากเป็นแฟนกับนักร้อง ฉันไม่ได้พูดเกินจริงนะ รู้สึกอย่างนั้นจริงๆ

            “ฉันมีเพลงนั้นนะ อยากฟังไหม” ไม่ต้องรอให้ถามซ้ำ ฉันพยักหน้าทันที จียิ้มน้อยๆแล้วก็กดเปิดเพลง เขาจะเงียบไปตลอดระหว่างเพลงกำลังเล่นไปเรื่อยๆ และรถก็เคลื่อนไปข้างหน้า แสงไฟถนนวับแวมผ่านไป ฉันรู้สึกสบายและผ่อนคลายมากขึ้น หลังจากผ่านเหตุการณ์น่ากลัวทั้งหลายมาตลอดทั้งสัปดาห์ ฉันเพิ่งรู้สึกสบายใจขนาดนี้เป็นครั้งแรกในสัปดาห์

            “ทำไมถึงชอบเพลงนี้ล่ะ” เขาถามขึ้น แน่นอนว่าหลังจากเพลงจบแล้ว

            “ความหมายน่ารักดี” ฉันตอบทันที “ตรงที่บอกว่า เธอไม่จำเป็นต้องดูน่ารักในสายตาฉัน ฉันชอบเธอที่ไม่แต่งหน้ามากกว่า แค่เป็นอย่างที่เธอเป็น อะไรประมาณนั้น และก็ที่บอกว่า กินอาหารเย็นจากไมโครเวฟก็โอเค ปล่อยวันนี้ให้ผ่อนคลายลง เราเล่นวีดิโอเกมหรือจะให้ฉันทาเล็บเท้าให้เธอก็ได้ ฉันจะร้องเพลงถ้าเธอต้องการ ไม่ว่าเธอจะต้องการทำอะไรก็แล้วแต่ มันเรียบง่ายจะตายไป” เห็นไหม อย่างที่ฉันบอกแหละ พอฟังแล้วอยากเป็นแฟนกับนักร้องจังเลย คือฉันก็ไม่รู้หรอกนะว่าคนเป็นแฟนกัน ต้องทำอะไรบ้าง ฉันไม่เคยมีมาก่อน แต่ถ้ามันเป็นเหมือนในเพลง ก็คงมีความสุขดี

            “เอาโทรศัพท์มือถือมาด้วยหรือเปล่า” เขาถามแปลกๆ

            “เอามาสิ” แน่นอนอยู่แล้ว ฉันจะไม่พกโทรศัพท์ได้ยังไง “ทำไมหรอ”

            “อยากฟังเพลงของ Colbie Caillat” เขาตอบ

            “เอ่อ ได้” ฉันพยักหน้า แล้วล้วงมือเข้าไปในกระเป๋าสะพาย หยิบโทรศัพท์มือถือออกมา จีเอาหูฟังของเขาออกจากเครื่อง MP3 และมาต่อเข้ากับโทรศัพท์ของฉันแทน จะว่าไป เครื่องเล่น MP3 ของเขาก็ดูเก่ามากพอตัว และสมัยนี้ก็ไม่ค่อยมีใครใช้ของพวกนี้แล้ว มีแต่ฟังจากโทรศัพท์ทั้งนั้น

            “เอาเพลง Lucky นะ ลัคกี้~

            “จะ...” เกือบไป ฉันเกือบตอบรับว่า จ้าๆ รู้แล้วจ้า ออกไปแล้วสิ “จะเปิดให้” ดีที่เปลี่ยนคำพูดได้ไว ฉันไม่เคยตอบรับว่า จ้ากับใครนอกจากไอ้ขาวนะ เวลามันร้องตะแง้วๆขออาหารหรืออ้อนฉันน่ะ ฉันจะพูดว่า จ้า แม่อยู่นี่ แป๊บนึงนะจ๊ะเฮ้อ~ ใจเย็นไว้วสุ ทำใจให้สงบ ที่นั่งอยู่ข้างๆเธอ ไม่ใช่แมว แต่เป็นคน และถึงแม้ที่อยู่บนตักเธอจะเป็นแมวหนึ่งตัวด้วยก็เถอะ อย่าพูดคำว่า จ้าเสียงหวานออกมาเชียว  

            แล้วเราก็ฟังเพลงไปเรื่อยๆ ปล่อยให้เสียงหวานของนักร้องผู้หญิงไหลเข้าหูไป ฉันเกาคางให้แบล็ค แมวสาวสีดำของจี มันส่งเสียงร้องครางอย่างพอใจ แล้วก็หลับตาพริ้มฝันหวาน ท่าทางมันจะชอบฉันอยู่เหมือนกันแฮะ นึกว่าจะกลัวซะอีก ตัวฉันคงไม่มีกลิ่นของไอ้ขาวแล้วล่ะมั้ง มันถึงยอมให้อยู่ใกล้ๆ ก่อนหน้านี้ ไอ้ขาวกับแบล็คเจอหน้ากันไม่ได้เลย ต้องกัดกันทุกที แปลกจริงๆ หรือไอ้ขาวของฉันมันเกี้ยวพาราสีแบล็ค แล้วสาวเจ้าไม่ตกลง ก็เลยมีเรื่องกันตามภาษาแมวๆ ฉันก็ว่าไอ้ขาวออกจะหล่อนะ ตัวขาวปุกปุย อ้วนพี หน้าตาก็น่ารัก ตาโตสีน้ำตาล ไม่น่าจะมีตรงไหนบกพร่องแท้ๆ ส่วนเจ้าแบล็คเป็นแมวผอมกะหร่อง หูแหว่งไปข้างหนึ่ง ตัวสีดำปิ๊ดปี๋ ไม่เห็นจะน่ารักตรงไหน ขี้เหร่แล้วยังเล่นตัวอีกนะ แหม!

            “เชอะ” ฉันดีดหูมันเบาๆ คิดว่าแมวฉันจะหลงเธออยู่นานหรือไง ตอนนี้อยู่บ้านป้าคงได้สาวเพียบแล้ว

            “แมวฉันทำอะไรเธอ” จีพูดเสียงหาเรื่อง ยกตะกร้าไปวางบนตักตัวเอง “แกล้งแมวฉันทำไม” แมวสีดำที่ถูกดีดหูผงกหัวขึ้น ฉันดีดเบาๆเองนะ เบามากเหมือนปุยนุ่นกระทบเลย ฉันรู้ว่าจะดีดแบบไหนไม่ให้แมวเจ็บ ฉันมันคนเลี้ยงแมวนี่ เลี้ยงมาทั้งชีวิตเลย แต่มันกำลังร้องเหมียวๆ ไซ้ศีรษะอยู่กับหน้าท้องแบนราบของจีเหมือนเด็กสาวที่ถูกรังแกและกำลังร้องไห้ขอความยุติธรรม เฮ้ย มากไปมั้ง ไอ้แมวดำตัวเมียผอมกะหร่องไร้เสน่ห์เอ๊ย

            “ป้าเขาทำอะไรหรอ หือ” จีพูดเสียงนุ่ม โอบกอดเจ้าแมวไว้ในอ้อมแขน มันซุกหัวอยู่บนไหล่ของเขา หันมามองฉันด้วยแน่ะ แล้วก็หันกลับไปหาจี หัวของมันซุกไซ้อยู่แถวแก้มข้างขวา ตรงบริเวณแผลของเขาน่ะ ฉันได้ยินเสียงเจ้าแมวครางงืดๆ ร้องเหมียวๆเสียงเล็กเสียงน้อย เออ แล้วเมื่อกี๊ เรียกฉันว่าป้าอีกแล้วใช่ไหม ฉันก็อายุเท่าเขาเลยนะ เรื่องอะไรเรียกฉันว่าป้า แถมเรียกให้แมวมันได้ยินอีก

            “ป้าแกล้งหนูหรอ ไม่เป็นไรนะ” ปลอบกันเข้าไป เลิกเรียกฉันว่าป้าซะทีได้ไหมเนี่ย ชักหมั่นไส้ทั้งคนทั้งแมว ฉันแย่งหูฟังมาใส่ไว้คนเดียวซะเลย

            “อิจฉาหรือไง” ดวงตาสีน้ำตาลแวววับราวกับลูกแก้วใส ใบหน้าระบายยิ้มน้อยๆกวนประสาทสิ้นดี

            “ไอ้ขาวก็รักฉันแบบนี้เหมือนกันแหละ” ไม่เห็นต้องอิจฉาเลย พอไปถึงบ้านป้า ไอ้ขาวคงรีบวิ่งมาหาฉัน นอนออดอ้อนฉันทั้งคืน ส่งเสียงร้องตลอดทั้งวัน และไม่ยอมอยู่ห่างตัวฉันอย่างแน่นอน

            จีหัวเราะเสียงสดใส “ไม่ใช่ๆ ไม่ได้หมายความว่าอิจฉาฉันไหม แต่ที่จะถามคือ อิจฉาแบล็คหรือเปล่าที่ได้อ้อนฉันไง” คำถามนั้นทำเอาฉันหันหน้าขวับไปมองเขา เมื่อเห็นดวงตาคู่นั้นฉันก็หันกลับช้าๆไปหาหน้าต่าง มองวิวทิวทัศน์ดีกว่า วิวสวยจะตายไปคืนนี้น่ะ ดูสิไฟถนนสวยจริงๆเลย รถที่ถนนฝั่งนู้นก็เยอะดีจัง เห็นไฟเยอะแยะเลย สดใสจังเลยนะ คืนนี้ น่ามองจริงๆ

            “นี่ๆ ตอบคำถามสิ” เขาเอานิ้วจิ้มๆที่ไหล่ของฉัน ยังมีหน้ามาทวงคำตอบอีก

            “ฉันไม่ตอบคำถามไร้สาระ” จบไหม? จบเถอะขอร้อง แบบนี้ใช่ไหมที่เขาเรียกว่า ลูกหยอดของผู้ชายน่ะ ไม่ต้องมาหยอดกับฉันเลยนะ(เว้ย) ฉันไม่ได้ปลื้ม เอาล่ะ หายใจ สงบไว้ หายใจข้า หายใจออก ควบคุมหยินหยาง รักษาสมดุลในร่างกาย ฟู่~ สงบขึ้นเยอะ

            เขาไม่ถามอะไรฉันอีก ปล่อยให้ฉันนั่งเงียบ ขอบคุณมาก ฉันคิดอย่างประชดประชันเล็กน้อย และเมื่อใกล้จะถึงซอยบ้านป้า ฉันก็บอกให้คนขับจอดที่ซอยอะไรก็ว่าไป

            “ทำไมลงตรงนี้” เขาหันมาถามทันที ทำตาโตน่ารักแบบนั้นอีกแล้ว

            “ฉันมาพักบ้านป้าช่วงเสาร์อาทิตย์นี้”

            “แล้ว แล้วไม่กลับบ้านเลยหรอ” ทำไมต้องทำหน้าแบบนั้นด้วย หน้าเหมือนแมวหงอย

            “ไม่!” ไม่ได้ตั้งใจตอบเด็ดขาดเสียงดุขนาดนั้นหรอก ฉันลืมตัว “หลบหน่อยสิ ฉันจะลง” ฉันบอกเขาเมื่อรถจอดเลียบริมฟุตบาท จีหดขายาวๆของตัวเองขึ้นไว้บนเบาะ ฉันเดินผ่านหน้าเขาไปอย่างทุลักทุเลเต็มที แต่ออกมาจากรถได้ในที่สุด

            “งั้น” เขาโผล่หน้ามาพูด ฉันก็เลยต้องหันไปมอง “ไว้โทรหานะ” จีโบกมือพร้อมรอยยิ้มแล้วก็ปิดประตูรถตู้ โทรหาบ้าบออะไร ช่วงเสาร์อาทิตย์ฉันปิดโทรศัพท์ไม่รับข่าวสารจากใครหน้าไหนทั้งนั้นแหละ ก็เหมือนช่วงปิดเทอม ที่จะไม่รับรู้เรื่องราวของใครทั้งนั้น ยิ่งรู้ว่าเขาจะโทรมา ยิ่งอยากปิดเครื่องเข้าไปใหญ่ ปิดตายเลยแล้วกัน เออ ฉันใจร้าย แล้วไงล่ะ ขอมีชีวิตสงบสักสองวันได้ไหม

            ฉันเดินเข้าซอย  บ้านป้าอยู่สุดซอยเลยแหละ เดินไกลนิดหน่อย แต่ฉันก็ไม่ยี่หระกับทางไกลแค่นี้อยู่แล้ว ฉันเดินไปเรื่อยๆ ฟังเพลงจากโทรศัพท์ของตัวเองผ่านหูฟัง เฮ้ย! หูฟังอันนี้ ฉันถอดหูฟังออกมาดู อ้าว นี่มันของๆจี ฉันแย่งมาใส่ไว้คนเดียวตอนหมั่นไส้แมวแล้วก็ลืมคืน ช่างเถอะ เอาติดตัวไว้ตลอดแล้วกัน เขาชอบโผล่มาแบบไม่คาดคิดอยู่แล้ว มีโอกาสคืนให้แน่นอน

            ฉันเดินต่ออย่างไม่ทุกข์ร้อนจนถึงบ้านขนาดสามชั้นทาสีเขียวอ่อนและรายล้อมด้วยต้นไม้มากมาย ป้าฉันชอบปลูกต้นไม้มาก บางทีก็เอาต้นไม้ไปขายได้เงินเยอะแยะ ส่วนคุณลุง สามีของคุณป้าเป็นเจ้าของธุรกิจค้าขายเล็กๆ พวกเขามีลูกสามคน เป็นลูกชายหมดเลย และอายุมากกว่าฉันกันทุกคน ฉันเรียกติดปากว่าเป็นพี่ชาย เหมือนเป็นพี่น้องที่คลายตามกันออกมา ไม่ใช่ลูกพี่ลูกน้อง

            “ไง” การทักแบบนั้นทำให้ฉันสะดุ้งมองซ้ายมองขวา แต่ที่เห็นก็มีแต่ร่างพี่ชายคนโตอายุยี่สิบแปดของฉันเดินออกมาเปิดประตูให้ เขาจูงจักรยานออกมาด้วย คงจะขี่จะซื้อของที่เซเว่น โล่งอกไป นึกว่าผีจีจะโผล่มาซะอีก “มาซะดึกเลย กินอะไรยัง”

            “กินแล้ว พี่วากำลังจะไปเซเว่นหรอ”

            “เออ เอาไรป๊ะ” พี่วาถาม

            “อยากกินไอติม เลี้ยงได้ไหม?” ฉันยิ้มแฉ่งหน้าบาน

            “เออ เดี๋ยวซื้อให้ แท่งละห้าบาทพอ” พูดจบก็ขี่จักรยานพุ่งตัวออกไปเลย ไอศกรีมแท่งละห้าบาทยังมีอยู่อีกเรอะ อย่างน้อยก็ต้องเจ็ดบาทล่ะ ช่างเถอะ ฉันคิดแล้วก็เดินเข้าบ้าน

            ทุกคนในบ้านกำลังนั่งดูละครหลังข่าวที่ตอนนี้กำลังเป็นที่นิยมในหมู่วัยรุ่น เพราะมีแต่นักแสดงหน้าตาหล่อเหลาสะสวยกันเต็มจอ ป้ากำลังปอกมะม่วง ลุงนอนตีพุงบนโซฟา พี่วุ้น (สาบาน! นั่นชื่อผู้ชาย) พี่ชายคนรองของฉันกำลังหัวเราะขำกับโทรทัศน์ และพี่คนเล็กคือพี่หวาย (สาบานอีกที นั่นก็ผู้ชาย) กำลังถือพู่กันระบายสีกระถางต้นไม้ ทุกคนหยุดกิจกรรมทันทีเมื่อเห็นฉันเดินเข้ามา

            “เฮ้ย ไอ้สุ” พี่วุ้น ตัวพูดมากเสียงดังที่สุดในบ้านกระโดดมาโอบคอฉัน “แม่ไม่เห็นบอกเลยว่าไอ้สุจะมา”

            “ก็แม่รำคาญเสียงแกไง ไอ้วุ้น” พี่หวายบอกทันที วางพู่กันกับกระถางลงบนหนังสือพิมพ์ที่ปูไว้บนพื้น “ใช่ไหมแม่ ไอ้นี่มันพูดมากน่ารำคาญ”

            “สวนกับไอ้วาหรือเปล่า สุ” ลุงรงค์ถามฉัน ใส่เสื้อตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ ฉันไม่ทันเห็น ก่อนหน้านี้นอนเปิดพุงสบายอารมณ์ คงเพราะฉันเป็นผู้หญิงล่ะมั้ง คงอยากทำตัวสุภาพหน่อย

            “เจอกันหน้าบ้านค่ะ”

            “กินข้าวมาหรือยัง ป้าทำอะไรให้กินไหม” ป้าอรถามพร้อมกับลุกขึ้นยืน

            “ไม่ต้องค่ะป้า สุกินข้าวมาแล้ว แต่ตอนนี้อยากกินมะม่วงจัง กินได้ใช่ไหมคะ” ฉันนั่งลง กำลังจะหยิบมะม่วงเข้าปากอยู่แล้ว แต่พี่หวายตีมือฉันอย่างแรง

            “ไปล้างมือก่อนเลยแก มานี่” พี่หวายคว้าตัวฉันและลากไปทางห้องน้ำ เขาก็ล้างมือเหมือนกัน เพราะก่อนหน้านี้มือเปรอะสีเลอะเทอะไปหมด “แมวแก กินเก่งชิบเป๋ง ดีนะที่มันเปิดตู้เย็นไม่เป็น ไม่งั้นอาหารบ้านเราคงไม่เหลือ ตอนนี้มันนอนรอแกอยู่ข้างบนนู่นแหละ”

            “ถ้าไม่กินเยอะ แล้วมันจะอ้วนเรอะพี่หวาย เป็นหมูย่อมๆเลย” ฉันหัวเราะเสียงดังอย่างภูมิใจแมวของตัวเอง ทั้งที่มันก็ไม่ได้มีอะไรน่าภูมิใจ ฉันแค่อยากหัวเราะเท่านั้นเอง ดีจังเลยที่ได้มาที่นี่ เจอลุงกับป้า และพี่ชายทั้งสามคน คนเหล่านี้ทำให้ฉันรู้สึกดีได้ตลอดเวลา ถ้าเป็นไปได้ ฉันก็อยากอยู่กับพวกเขาตลอดเลย แต่ก็ไม่ได้หรอก ลุงกับป้าไม่เคยเอ่ยชวนฉันนี่ แค่แวะมาหาและอยู่ด้วยวันสองวัน พวกเขาไม่เคยว่า และก็มักจะโทรบอกให้ฉันแวะมาบ่อยๆ แต่พวกเขาไม่อยากให้ฉันอยู่ตลอดไป

            “สุ มีจดหมายถึงหลานด้วยนะ” เสียงของป้าดังมาจากด้านนอก ฉันเช็ดมือกับผ้าขนหนูแล้วเดินออกมาด้วยสีหน้างุนงง ทำไมมีจดหมายจ่าหน้าซองถึงวสุมาส่งที่บ้านนี้ได้ล่ะ “ไปรษณีย์มาส่งเมื่อสองวันก่อนจ้ะ ซองสีแดงเชียว ป้าไม่รู้ว่าอะไร”

            ใจฉันเต้นผิดจังหวะอย่างแรงขณะยื่นมือรับซองจดหมาย “ป้าคะ หนูขอขึ้นไปหาไอ้ขาวก่อนนะ” ฉันหาข้ออ้างเพื่อออกจากห้องได้อย่างแนบเนียนแล้วก็เดินขึ้นบันไดช้าๆมาถึงชั้นบน ฉันมองซองจดหมายสีแดงในมือ ฉันรู้ว่ามันคืออะไร เชื่อเถอะว่าฉันรู้ดี ฉันแกะซองเอากระดาษแผ่นเล็กออกมา แทบกลั้นใจขณะอ่าน

Game Starts. หาฉันให้เจอ แล้วจะได้รางวัล เปิดอีเมล์ดูกติการอบนี้สิจ๊ะ

                                                                                           - LANNA -

            เมื่อไหร่ยัยบ้านั่นจะเลิกใช้ชื่อลัลนาซะที ฉันคิดอย่างหัวเสียขณะขยำจดหมายเป็นก้อนกลมพร้อมกับซองสีแดงน่าเกลียด

              

             

 

 

 

 

 

 

 

 

 

- 4 -

            ฉันตื่นเพราะรู้สึกหนักๆบนหน้าอก ไอ้ขาวนอนหลับสบายทับฉันอยู่ ฉันอุ้มมันออกจากตัวและวางไว้ข้างๆ มันส่งเสียงร้องเหมียวหนึ่งทีอย่างเอาแต่ใจแต่ก็ยอมบนผ้าปูเตียงแต่โดยดี ฉันว่ามันขี้เกียจขยับเดินกลับมานอนที่เดิมมากกว่า ฉันขยับลุกขึ้นนั่ง อ้าปากหาวหวอด เมื่อคืนกว่าจะนอนก็เกือบตีหนึ่งได้ มัวแต่แชทกับพร้อมฉัตร ณัชชา และคุยกับจีทางโทรศัพท์ด้วย ไม่รู้อะไรนักหนาใช่ไหม ฉันก็ไม่รู้เหมือนกัน พอเปิดหน้าเฟซบุ๊กเท่านั้นแหละ กล่องแชทแทบระเบิด

            พร้อมฉัตรก็ได้รับจดหมายแล้ว จดหมายในซองสีแดงที่มีรูปถ่ายของพวกเราเวลาอยู่คณะ กำลังนั่งกินข้าว หรือแยกย้ายกันกลับหอพัก เป็นการประกาศโต้งๆว่ามีคนมองพวกเราอยู่ตลอดเวลา และอย่าหวังว่าจะหนีไปไหนได้ ณัชชาได้รับจดหมายเช่นกัน เป็นข้อความข่มขู่อย่างเคย ข่มขู่เหมือนอยากจะฆ่าเธอให้ตายเพราะไม่ชอบขี้หน้า แต่ณัชชาก็ไม่สะทกสะท้านกับถ้อยคำพวกนั้น เธอบอกว่ามีแต่คนอยากให้เธอตายทั้งนั้นแหละ ฉันพิมพ์ข้อความแชทกับทั้งสองคนได้ไม่นาน จีก็โทรมา ถามว่าถึงบ้านหรือยัง กินข้าวหรือยัง อาบน้ำหรือยัง เจอแมวหรือยัง แมวเป็นยังไงบ้าง ฉันมีการบ้านที่ต้องทำหรือเปล่า และอะไรต่ออะไรอีกมากมาย คุยกันไปคุยกันมา นาฬิกาเดินถึงตีหนึ่งตอนไหนก็ไม่รู้ ณัชชาออกจากเฟซบุ๊กไปตั้งแต่เที่ยงคืนโดยที่ฉันไม่รู้ด้วยซ้ำ ส่วนพร้อมฉัตร ฉันคิดว่าคงหลับคาโน้ตบุ๊ก สถานะยังออนไลน์อยู่ แต่เรียกเท่าไหร่ก็ไม่ตอบ

            ตอนนี้หกโมงครึ่ง เท่ากับว่าฉันเพิ่งนอนไปแค่ห้าชั่วโมงเอง ฉันขยี้ตาและเดินไปเปิดม่านหน้าต่าง จริงๆแล้วห้องนี้เป็นห้องของพี่วุ้น เขาจะยกห้องให้ฉันนอนคนเดียว ส่วนตัวเขาไปนอนกับพี่หวาย มีแต่พี่วุ้นคนเดียวแหละที่ยอมให้ฉันใช้ห้องของเขาได้ และเป็นห้องที่น่าใช้ที่สุดด้วย ฉันไม่กล้าไปนอนห้องพี่วา ไม่รู้ว่าคืนไหนจะหิ้วสาวกลับมาด้วย พี่วาเป็นคาสโนว่าตัวจริงเสียงจริงของแท้แน่นอน นึกภาพออกใช่ไหมเวลาหิ้วสาวมาน่ะ จะทำอะไรกันตรงไหน ก็บนเตียงไง แล้วฉันจะกล้านอนหรอ รู้สึกแปลกๆยังไงไม่รู้ สำหรับห้องพี่หวาย ฉันก็ขอบาย รายนั้นห้องรกเหมือนรังหนูตามภาษาอารมณ์ศิลปิน ฉันไม่กล้าแตะต้องของในห้องหรอก ถ้ามีอะไรเคลื่อนย้ายไป พี่หวายจะโกรธเอา ห้องพี่วุ้นดีสุดแล้ว เจ้าของห้องก็ไม่แพ้ขนแมว เอาไอ้ขาวมานอนด้วยได้ ถึงจะมีรูปนางแบบชุดว่ายน้ำติดเต็มหัวเตียงก็เถอะ

            ฉันหยิบเสื้อผ้าออกจากกระเป๋าเป้แล้วเดินออกจากห้อง บ้านนี้มีห้องน้ำสองห้อง คือชั้นบนกับชั้นล่าง จะเลือกใช้ห้องไหนก็ที่ยังว่างอยู่ ฉันได้ยินเสียงพี่วุ้นแหกปากร้องเพลงดังออกมาจากห้องน้ำก็เลยเดินไปที่บันได ต้องไปใช้ห้องน้ำชั้นล่าง

            “อ้าว สุ ตื่นเช้าเชียวลูก” ลุงรงค์เอ่ยทัก ขณะนั่งดูข่าวอยู่ที่โซฟา

            “ว่าจะกลับไปเอาของที่บ้านหน่อยน่ะค่ะ” ฉันตอบ จดหมายเมื่อวานบอกให้ฉันเปิดดูอีเมล์ ฉันเปิดดูเรียบร้อย และข้อความในนั้นสั่งให้ฉันกลับไปหาของบางอย่างที่บ้าน ฉันก็ไม่รู้ว่าคนที่ส่งมาจะเล่นอะไร แต่เธอเขียนบอกไว้ด้วยว่าถ้าฉันหาไม่เจอ ฉันจะต้องเสียใจ และต้องเป็นคนโง่ต่อไปเรื่อยๆอย่างที่ใครหลายคนอยากให้ฉันเป็น แรงไปหน่อยนะ ฉันไม่ได้โง่ขนาดนั้น คิดเลขในใจก็ไว อ่านภาษาอังกฤษได้ ฟังก็ได้ด้วย นิดหน่อยน่ะ  

            “จะไปบ้านหรอ” พี่วาถามขึ้น เงยหน้าจากชามข้าวต้มร้อนๆที่ป้าอรตักให้ “พี่ไปส่งไหม เป็นทางผ่านไปทำงานอยู่แล้ว”

            “อ้อ ขอบคุณค่ะ” ฉันยิ้มตาปรือๆแล้วเดินเข้าห้องน้ำ

            ฉันจัดการธุระยามเช้าเสร็จเรียบร้อยก็เดินออกมา ได้ยินเสียงพี่วุ้นกระโดดลงบันไดและร้องเพลงวัยรุ่นที่กำลังนิยมกันดังลั่นบ้าน

            “เบาๆสิ วุ้น เดี๋ยวหวายมันก็ตื่นหรอก” ป้าอรเอ็ดพร้อมทำเสียงจุ๊ๆ ในบรรดาทั้งสามคนพี่น้อง พี่หวายจะตื่นสายที่สุด เพราะเป็นมนุษย์ค้างคาว ตอนกลางคืนไม่หลับไม่นอน มัวแต่นั่งทำงาน เขาเคยบอกว่าตอนกลางคืนเงียบดี มีอารมณ์ทำงานมากที่สุดแล้ว ฉันไม่เข้าใจอารมณ์ศิลปินของเขาหรอก

            “โหย แม่ มันไม่ตื่นง่ายๆหรอก” พี่วุ้นบอก “มันเพิ่งล้มตัวลงนอนตอนตีห้า มัวแต่ร่างแบบรูปปั้นอะไรของมันไม่รู้ มันบอกจะเอาไปสอนเด็ก” นอกจากพี่หวายจะเป็นศิลปิน เขายังเป็นผู้ช่วยอาจารย์ศิลปะในมหาวิทยาลัยด้วย อายุแค่ยี่สิบสี่ เพิ่งเรียนจบได้ไม่เท่าไหร่ แต่หน้าที่การงานก็ท่าทางจะไปได้สวย แต่พี่วุ้นก็ไม่เลวหรอกนะ เห็นดูเหมือนคนพูดมาก ท่าทางน่ารำคาญแบบนั้น เพราะอาชีพมันพาไป เขาเป็นนักเขียนคอลัมน์ให้นิตยสาร บางทีก็ต้องออกไปหาข่าวและซักถามคนนั้นคนนี้

            “สุ รีบมากินสิ เดี๋ยวพี่จะไปแล้วนะ” พี่วาเรียกให้ฉันไปกินข้าว

            “อย่าเร่งน้องสิ” พี่วุ้นว่า “ไอ้สุตัวเล็ก ผอมแห้ง ปากก็เล็กนิดเดียว มันไม่เขมือบเร็วเหมือนพี่วาหรอก”

            “เฮ้ย ไอ้นี่!” พี่วายกเท้าขึ้นถีบสีข้างของพี่วุ้น

            “เด็กๆ ไม่เอาน่า” ป้าอรปรามเสียงดุ “ทำตัวห่ามต่อหน้าผู้หญิงอีกแล้ว แม่ไม่เคยเลี้ยงให้เป็นผู้ชายแบบนี้ซะหน่อย”

            “แม่ไม่เคย แต่พ่อเคย” พี่วุ้นยังไม่หยุด แต่ก็เพราะพี่วุ้นนั่นแหละที่ทำให้บ้านนี้ไม่เคยเงียบเลย ฉันปล่อยเสียงหัวเราะออกมาจนได้ แทบสำลักข้าวต้ม

            “พ่อไม่เกี่ยว” ลุงรงค์ปฏิเสธทันที “อรอย่าไปฟัง มันมั่ว”

            ฉันรีบตักข้าวต้มเข้าปาก ถ้าไม่รีบกินเร็วๆกว่านี้ คงได้สำลักจริงๆแน่เลย ไม่รู้ตัวเองจะบังคับไม่ให้หัวเราะก๊ากได้นานเท่าไหร่ ฉันรักครอบครัวนี้ รักมากจริงๆ และอิจฉาด้วย ฉันอยากเป็นน้องสาวของพี่ทั้งสามคน เป็นน้องตัวจริงที่คลานตามกันออกมา เป็นสายเลือดแท้เดียวกัน ฉันไม่อยากมีสายเลือดที่เย็นชาของแม่ฉัน หรือสายเลือดเห็นแก่ตัวของพ่อไหลวนอยู่ในตัว

            เมื่ออาหารเช้าไม่เหลือติดชามเลยแม้แต่นิดเดียว ฉันออกจากบ้านพร้อมพี่วา ในบรรดาพี่ทั้งสามคน มีพี่วาคนเดียวที่ขับรถไปทำงาน ทั้งพี่วุ้นและพี่หวายยังขับรถไม่เป็น และบ่นอยู่เรื่อยว่าไม่ซื้อหรอก ผ่อนรถเหมือนส่งลูกเรียนหนังสือไม่จบ ปล่อยไอ้วามันทำเท่ไปคนเดียวเถอะ ฉันว่ามันเป็นเหตุผลง่ายๆดี ส่วนใหญ่มีแต่คนอยากได้รถขับกันทั้งนั้นนี่น่า

            “เรียนเป็นไงบ้าง” พี่วาถามฉัน เมื่อขับรถมาสู่ถนนใหญ่

            “ก็ดีค่ะ ยังสนุกอยู่เหมือนเดิม” ฉันตอบ ยิ้มน้อยๆเพื่อทำให้ดูน่าเชื่อถือ ฉันไม่เล่าเรื่องจดหมาย หรือลัลนาให้บ้านนี้ฟัง พวกเขาก็เคยถามนะ เพราะเห็นว่าผู้หญิงในข่าวเป็นเพื่อนร่วมชั้นของฉัน แต่ฉันก็ไม่ได้บอกอะไรมาก ไม่ได้บอกว่าเธอเป็นเพื่อนสนิท

            “มีแฟนหรือยัง เรา” พี่วาหันมายิ้มกวนๆ มันคล้ายรอยยิ้มของใครบางคนจริงๆเลย ให้ตายเถอะ ไม่อยากนึกถึง อย่ายิ้มอย่างนั้นได้ไหมพี่

            “ไม่มี” ฉันตอบนิ่งๆ “แล้วพี่วาล่ะ คนล่าสุดนี่ชื่ออะไรนะ พี่นกใช่ไหม ไปไหนแล้วล่ะ”

            “เออๆ ไม่ถามเรื่องส่วนตัวของแกก็ได้วะ” พี่วาพูดอย่างยอมแพ้

            มันก็ควรเป็นแบบนั้นแหละ และถึงฉันจะมี ฉันก็ตอบว่าไม่มีอยู่ดี ไม่อย่างนั้นพี่บ้าพวกนี้เอาไปล้อเจ็ดวันเจ็ดคืนเจ็ดเดือนแน่ ฉันตัดสินใจแล้วว่าให้พวกเขารู้จักฉันแค่ผิวเผินก็พอ เรื่องบางอย่างก็ไม่จำเป็นต้องรู้ อย่างเรื่องลัลนา ถ้าพวกเขารู้ก็จะเป็นห่วง และกลายเป็นเรื่องใหญ่โตเท่านั้นเอง ตอนอยู่มหาวิทยาลัย ฉันได้ยินเรื่องลัลนามามากพอแล้ว ขี้เกียจกลับมาตอบคำถามที่บ้านอีก เวลาคนเรากลับบ้าน ก็อยากพักไม่ใช่หรือ

            มาถึงซอยหน้าบ้านฉันแล้ว ฉันบอกให้พี่วาจอดที่หน้าซอยก็ได้ เขาก็ดึงดันจะไปส่งถึงข้างใน บอกอีกด้วยว่าอยากเห็นบ้านฉัน ทำอย่างกับไม่เคยเห็น แต่ก็ตามใจเถอะ อยากทำอะไรก็ทำ ฉันคิดขณะที่รถเลี้ยวเข้าซอยเล็กๆ ฉันเปิดประตูเดินลงมาเมื่อรถจอดนิ่งสนิท

            “บ้านข้างๆมีคนย้ายมาอยู่ใหม่แล้วหรอ” พี่วาถาม พลางชะโงกหน้าข้ามรั้วบ้านของจีไปมองเศษไม้รกๆที่จีทิ้งเอาไว้ “รกเป็นบ้าเลย รู้ไหมว่าเป็นคนแบบไหน?”

            “ไม่รู้สิ” ฉันโกหกสั้นๆ แต่จะว่าโกหกก็ไม่เชิง พี่วาถามว่าเป็นคนแบบไหน ฉันก็ไม่ผิดที่ตอบว่าไม่รู้ ก็ฉันไม่รู้จริงๆ แต่เอาเถอะพี่วาจะได้รีบๆไปซะที หมอนั่นจะออกมาตอนไหนก็ไม่รู้ ตอนนั้นเองที่ฉันได้ยินเสียงเปิดประตู อย่านะ อย่าออกมา ให้ตายดิ้นสิ ถึงออกมาก็อย่าทักฉันเชียวนะ อย่าเอ่ยปาก ช่วยทำเป็นไม่เห็นฉันที หลบเข้าบ้านเลยดีกว่า ตัดปัญหา ฉันรีบควานกุญแจในกระเป๋าสะพาย กุญแจจ๋าออกมาเถอะ รีบออกมา!

            “สุ!

            ไม่ทันแล้ว ถึงจะคว้ากุญแจได้ แต่ก็ไม่ช่วยอะไรแล้ว ฉันได้ยินเสียงเปิดประตูรั้ว เสียงฝีเท้าคุ้นหูของจี คือเขาชอบเดินลากขาน่ะ ฉันก็เลยรู้ว่าเป็นเขาตลอดแหละ ก่อนจะปรากฏตัว เห็นไหมว่าเหมือนผีแค่ไหน มีเสียงมาก่อนตัวด้วยนะ  

            “ไหนบอกจะไม่กลับบ้านไง” จีเดินเข้ามาใกล้ฉัน โดยไม่สนใจผู้ชายใส่สูทตัวสูงๆที่อยู่ข้างฉันเลย เขายืนยิ้มแฉ่งอยู่ตรงหน้า ดูสดใสพอๆกับแสงอาทิตย์ยามเช้าที่ทอพาดอยู่ด้านหลังของเขา ราวกับมีออร่าสีทองๆเปล่งออกจากตัว ฉันหันไปมองพี่วา และก็รู้สึกว่าไม่น่าหันไปมองเลย พี่วากำลังทำหน้าสงสัย ส่งสายตาจับพิรุธฉันอยู่ คงรู้อย่างชัดเจนแล้วว่าฉันโกหก จากการได้ยินคำพูดของจี ทำให้พี่วาคงพออนุมานสรุปเองได้ว่า ฉันกับจีรู้จักกันพอสมควร

            “เพื่อนบ้านใหม่ของสุใช่ไหมครับ” พี่วาพูดด้วยเสียงเรียบๆ แต่ฟังดูเป็นมิตร สมแล้วที่ทำงานค้าขาย

            “ครับ” จีพยักหน้า ยังยิ้มอยู่เลย “เรียนอยู่มหาวิทยาลัยเดียวกันด้วย แล้วคุณคือ?”

            “พี่ชายของสุครับ ลูกพี่ลูกน้อง” หลังจากแนะนำตัวกันเสร็จ ฉันก็ยืนมองสองคนนี้คุยกันเงียบๆ ก็ไม่ได้คุยเรื่องสำคัญอะไรกันหรอก พี่วาแค่ถามว่าเรียนอะไร รู้จักฉันได้ยังไง แล้วก็จบลงที่ฝากดูแลฉันด้วยช่วงปิดเทอม เพราะฉันเป็นผู้หญิงที่ต้องอยู่บ้านคนเดียว ขอโทษเถอะ ทุกทีก็อยู่มาได้ ไม่ต้องมีใครคอยดูซะหน่อย แทนที่จะฝากฝังราวกับไว้ใจหมอนั่น ควรระแวงไว้ก่อนไม่ใช่หรือ นั่นก็ผู้ชายอยู่บ้านคนเดียวนะ เมื่อพูดคุยกันจบ พี่วาก็ขอตัวไปทำงานอย่างมารยาทดีสุดๆ จีก็กล่าวสวัสดีอย่างมีมารยาทพอกัน

            “สุ” พี่วาดึงตัวฉันไปใกล้รถ เขาก้าวขึ้นไปนั่งตำแหน่งที่นั่งคนขับแล้วลดกระจกลงมาคุยกับฉัน “แกโกหกฉันทำไม ก็รู้จักเขาดีนี่”

            “เปล่าซะหน่อย” ฉันทำหน้าไม่รู้ไม่ชี้ จะบอกให้ว่าฉันทำหน้าแบบนี้เก่งนักแหละ “พี่ถามว่าเขาเป็นคนแบบไหน ฉันยังไม่แน่ใจก็เลยตอบว่าไม่รู้ ผิดด้วยเรอะ”

            “หน้าคุ้นๆอยู่นะ เหมือนพี่เคยเจอที่ไหนมาก่อน”

            ตามหน้าหนังสือพิมพ์ละสิ คดีลัลนาไงล่ะ “ไม่หรอกมั้ง พี่วาไม่น่าจะเคยเจอนะ” ฉันโกหกตามเคย และขอบอกว่าทำสีหน้าแนบเนียนสุดๆ จะว่าไปฉันก็พอจะลงสมัครแสดงละครเวทีได้นะ ทุกทีฉันขอทำอยู่เบื้องหลังตลอดเลย พวกจัดไฟ จัดฉาก จัดคิว จัดเสื้อผ้า ทำมาหมดเลย เหลือแต่แสดง ยังไม่เคย เคยแต่แสดงในห้องเพื่อเอาคะแนนให้ผ่านวิชาไปเท่านั้น

            “งั้นก็ช่างเหอะ” พี่วายักไหล่ “แต่ว่า... หมอนี่หน้าตาดีอยู่นะ ไม่หวั่นไหวบ้างหรอแก”

            “หา~!” ฉันอุทานเสียงดัง อย่าพูดความจริง เอ๊ย อย่าพูดอะไรแบบนั้นออกมาได้ไหม

            “หน้าแดงเชียว น่ารักจริงๆ” พี่วาเอื้อมมือมาหยิกแก้มฉัน “เย็นนี้ที่บ้านต้องครึกครื้นแน่ แกกับหนุ่มข้างบ้านจะเป็นหัวข้อสนทนาหลัก พี่ไปละ” ฉันยังไม่ทันได้ตอบโต้ พี่วาก็ปิดกระจกหน้าต่างรถ สตาร์ทเครื่องยนต์และขับถอยหลังออกไปจากซอย

            แย่แน่ เย็นนี้ฉันต้องแย่แน่ๆ ฉันยืนมองรถสีขาวแสนสวยของพี่ชายจนหายลับไปจากสายตา แก้มซ้ายที่ถูกหยิกรู้สึกชาวาบ ความจริงก็คือฉันรู้สึกชาไปทั้งร่าง ตัวปัญหากำลังเดินเข้ามาใกล้ฉัน เพราะเขานั่นแหละ โผล่ออกมาทำไมตอนนี้ ฉันหันขวับไปมองตาขวาง ทำให้เขาหยุดก้าวเท้ากะทันหัน คงจะไม่เคยเห็นฉันทำตาขวางมาก่อน มันคงดูน่ากลัวพอตัว ดวงตากลมๆสีน้ำตาลของเขาดูสลดทันที ทำหน้าเป็นแมวหงอยอีกแล้ว ออกจะเหมือนไอ้ขาวเวลาที่มันรู้ว่าฉันโกรธจริง          

            “สุ เป็นอะไรหรอ”

            “ไม่เป็นอะไรทั้งนั้นแหละ” ฉันพูด ข่มเสียงให้เรียบเข้าไว้ แล้วก็ดึงหูฟังออกมาจากกระเป๋า “เมื่อวานฉันหยิบติดมือมา ขอโทษแล้วกัน” ฉันโยนหูฟังให้ เขาจะได้ไม่ต้องเดินเข้ามาใกล้กว่านี้ อยู่ห่างประมาณหนึ่งเมตรกว่าๆอย่างนั้นละดีแล้ว

            “สุ”       

            “อะไร” อะไรอีกเล่า เรียกอยู่ได้ ฉันจะเข้าบ้าน

            “ไปนั่งดูหนังในบ้านเธอได้เปล่า ฉันเหงา” ถ้าเป็นเวลาปกติฉันคงใจอ่อน แล้วก็คิดแก้ตัวประมาณว่า อยากจะทำอะไรก็เชิญ อย่างที่ฉันชอบคิดประจำเพราะไม่อาจต่อกรกับท่าทางแบบนั้นได้ ก็เขาที่ยืนอยู่ตรงนั้น ทำหน้าทำตาแบบนั้นอีกแล้ว ฉันก็ไม่รู้จะอธิบายยังไง เหมือนแมวขี้อ้อนไม่มีผิด จินตนาการได้เลยว่าถ้าเกิดจีเป็นแมวล่ะก็ คงเดินมาคลอเคลียแถวๆขา เอาหัวหูซุกไซ้อย่างน่ารักน่าชัง แมวมีดีตรงที่ขนเยอะตัวนุ่ม มันจะพยายามเอาความนุ่มนิ่มของมันทำให้คุณใจอ่อนยอมทอดปลาทูให้มันกิน นั่นแหละคือสิ่งที่จีกำลังทำ และชอบทำอยู่เรื่อย ประกอบกับตอนนี้ที่สวมเสื้อยืดสีขาวตัวหลวมโพรก คอเสื้อด้านหนึ่งแทบจะตกลงมาอยู่บนไหล่ ผมสีดำยุ่งกระเซิง กับน้ำเสียงออดอ้อน แล้วก็คำพูดที่บอกว่าเหงาน่ะ ร้อยทั้งร้อย ล้านทั้งล้าน ผู้หญิงใจอ่อนให้เขาอยู่แล้ว ถ้าไม่อ่อนก็แสดงว่าผู้หญิงคนนั้นไม่ได้ชอบผู้ชายแล้วล่ะ

            “ไม่ได้” ฉันยังชอบผู้ชายอยู่ แต่จำเป็นต้องตอบแบบนี้ ต้องใช้พลังงานเยอะมากเลยนะ ถึงจะปฏิเสธความน่ารักเหมือนแมวขนาดนั้นได้ พูดจบฉันก็เอากุญแจไขประตูรั้วอย่างรวดเร็ว เดินหายเข้าบ้านเลย

            หายใจเข้า หายใจออก สงบจิตสงบใจ ก้าวเท้าซ้าย ก้าวเท้าขวา เดินเป็นวงกลม ควบคุมสมดุลของร่างกาย ความเป็นหยินหยาง เฮ้อ~ ฉันโยนกระเป๋าลงบนเก้าอี้ไม้ และนั่งเหยียดขาบนพื้น แบบนี้ไม่ดีเลย ไม่ดีต่อฉันเลย ถ้าเขายังวนเวียนอยู่แบบนี้ มันยิ่งแย่ ฉันไม่รู้จะควบคุมความรู้สึกไปได้นานแค่ไหน ฉันยอมรับเลยนะ ควบคุมได้ยากมากจริงๆ เขาชอบโผล่อยู่ตรงนั้นตรงนี้ มาแบบไม่ทันตั้งตัว บางทีก็โผล่มาตอนที่อารมณ์ฉันไม่มั่นคง กำลังต้องการที่พึ่ง อย่างตอนที่ฝนตกแล้วเขาก็ยื่นร่มมาให้ นั่งร้องไห้อยู่บนชิงช้า เพิ่งขุดเจอสมุดของลัลนาและเดินตัวสกปรกมอมแมมผ่านคณะวิทยาศาสตร์ และยังไม่รวมถึงท่าทาง คำพูด เสน่ห์ล้นเหลือที่เขาปล่อยออกมาแบบไม่เกรงอกเกรงใจ      

            โอ๊ย พอ เลิกคิด ฉันขยับตัวลุกขึ้นยืน ฉันมาที่บ้านเพื่อหาของตามกติกาของคนบ้า เพื่อไม่ให้คนบ้าคนนั้นไปฆ่าเพื่อนของฉัน ควรจะเริ่มได้แล้ว

            แต่จะเริ่มตรงไหน บ้านฉันไม่ใช่หลังเล็กเลยนะ จะซ่อนของอะไรไว้ที่ไหนกัน ตอนที่ฉันกำลังยืนงงเริ่มต้นไม่ถูก เสียงบีบแตรก็ดังขึ้นที่หน้าบ้าน มีไปรษณีย์มาส่งจดหมาย ฉันรีบวิ่งออกไปรับจดหมายมาทันที อย่างที่คุณคิดนั่นแหละ มันเป็นซองจดหมายสีแดง ติดแสตมป์สามบาทปกติ ไม่มีชื่อผู้ส่ง ฉันฉีกซองและหยิบกระดาษข้างในออกมาอ่าน

ที่ซ่อนของที่ดีที่สุดในบ้านเธอ อาจเป็นข้างล่างหรือข้างบน หาให้เจอ จะได้เลิกโง่ซะที

                                                                                                            - LANNA -

            บ้านฉันมีสองชั้นคือข้างล่างกับข้างบน ขอบคุณนะที่ไม่ได้บอกอะไรเลย ใครโง่กันแน่ ฉันคิดอย่างหมั่นไส้ อ่านถ้อยคำนั้นอย่างละเอียดอีกที พลิกซองจดหมายดู ไม่มีข้อความอื่นทิ้งเอาไว้อีกแล้ว ฉันถอนหายใจ ต้องเริ่มตรงไหนสักแห่งในบ้าน ต้องเป็นที่ไม่เตะตา แม้แต่ฉันที่อยู่มายี่สิบปีก็ไม่เคยสังเกตเห็น ไม่เคยเลยสักครั้งอย่างนั้นหรือ ฉันอ่านข้อความอีกครั้ง ข้างล่างหรือข้างบน เป็นไปไหมว่าจะหมายถึง

            ฉันเงยหน้าขึ้นมองเพดาน บ้านฉันใช้ฝ้าแผ่นๆกันไว้ไม่ให้เห็นเพดานของจริงที่เป็นไม้ มีขื่อพาดอยู่ด้านบนด้วย แต่จะไม่เห็นหรอก เพราะมีฝ้าสีขาวปิดไว้ทั้งบ้าน ข้างบนที่เธอพูด อาจหมายถึงบนฝ้า ฉันต้องเอาฝ้าพวกนั้นออกดู ไม่ใช่งานง่ายเลย นี่มันงานเรียกเหงื่อชัดๆ ฉันดึงเก้าอี้ไม้ออกมาและขึ้นไปยืน พระเจ้า! นี่ฉันเตี้ยขนาดนี้เลยเรอะ ขนาดยืนบนเก้าอี้ไม้ ยังเอื้อมมือไม่ค่อยจะถึงฝ้าเลย เพดานบ้านฉันมันสูงเกินไปต่างหาก ฉันพยายามปลอบตัวเองแล้วเขย่งปลายเท้าขึ้น คราวนี้เอื้อมถึงแล้ว

            ฉันไล่เปิดฝ้าดูทุกแผ่น ตั้งแต่หน้าบ้านไปจนถึงหลังบ้าน เหงื่อไหลท่วมกาย จากนั้นก็ขึ้นชั้นสอง ไปไล่เปิดฝ้าดูอีก เปิดดูทุกแผ่น จนถึงห้องนอนของตัวเอง ฉันเปิดฝ้าแผ่นแรก และได้ยินเสียงเหมือนฝ้าไปครูดกับอะไรบางอย่าง ฉันเขย่งสุดปลายเท้าจนรู้สึกเจ็บนิดๆเพียงหยิบของนั่นออกมา มันเป็นกล่องไม้ ฝุ่นจับเขรอะ ไม่มีกุญแจล็อก หมายความเปิดออกดูได้เลย แล้วจะรออะไรล่ะ ฉันยกมันลงมาและนั่งบนพื้น

            สิ่งที่อยู่ในกล่องคือรูปภาพสองใบ ใบหนึ่งเป็นงานแต่งงานของชายหญิงคู่หนึ่ง และอีกใบเป็นรูปผู้หญิงอุ้มเด็กวัยประมาณสามขวบ ฉันรู้ว่าเด็กคนนั้นคือฉันเอง เพียงแต่ผู้หญิงที่อุ้มฉัน และแต่งงานกับพ่อฉัน ไม่ใช่แม่

            ไม่ใช่ แม่คนที่ฉันรู้จัก

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

- 5 -

            ฉันอาบน้ำอย่างเร็วที่สุด เปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นชุดใหม่ที่ไร้กลิ่นเหงื่อ ฉันรู้สึกแปลกใจที่ตัวเองยังใจเย็นมากพอที่จะอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้า ทั้งที่สิ่งที่ฉันค้นพบมันน่าตกใจมากขนาดไหน รูปถ่ายที่ผู้หญิงคนนั้นอุ้มฉัน มีข้อความเขียนไว้ข้างหลังด้วย เขียนว่า แม่รักลูกเสมอนี่มันหมายความว่ายังไง ถ้าผู้หญิงในรูปถ่ายคือแม่ของฉัน แล้วแม่ที่ฉันรู้จักเป็นใคร แม่ที่ทิ้งฉันไปอยู่เชียงใหม่ แม่ที่อยู่ในความทรงจำของฉันเป็นใคร ฉันไม่มัวนั่งคิดให้เสียเวลาหรอก ฉันจะไปถามคนที่รู้คำตอบ

            พ่อของฉันไง

            ฉันเก็บรูปภาพใส่กระเป๋า เดินออกจากตัวบ้าน แล้วก็เห็นจียืนพิงประตูรั้วของฉันอยู่ ทำอะไรอยู่ตรงประตูรั้วบ้านคนอื่นเนี่ย ฉันเดินเร็วพอๆกับพายุพัดตรงเข้าไปหา เปิดประตูรั้วอย่างแรงจนเขาเกือบหงายหลังเสียหลัก ขอโทษที่วันนี้อารมณ์รุนแรงเกินไปหน่อย แต่ฉันเพิ่งค้นพบความจริงบางอย่าง และไม่ได้ค้นพบด้วยตัวเอง เป็นฝีมือของคนโรคจิตส่งจดหมายขู่ที่ดันรู้เรื่องของฉันมากกว่าตัวฉันเองซะอีก

            “กำลังคิดว่าจะกดกริ่งดีไหม” เขาบอก ยิ้มอย่างไม่ค่อยแน่ใจส่งมาให้

            “มีอะไร” ฉันถามเสียงแผ่ว รู้สึกผิดนิดหน่อยที่ตั้งใจจะให้เขาล้มหงายท้อง

            “ไปห้องสมุดกันไหม” จีพูดเสียงดัง ถ้าฉันมองไม่ผิด มันดูเหมือนเขากำลังตื่นเต้นอยู่ “สุน่าจะอารมณ์ดีขึ้น ถ้าไปห้องสมุด ใช่ไหม?” จะอารมณ์เสียกว่าเดิมสิไม่ว่า ก็เขาชอบสบประมาทแนวหนังสือที่ฉันอ่านนี่ แต่ถึงจะอารมณ์ดีหรือเสียกว่าเดิม ฉันก็ไปไม่ได้หรอก

            “ไม่ได้” ฉันตอบพร้อมส่ายหน้า “ฉันมีธุระที่อื่น” ทำไมฉันต้องรู้สึกผิดขึ้นมาด้วยนะที่ปฏิเสธคำชวนของเขา ฉันไม่ได้ทำอะไรผิดสักหน่อย

            “จะไปไหนหรอ” ช่างถามซะจริง

            “มันไม่ใช่เรื่องของจี” ฉันไม่ได้ตั้งใจตวาด พอรู้สึกตัวอีกทีก็ได้ยินเสียงตัวเองใส่อารมณ์ออกไปแล้ว เขานิ่งเงียบ ฉันก็เงียบ น่าอึดอัดที่สุดเลย ควรจะขอโทษใช่ไหม แล้วก็อธิบายสักนิดว่าทำไมฉันใส่อารมณ์ แต่ฉันก็รู้สึกเหมือนจะพูดไม่ออก ฉันไม่จำเป็นต้องมาอธิบาย เขาต่างหาก ผิดที่มายุ่งไม่เข้าเรื่อง ฉันบอกว่าไปด้วยไม่ได้ก็น่าจะจบสิ ทำไมต้องถามซอกแซกด้วย ฉันไม่อยากพูดถึงธุระที่ต้องทำ และก็ไม่อยากโกหก ก็ไม่รู้หรอกว่าทำไมไม่อยากโกหกเขา ฉันไม่เข้าใจเลยสักนิด

            “เข้าใจแล้ว” จีพยักหน้าช้าๆ “ขอโทษนะ”

            ฉันยิ่งรู้สึกแย่กว่าเดิมอีก ฉันทั้งตวาด ตั้งใจประทุษร้ายให้ล้มหงายหลัง ทั้งหมดนี่เพราะฉันแค่อารมณ์ไม่ดีแล้วเขาก็บังเอิญยืนอยู่ตรงนี้ ชวนฉันไปข้างนอกอย่างเพื่อนชวนเพื่อน แล้วก็ถามว่าฉันจะไปไหน ก็แค่นั้นเอง เหมือนเพื่อนถามเพื่อนแบบปกติ แต่ฉันเนี่ยแหละ ที่ผิดปกติเอง พอได้ยินคำขอโทษหงอยๆแบบนั้น มันทำให้อารมณ์ของฉันเปลี่ยน เหมือนเปิดปิดสวิตช์ไฟ กดปุ๊บสว่างปั๊บ แบบนั้นเลย

            “จี” ฉันเรียกไว้ ขณะที่เขาเดินหันหลังกำลังจะกลับเข้าบ้านตัวเอง “ขอโทษ”

            คุณคิดว่าแผ่นหลังของคนบอกอะไรได้ ทุกทีเรามักจะคาดเดาความรู้สึกของคนได้จากสีหน้า แววตา คำพูด และน้ำเสียงของพวกเขาใช่ไหม ฉันก็เคยใช้แค่ลักษณะพวกนั้นดูให้ออกว่าคู่สนทนาของตัวเองรู้สึกยังไง ฉันไม่เคยมองดูแผ่นหลังของใครมาก่อน จนกระทั่งตอนนี้ ฉันมองแผ่นหลังนั้นหลังจากเขาบอกว่าขอโทษ เขาหันหลังให้และกำลังเดินไป ฉันเพิ่งเข้าใจที่ในหนังสือนวนิยายชอบบรรยายว่า แผ่นหลังที่อ้างว้างฉันเพิ่งรู้และเห็นก็วันนี้ แผ่นหลังที่อ้างว้างของจี ดูเหงาๆยังไงไม่รู้ เหมือนแมวถูกทิ้งข้างถนนเลย

            “ฉันไม่ได้โกรธสุ” เขาหันมาบอก

            “ฉันรู้” บอกไม่ได้ว่าทำไมถึงรู้ เพราะฉันไม่รู้ “เหงามากเลยหรือไง ถึงต้องกวนฉันตลอดเวลา”

            “ก็นอกจากเธอ ไม่มีใครกล้าคุยกับฉันนี่”

            “ไม่มีเลยหรอ” ฉันถามอย่างจริงจัง

            “นอกจากลูกพี่ลูกน้องของฉันที่เป็นเจ้าของร้านแอนทีคบราวน์กับสุ ก็ไม่มีใครแล้ว แค่เห็นหน้า ยังไม่อยากเดินเข้ามาใกล้เลย คนอื่นๆที่ยังจำฉันไม่ได้ในตอนแรกก็คุยกับฉันอยู่หรอก พอเริ่มจำฉันได้ รู้ว่าฉันชื่ออะไร พวกเขาก็จะไม่อยากคุยกับฉัน ถึงศาลจะพิสูจน์ว่าฉันไม่ได้ผิด แต่ยังไงฉันก็ถูกตราหน้าไปแล้ว” เขาพูดเสียงนิ่งราบเรียบก็จริง แต่ไม่พ้นความช่างสังเกตของฉันหรอก ฉันสังเกตทันถึงน้ำเสียงสั่นๆ แม้จะน้อยนิดก็ตาม  “ถึงจะได้ทำงานกับลูกพี่ลูกน้องที่แอนทีคบราวน์ แต่ฉันก็ออกไปให้คนอื่นเห็นที่หน้าร้านบ่อยๆไม่ได้ เพราะอาจจะไม่มีคนเข้าร้าน  หรืออย่างตอนงานสัปดาห์หนังสือ ฉันก็อยู่ที่บูธตลอดไม่ได้เหมือนกัน อาจทำให้คนตื่นตกใจก็ได้”

            “ไม่ยุติธรรมเลย” ฉันพูดขึ้น

            “ฉันไม่ว่าคนพวกนั้นหรอก และเธอก็ว่าพวกเขาไม่ได้เหมือนกัน ตอนแรกที่เธอเจอฉัน เธอก็กลัวฉันใช่ไหมล่ะ ถึงเธอจะทำหน้านิ่งๆ แต่ฉันก็ดูออก” นี่เป็นสิ่งที่จีไม่เคยบอกฉันมาก่อน

            “ก็ใช่ ขอโทษนะ” ฉันพูดอย่างรู้สึกผิด

            “ก็บอกแล้วไงว่าฉันไม่ได้โกรธ” จีบอก แล้วก็เงยหน้ามองฉัน พร้อมรอยยิ้ม “เธอต้องไปข้างนอกไม่ใช่หรอ”

            “เอ่อ ใช่” คุยกับเขาทีไร ฉันลืมเวลาทุกทีเลย

            “ฉันไปด้วยได้หรือเปล่า”

            “นี่เป็นเรื่องครอบครัวฉัน” ฉันบอก รู้สึกว่าตัวเองใจเย็นกว่าตอนแรกๆตั้งเยอะ บางทีถ้าไปด้วยอารมณ์นิ่งแบบนี้ อาจคุยกับพ่อได้ง่ายกว่า คุยด้วยสติและเหตุผล ฉันต้องใช้สติและอารมณ์เย็นๆ ถ้าจะคาดคั้นเอาความจริงจากปากพ่อ

            “แปลว่าไม่ได้” จีเข้าใจในทันที เขาก็มีเรื่องในครอบครัวที่ไม่อยากพูดถึงเหมือนกัน “มันจะทำให้เธอรู้สึกแย่เหมือนวันนั้นหรือเปล่า ที่เธอจะไปทำวันนี้น่ะ”

            “รู้สึกแย่หรอ เธอหมายถึงวันไหน”

            “วันที่เธอนั่งร้องไห้อยู่ที่สนามเด็กเล่น” คำตอบของเขาเหนือความคาดหมายไกลโข ฉันนึกว่าวันนั้นเขาไม่เห็นซะอีกว่าฉันร้องไห้ “ขอโทษที่ฉันเห็น ฉันพอจะรู้ว่าเธอคงไม่อยากให้ใครเห็นและพูดถึงมันใช่ไหม ฉันก็เหมือนกัน ถ้าเป็นฉัน ฉันคงไม่อยากให้ใครรู้”

            “ไม่รู้สินะ” ฉันยักไหล่ “วันนี้ฉันอาจต้องรู้สึกแย่กว่าวันนั้นก็ได้”

            “ให้ฉันซื้อไอติมไว้เผื่อไหม” เขายิ้มน้อยๆ เป็นยิ้มที่น่ารักมากเลย ฉันไม่สงสัยสักนิดว่าทำไมใครๆถึงชอบเขา ฉันหมายถึงเมื่อก่อนนะ ทั้งณัชชา ที่จนป่านนี้ก็ยังไม่อยากยอมรับกับฉันตรงๆเลยว่าเคยอกหักป่นปี้เพราะเขา และก็ลัลนา แน่นอน ฉันต้องคิดถึงลัลนา เพื่อนของฉันที่ชอบเขามากถึงขนาดจดบันทึกไว้ด้วยซ้ำว่าวันไหนคือวันที่เจอเขาครั้งแรก

            “อยากจะทำอะไรก็ทำ” ฉันเลือกคำตอบที่ติดปากที่สุด “ไปนะ”

            “อือ สู้ๆ”

            สู้ๆคำสองคำนั่นดังก้องในหูฉันไปตลอดทางเลย ทั้งตอนที่นั่งรถสองแถวมาถึงป้ายรถเมล์ ตอนนั่งรถเมล์ทั้งสองต่อ และในที่สุดเท้าของฉันก็หยุดอยู่หน้าบริษัทที่ตอนนี้พ่อได้นั่งในตำแหน่งสำคัญ ฉันเดินลุยเข้าไป ไม่สนใจยามที่พยายามจะรั้งฉันไว้ ฉันเดินดุ่ยๆจนถึงเคาน์เตอร์

            “ฉันมาขอพบคุณวรัตน์ รัตนวรเดชค่ะ บอกว่าฉันชื่อวสุ บอกด้วยว่าผู้หญิงที่เป็นลูกสาว เผื่อเขาจะลืมชื่อ” ฉันตั้งใจพูดเสียงดังมากพอที่ยามจะได้ยิน จะได้เลิกพยายามรั้งฉันเอาไว้ซะที มันน่ารำคาญ พนักงานหญิงประจำเคาน์เตอร์รีบกดเบอร์ต่อโทรศัพท์ขึ้นไปข้างบน ฉันได้ยินเธอพูดเสียงเบาๆ กระซิบจนฉันไม่ได้ยินว่าเธอพูดอะไร แสดงว่าโทรศัพท์ที่ต่อขึ้นไป ไม่ได้ไปที่ห้องทำงานพ่อฉัน แต่ไปที่ห้องของรมย์ฤดี แม่ยัยลูกพีชนั่นต่างหาก

            “ขอโทษนะคะ คุณวรัตน์ติดประชุมค่ะ” พนักงานวางโทรศัพท์แล้วบอกฉัน

            “เธอโทรหาใคร” ฉันถามด้วยน้ำเสียงคุกคาม “โทรหาพ่อฉัน หรือรมย์ฤดี ฉันจะโทรเข้ามือถือพ่อฉันเดี๋ยวนี้ ถ้าเขาไม่ได้ติดประชุมอยู่ ก็แสดงว่าเธอโกหก พนักงานโกหกแบบนี้ใช้ได้หรอ พ่อฉันจะรู้ได้ยังไงว่าเธอจะไม่โกหกลูกค้าที่มาติดต่อธุรกิจด้วย” ฉันก็เล่นบทโหดเป็นนะ ในยามจำเป็นหรือโกรธ ใครจะมัวแต่อ่อนหวานอ่อนโยน งอมืองอตีนอยู่ได้เล่า

            “ขอโทษค่ะ” พนักงานคนนี้สงสัยจะหน้าใหม่ พูดแค่นี้ก็กลัวหัวหดแล้ว หรือฉันจะดูน่ากลัวจริงๆก็ไม่รู้

            “ช่างเถอะ” ฉันพูดอย่างรำคาญๆ “ห้องของพ่อฉันอยู่ชั้นไหน ฉันขึ้นไปเองได้”

            เธอละล่ำละลักบอกชั้นกับทางไปห้องทำงานของพ่อ ฉันบอกขอบคุณตามมารยาทและเดินไปที่ลิฟต์ ระหว่างที่รอให้ลิฟต์ไต่ขึ้นไปทีละชั้น ฉันก็พยายามทำให้จิตใจของตัวเองอยู่ในสภาวะมั่นคง ฉันไม่อยากใส่อารมณ์ แต่อยากคุยด้วยความมีสติ

            ฉันมาถึงห้องทำงานของพ่อแล้ว มีเลขาหน้าห้องซะด้วยนะ ฉันแจ้งเรื่องกับเธอ และดูเหมือนพ่อจะอนุญาตให้ฉันเข้าไปได้ เธอจึงบอกให้ฉันเข้าไปเลย

            “สุ ลูกมีอะไรหรือเปล่า ทุกทีไม่เคยมาหาพ่อก่อนเลยนี่” พ่อของฉันนั่งอยู่หลังโต๊ะทำงานตัวใหญ่ ดูจากสูทที่ใส่และห้องนี้ ฉันก็รู้เลยว่าการแต่งงานใหม่ของเขา ช่วยเกื้อหนุนฐานะได้มากแค่ไหน มันก็มากพอที่จะเป็นข้ออ้างทิ้งฉันไว้คนเดียวในบ้านหลังนั้น

            “ฉันมีเรื่องสำคัญอยากจะถาม” ฉันเดินเข้าไปใกล้โต๊ะ ก้มลงหยิบรูปถ่ายสองใบออกจากในกระเป๋า ฉันวางลงบนโต๊ะไม้ขัดมันวาววับของพ่ออย่างช้าๆ ของแบบนี้ต้องมีลีลากันหน่อย พ่อก้มลงมองรูปถ่าย ฉันเห็นแต่หน้าผากของเขาที่เริ่มเปลี่ยนเป็นสีขาว คงตกใจน่าดู คงไม่คาดคิดว่าฉันจะหามันเจอ หรือไม่แน่ ผู้หญิงที่อยู่ในภาพอาจซ่อนรูปถ่ายนี้ไว้ก็ได้ ฉันจะไม่สงสัยเลยถ้าพ่อพยายามทำลายรูปพวกนี้ทั้งหมด

            “ลูกเจอรูปพวกนี้ได้ยังไง” เขาเงยหน้าขึ้นมาหาฉัน

            “ใต้หลังคา” ฉันตอบสั้นๆ แล้วก็นั่งลงที่เก้าอี้หมุนแสนสบายตรงข้ามกับเก้าอี้ของเขา มันผิดกับเก้าอี้หมุนในร้านทำผมลิบลับ แน่อยู่แล้ว ของทุกอย่างในห้องนี้ล้วนแต่มีคุณภาพเกินกว่าฉันจะใฝ่ฝันได้ซะอีก

            “แล้วลูกรื้อใต้หลังคาทำไม” พ่อกำหมัดแน่น ดูเหมือนฉันจะไปสะกิดต่อมโมโหเข้าเต็มๆ

            “จะทำไปทำไม นั่นก็เรื่องของฉัน” ฉันไม่ยอมบอกหรอกว่าฉันรู้เรื่องนี้ได้เพราะคนโรคจิตสั่งให้ฉันทำ “เอาเป็นว่าฉันบังเอิญเจอก็แล้วกันนะ พ่อ”

            “อย่าพูดแทนตัวเองอย่างถือดีแบบนั้นกับพ่อ สุ” สิ่งที่สะกิดต่อมโมโหคงเป็นสรรพนามแทนตัวเองที่ฉันใช้อยู่มากกว่ารูปถ่ายพวกนั้นหรือไง แต่ขอโทษเถอะ ใครควรโมโหมากกว่ากันไม่ทราบ มันควรเป็นฉันสิ ฉันที่ไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไร จนกระทั่งมีคนโรคจิตบอกให้ค้นหลังคาบ้านตัวเอง

            “แล้วจะให้พูดแบบไหนคะ หนูอย่างนั้นหนูอย่างนี้ เหมือนลูกพีชของพ่อน่ะหรอ” ฉันพูดเสียงเรียบ ยิ้มน้อยๆ สองปีกว่าๆที่อยู่ใกล้ณัชชา ฉันได้อะไรมาจากเธอเยอะอยู่ การเจรจาที่ทำให้อีกฝ่ายอยากตบเราไงล่ะ “ขอโทษค่ะ ฉันคงกลับไปใช้คำพูดแบบนั้นไม่ได้อีกต่อไปแล้ว คำพูดที่เหมือนอ่อนน้อมต่อพ่อน่ะ ฉันทำไม่ได้ แค่ยังเรียกพ่อได้อยู่ ก็ถือว่าดีมากแค่ไหนแล้ว”

            “อยากจะรู้เรื่องนี้ใช่ไหม” เขาโบกรูปถ่ายในมือ

            “ใช่ ไม่อย่างนั้นฉันจะมาที่นี่ทำไม”

            “ผู้หญิงในรูปคือแม่ของลูก แม่แท้ๆ” พ่อยอมบอกในที่สุด

            “แล้วตอนนี้เธออยู่ไหน และแม่คนที่ฉันรู้จักเป็นใคร” ฉันถามต่อทันที “นี่พ่ออย่าบอกนะว่า พ่อแต่งงานทั้งหมดสามครั้งแล้วในชีวิตนี้น่ะ” ฉันพอจะปะติดปะต่อเรื่องเองได้ และยิ่งตกใจเข้าไปใหญ่เมื่อเขาพยักหน้าบอกว่าข้อสันนิษฐานของฉันถูก พ่อของฉันแต่งงานสามครั้งแล้ว ครั้งแรกกับแม่ของฉัน ครั้งที่สองกับแม่เลี้ยงของฉัน และครั้งที่สามกับแม่เลี้ยงคนที่สองของฉัน เยี่ยมจริงๆ เยี่ยมไปเลย

            “ลูกจำไม่ได้จริงๆหรอ ว่าผู้หญิงในรูปเป็นใคร หน้าตาไม่คุ้นบ้างเลยหรอ?” พ่อถามฉันอย่างแปลกใจ เลื่อนรูปถ่ายมาตรงหน้าฉันอีกที

            ฉันก้มหน้าลงมองผู้หญิงคนนั้นอีกครั้ง จะว่าหน้าคุ้นรึเปล่า ก็คุ้นอยู่ แต่เหมือนฉันเคยเห็นผู้หญิงคนนี้ในแบบที่อายุมากกว่าตอนที่ถ่ายรูป มีเค้าหน้าเหมือนกับคนที่ฉันเคยเห็นอยู่บ่อยๆ ที่ไหนล่ะ ฉันเคยเห็นที่ไหนกัน จำไม่ได้เลยสักนิดเดียว ฉันจะเห็นเธอตอนอายุมากกว่าเดิมได้ยังไง ในเมื่อฉันไม่เคยเจอเธอเลย ไม่มีความทรงจำเกี่ยวกับเธอแม้แต่นิดเดียว และจะว่าเป็นคนเดียวกับคนที่ฉันคิดอยู่ก็คงไม่ใช่หรอก มันละครเกินไป

            “ไม่ค่ะ จำไม่ได้เลยสักนิด” ฉันบอก “คือเธอหน้าคล้ายป้าอร แต่ว่าฉันจำไม่ได้เลยว่าเคยเห็น”

            “อือ เธอหน้าคล้ายพี่อร ก็เธอเป็นน้องสาวของพี่อร”

            ถ้าอย่างนั้นฉันก็เลือกป้าอรว่า ป้าต่อไปได้ โดยไม่ตะขิดตะขวงใจ ในเมื่อเธอเป็นป้าของฉันจริงๆ นึกว่าเป็นพี่สาวของแม่เลี้ยงคนแรกของฉันซะอีก

            “แล้วเกิดอะไรขึ้นกับแม่”

            “เธอตายตอนลูกสามขวบ ก็ไม่แปลกหรอก ถ้าลูกจะจำไม่ได้เลย ตอนนั้นยังเล็กมากนี่” พ่อบอก มองใบหน้าของแม่ในรูปด้วยดวงตาเศร้าๆ “แม่ของลูกร่างกายไม่ค่อยแข็งแรง เรื่องธรรมดาของเด็กแฝดนั่นแหละ บางทีอีกคนก็แข็งแรงกว่า”

            “เดี๋ยวค่ะ แฝดหรอคะ?” ฉันเบิกตาโต ไม่น่าล่ะ ฉันถึงเอาเงาของป้าอรมาเทียบกับรูปถ่าย

            “ใช่ แม่ของลูกกับป้าอรเป็นพี่น้องฝาแฝดกัน” พ่อบอกอย่างนึกขึ้นได้

            “แม่ชื่ออะไรคะ” ฉันถาม ชำเลืองมองรูปภาพนั้นอีก ผู้หญิงในรูปยิ้มสวยให้กล้อง ยิ้มอ่อนหวานในงานแต่ง ยิ้มอย่างอ่อนโยนตอนที่อุ้มฉันไว้ในมือ

            “อินทิวา” พ่อพูดด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลอย่างที่ฉันไม่เคยได้ยินมาก่อน บางทีผู้หญิงที่ชื่ออินทิวา แม่ของฉัน อาจจะเป็นคนที่เขารักมากกว่าใครเลยก็ได้ รักมากกว่าภรรยาคนที่สองและสามในชีวิต “พ่อขอโทษที่ไม่เคยบอก พ่อนึกว่าลูกจะจำได้ หรือไม่พ่อก็ชอบที่ลูกไม่เคยพูดถึงเรื่องนี้เลย เพราะพ่อไม่เคยยอมรับได้ที่ปล่อยให้อินตาย มันเป็นความล้มเหลวอย่างที่สุดในชีวิตของพ่อ และลูกรู้ไหม ยิ่งโต ลูกยิ่งเหมือนแม่มากขึ้นทุกวันเลย”

            นี่เป็นครั้งแรกในรอบหลายปี ที่ฉันรู้สึกว่าคนๆนี้เป็นพ่อ จากความเย็นชามากมายที่ฉันได้รับ ทำให้ฉันเหนื่อยหน่ายใจต่อเขา ทำให้ฉันไม่อยากเรียกเขาว่าพ่อ และแม้แต่ตอนนี้ ขอโทษจริงๆ ที่ฉันก็ยังรับไม่ได้อยู่ดี รับไม่ได้ที่เขาทิ้งฉันไว้ในบ้านนั้นคนเดียว แต่ฉันก็ไม่คิดจะอุทธรณ์ขอความเห็นใจหรอก ฉันไม่ต้องการ ในเมื่อเขาไม่คิดจะดูแล เอาล่ะ ฉันได้รู้เรื่องที่ฉันอยากรู้แล้ว และต่อไปนี้ ฉันก็ไม่จำเป็นต้องรอจดหมาย โทรศัพท์หรือการกลับมาของแม่จากเชียงใหม่อีกต่อไป ในเมื่อแม่ที่อยู่เชียงใหม่ ไม่ใช่แม่ของฉัน

            “หมดแค่นี้ใช่ไหมคะ” ฉันเอ่ยถาม

            “ใช่ ยกเว้นแต่ลูกจะมีคำถาม” พ่อพยักหน้า

            “ไม่มีแล้วค่ะ” ฉันไม่มีอะไรจะถามแล้ว ฉันไม่อยากรู้รายละเอียดเกี่ยวกับแม่หรอก แค่มีรูปไว้ก็พอแล้ว ฉันไม่อยากรู้จักเธอไปมากกว่านี้ เพราะไม่อยากร้องไห้คิดถึงเธอ

            “เดี๋ยวก่อน สุ” พ่อเรียกฉันไว้ ก่อนที่ฉันจะลุกจากเก้าอี้ “เอานี่ไปสิ ละครเวทีเรื่องใหม่ของบริษัท ถึงพ่อจะไม่ได้กำกับเวทีแล้ว แต่ก็อยากให้ลูกไปดู วันเสาร์หน้า พ่อเลือกวันเสาร์ให้ เผื่อว่าลูกจะต้องรีบกลับมหาวิทยาลัยในวันอาทิตย์ ชวนใครไปด้วยอีกคนก็ได้นะ” พ่อยื่นบัตรมาให้ฉันสองใบ ขี้เหนียวชะมัดเลย ฉันมีเพื่อนตั้งหลายคน เอ่อ ประมาณสี่คน เท่ากับต้องเลือกใครแค่คนเดียวไปด้วยงั้นสิ แต่ฉันก็ไม่คิดจะเถียงหรอก บัตรวีไอพีราคาตั้งเกือบสามพัน สองใบนี่ก็ปาไปเกือบหกพันแล้ว

            “ขอบคุณค่ะ” ฉันกล่าว มองชื่อเรื่องบนบัตร ไม่ค่อยจะสร้างสรรค์เท่าไหร่เลย เป็นละครเวทีที่ทำจากนวนิยายชื่อดังจากนักเขียนชื่อดังอีกแล้ว

            ฉันออกมาจากห้อง ปล่อยให้พ่อทำงานต่อไป เก็บบัตรละครเวทีเข้ากระเป๋า แล้วฉันจะพาใครไปด้วยล่ะเนี่ย จะไปดูคนเดียวมันก็เหงาเหมือนกันนะ ฉันเดินลงมาถึงโถงด้านล่างที่จัดไว้เหมือนล็อบบี้อย่างหรูของโรงแรม ตอนแรกฉันไม่ได้สังเกตเพราะกำลังอยู่ในอารมณ์รุนแรง แต่พอทุกอย่างคลี่คลายในมือไปบ้างแล้ว ฉันก็เริ่มมองสำรวจอย่างที่ชอบทำ ภรรยาคนใหม่ของพ่อนี่ไม่ใช่เล่นเลย ร่ำรวยจนสามารถปล่อยให้พ่อมีละครเวทีเป็นของตัวเอง และเป็นสปอนเซอร์รายใหญ่ที่สุด

            “คุณคะ คุณวสุ” พนักงานที่เคาน์เตอร์เรียกฉัน “มีคนฝากจดหมายถึงคุณค่ะ” เธอชูซองจดหมายสีแดงในมือขึ้นมา ฉันรีบวิ่งไปที่เคาน์เตอร์ทันที

            “เห็นหน้ารึเปล่า คนที่ฝากจดหมายให้ฉันน่ะ”

            “ไม่เห็นค่ะ มีคนฝากยามหน้าประตูมาอีกที” เธอตอบ ฉันคว้าซองจดหมายและวิ่งไปที่ประตู

            “ขอโทษนะคะ คุณเห็นหน้าคนที่ฝากจดหมายให้ฉันไหม เธอหน้าตาเป็นยังไง เอ่อ อาจจะใส่ชุดสีแดง” ใช่แล้ว ยัยโรคจิตของฉันชอบสีแดง

            “ครับๆ” ยามรีบตอบ เพราะท่าทางร้อนรนของฉัน “เธอใส่เสื้อสีแดงแขนยาว มีหมวกสีแดงคลุมผมเอาไว้หมดเลย เธอเอาแต่ก้มหน้าครับ ผมเลยมองไม่เห็นหน้าเธอ แต่ก็พอรู้ว่าเป็นผู้หญิง หุ่นดีมากครับ”

            “เธอไปทางไหนแล้ว”

            “ขึ้นรถแท็กซี่ไปแล้วครับ” หมดกัน หมดสิทธิ์จะตามรอย ยามไม่มีทางจำทะเบียนรถได้หรอก จะจำทะเบียนแท็กซี่ไปทำไม ถ้าเป็นรถที่มาปล้นเงินก็ว่าไปอย่างสิ ฉันกล่าวขอบคุณพี่ยามแล้วก็เดินห่างออกมา ฉีกจดหมายออกอ่าน แค่ช่วงสองวันนี้ ฉันได้จดหมายแล้วสามฉบับ กับอีเมล์อีกหนึ่ง ยัยนี่ชอบฉันมากหรือไง

ดีใจด้วย รู้ซะทีว่าแม่เธอเป็นใคร แต่ความลับในครอบครัวเธอยังไม่หมดแค่นี้หรอกนะ

รับร้องว่าฉันจะให้เธอได้สนุกกับเกมนี้แบบไม่มีวันเบื่อเลย

                                                                                                - LANNA -

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 14 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

15 ความคิดเห็น

  1. #4 newnichaee (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 13 กรกฎาคม 2559 / 19:43
    มาต่ออีกนะคะ สนุกมากๆเลยค่ะ
    #4
    0