R E D [END]

ตอนที่ 5 : ข้อความจากคนตาย 2

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 120
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 17 ครั้ง
    10 มิ.ย. 59






- 3 -

            ณัชชาโทรกลับมาหาฉันตอนเที่ยงคืน ขอบคุณมาก ฉันกำลังหลับสบายจนไม่สามารถลุกขึ้นมารับสายได้จริงๆ หัวหนักอึ้งไปหมด ก็เลยปล่อยให้มันอังอืดๆอย่างนั้นจนเงียบไปเอง ตอนแรกก็ไม่รู้ว่าเป็นณัชชา กระทั่งตอนเช้าลุกมากดโทรศัพท์ดูถึงได้รู้ ฉันไม่โทรกลับไปหรอก เดี๋ยววันนี้ก็เจอกันในห้องเรียนแล้ว ฉันสะบัดผ้าห่มลุกออกจากเตียง รูมเมทอีกคนยังไม่ได้กลับมานอน ส่วนเต้ยตื่นก่อนฉันสักพักหนึ่งแล้ว เธอเพิ่งอาบน้ำเสร็จและเดินกลับเข้ามาแต่งตัว

            ฉันอาบน้ำประมาณสิบนาทีและแต่งตัวอย่างรวดเร็ว ฉันไม่เคยใช้เครื่องสำอางอยู่แล้ว จึงแต่งตัวเสร็จก่อนเต้ยซะอีก ฉันลองถามเธอว่าจะไปกินข้าวเช้าที่คณะด้วยกันไหม แต่เธอตอบปฏิเสธ และบอกว่าตอนนี้ที่คณะ โรงอาหารถูกทุบไปแล้ว ไม่รู้จะมีอะไรขายหรือเปล่า นั่นสินะ โครงการก่อสร้างอาคารใหม่เริ่มต้น โรงอาหารชั้นเดียวเก่าแก่ของคณะถูกทุบทิ้งตอนช่วงปิดเทอม นึกไปนึกมา ก็น่าคิดถึง ก็โรงอาหารนั้น ฉัน พร้อมฉัตร ณัชชาและลัลนาเคยนั่งกินข้าวด้วยกัน แต่มันไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว

            ฉันตัดสินใจกินข้าวเช้าที่โรงอาหารแถวกลุ่มอาคารหอพักนักศึกษา เรื่องสะดวกของการอยู่หอในก็คือ หาของกินได้ง่าย ไม่ต้องออกไปข้างนอกให้วุ่นวาย เช้านี้อากาศแจ่มใส มีแสงแดดอ่อนๆ ดูเหมาะกับวันเปิดเทอมวันแรก เมื่อจัดการอาหารเช้าเรียบร้อย ฉันก็เดินกลับหอพักปลดล็อกจักรยาน วันเก่าๆเริ่มต้นอีกครั้ง ตื่นเช้า ขี่จักรยานไปเรียน แล้วก็กลับหอ กิจวัตรน่าเบื่อที่ฉันแสนคุ้นเคย  

            ฉันชอบเวลาขี่จักรยานลัดเลาะหลังหอพัก ถนนเงียบสงบ ไม่มีรถราวุ่นวายเหมือนถนนเส้นใหญ่ใจกลางมหาวิทยาลัย ฉันเลือกเส้นทางนี้สำหรับไปคณะเสมอ แม้ว่าจะเป็นทางอ้อมและต้องขี่จักรยานนานกว่า ฉันยอม จริงๆนะ ยอมไปทางสงบแบบนี้ดีกว่า

            กลุ่มอาคารสีขาวสะอาดตาปรากฏแก่สายตาเมื่อฉันขี่จักรยานพ้นทางโค้งเรียบสระน้ำ ฉันมาถึงคณะ เอาจักรยานจอดใกล้ตัวอาคาร ทางเดินใต้ตึกค่อนข้างคึกคัก มีแต่ผู้คนที่สวมชุดนักศึกษา บางคนก็ใส่ไปรเวท คณะฉันไม่ค่อยเคร่งครัดเรื่องเครื่องแบบ จะใส่ไปรเวทก็ได้ แต่ต้องให้เรียบร้อยหน่อย ไม่ใช่สายเดี่ยวกระโปรงสั้น นั่นก็น่าเกลียดเกิน ฉันไม่ค่อยชอบใส่ไปรเวทมาหรอก ยังไงชุดนักศึกษาของที่นี่ก็ใส่สบายอยู่แล้ว กระโปรงพลีทยาวเลยเข่ากับเสื้อนักศึกษาธรรมดา ที่นี่ให้อิสระเต็มที่ อยากจะใส่กระโปรงพลีทหรือทรงเอก็ตามแต่สะดวก แต่ส่วนใหญ่จะบังคับให้ปีหนึ่งใส่พลีทและรองเท้าผ้าใบสีขาว เพื่อให้เห็นความแตกต่างกับชั้นปีอื่น

            กลุ่มเด็กปีหนึ่งหัวเราะกันสนุกสนานบนทางเดิม พวกเด็กปีสองก็นั่งพูดคุยกันอย่างออกรส พวกปีสามบางคนที่ฉันจำหน้าได้ก็เร่งฝีเท้าขึ้นบันได คนจำนวนมากยืนต่อแถวเข้าลิฟต์ ถ้าอยากเลี่ยงความโกลาหลหน้าลิฟต์ก็เดินขึ้นบันได ฉันเลือกบันได เพราะขี้เกียจรอลิฟต์นาน

            ห้องเรียนชั้นสามเรียงรายตามแนวอาคาร ฉันเดินไปหยุดหน้าห้องหนึ่ง เตรียมตัวพร้อมกับชีวิตเก่าๆของตัวเอง เพื่อนหลายคนคงมากันแล้วและนั่งคุยกันอยู่แน่ ทุกคนคงจะเล่าเรื่องวันหยุดหนึ่งเดือนกว่าๆของตัวเองอย่างสนุกสนาน แต่เมื่อเปิดประตูเข้าไป บรรยากาศไม่ใช่อย่างที่ฉันคิดไว้เลย ทุกคนมาครบกันแล้ว จับจองที่นั่งตามสะดวก ยกเว้นเต้ยกับณัชชาที่ไม่ได้อยู่ห้องนี้ พร้อมฉัตรนั่งอยู่กับกลุ่มใหญ่กลุ่มหนึ่ง พูดคุยกันด้วยสีหน้าเคร่งเครียด และทุกคนก็เงยหน้ามองเมื่อฉันเดินเข้ามา มีอะไรเกิดขึ้นรึเปล่าเนี่ย มันไม่ใช่การพูดคุยสนุกสนานเกี่ยวกับวันหยุดแน่นอน แต่นี่มันบรรยากาศมาคุชัดๆ

            พร้อมฉัตรเดินตรงรี่เข้ามาหา และลากฉันออกไปนอกห้องอย่างไม่พูดไม่จาบอกกล่าวอะไรทั้งนั้น เธอปิดประตูเบาๆ

            “เธอรู้เรื่องนี้ใช่ไหม” พร้อมฉัตรถาม ทำเอาฉันขมวดคิ้ว คำถามแบบนี้มันคุ้นๆยังไงไม่รู้สิ เหมือนที่เต้ยจู่โจมถามฉันเมื่อวานไม่มีผิด เดี๋ยวนี้เป็นอะไรกันไปหมด ก่อนจะถามอะไรช่วยมีข้อมูลเกริ่นนำก่อนได้ไหม อยู่ๆก็ถามด้วยท่าทางร้อนรนบวกกับใส่ความหน่อยๆแบบนั้น มันน่าหงุดหงิดนะ

            “เรื่องอะไร” ฉันถาม พยายามไม่ทำน้ำเสียงหงุดหงิด

            “ก็ที่ช่าทำน่ะสิ” พร้อมฉัตรว่า “เมื่อวานเธอยังโทรมาถามฉันอยู่เลยว่าได้ข้อความแปลกๆไหม”

            “เอ่อ ใช่” ฉันพยักหน้า “แต่นั่นน่ะ ฉันทำเพราะว่าฉันได้ข้อความพิลึก และเต้ยก็ได้เหมือนกัน ข้อความแบบพิลึกสุดๆเลย”

            “เธอก็ด้วยเรอะ” พร้อมฉัตรถลนลูกตา “นี่ เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องเล่นๆแล้ว ไม่ใช่แค่เธอกับเต้ยที่ได้ข้อความหรอกนะ แต่คนเกือบทั้งเอกเลย ได้ข้อความจากคนที่แอบอ้างเป็นลัน ส่วนใหญ่จะส่งมาบอกประมาณว่า ฉันยังไม่ตายนะยะ อีหน้าโง่อะไรแบบนั้นแหละ ทุกคนร่วมตัวกันมาคุยกับอาจารย์อธิกมาสตั้งแต่เช้า ตอนนี้อาจารย์กำลังโทรเรียกณัชชาไปคุยด้วย”

            “เธอกำลังจะบอกว่าเรื่องทั้งหมดเป็นฝีมือช่าหรอ” ฉันพูดอย่างตกใจ

            “ไม่รู้หรอก” พร้อมฉัตรส่ายหน้า “แต่มีแค่คนเดียวที่ชอบทำอะไรพิลึกแบบนี้ไม่ใช่หรือไง ฉันว่าป่านนี้ช่าคงอยู่ที่ห้องทำงานของอาจารย์อธิกมาสแน่ๆเลย อาจารย์ถึงยังไม่เข้าสอนน่ะ” จริงด้วย วิชาแรกของวันนี้ เป็นวิชาของอาจารย์อธิกมาส

            “นี่ แล้วทุกคนได้รับข้อความทางโทรศัพท์เท่านั้นใช่ไหม” ฉันถาม

            “อือ ใช่ จากเบอร์โทรเดียวกัน เบอร์แปลกหน้า และพอพยายามโทรกลับไป เบอร์นั้นก็ไม่สามารถใช้งานได้ เหมือนเจ้าของปิดเครื่องน่ะ แต่มันก็เป็นไปได้ที่เจ้าของจะเปลี่ยนไปใช้อีกซิมใช่ไหมล่ะ” พร้อมฉัตรตั้งข้อสังเกต

            “ถ้านี่เป็นการล้อเล่นของช่า เธอไม่คิดว่ามันหนักไปหรอ” ฉันพูดขึ้น ไม่ค่อยอยากเชื่อเท่าไหร่ว่าเรื่องนี้จะเป็นฝีมือของณัชชา มันดูจะไร้เหตุผลและเกินขอบเขต ณัชชาเป็นมืออาชีพนะ เธอรู้จักขอบเขตของเรื่องที่ควรทำและไม่ควร ถึงเธอจะชอบหยอกล้อทำตัวเหมือนเด็กเลี้ยงแกเพื่อเรียกร้องความสนใจ แต่เธอไม่ใช่คนโง่ที่จะทำเรื่องราวใหญ่โตจนอาจารย์ที่ปรึกษาเรียกพบ

            “เธออยากจะพูดอะไร” พร้อมฉัตรดูเหมือนจะมองเห็นความคิดของฉัน

            “ลองคิดดูสิ ตลอดเวลาที่ผ่านมา ณัชชาเคยทำเรื่องยุ่งขนาดนี้ด้วยหรอ” ฉันถามและดึงพร้อมฉัตรให้ออกเดินไปพร้อมกัน อยากไปให้พ้นจากรัศมีการได้ยินของคนในห้อง “จำตอนที่เธอแกล้งแก้มได้หรือเปล่า เธอหยุดตอนที่รู้ว่าควรจะหยุด แล้วตอนที่แกล้งเด็กปีหนึ่งนั่นก็เหมือนกัน ที่ทำเหมือนว่าเธอแอบชอบเขาซะเต็มประดาน่ะ เราต่างมองว่าเรื่องนั้นร้ายกาจ แต่เธอก็หยุด ไม่ปล่อยให้เรื่องเลยเถิด”

            “ฉันเข้าใจที่เธออยากจะพูด” พร้อมฉัตรขัดขึ้น “แต่ถ้าไม่ใช่ช่าแล้วเป็นฝีมือใคร นี่จะบอกให้นะ คนทั้งห้องนั้นน่ะ ถ้าไม่มองว่าช่าเป็นคนทำ ก็ต้องคิดว่าเราสองคนทำ เราเหมือนเด็กในอาณัติของช่า เธอเข้าใจไหม พวกเขาคิดว่าเราสองคนรับเอานิสัยของช่ามาแบบเต็มเปี่ยมแล้ว บางคนคิดด้วยซ้ำว่าเราสองคนร่วมมือกับช่าทำเรื่องนี้ขึ้น ฉันต้องอธิบายอยู่ตั้งนาน ฉันโกหกไปด้วยว่าได้รับข้อความเหมือนกัน และฉันก็กลัวสุดฤทธิ์เลย”

            “โกหกแบบนั้นไม่ฉลาดเลย” ฉันว่าเข้าให้ ก็มันจริงนี่ ถ้ามีคนขอดูโทรศัพท์เธอขึ้นมาจะทำยังไง ถึงจะสามารถแก้ตัวว่าลบทิ้งไปแล้วก็เถอะ แต่พวกเขาอาจคิดว่าพร้อมฉัตรแกล้งพูดเพื่อให้พวกเขาตายใจก็ได้นี่ แต่มีจุดน่าแปลกก็คือ ทุกคนที่ได้รับข้อความ ได้มันทางโทรศัพท์มือถือ มีแต่ฉันคนเดียวที่ได้เป็นจดหมายกับการกระทำข่มขวัญชัดเจน เรื่องมะเชือเทศนั่นไง

            “ฉันรู้น่าว่าไม่ฉลาด เรื่องโกหกมันก็งี่เง่าโง่เง่าเหมือนกันหมดนั่นแหละ” พร้อมฉัตรพูดอย่างประสาทๆ เธอเหมือนจะเครียดและหงุดหงิดอย่างมาก

            “ไปที่ห้องอาจารย์อธิกมาสดีไหม?”

            “จะไปทำไม” พร้อมฉัตรเสียงดังมากกว่าเก่าในทันที แสดงว่าไม่ค่อยเห็นด้วยเท่าไหร่

            “ไปดูน่ะสิว่าช่าจะพูดว่ายังไงบ้าง อีกอย่าง เราเป็นเพื่อนสนิทเธอ ไปหาเวลาเกิดเรื่องแบบนี้ก็ไม่แปลกไม่ใช่หรือไง” ฉันเสนอ

            “อาจารย์อธิกมาสอาจจะมองว่าเราร้อนตัวก็ได้นะ” พร้อมฉัตรชี้ให้เห็นจุดสำคัญ มันก็จริงของเธอ ฉันใจร้อนอยากรู้มากเกินไปจนลืมคิด ต้องทำใจร่มๆสงบๆสักหน่อยแล้ว เสียงโทรศัพท์ของพร้อมฉัตรดังขึ้น เธอกดรับสาย ฉันไม่ได้ฟังว่าเธอพูดอะไร แต่นึกย้อนกลับไปเมื่อวาน จดหมายสีแดงกับข้อความพวกนั้น คนเขียนบอกว่าฉันจะต้องสนุกกับเทอมใหม่นี้แน่ นี่เพิ่งวันแรกเองนะ ฉันกัดริมฝีปาก ยืนเอนหลังพิงผนัง แล้วสายตาก็เหลือบเห็นสิ่งหนึ่งบนเพดาน

            เรดอาย ก็มีอยู่ที่นี่ด้วย ฉันไม่เคยสังเกตเห็นมาก่อนเลย มันมีอยู่ตรงนี้นานแล้ว หรือว่าทางคณะเพิ่งมีงบประมาณติดกล้องวงจรปิด อยู่ๆขนบนแขนก็ลุกซู่ ไม่ว่าจะทำอะไรก็มีคนเห็นหมดเลยสินะ ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน ก็ไม่มีความเป็นส่วนตัว แล้วยังมีเรื่องคนที่แอบอ้างชื่อลัลนาอีก คนๆนั้นทำให้ฉันแน่ใจได้ว่า ฉันถูกมองอยู่ตลอดเวลา ก็พูดเรื่องเสื้อสีน้ำเงินนั่นด้วยในจดหมาย เมื่อวานฉันใส่เสื้อสีน้ำเงิน

            ฉันยังไม่ได้โทรหาจี เพราะเจอจดหมายนั่นก่อน เล่นเอาทำอะไรไม่ถูกไปเป็นชั่วโมง พอตั้งสติได้ก็เกิดความรู้สึกไม่กล้าโทรขึ้นมา นั่งนึกดูดีๆ ฉันกับเขาไม่ได้สนิทกันมากซะหน่อย เรื่องจดหมายกับข้อความที่เต้ยได้รับ มันไม่ใช่เรื่องของเขาเสียหน่อย ไม่มีความจำเป็นที่เขาต้องมารับรู้ และถ้าเกิดว่าเขาเป็นคนส่งของพวกนี้ การแสดงท่าทางหวาดกลัวให้เห็น คงยิ่งได้ใจและทำหนักขึ้นน่ะสิ ก็เหมือนพวกโรคจิตนั่นแหละ มันรู้ว่าเรากลัว ก็เลยทำแบบเดิมซ้ำๆไม่หยุด อยากให้เรากลัวมากขึ้น มันจะได้ดูเป็นคนมีอำนาจบงการชีวิตของเราได้

            “สุ” พร้อมฉัตรเรียก สีหน้าเธอดูไม่ค่อยดี “อาจารย์อธิกมาสอยากให้เราไปพบ ช่าบอกว่าได้ข้อความเหมือนกัน และบอกว่าอาจเป็นหนึ่งในเราสองคนที่ทำเรื่องนี้ก็ได้ เธอเอาข้อความให้อาจารย์ดูแล้วด้วย”

            ไม่มีมิตรภาพยามคับขันจริงๆ ณัชชาคงไม่ลังเลที่จะจับฉันกับพร้อมฉัตรโยนลงสู่ปัญหา ไม่ลังเลที่จะโทษว่าเป็นความผิดของเรา ฉันถอนหายใจ สุดท้ายก็ไม่พ้นที่จะต้องไปยืนเบียดกันในห้องทำงานเล็กๆของอาจารย์อธิกมาสอีกแล้ว

            “จะทำยังไงดี” พร้อมฉัตรท่าทางร้อนรน

            “ก็ไม่ต้องทำอะไร” ฉันบอกอย่างใจเย็น เมื่ออีกคนกำลังร้อนรนทำอะไรไม่ถูก ก็ต้องมีคนใจเย็นประกบไว้ “พูดไปตามความจริงสิ เธอไม่ได้ทำอะไรสักหน่อย จริงไหมล่ะ”

            “แล้วเรื่องข้อความล่ะ” พร้อมฉัตรถาม “ฉันไม่เคยได้ข้อความนั้นเลย จะโกหกว่าได้ดีไหม”

            นั่นน่ะสิ ควรจะโกหกดีไหม ถ้าเกิดบอกไปว่าไม่เคยได้ข้อความนั่นเลย อาจารย์จะเล็งมาที่พร้อมฉัตรรึเปล่า แต่ฉันไม่ชอบให้โกหกเลย ถึงฉันเองก็จะโกหกอยู่บ่อยๆก็เถอะ และถ้าโกหกว่าเคยได้ จะทำให้พร้อมฉัตรดูเหมือนคนอื่นๆทันที คือเป็นผู้ถูกกระทำ

            “ฉันว่าฉันโกหกไปก่อนดีกว่า” พร้อมฉัตรตัดสินเอาเอง เฮ้อ จะเอายังไงก็เอาเถอะ ฉันว่าเธอตัดสินใจได้เองก็ดีเหมือนกัน ถ้าให้ฉันบอกว่าต้องทำอะไร ฉันก็หนักใจแย่สิ

            เราสองคนเดินลงไปที่ชั้นสองซึ่งมีห้องทำงานของอาจารย์เรียงรายอยู่ที่นั่น อาจารย์อธิกมาสนั่งรออยู่ในห้อง ณัชชาก็อยู่ การไม่ได้เห็นเธอมาหนึ่งเดือน ทำให้ฉันรู้สึกแปลกใจเล็กน้อยกับภาพลักษณ์ของเธอที่ดูเปลี่ยนไป ตอนนี้ผมของเธอเป็นสีดำแล้ว ไม่ใช่สีทองอร่ามอย่างเมื่อก่อน แต่ไม่ได้ทำให้เสน่ห์อันน่าหลงใหลของเธอดูลดลงไปเลย เธอดูสวยเข้มกว่าแต่ก่อนเสียอีก เธอชำเลืองมองทางเราสองคนแวบหนึ่งก่อนจะหันกลับไปหาอาจารย์อธิกมาสที่นั่งทำหน้าเคร่ง

            “นั่งสิ” อาจารย์บอก ถึงจะบอกให้นั่งก็เถอะ แต่จะนั่งตรงไหนล่ะ พร้อมฉัตรดึงเก้าอี้มาจากหน้าโต๊ะคอมพิวเตอร์ ส่วนฉันดึงเก้าอี้พลาสติกเล็กๆมาจากมุมหนึ่งของห้อง พยายามจัดวางให้หันหน้าไปทางอาจารย์และอยู่ไม่ไกลจากโต๊ะมากนัก ห้องนี้รกจริงๆ มีกระดาษวางตั้งอยู่รายกองรอบโต๊ะของอาจารย์ ฉันรู้สึกทึ่งที่อาจารย์สามารถเดินเข้าไปนั่งที่เก้าอี้ของตนได้ ถึงแม้ห้องนี้ดูจะไม่เปลี่ยนไปเลย แต่ความช่างสังเกตของฉันก็ทำให้เห็นอะไรบางอย่าง บรรดารูปภาพของอาจารย์ที่ใส่กรอบไว้ เธอเปลี่ยนรูปหมดเลย ไม่มีรูปเก่าๆที่ถ่ายกับครอบครัว เปลี่ยนเป็นรูปเดี่ยวของเธอ หรือไม่ก็ลูกสาว

            “ฉันสอนที่นี่มาสิบปี” อาจารย์อธิกมาสพูดขึ้น ขยับเลื่อนแว่นตาเข้าที่ดั้งจมูก ซึ่งดั้งของอาจารย์ก็ไม่ได้สูงนัก ฉันเข้าใจที่มันจะเลื่อนหลุดลงมาบ่อยๆ “ฉันไม่เคยรับมือกับเหตุการณ์อย่างนี้มาก่อน เธอเข้าใจไหม ฉันคิดว่าเด็กๆพวกนี้โตกันหมดแล้ว พวกเขาบรรลุนิติภาวะ ดำเนินชีวิตได้อย่างผู้ใหญ่ แต่ดูเหมือนฉันจะเข้าใจผิดไป พวกเขาเป็นผู้ใหญ่ก็จริง แต่ยังมีความบกพร่องทางอารมณ์ อย่างที่เรื่องที่เกิดกับลัลนา ไม่ว่าเด็กจากคณะวิทยาศาสตร์จะเป็นคนทำหรือไม่ได้ทำ เรื่องนี้ก็น่าเศร้าใจ ไม่เคยมีนักศึกษาในความปกครองของฉันต้องพบจุดจบแบบนั้นเลยสักคน”

            “ทุกอย่างต้องมีครั้งแรกค่ะ” ณัชชาพูดขึ้นอย่างอวดดี เห็นได้ชัดว่ากำลังไม่พอใจอาจารย์ ถึงได้พูดจาไม่เกรงใจแบบนั้นออกไปตรงๆ

            “ขอบคุณ คุณณัชชา” อาจารย์มองเธออย่างเย็นชา “ก็อย่างที่ฉันพูด รุ่นของพวกเธอสร้างความวุ่นวายให้กับการปกครองของฉันมากอยู่ แต่ฉันก็มองว่ามันเป็นแค่ความโชคร้าย เดี๋ยวมันก็ผ่านไป ความเศร้าและหวาดกลัวของเด็กๆในเอกการละครก็ด้วย แต่เมื่อเช้านี้ ฉันได้รับโทรศัพท์ตั้งแต่ตอนเจ็ดโมง เด็กคนหนึ่งโทรมาบอกฉันว่า ทนไม่ไหวอีกต่อไปแล้ว เธอรู้ใช่ไหมว่าเรื่องอะไร” คราวนี้อาจารย์มองฉันกับพร้อมฉัตรด้วย

            “พอจะทราบค่ะ” พร้อมฉัตรตอบเบาๆ “แต่...”

            “ฉันรู้สึกแย่มากๆเมื่อได้ยินเรื่องนี้” อาจารย์พูดขัด ฉันคิดว่าพร้อมฉัตรคงพยายามจะบอกเรื่องโกหกของเธอที่ว่าเธอก็ได้รับข้อความเหมือนกัน “ฉันคิดว่าพวกเธอโตกันแล้ว เข้าใจใช่ไหมว่าฉันหมายความว่ายังไง พฤติกรรมแบบนี้ไม่ต่างจากเด็กประถมกลั่นแกล้งเพื่อน เมื่อการกระทำแบบนี้มาจากวัยผู้ใหญ่ตอนต้น มันยิ่งดูแย่เพราะผู้ใหญ่มีอารมณ์และความคิดรุนแรงกว่าเด็กประถมหลายเท่า  เรื่องล้อเล่นบางทีมันก็มากเกินไป คนทำสนุก แต่คนถูกกระทำ เขาไม่สนุกด้วยหรอกนะ”

            “อาจารย์คะ” ฉันพูดขัดขึ้น

            “ไม่ว่ายังไงอาจารย์ก็คิดว่าเป็นพวกเราใช่ไหมคะ” ณัชชาถามเสียงกร้าว ฉันตั้งใจจะบอกซะหน่อยว่าฉันก็ได้ข้อความเหมือนกัน ฉันไม่ได้เป็นคนทำ แต่ณัชชาก็ขัดจังหวะ “ไม่คิดว่าแบบนี้ ใจแคบไปหน่อยหรอ พวกที่มาตะโกนปาวๆว่าตัวเองถูกกระทำน่ะ อาจเป็นคนทำเรื่องนี้เองก็ได้นะคะ” เธอพูดอย่างชาญฉลาด ก็เพราะพูดจาอวดดีแบบนี้แหละ เธอยิ่งดูเหมือนตัวร้ายมากเข้าไปใหญ่

            “จะพูดอะไรก็ตามใจเถอะคุณณัชชา” อาจารย์พูดอย่างไม่สะทกสะท้าน “ฉันไม่มีวันลืมสิ่งที่คุณทำกับกมลชนกหรอกนะ มันเหมือนการกระทำของอาชญากรมาก คุณก็รู้ ถึงสุดท้ายคุณจะยอมหยุดไปง่ายๆ แต่กมลชนกก็โกรธมาก และฉันก็โกรธเหมือนกัน ไม่คิดว่าจะมีใครทำเรื่องเหลวไหลน่ารังเกียจอย่างนี้ได้ลงคอ”

            “ก็บอกแล้วไงคะ เรื่องของแก้มครั้งนั้น ที่ทำไปมีเหตุผลทุกอย่าง” ณัชชายังพูดอย่างอวดดีต่อไป ไม่สนใจท่าทางโกรธของอาจารย์เลยแม้แต่น้อย ฉันสิ ที่นั่งอยู่เฉยๆยังรู้สึกว่าณัชชาควรจะหยุดต่อปากต่อคำได้แล้ว มันไม่ได้ช่วยให้อะไรดีขึ้นเลย และเรื่องของแก้ม เธอก็ไม่ได้มีเหตุผลในการทำแบบนั้นเลยด้วยซ้ำ แค่นึกสนุกเท่านั้นเอง และหมั่นไส้แก้มหน่อยๆด้วย

             “ช่างเถอะ ฉันไม่ได้เรียกมาเพื่อพูดเรื่องกมลชนก” อาจารย์พูดต่อ “เธอบอกว่าเธอได้รับข้อความนั่นเหมือนกันใช่ไหม คุณณัชชา”

            “อ๋อ เรื่องนั้น หนูโกหกค่ะ” ณัชชาพูดหน้าตาเฉย ฉันเห็นพร้อมฉัตรอ้าปากค้างจ้องเธอ “ก็กลัวนี่ค่ะ อาจารย์ทำเหมือนจะโยนความผิดทุกอย่างมาให้ หนูก็เลยบอกว่าได้ข้อความนั้นเหมือนกัน และบอกว่าอาจเป็นเพื่อนๆอีกสองคนที่ทำเรื่องนี้ เพราะอยากให้อาจารย์โทรเรียกพวกเขามาค่ะ และอีกอย่างนะคะ สุกับฉัตรไม่มีปัญญาคิดทำการใหญ่ขนาดนี้หรอกค่ะ เธอสองคนเป็นพวกคุณธรรมจัด ไม่คิดกลั่นแกล้งใครแบบนี้แน่นอน”

            โอ้โหย~ คำตอบแบบนี้เล่นเอาฉันอึ้งไปเลย จะว่าชมหรือด่าล่ะนั่น แต่ก็ดีที่เธอบอกว่าฉันกับพร้อมฉัตรไม่มีทางทำเรื่องนี้ได้

            “นี่เธอคิดว่าฉันเป็นเพื่อนเล่นหรือไง คุณณัชชา” อาจารย์ขึ้นเสียงหนัก

            “ขอโทษค่ะ” ณัชชากล่าว แต่ไม่มีทีท่าเหมือนคำพูดเลยสักนิด “ในเมื่ออาจารย์ก็ไม่มีหลักฐานอะไรที่ชี้ชัดว่าหนูเป็นคนทำ และเพื่อนหนูก็ไม่ได้ทำเหมือนกัน เพราะฉะนั้นขอตัวเลยได้ไหมคะ”

            ในชั่วเสี้ยววินาทีนั้น ฉันนึกถึงโรงเรียนมัธยม ถ้าณัชชาพูดอย่างนี้กับครูในโรงเรียนมัธยมล่ะก็ ครูคนนั้นลุกขึ้นหยิบไม้มาฟาดแล้วแน่ๆ แต่นี่เป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย เรื่องการตีนักศึกษา มันไม่มีหรอก ไม่มีใครทำทั้งนั้น ถึงในใจจะอยากมากแค่ไหนก็เถอะ  

            “อ้อ หนูขอบอกอาจารย์อีกอย่างนะคะ” ณัชชาพูดขึ้น “หนูว่าเรื่องนี้เป็นแค่การกระทำของคนโรคจิตมากกว่า ข่าวเรื่องลัลนาใหญ่จะตาย ใครก็รู้กันทั้งนั้น ถ้าสมมติว่าใครอยากเล่นตลก ก็แค่พยายามหาเบอร์โทรศัพท์ของทุกคนในเอกการละครให้เจอ ซึ่งหนูว่ามันไม่ใช่เรื่องยากอะไรหรอก คนนั้นก็แค่อยากสร้างเรื่องให้ทุกคนหวาดกลัวเท่านั้นเอง มันไม่มีอะไรหรอกค่ะ อาจารย์เอาเวลาที่มีค่าทำเรื่องอื่นเถอะนะคะ อย่างเช่นไปสอน ตอนนี้เป็นเวลาสอนของอาจารย์ด้วยไม่ใช่หรอ และหนูก็ต้องเรียนกับอาจารย์ หนูอุตส่าห์จ่ายค่าหน่วยกิตแสนแพงให้อาจารย์ไปแล้ว ช่วยทำหน้าที่ให้คุ้มเงินหน่อยสิคะ”

            โอ้ มาย ก๊อด ตลอดทั้งชาตินี้ ฉันไม่มีวันกล้าพูดกับใครแบบนั้นแน่ ณัชชาพูดจบก็ลุกขึ้นยืน ดึงตัวฉันกับพร้อมฉัตรให้ลุกตาม ฉันกล่าวสวัสดีอาจารย์แทบไม่ทันเมื่อณัชชาลากตัวฉันออกไปจากห้องอย่างรวดเร็ว

            “เธอบ้าไปแล้ว” นั่นเป็นประโยคแรกที่พร้อมฉัตรใช้ทักทายณัชชา

            “ลงไปข้างล่างกันเถอะ” ณัชชาเดินนำหน้า ดึงมือของเพื่อนอีกสองคนให้เดินตามมาด้วย

            “เธอรู้บ้างไหมว่าวิชาของอาจารย์อธิกมาสเทอมนี้ สามหน่วยกิตนะ เขาอาจจะให้เธอด๊อกบวกหรือด๊อกนิ่งก็ได้” สิ่งที่พร้อมฉัตรพูดหมายถึงเกรด D+ หรือ Dนิ่ง ซึ่งก็คือ D เฉยๆ “แล้ววิชาของอาจารย์เทอมนี้ก็สำคัญมากนะ ถ้าเกิดทำให้อาจารย์ไม่ชอบขี้หน้า มีหวังได้ร่วมโปรละครกับกลุ่มฟี่ปีสี่ที่ห่วยแตกที่สุดก็ได้”

            “ก็ดีสิ” ณัชชาพูดอย่างสนุก “พวกเขาจะได้เห็นกลุ่มห่วยไม่ห่วยแตกอีกต่อไป เพราะมีคนอย่างฉันไปร่วมทีมยังไงล่ะ” เธอพูดอย่างมั่นอกมั่นใจ แล้วเดินไปนั่งที่โต๊ะตัวหนึ่งใต้ตึก ฉันนั่งลงฝั่งตรงข้ามกับเธอ ส่วนพร้อมฉัตรนั่งลงอย่างหัวเสีย

            “แล้วเธอมีเรื่องอะไรจะพูดหรอ ถึงได้ลากเราลงมาข้างล่าง” ฉันถาม

            “ต้องมีอยู่แล้ว สุที่รัก” เธอพูดเหมือนคำว่า สุดที่รักพร้อมยิ้มหวาน “อย่างแรกอย่ากังวลเรื่องอาจารย์อธิกมาสเลย แกอารมณ์ไม่ดีเพราะเพิ่งหย่ากับสามีนักการเมืองที่อยู่ด้วยกันมาตั้งยี่สิบปี อย่างที่สอง บอกมาซิว่าเธอสองคนได้รับข้อความหรือเปล่า”

            “ฉันได้ แต่ฉัตรไม่” ฉันบอกทันที “แล้วเธอได้หรือเปล่า”

            “ฮ่าๆ ได้สิจ๊ะ” ณัชชาบอกพร้อมหัวเราะแห้งๆ เธอควานหาของในกระเป๋า หยิบจดหมายซองแดงออกมา ซองแบบนั้นเหมือนกับของฉันไม่มีผิด แสดงว่าไม่ใช่แค่ฉันคนเดียวที่ได้ในรูปแบบของจดหมาย เธอยื่นมาให้ฉัน “เปิดดูได้เลย ข้อความข่มขู่น่ะ” พร้อมฉัตรแย่งไปจากมือฉันและแกะออกอ่านทันที ฉันชะโงกหน้าเข้าไปดูบ้าง

เธอมันน่ารังเกียจ ระวังไว้ให้ดี เพราะฉันอยากให้เธอตาย

                                                            - LANNA -

            “นี่มันแรงเกินไปแล้วมั้ง” พร้อมฉัตรทิ้งจดหมายในมือทันที

            “แรงสิ แต่น่าตื่นเต้นดีชะมัด” ณัชชาเก็บจดหมายกลับมา “อย่างที่สามที่ฉันอยากจะพูดก็คือ ฉันจะไม่ปล่อยยัยลัลนาตัวปลอมนี่ลอยนวลแน่ มันจะต้องเป็นใครสักคนในเอกการละครชั้นปีเรา ที่หมั่นไส้พวกเราแบบสุดๆไปเลย ถึงทำเรื่องแบบนี้แล้วตั้งใจโยนความผิดให้เรา”

            “ทุกคนมีความเป็นไปได้หมดเลยนะ” ฉันบอก

            “ใช่” ณัชชาพยักหน้า “ก็ต้องเริ่มจากคนที่เป็นไปได้มากที่สุดก่อนไง”

            จะว่ายังไงดีล่ะ ในเมื่อคนที่เป็นไปได้มากที่สุดพูดออกมาแบบนั้น ก็แสดงว่าเทอมนี้ ชีวิตฉันคงไม่สงบสุขแน่ และดูเหมือนจะเป็นเทอมที่วุ่นวายที่สุดตั้งแต่เคยมีมา

 

 

 

 

 

 

 

 

- 4 -

            คนที่เป็นได้มากที่สุดมีสองคน นั่นคือการสันนิษฐานร่วมกันของฉัน ณัชชาและพร้อมฉัตร คนแรกคือกมลชนกหรือแก้มที่เคยโดนแผนแหกตาของณัชชาจนแทบจะเป็นบ้าเพราะความเครียด แก้มเคยเป็นเหรัญญิกมาสองปี คือตอนอยู่ปีหนึ่งกับปีสอง เธอมักจะพูดจาขัดใจณัชชาตลอด ยิ่งช่วงเทอมสองยิ่งหนักข้อมากขึ้นเรื่อยๆ ณัชชาที่ทนให้ใครกระทำแบบนั้นกับตนไม่ได้ ย่อมไม่ยอมอยู่เฉยๆ ในเมื่อเหรัญญิกต้องดูแลเงินมากมายของคนทั้งเอกที่มีไว้เพื่อลงทุนทำกิจกรรมต่างๆ ณัชชาแค่ขโมยเงินจำนวนสี่พันห้าออกมาจากกระเป๋าของแก้ม ตอนนั้นคนในเอกทั้งสิบห้าคนจะต้องจ่ายเงินสามร้อยบาทสำหรับเข้าร่วมกิจกรรมรับน้องเอก สิบห้าคน คนละสามร้อยก็รวมเป็นสี่พันห้า ณัชชาฉกมาหมดกระเป๋านั่นแหละ แก้มทั้งกลัวทั้งเครียด ไม่รู้จะบอกกับทุกคนยังไง เธอไม่ใช่คนร่ำรวย เป็นเด็กได้ทุนการศึกษา แถมยังกู้เรียนอีกด้วย ถ้าต้องจ่ายคืนทั้งสี่พันห้า ทั้งเดือนเธอคงไม่มีเงินไว้กินข้าว พอผ่านไปหนึ่งสัปดาห์ ณัชชาก็เงินไปคืนให้ คืนต่อหน้าเลยด้วย พร้อมพูดจาเชือดเฉือนน้ำใจอีกนิดหน่อย แน่นอนล่ะ ถ้าโดนแบบนั้น ยังไงก็ต้องเกลียดณัชชาเข้ากระดูกดำ

            คนที่สองคือ จูเลีย สาวลูกครึ่งฝรั่งเจ้าของผมสีน้ำตาลเข้ม กับดวงตากลมโตแสนสวย จูเลียกับณัชชาเหมือนจะเป็นศัตรูกันตั้งแต่เห็นหน้าตอนปีหนึ่ง คนทั้งเอกรู้เรื่องนี้ดี มันเข้าข่ายว่ารังผึ้งจะมีนางพญาสองตัวไม่ได้ ฉันก็ไม่ค่อยเข้าใจนักหรอก ทั้งสองคนแข่งกันแทบจะตลอดเวลา แต่ณัชชาทำกับเธอไว้แสบพอตัวเลยตอนอยู่ปีสอง จูเลียไปชอบรุ่นน้องปีหนึ่งคนหนึ่งซึ่งบังเอิญได้เป็นเดือนมหาวิทยาลัยหลังจบกิจกรรมตอนรับน้องใหม่ พอณัชชารู้เช้า ฉันก็ไม่รู้ว่าทำเธอยังไง รุ่นน้องคนนั้นมาชอบเธอ และไม่สนจูเลีย ณัชชามาพูดเย้ยต่อหน้าอีกต่างหาก นั่นก็มากพอที่ทำให้จูเลียอยากแก้แค้นกลับด้วยวิธีอะไรสักอย่าง

            พวกเราประชุมหารือกันว่าจะจัดการเรื่องนี้ หนทางง่ายๆคือหาซิมโทรศัพท์ให้เจอ เพราะคนที่ส่งข้อความแอบอ้างชื่อลัลนาไปทั่วใช้เบอร์เดิมตลอด หนึ่งในสองคนนี้อาจมีซิมโทรศัพท์ที่ว่าอยู่ก็ได้ ปัญหาต่อมาก็คือ จะเอามันมาได้ยัง

            “ใช่ ช่วยหาวิธีที่อันตรายน้อยกว่านี้หน่อยได้ไหม” พร้อมฉัตรพูดอย่างประสาทเสีย ขณะเดินเรียบถนนในยามเย็น ณัชชาบอกว่าอยากกินเค้กร้านเจ้าประจำ พวกเราจึงพากันออกมาหลังเลิกเรียนช่วงบ่ายในวันที่สามของการเปิดเทอม

            “มีทางเลือกที่ดีกว่านี้หรือไงเล่า” ณัชชาว่า เธอเดินลิ่วๆอย่างมั่นใจ ผมสีดำหยิกเป็นลอนเด้งดึ๋งตลอดทาง

            “ฉันรู้” พร้อมฉัตรพยักหน้า แต่ยังไม่หยุดเถียง “ให้ฉันไปประกบยัยแก้มคนเดียวเนี่ย ไม่โหดเกินไปหน่อยหรอ ช่า ทำไมเธอไม่ทำเองล่ะ แล้วให้ฉันกับสุไปตีซี้จูเลีย”

            “ยัยแก้มไม่มีวันยอมญาติดีกับฉันอีกต่อไปแล้ว เธอก็รู้นี่” ณัชชาหยุดเดินแล้วหันมาพูด พวกเราหยุดเดิมตาม และตอนนี้กำลังยืนขวางทางชาวบ้านเต็มฟุตบาท “แก้มไม่เหมือนจูเลีย ยัยฝรั่งนั่นมักจะทำเป็นคนแสนดีอยู่ตลอดเวลา ฉันแค่แกล้งไปขอโทษญาติดีด้วย เธอก็โอเคแล้ว แต่แก้มไม่เหมือนกัน ยัยนั่นผูกใจเจ็บจะตาย แค่มองหน้าฉันยังไม่อยากจะมองเลย พอฉันเดินเข้าไปใกล้ก็เดินหนี เข้าใจความแตกต่างไหม”

            “ไม่!” พร้อมฉัตรเน้นหนัก “ทำไมต้องให้ฉันทำงานคนเดียวด้วย”

            “โอ๊ย ง่ายจะตาย แค่นี้คิดไม่ออกอีกหรอยะ” ณัชชาทำเสียงเหมือนแมวขู่แล้วสะบัดผมเดินหน้าต่อ แต่เดินไปได้ไม่กี่ก้าวก็หยุดกึกเมื่อมาถึงหน้าร้าน “เกิดอะไรขึ้นเนี่ย?”

            ฉันมองร้านเค้กเจ้าประจำของพวกเรา แต่มันไม่ใช่ร้านเค้กอีกต่อไปแล้ว จากที่เคยชื่อว่า Sweetie Pink ก็เปลี่ยนเป็น Antique Brown สีสันของร้านที่เป็นขาวชมพูกลายเป็นสีน้ำตาลอ่อนกับเหลืองอ่อน ออกแนววินเทจ ก็ใช่ว่าจะดูแย่หรอกนะ ฉันว่ามันดูสวยขึ้นตั้งเยอะ

            “กลายเป็นร้านน้ำชาเห่ยๆตั้งแต่เมื่อไหร่” ณัชชาสบประมาท

            “แล้วเอาไง” ฉันถาม

            “เข้าไปก็ได้ ไหนๆก็มาถึงนี่แล้ว” ณัชชายักไหล่แล้วผลักประตูกระจกเข้าไป ฉันว่าร้านนี้ไม่เห่ยเลยสักนิด มันดูดีมากๆ ที่นั่งจัดเป็นสัดส่วน โต๊ะกับเก้าอี้ทำจากไม้สีน้ำตาลอ่อนเข้ากับผนังและบรรยากาศ ผนังสองด้านแขวนรูปภาพวิวทิวทัศน์สวยๆ เป็นร้านที่น่านั่งมากเลย ฉันชักถูกใจบรรยากาศเข้าเต็มเปาซะแล้ว “ข้างในก็ไม่เลวนะ แต่ฉันชอบสวีทตี้พิงค์มากกว่าอยู่ดี” ณัชชาพูดแล้วนั่งลงที่โต๊ะริมกระจกรูปกลม

            ฉันมองโต๊ะ รู้สึกว่ามันคุ้นตาแปลกๆ และยังมีของตกแต่งที่วางอยู่กลางโต๊ะ เป็นชุดเก้าอี้กับโต๊ะขนาดเล็กน่ารัก พร้อมฉัตรหยิบขึ้นมาดู สีหน้าพอใจกับของเล็กๆทำมือ ของพวกนี้คงไม่ใช่...

            “จะรับอะไรครับ” พวกเราเงยหน้าขึ้นมองพนักงานพร้อมกัน พร้อมฉัตรผุดลุกขึ้นยืนทันที เก้าอี้ของเธอล้มดังโครม ณัชชาถลึงลูกตาอ้าปากกว้างอย่างไม่เชื่อในสิ่งที่ได้เห็น ส่วนฉัน ชักชินกับอะไรแบบนี้แล้วสิ ก็เลยหยิบเมนูขึ้นมาดูอย่างไม่รู้สึกอะไร  

            “คุณเป็นอะไรหรือเปล่าครับ” ผู้ชายอีกคนเดินมาหาพร้อมฉัตร และยกเก้าอี้ของเธอตั้งเข้าที่ เขาดูมีอายุมากกว่าพนักงานเสิร์ฟ น่าจะเป็นเจ้าของร้าน

            “มาอยู่ที่นี่ได้ยังไง” ณัชชาถามพนักงานอย่างงงงวย ฉันลดเมนูลงมองทุกคนสลับกันไปมา สีหน้าของณัชชาเหมือนเห็นผี พร้อมฉัตรนิ่งเป็นรูปปั้น ดวงตาเบิกโตสุดขีด คุณเจ้าของร้านก็มองไปมองมาอย่างไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น ส่วน ตัวการยืนหน้านิ่ง มีกระดาษกับปากกาในมือเตรียมจดรายการอาหารอย่างไม่สะทกสะท้านกับบรรยากาศรอบตัว

            เขาไม่ตอบคำถามของณัชชาด้วยซ้ำ แต่หันมาหาฉัน ดึงเมนูออกไปจากมือฉัน ชะโงกหน้าลงมาใกล้ ยิ้มหวานกว้างๆเหมือนตั้งใจโชว์รอยแผลเสน่ห์ที่แก้มขวา

            “ไง ไม่คิดว่าจะหาฉันเจอเร็วขนาดนี้นะเนี่ย เก่งเหมือนกันนี่” จีพูดอย่างอารมณ์ดี ไม่ได้รู้เลยว่ารอบตัวเป็นบรรยากาศแบบไหน แล้วดันพูดจาสนิทสนมกับฉันอีก บ้าหรือไง มันเรื่องอะไรมาพูดว่าฉันหาเขาเจอ ฉันไม่ได้ตั้งใจหาซะหน่อย นี่มันเรื่องบังเอิญ ฉันเกลียดเรื่องบังเอิญชะมัด

            “เพื่อนหรอ จี” เจ้าของร้านถาม

            “ครับ” ไม่พูดเปล่า แต่วางมือใหญ่ๆบนหัวฉันด้วย ณัชชากับพร้อมฉัตรยิ่งตะลึงเข้าไปใหญ่ “ลดราคาเป็นพิเศษให้ได้หรือเปล่าครับ เถ้าแก่”

            คนที่ถูกเรียกว่าเถ้าแก่หัวเราะ “เออ ถ้าเพื่อนเอ็ง ข้าลดให้ยี่สิบเปอร์เซ็นต์” ฉันเพิ่งสังเกตเห็นหน้าเจ้าของร้าน ก็ดูดีไม่หยอก อายุก็ไม่ได้เยอะมาก คงประมาณยี่สิบหกหรือยี่สิบเจ็ด เขาไว้ผมยาวและมัดเป็นหางม้าหลวมๆ ผิวสีเข้ม หน้าตาคมคาย มีไรหนวดจางๆเหมือนเพิ่งโกนทิ้งไปเมื่อเช้า ถ้าจีไม่โผล่มาแบบนี้ล่ะก็ พร้อมฉัตรกับณัชชาคงมีเรื่องเม้าท์เป็นเถ้าแก่ทันทีแน่ๆ ก็ดูหล่อเท่ซะขนาดนั้น

            “จะรับอะไรครับ” จียื่นเมนูคืนให้

            “อะแฮ่มๆ” พร้อมฉัตรกระแอมกระไอให้สัญญาณ ทำให้ฉันกับณัชชากระโดดลุกขึ้นยืนและกรูไปทางประตูหน้าพร้อมกัน เราเดินออกห่างจากร้านนิดหน่อย แล้วพร้อมฉัตรก็เริ่มพูด “สุ! ทำไมเขาทำท่าสนิทกับเธอแบบนั้น นี่มันอะไร เล่ามาเดี๋ยวนี้เลย” ฉันว่าแล้ว ฉันต้องโดนแบบนี้

            “ตอนปิดเทอม ขอโทษที่ไม่ได้เล่านะ แต่เขาเป็น...” ฉันหยุดพูดกะทันหัน ไม่บอกดีกว่ามั้งว่าเราเป็นเพื่อนกัน “คือเขาก็ทำงานที่งานสัปดาห์หนังสือเหมือนกัน ก็เจอกัน แค่นั้นแหละ”

            “มีอะไรมากกว่านี้แน่” ณัชชาหรี่ตามอง “อย่าโกหกเลย สุ เธอโกหกไม่เก่งหรอก ก็เหมือนยัยฉัตรนั่นแหละ โกหกยังไงฉันก็จับได้ ตกลงมันอะไรกัน จากที่เห็นเมื่อกี้ ไม่ใช่แค่เจอกันในหน้าที่หรอก ใช่ไหมล่ะ ฉันเคยบอกแล้วนะ ผู้ชายคนนี้อันตราย ถ้าให้ดีอย่าเสี่ยงพูดคุยเกินความจำเป็น และยิ่งกว่านั้นก็คือ อย่าได้พบเจอะเจอจะดีที่สุดสำหรับเธอเลย”

            ฉันโมโห นิดหน่อย ก็ดูที่ณัชชาพูดเข้าสิ เธอพูดโดยไม่รู้อะไรเลย เธอไม่ได้เห็นอย่างที่ฉันเห็น ไม่ได้คุยกับเขาอย่างที่ฉันคุย เธอไม่รู้ถึงความเศร้าหมองของเขา ความเดียวดายของเขาที่ฉันเห็นมาตลอดหนึ่งเดือน ถึงฉันจะสงสัยเขาอยู่ และไม่วางใจมากนัก แต่ก็ทนที่จะทำเมินเฉยใส่ไม่ได้

            “ฉันไม่รู้นะว่าเธอกับเขาเคยมีเรื่องอะไร ช่า” ฉันพูดขึ้นอย่างใจเย็น “เขาไม่ได้เลวร้ายขนาดนั้น และเรื่องลัน ถึงจะยังน่าสงสัยอยู่ แต่ทางกฎหมายก็ยอมรับแล้วว่าเขาไม่ได้ทำผิดเรื่องนั้น อีกอย่างฉันกับเขาไม่ได้สนิทอะไรกันมากมาย แค่เจอกันในที่ทำงาน และฉันคิดว่าเขาน่าสงสารด้วยซ้ำ ถ้าเขาเป็นผู้บริสุทธิ์ ซึ่งประมาณเจ็ดสิบเปอร์เซ็นต์ในความคิดฉัน เชื่อไปแล้วว่าเขาบริสุทธิ์ ไม่คิดหรอว่าน่าสงสารนะที่ไม่ได้ทำผิดแต่ถูกกล่าวหา”

            “รู้อะไรไหม” ณัชชาพูดเสียงเย็น “เธอพูดเหมือนลัลนาไม่มีผิด”

            คำพูดของณัชชาทำให้ฉันนิ่งอึ้ง เมื่อก่อนณัชชาก็เคยเตือนลัลนาเกี่ยวกับเรื่องของจี และลัลนาก็ไม่เชื่อ บอกแต่ว่าเขาเป็นคนดี ไม่มีอะไรเลวร้าย นั่นล่ะมั้งที่เหมือนกับคำพูดของฉัน

            “อีกเรื่องนะ สุ” ณัชชาพูดอย่างจริงจัง “สามสิบเปอร์เซ็นต์ที่เหลือ ที่เธอไม่อยากเชื่อ ที่เธอสงสัย จะบอกให้ว่ามันมักจะเป็นเรื่องจริง ถ้าเป็นเรื่องเบื้องหลังของผู้ชายคนนี้”

            “ช่า เธอรู้อะไรเกี่ยวกับเขากันแน่” พร้อมฉัตรขัดขึ้นมา “ขอร้องล่ะ ช่วยเล่าเถอะ ตอนเกิดเรื่องลัน เธอก็ไม่ยอมเล่า ฉันไม่เข้าใจเลยว่าทำไมต้องปิดเป็นความลับด้วย เขาไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับเธอสักหน่อย ทำไมถึงเล่าไม่ได้ นี่มันหน้าสิ่วหน้าขวานนะ”

            “ฉันพูดเรื่องนี้ไม่ได้” ณัชชาบอกเสียงแข็ง

            “ทำไมไม่ได้” ฉันขึ้นเสียง ไม่ได้ตั้งใจจะทำให้น้ำเสียงของตัวเองดูร้ายกาจอย่างนั้นเลย “เธอต้องทำอะไรสักอย่างไว้ใช่ไหม ทำเรื่องวุ่นวายอย่างที่เธอชอบทำ บางทีที่เธอเล่าไม่ได้ คงเพราะเธอเคยมีส่วนร่วมในเรื่องนั้นด้วย เธอก็เลยกลัวที่เล่าออกมา ใช่หรือเปล่าล่ะ”

            “เธอเหมือนลัลนามากจริงๆ” ณัชชายิ้ม ยิ้มแบบที่เธอชอบทำประจำ ยิ้มอย่างเหนือกว่า อย่างคนที่รู้อะไรมากกว่า “ระวังให้ดี ฉันไม่อยากไปงานศพเธอ”

            “ช่า!” พร้อมฉัตรตวาด “พูดอะไรของเธอ บ้าไปแล้วหรือไง”

            “ไม่บ้าหรอก เธอก็เห็นแล้วนี่ ลันมีจุดจบยังไง ถ้าสุอยากจะโง่ก็ตามสบายเถอะ ฉันเหนื่อยกับการเตือนแล้ว เหนื่อยแล้ว ได้ยินไหม” ณัชชาตะโกนสุดเสียง นาทีนั้นฉันคิดว่าเห็นน้ำตาของเธอหยดลงพื้น  เธอเงยหน้าขึ้นรีบสะบัดผมหันหลังให้และเดินเร็วๆห่างออกไปทุกที ปล่อยให้ฉันกับพร้อมฉัตรยืนงงกันสองคน พร้อมฉัตรหันมาหาฉัน ดูเหมือนจะอับจนถ้อยคำ

            “เธอคิดว่า ช่าร้องไห้หรือเปล่า”

            “ไม่รู้สิ” ฉันส่ายหน้าช้าๆ

            “จะเอายังไงดี” พร้อมฉัตรพูดกับตัวเองมากกว่าพูดกับฉัน “ฉันไปดูช่าหน่อยดีกว่า เอ่อ แล้วเธอจะมาด้วยหรือเปล่า” เธอถามอย่างไม่แน่ใจ

            “เธอไปเถอะ” ฉันบอกเบาๆ   

            พร้อมฉัตรวิ่งตามณัชชาไปแล้ว ตั้งแต่รู้จักกันมา ฉันไม่เคยได้ยินน้ำเสียงของณัชชาเจ็บปวดมากขนาดนั้นมาก่อนเลย เธอเป็นผู้หญิงเข้มแข็งเสมอ เธอมั่นใจ สวยเลิศเลอ ใครๆก็เป็นได้แค่เครื่องมือของเธอเท่านั้น ฉันไม่เคยคิดว่าเธอจะไร้ความสุข กลัว หรือร้องไห้ได้มาก่อน แต่ฉันคิดผิด และตอนนี้ฉันก็รู้สึกผิดด้วยที่กล่าวหาเธอแบบนั้น ไม่ว่าเรื่องในอดีตจะเป็นยังไง แต่มีน้อยคนที่จะอยากเล่าความทรงจำแย่ๆให้เพื่อนใหม่รับรู้ อย่างฉันยังไม่เคยเล่าเรื่องครอบครัวให้ใครฟังเลย มันเป็นเรื่องแย่ที่ฉันไม่ต้องการเอ่ยถึง บางทีที่ณัชชาไม่ยอมเล่า คงเพราะมันเป็นเรื่องแย่มากๆสำหรับเธอ

            ณัชชาเคยพูดถึงจีแค่เรื่องเกี่ยวกับรุ่นน้องคนหนึ่ง รุ่นน้องคนนั้นคบกับจีสมัยอยู่มัธยม แล้วไม่นานก็หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย ไม่มีใครได้พบเห็นเด็กสาวคนนั้นอีก ณัชชาเล่าให้ฟังแค่นี้ และบอกว่าผู้ชายคนนี้อันตราย ไม่ควรเข้าใกล้ เธอไม่อธิบายอะไรเพิ่ม แต่เท่าที่ฉันเห็นสีหน้ากับท่าทางแบบนั้น ต้องมีอะไรมากกว่าที่เธอเล่ามาอยู่แล้ว ฉันอยากรู้ว่ามันคืออะไร

            ฉันหันกลับไปมองร้าน Antique Brown นี่อาจเป็นสิ่งที่ฉันควรทำมาตั้งนานแล้วก็ได้ ถ้าเอาแต่รอให้พร้อมจะตอบ คงไม่ต้องทำอะไรกันพอดี ฉันเดินก้าวเข้าไปช้าๆ ไม่ว่าสิ่งที่ได้ยินจะเป็นเรื่องอะไรก็ตาม ฉันบอกกับตัวเอง อย่าได้เชื่อเต็มร้อย เชื่อแค่ห้าสิบ เพราะยังต้องถามจากณัชชา ไม่ว่ายังไงก็ต้องรู้ให้ได้ ก่อนจะจัดการตามหาลัลนาตัวปลอม ฉันขอจัดการเรื่องนี้ก่อนแล้วกัน

            ฉันผลักประตูกระจก ในร้านยังมีแค่จีกับเจ้าของเหมือนเดิม ฉันเดินตรงเข้าไปหาและพูดขึ้น “ขอคุยด้วยหน่อยสิ”   

            “ไปนั่งก่อน” เขาบอก ท่าทางไม่แปลกใจที่อยู่ๆฉันก็เดินกลับเข้ามาและบอกว่าขอคุยด้วย

            ฉันเลือกนั่งที่เดิม สายตามองตามเขาที่เคลื่อนไหวอยู่ในครัว ร้านนี้ทำครัวแบบเปิดครึ่งหนึ่ง ภายในเคาน์เตอร์นั้นมีเครื่องมือชงชาและกาแฟครบครัน ฉันมองตามนิ้วมือเรียวยาวของเขาหยิบจับนั่นนี่อย่างคล่องแคล่ว อย่างกับทำงานที่นี่มาเป็นปีแล้วงั้นแหละ เมื่อละสายตาจากเขา พยายามมองหาเถ้าแก่ที่มาดเหมือนนักดนตรี เถ้าแก่ไม่ได้อยู่หน้าร้านซะแล้ว คงจะอยู่ในครัวครึ่งหลังที่เป็นครัวปิด ลูกค้าไม่สามารถเห็นด้านในได้

            จีเดินออกมาจากเคาน์เตอร์พร้อมถาดสีเงิน บนถาดมีถ้วยชากับจานใส่เค้กหนึ่งชิ้น ถ้าไม่มีเรื่องราวน่ากลัวเกี่ยวกับเขาลอยเข้าหูฉันมาก่อน หรือฉันไม่ได้สงสัยอะไรเลยเกี่ยวกับตัวเขาแล้วล่ะก็ ภาพที่เห็นตอนนี้จะสมบูรณ์แบบมาก ชายหนุ่มหน้าตาดีคล้ายนักแสดงชาวฝรั่งเศสที่ได้รับฉายาว่า เจ้าชายกำลังเดินเข้ามาหาพร้อมชาที่ชงใหม่ๆกับขนมเค้ก เขาสวมผ้ากันเปื้อนสีครีมทับเสื้อเชิ้ตสีขาวทำให้ดูสดใสกว่าปกติที่มักจะใส่เสื้อดำทุกที ร่างสูงสมส่วนกับสีผิวออกแทนทำให้ดูน่าหลงใหลเข้าไปใหญ่ จะว่าไปก็ดีแล้วที่สถานะของเขายังคลุมเครือระหว่างคนธรรมดากับคนน่าอันตราย ไม่อย่างนั้นฉันคงแย่ เริ่มจะไม่สงสัยแล้วว่าทำไมลัลนาถึงหลงเสน่ห์คนแบบนี้ได้

            “ชาเอิร์ลเกร์ยครับ คุณหนู”

            ดูเอาแล้วกัน ถ้าเป็นผู้หญิงคนอื่นที่ไม่เคยรู้จักเขามาก่อน ไม่รู้อดีตอะไรของเขาทั้งนั้น จะไม่หลงผู้ชายคนนี้ได้ยังไง น้ำเสียงก็นุ่มทุ้มราวกับนักพากย์เสียงพระเอกในภาพยนตร์ ดีแล้วที่ฉันมีเกราะป้องกันที่แข็งแกร่งคือความสงสัย ไม่อย่างนั้นคงแย่ แย่แน่ๆ

            กลิ่นของชาเอิร์ลเกร์ยหอมกรุ่นลอยจากถ้วยเข้าจมูก ฉันไม่เคยดื่มชาอังกฤษมากก่อน อย่างดีก็แค่ชาญี่ปุ่นบรรจุขวดที่ขายทั่วไปตามร้านสะดวกซื้อ กลิ่นของชาคนละเรื่องกันเลย และเมื่อลองจิบดู ฉันก็รู้ได้ทันทีว่านี่คือชาของจริง ฉันวางถ้วยชาลงบนแก้วรอง เงยหน้าขึ้นมองคนที่นั่งอยู่เก้าอี้ฝั่งตรงข้าม จีเอาศอกวางบนโต๊ะ มือทั้งสองข้างเท้าคาง ดวงตาสีน้ำตาลใสแป๋วจ้องฉันอย่างไม่วางตา ริมฝีปากระบายยิ้มน้อยๆ คงอยากรู้เต็มแก่ว่าน้ำชาที่เขาชงให้อร่อยหรือเปล่า

            “อร่อยดี” ฉันบอก จะได้เลิกจ้องกันซะที รู้สึกแปลกๆพิกล

            “แน่นอนอยู่แล้ว” เขาพูดอย่างอวดๆ

            หน้าตาท่าทางมีความสุขแบบนี้มันอะไร เขาดูต่างจากตอนอยู่บ้านนิดหน่อย ไม่เหลือแววตาอมทุกข์เหมือนอย่างตอนนั้นเลย ดวงตาใสแจ๋ว ใบหน้าก็แช่มชื่น ไม่ได้รู้ซะบ้างเลยว่าการปรากฏตัวของเขาทำให้เกิดเรื่องอะไรขึ้นมาบ้าง

            “มีอะไรจะคุยล่ะ สารภาพรักกับฉันหรอ” เขาเอียงคอเล็กน้อย ท่าทางการพูดดูบ๊องแบ๊ว อยากเอาน้ำชาร้อนๆสาดใส่หน้าจังเลย ดูซิจะยังยิ้มได้แบบนี้ไหม

            “มีเรื่องจะถาม” ฉันบอก ไม่สนใจคำพูดกวนส้นเท้าเมื่อสักครู่

            “ว่ามาสิ” เขาพยักหน้า

            แปลกนะ พอนึกย้อนกลับไป เชาเคยบอกฉันว่า ฉันจะถามเรื่องอะไรเกี่ยวกับเขาก็ได้ ยกเว้นเรื่องครอบครัว สำหรับข้อยกเว้นแบบนั้นฉันเข้าใจดี เพราะฉันก็ไม่อยากพูดถึงเรื่องครอบครัวตัวเองเหมือนกัน ที่ฉันบอกว่าแปลกก็คือสิ่งที่เขาพูดต่างหาก เขาบอกให้ฉันถามอะไรก็ได้ เขาจะตอบทุกอย่าง พูดเหมือนกับว่าเขาเชื่อใจและยอมรับฉัน ทั้งที่ไม่จำเป็นเลย เขาเพิ่งรู้จักฉันได้ไม่นานเองนะ ทำไมถึงไว้ใจยอมจะเล่าทุกอย่างให้ฟัง ขอแค่ฉันถามออกไปเท่านั้น หรือเขาเจตนาอยากจะหลอกล่อให้ฉันติดกับเหมือนลัลนา จะเคยพูดอะไรแบบนี้กับลัลนาหรือเปล่า ทำให้เธอรู้สึกเหมือนเป็นคนสำคัญสำหรับเขา

            คำตอบของเขาจะเชื่อถือได้แค่ไหนล่ะ เรื่องที่เขาเล่าก็ย่อมมาจากมุมมองของเขาเพียงฝ่ายเดียว คนเรามักจะเล่าเรื่องความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในชีวิตโดยทำให้ตัวเองไม่ใช่ฝ่ายผิด

            “ฉันขอถามอย่างหนึ่งก่อนได้ไหม” จีพูดขึ้น มองลึกลงไปในดวงตาของฉัน อะไรบางอย่างในดวงตาสีน้ำตาลคู่นั้น ชักจะทำให้ฉันสั่น รู้สึกว่าพื้นใต้ฝ่าเท้าไม่มั่นคง “เธอเชื่อใจฉันหรือเปล่า” น้ำเสียงของเขาจริงจัง และสีหน้าก็ดูเอาจริง

            “ฉันไม่รู้” นั่นคือคำตอบที่จริงใจที่สุดของฉัน ตอนนี้ฉันสับสนมากเกินไป กลัวเกินกว่าจะเชื่อใจใครในสถานการณ์ไม่มั่นคงอย่างนี้ สมองฉันหนักอึ้ง มีเรื่องราววนเวียนอยู่หลายเรื่อง ทั้งจดหมายข่มขู่ในซองสีแดง คดีที่ปิดไม่ลงของลัลนา ความหวาดกลัวของณัชชา ข้อความทางโทรศัพท์มือถือมากมายที่ทุกคนในเอกได้รับ แผนของฉันกับเพื่อนๆที่จะตามจับตัวเจ้าของเบอร์โทรศัพท์ และเรื่องสุดท้าย เขา ที่ฉันคิดไม่ตกซะทีว่าควรกำหนดสถานะของเขาไว้แบบไหน อันตราย หรือ ปลอดภัย

            “ถ้าเธอไม่รู้ ก็แสดงว่ายังไม่เชื่อ” เขาสรุปได้เอง โดยไม่ต้องอธิบาย จีเอนหลังพิงพนักและโยกเก้าอี้ไปมา “แล้วอย่างนี้จะให้ฉันตอบคำถามของเธอยังไง ในเมื่อตอบไปเธอก็ไม่เชื่อ มันเสียเวลาเปล่าไม่ใช่หรอ เสียเวลาทั้งเธอ ทั้งฉัน”

            “ก็จะให้ฉันทำยังไง” ฉันขัด รู้สึกว่าเสียงของตัวเองดูจะอารมณ์เสียอย่างอดทนไม่ไหว “ฉันไม่รู้ใครดีใครร้าย ในหัวฉันมีแต่ความคิดที่ว่า ใครทำ ใครทำ ใครส่งจดหมายให้ฉัน ใครแอบอ้างชื่อลัลนาส่งข้อความทางโทรศัพท์ก่อกวนเพื่อนๆ ฉันไม่อาจวางใจได้เพราะผู้ร้ายยังอยู่ในเงามืด และใช่! ฉันสงสัยเธอ ขอโทษที่เคยบอกว่าไม่ได้สงสัย แต่จริงๆแล้วฉันสงสัย อยู่ๆเธอก็มาตีซี้ และตั้งแต่ที่เธอเข้ามา ชีวิตที่ทำท่าจะสงบสุขของฉันก็เริ่มเละเทะอีกแล้ว มันช่วยไม่ได้ที่ฉันจะสงสัย ในเมื่อฉันบังเอิญเจอเธออยู่เรื่อย ฉันจะรู้ได้ยังไงว่าไม่ใช่ความตั้งใจของเธอเอง ณัชชาพูดกับฉันว่าเธอเป็นคนอันตราย ถ้ายังพูดหรือเจอเธออีก ฉันจะต้องเป็นเหมือนลัน ยิ่งฉันแสดงออกว่าสงสารเธอ ช่าก็บอกว่าฉันยิ่งเหมือนลัน”

            ความเงียบแผ่ปกคลุม ฉันก้มหน้ามองถ้วยชาที่ยังมีควันจางๆลอยขึ้นปะทะจมูก ฉันอยากจะออกไปให้พ้นจากเรื่องพวกนี้ซะที เมื่อไหร่ตำรวจจะหาฆาตกรเจอ จับมันยัดเข้าคุกซะ ฉันจะได้รู้เสียทีว่าจีไม่ใช่คนทำ ฉันจะได้วางใจได้ และจดหมายนั่นก็แค่การกลั่นแกล้งจากใครสักคนในเอกการละคร

            “ฉันไม่รู้ว่าช่าพูดยังไงกับเธอ” จีพูดช้าๆอย่างใจเย็น “หรือเล่าอะไรให้เธอฟัง”

            “ช่าบอกว่าแฟนของจีสมัยมัธยมหายตัวไป” ฉันไม่ขยายความต่อเรื่องที่ณัชชาคิดว่าเขาเป็นตัวการทำให้เด็กสาวคนนั้นหายไป

            “อ้อ เรื่องนั้นนี่เอง” เขาพยักหน้ารับรู้ “ถ้าฉันเล่าความจริง เธอจะเชื่อไหม”

            “ก็ลองเล่ามาสิ” ฉันพูดเสียงเบา

            จีสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ถอนออกอย่างแผ่วเบาผ่านริมฝีปากบางรูปกระจับ แล้วเรื่องเล่าเกี่ยวกับชีวิตสมัยมัธยมปลายของเขาก็เริ่มต้นขึ้น

 

 

 

 

 

 

 

 

 

-5-

วันที่สี่ของการเปิดเทอมเป็นวันพฤหัสบดีที่มีฝนตกพรำๆตั้งแต่เช้า ฉันตื่นตอนแปดโมง ดวงตายังลืมขึ้นไม่เต็มที่ แต่ต้องลุกขึ้นจากเตียงไปเก็บผ้ามาตากไว้ด้านในระเบียงเพื่อไม่ให้ถูกฝนสาดรุนแรงนัก รูมเมทของฉันยังไม่ตื่นเลยสักคน เต้ยยังพลิกตัวสบายอยู่ใต้ผ้าห่มผืนหนา และรูมเมทอีกคนที่กลับจากบ้านมาแล้วก็นอนหลับเป็นตาย ฉันยืนดูฝนแล้วกางแขนออกอย่างรู้สึกสบาย วันนี้มีเรียนบ่าย เป็นวิชาที่เกี่ยวกับการแสดง อากาศดีแบบนี้ทำให้อยากโดดเรียนนอนอยู่ห้องทั้งวัน หรือไม่ก็นั่งหมกตัวอยู่ในหอสมุดของมหาวิทยาลัย แต่ทำอย่างนั้นไม่ได้หรอก มีเรื่องที่ฉันต้องทำ

            เมื่อวานฉันได้รับรู้เศษเสี้ยวหนึ่งของเรื่องราวในชีวิตจี มันทำให้ฉันรู้ว่าบางทีสิ่งที่คนรับรู้หรือว่าเห็นด้วยตาอาจไม่จริงเสมอไป ด้วยเหตนี้ฉันจึงต้องคุยกับณัชชาให้ได้ เอาตัวพร้อมฉัตรมาคุยด้วยก็ดี ฉันโทรนัดพวกเขาไว้เมื่อคืนบอกให้ไปเจอกันที่ร้านข้าวหน้ามหาวิทยาลัยตอนสิบโมง แต่ถ้าฝนตกแบบนี้ บางทีอาจต้องเลื่อนนัดไปก่อน

            แล้วก็เป็นจริงอย่างที่ฉันคิด ฝนตกติดต่อกันตลอดทั้งเช้า พอลองโทรหาพร้อมฉัตร เธอก็บอกว่าขี้เกียจออกไปข้างนอก อยากจะนอนสบายๆดูฝนตกผ่านหน้าต่าง มันก็จริงของเธอ ฉันยังรู้สึกขี้เกียจเลย ไม่ต้องพูดถึงณัชชา รายนั้นโทรมาหาตอนแปดโมงครึ่งบอกว่าเดี๋ยวค่อยคุยกันหลังเลิกเรียนดีกว่า ฝนตกแบบนี้เธอไม่อยากออกข้างนอก และอาจไม่เข้าเรียนด้วยซ้ำ นี่แหละชีวิตนักศึกษามหาวิทยาลัย ไม่เข้าเรียนเพราะฝนตก แต่จะว่าเธอก็ไม่ได้ ฉันก็ขี้เกียจออกไปข้างนอกพอกัน อยากจะนั่งๆนอนๆกลิ้งเกลือกอยู่บนเตียง 

            ฉันเปิดคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ก ตอนนี้รูมเมทของฉันขยับตัวตื่นกันหมดแล้ว ทั้งสองคนอาบน้ำแต่งตัวและลงไปกินอาหารเช้าด้วยกัน สัปดาห์แรกยังไม่มีการบ้านหรือคำสั่งอะไรจากอาจารย์ ฉันก็เลยยังทำตัวสบายใจได้อยู่ และรู้ดีว่าพอเข้าถึงสัปดาห์ที่สอง ของจริงจะเริ่มต้น ฉันนั่งดูเฟซบุ๊ก แอบอ่านข้อความของคนอื่นๆในเอกที่โพสหากัน ส่วนใหญ่ยังพูดกันถึงเรื่องข้อความที่ได้รับจากลัลนาตัวปลอม ไม่มีใครกล้าพิมพ์ออกมาตรงๆว่าสงสัยณัชชา พวกเขาใช้คำพูดว่า เธอก็รู้ว่าใครอย่างกับใช้เรียกตัวร้ายในแฮร์รี่ พอตเตอร์

            ดูเฟซบุ๊กไปก็เครียด ฉันปิดแท็บหน้าต่าง แล้วเปิดเว็บไซต์อื่นเพื่อดูอีเมล์ของตัวเอง ฉันไม่ได้ล็อกอินเข้าไปเกือบเดือนแล้ว ฉันจะพยายามเข้าไปดูอีเมล์ของตัวเองอย่างน้อยเดือนละครั้ง เพื่อรักษาบัญชีเอาไว้ ส่วนใหญ่ไม่ค่อยได้เปิดใช้ ยกเว้นจำเป็นต้องส่งงานให้อาจารย์ มีอีเมล์ส่งมาหาฉันหนึ่งฉบับ เป็นอีเมล์แปลกหน้า ฉันกดเปิดดูข้อความ

อยากรู้ไหมว่าฉันเป็นใคร แอดมาคุยกันสิ

                                                - LANNA -

            หัวใจฉันเต้นตึกตัก นั่นหมายถึงว่าให้ฉันติดต่อกับเธอ (หรือเขา) ทางโปรแกรม MSN รึเปล่า ฉันก็อปปี้อีเมล์แอดเดรสนั่นทันที และเปิดโปรแกรม MSN จัดการเพิ่มเธอเป็นผู้ติดต่อรายหนึ่งในจำนวนผู้ติอต่ออันแสนน้อยนิดของฉัน โอ มาย ก็อด เธอออนอยู่ด้วย ฉันยังไม่ทันเปิดหน้าต่างเพื่อคุยกับเธอ หน้าต่างก็เด้งขึ้น เธอทักมาก่อน

            -ตื่นเต้นล่ะสิ ที่ได้คุยกับฉัน-  เธอพิมพ์มาว่าอย่างนั้น

            “เธอเป็นใคร” ฉันพิมพ์ถามไปแบบไม่อ้อมค้อม “เธอเป็นคนส่งจดหมายมาให้ฉัน และส่งข้อความทางโทรศัพท์ไปหาทุกคนใช่ไหม?”

            -ฉันส่งจดหมายไปหาเธอน่ะใช่ แต่เรื่องข้อความ ฉันไม่รู้เรื่อง-  เธอพิมพ์ตอบกลับมาอย่างเร็ว ฉันแทบไม่ต้องรอนานเลย หรือเป็นเพราะอินเตอร์เน็ตของมหาวิทยาลัยมีประสิทธิภาพดีก็ไม่รู้

            “เธอเป็นใคร ต้องการอะไร” คำถามของฉันยังคงวนเวียนอยู่กับคำว่า ใคร

            -นั่นเป็นคำถามที่ผิด เธอจะถามฉันไม่ได้ ต้องหาคำตอบเอาเอง- เธอตอบมาแบบนั้น ว่าอยู่แล้วต้องได้คำตอบประมาณนี้ เธอไม่น่าจะยอมบอกกับฉันตรงๆหรอกว่าเธอเป็นใครและต้องการอะไรจากฉัน แต่ที่น่าสนใจในคำตอบของเธอก็คือ เธอยอมรับว่าเป็นคนส่งจดหมายมาให้ฉัน แต่บอกว่าไม่รู้เรื่องข้อความที่ส่งทางโทรศัพท์

            “จะให้ฉันคุยกับเธอทำไม ในเมื่อไม่ยอมบอกว่าเป็นใคร” ฉันพิมพ์กลับไป สำนวนค่อนข้างหงุดหงิด

            -เธอรู้จักฉันมากกว่าที่เธอคิด ลองนึกดูดีๆ บางทีอาจคิดออก- เธอบอก และเพียงครู่เดียวก็มีอีกข้อความเด้งขึ้นมา  -ฉันจะให้โอกาสเธอลองหาคำตอบดูดีไหม อยากจะลองพยายามหาตัวฉันดูไหมล่ะ-  คำพูดนั้นเหมือนชวนฉันให้ร่วมเล่มเกม

            “เล่มเกมซ่อนหาหรือไง ไม่ใช่เด็กแล้วซะหน่อย” ฉันพิมพ์กลับไป ฉันพยายามที่จะไม่แสดงความหวาดกลัว หวั่นไหวให้คนแบบนี้เห็น ก็เธอเหมือนคนโรคจิตนี่น่า คนโรคจิตมักจะพอใจเวลาเห็นเหยื่อกระวนกระวาย ต้องรับมืออย่างใจเย็น แม้ความรู้สึกของฉันจะร้อนรุ่มอยากรู้ความจริงจะแย่ แต่ฉันจะไม่ยอมให้เธอได้ใจหรอก ไม่ยอมให้เธอคิดว่าตัวเองมีอิทธิพลเหนือฉันมากอย่างนั้น จะเรียกอาการแบบนี้ว่าทิฐิก็ได้

            -ไม่สนใจงั้นสิ-  เธอเล่นแง่กลับมา วิธีพูดแบบนั้นเป็นการบีบฉันให้ยอมรับว่าอยากรู้ใจจะขาด เธอรู้อยู่แล้วว่าฉันอยากได้คำตอบ และรู้อยู่แล้วว่าฉันจะต้องทนอยู่เฉยไม่ได้เมื่อโอกาสตกมาถึงมือ

            “ถ้าบอกว่าไม่สนล่ะ” ฉันก็รู้จักวิธีกวนประสาทเหมือนกันนะ ถึงจะเป็นคนเรียบๆนิ่งๆ แต่ฉันก็สนิทสนมกับณัชชามาตั้งสองปีครึ่ง ต้องได้รับถ่ายทอดวิชามาบ้างนั่นแหละ วิชาปากดีไงล่ะ ฉันคิดว่าฉันทำได้ไม่เลวหรอก อีกฝ่ายเงียบไปเกือบสองนาที

            -ฉันฆ่าเพื่อนเธออีกคนดีไหม?-

            ประโยคคำถามที่เด้งขึ้นบนหน้าจอ ทำให้หัวใจฉันกระตุก หมายความว่าไง ฆ่าอีกคนเธอกำลังพูดถึงกรณีลัลนาอยู่รึเปล่า คนที่คุยกับฉันกำลังอ้างความรับผิดชอบในคดีนั้นใช่ไหม ลัลนาเป็นเพื่อนฉันที่ถูกฆ่าตายไปแล้ว โดยฝีมือของใครสักคนที่ยังไม่เผยตัว คนๆนี้ใช้วลีที่ว่าฆ่าเพื่อนฉันอีกคน มันหมายความว่าเธอเคยฆ่าใครมาก่อนหน้านี้แล้ว มันหมายความว่า ฉันกำลังคุยกับคนที่ฆ่าลัลนา!

            -จะฆ่าใครดีล่ะ ณัชชา พร้อมฉัตร รูมเมทของเธอทั้งสองคน เพื่อนร่วมชั้น หรือว่า จะให้ฆ่าจี เพื่อนใหม่ของเธอ-

            “เธออยากให้ฉันทำอะไร” ฉันพิมพ์ข้อความด้วยมือสั่นเทา นี่เป็นการข่มขู่ ฉันรับรู้สถานภาพของตัวเองได้ในทันที ฉันกำลังถูกข่มขู่จากฆาตกรโรคจิต ถ้าฉันไม่ทำตามที่เธอบอก ฉันอาจกลายเป็นศพ หรือไม่คนรอบข้างฉัน ใครสักคนต้องลงเอยแบบลัลนา

            -เล่นเกมกับฉัน-  

 

 






Writer's Talk

คิดถึงสมัยที่ยังมี MSN นะคะ ฮ่าฮ่า (แสดงความแก่เลยทีเดียว) 




ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 17 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

15 ความคิดเห็น

  1. #3 newnichaee (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 26 มิถุนายน 2559 / 18:00
    ยิ่งอ่านยิ่งหนุก ชอบมากๆเลยค่ะเรื่องนี้ อยากรู้จังว่าใครคือคนร้าย
    #3
    1
    • #3-1 Silver-Sky(จากตอนที่ 5)
      26 มิถุนายน 2559 / 22:43
      ขอบคุณนะคะที่เข้ามาอ่าน
      #3-1