R E D [END]

ตอนที่ 4 : ข้อความจากคนตาย 1

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 140
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 16 ครั้ง
    4 มิ.ย. 59






- 1 -

            ฉันยังเก็บข้อความสั้นๆนั้นไว้ ทั้งที่ควรขยำทิ้งถังขยะไปซะมากกว่า ฉันไม่กล้าบอกเพื่อนๆว่าได้รับข้อความที่ลงชื่อว่าลัลนา เพราะไม่อยากเอาให้ใครดู และไม่อยากให้ใครรู้ว่ามันเขียนว่ายังไงบ้าง มีแค่จีอีกคนที่เห็นก็มากเกินพอแล้ว แผ่นกระดาษนั้นยังวางอยู่บนโต๊ะซึ่งฉันจะสามารถมองเห็นมันได้ทุกวัน และไม่มีทางลืมมันได้แน่ ไม่ว่าใครก็ตามที่ทำเรื่องนี้ ไม่ใช่แค่ยกขึ้นมาเขียนลอยๆไม่มีมูลเหตุ คนๆนั้นจะต้องเฝ้ามองฉันอยู่ เห็นว่าฉันกับจีเริ่มสนิทกัน แต่คำถามก็คือ คนๆนั้นเป็นใคร ทำอย่างนี้ไปเพื่ออะไร แอบอ้างชื่อลัลนาทำไม

            จีช่วยถามไถ่คนแถวบ้านว่าเจอคนน่าสงสัยมาด้อมๆมองๆบ้างไหม โดยโกหกกับทุกคนไปว่ามีใครไม่รู้มาขโมยต้นไม้ไป ฉันรู้น่าว่าเรื่องโกหกแบบนี้ฟังไม่น่าเชื่อเอาซะเลย แต่ไม่รู้จะโกหกอะไร ถ้าบอกว่าขโมยขึ้นบ้าน พวกชาวบ้านก็สงสัยอีกว่าทำไมจีไม่แจ้งตำรวจ หรือถ้าบอกความจริงว่ามีคนเอามะเขือเทศมาปาหน้าบ้าน พวกเขาก็จะพากันสงสัยไปต่างๆนานา ยังดีที่คืนนั้นไม่มีใครออกมานอกบ้านเลย ฉันกับจีช่วยกันล้างหน้าบ้านอย่างรวดเร็ว ไม่มีเพื่อนบ้านคนไหนเห็นร่องรอยของมะเขือเทศน่าสยองนั่น  

            บทสรุปของการสอบถามเพื่อนบ้านนั้น ไม่มีอะไรใหม่เลย พวกเขาไม่ค่อยสนใจเรื่องคนอื่นนอกจากเรื่องของตัวเองอยู่แล้ว ไม่ได้สังเกตเห็นอะไรทั้งสิ้นในเย็นวันนั้น แม้แต่จีหรือฉันเองก็ไม่เคยรู้เลยว่ามีคนแอบมอง

          เสียงกริ่งดังที่หน้าบ้าน ฉันวางข้อความไว้ที่เดิมแล้วเดินลงไป จียืนรออยู่นอกประตูรั้ว เดี๋ยวนี้เจอหน้ากันทุกวันเลย เพราะสุดท้ายฉันก็ได้ทำงานพิเศษที่ห้องสมุดประชาชนจริงๆ แล้วเขาก็ทำด้วย กลายเป็นกิจวัตรประจำวันไปแล้วที่จะต้องเห็นเขาวนเวียนอยู่รอบๆตัว

            “มีธุระอะไร” ฉันถามไปอย่างนั้น

            “ขอเข้าไปนะ” พูดจบก็ถือวิสาสะเปิดรั้ว เดินเข้ามาเฉยเลย ตกลงเป็นคนมีมารยาทหรือไม่มีกันแน่ บอกว่าขอเข้าบ้านตามมารยาท แต่ไม่รอคำตอบ แล้วอย่างนี้จะพูดทำไม “พรุ่งนี้ เธอไปมหาลัยแล้วใช่ไหม?”

            “อืม” ฉันพยักหน้า ถูกต้องแล้วล่ะ ช่วงเวลาปิดเทอมของฉันจบลงแล้ว วันนี้เป็นวันสุดท้ายที่ฉันจะนอนอยู่บ้าน พรุ่งนี้ต้องไปนอนที่หอพักนักศึกษา ข้าวของทั้งหลาย ฉันขนไปก่อนหน้านี้แล้วประมาณสามวัน เพราะต้องไปเอากุญแจกับคีย์การ์ดและจัดห้องให้พร้อมอยู่

            “แล้ววันนี้ไม่ไปทำงานหรือไง” ฉันถามเขา ห้องสมุดจะปิดวันจันทร์วันเดียว วันเสาร์อย่างนี้โดยปกติแล้วพวกเราต้องทำงาน แต่ฉันลาออกแล้วตั้งแต่เมื่อวาน วันนี้อยู่เตรียมข้าวของส่วนสุดท้ายที่จะต้องเอาติดตัวไปด้วย  

            “เฮ้อ” จีถอนหายใจแล้วทิ้งตัวลงบนโซฟา “ขี้เกียจไป”

            “จะบ้าหรือไง” ฉันว่าเข้าให้ “โดดงานไม่เหมือนโดดเรียนนะ”

            “รู้แล้วน่า ป้า” แล้วมันเรื่องอะไรมาเรียกฉันว่าป้า รู้สึกแก่ขึ้นมาทันทีเลย “อยากนอนดูหนัง มีอะไรน่าดูบ้างไหมที่บ้านเธอเนี่ย” ไม่พูดเปล่า แต่ตรงเข้าไปที่หน้าโทรทัศน์ รื้อตู้เก็บภาพยนตร์หน้าตาเฉย “ทำไมชอบดูแต่หนังไร้รสนิยมนะ” นั่นไง เอาอีกแล้ว ชอบสบประมาทว่าฉันไร้รสนิยม

            “จี” ฉันเรียกเขาที่ยังง่วนอยู่กับการเลือกหนัง “ต่อจากนี้ เธอจะทำอะไรหรอ?” เพราะค่อนข้างจะสนิทกันมากขึ้น ฉันถึงได้กล้าถาม ถ้าเป็นช่วงแรกๆฉันไม่กล้าหรอก แต่นี่วนเวียนอยู่ใกล้ๆมาเป็นเดือนแล้ว ฉันคิดว่าคงพอมีสิทธิ์ที่จะถามเรื่องนี้ได้บ้าง เสียงกล่องใส่ดีวีดีกระทบกันหยุดในทันทีที่ฉันถามจบ เขาหันมามอง ดวงตาสีน้ำตาลฉายแววที่ดูแปลกใจกับคำถาม

            “ก็เรียนให้จบสิ” เขาตอบง่ายๆ

            “แล้วเรียนที่ไหนล่ะ” ไม่เห็นเขาจะทำอะไร ติดต่อกับใครที่เกี่ยวเนื่องกับการศึกษาเลยนี่น่า

            “ก็ที่เดิมนั่นแหละ” เขาตอบพลางหันไปเลือกหนังต่อ “มีเรื่องนี้ด้วยหรอเนี่ย ไม่ไร้รสนิยมซะทีเดียวแฮะ ใช้ได้ๆ ดูเรื่องนี้แล้วกันนะ” พูดจบก็จัดการเสียบปลั๊กเอง เปิดเครื่องเองเรียบร้อย

            “ที่เดิมที่ว่าน่ะ” ฉันหยุดคิด ก่อนหน้านี้เขาเรียนที่เดียวกับฉัน แต่คนละคณะ

            “อือ ที่นั่นแหละ มหาวิทยาลัยเดียวกันกับเธอไง” เขาตอบ สายตายังจับจ้องอยู่ที่หน้าจอ นั่งขัดสมาธิบนพื้นอย่างสบายอารมณ์ “ตอนนั้นฉันไม่ได้ลาออก หรือจะพูดให้ถูกคือลาออกไม่ได้ พ่อไม่ยอม เขามีอิทธิพลมากพอที่จะทำให้ฉันยังมีรายชื่อเป็นนักศึกษาอยู่ที่นั่น แต่แค่พักการเรียนเฉยๆ ฉันลงทะเบียนไว้แล้ว แต่ก็ไม่รู้หรอกนะว่าจะไปเข้าเรียนบ่อยหรือเปล่า ขี้เกียจ”

            ตัวเองพูดอยู่แท้ๆว่าจะเรียนให้จบ แต่ดันมาพูดว่าขี้เกียจเข้าเรียน จะเอายังไงกันแน่เนี่ย หรือเพราะพ่อบังคับให้เรียนต่อที่เดิม ก็เลยจำใจต้องทำตามนั้น ทั้งที่ไม่อยาก ถ้าฉันเป็นเขาก็คงไม่อยากเหมือนกัน เดินกลับไปที่นั่นก็ต้องมีแต่คนมองสิ พวกรุ่นน้องอาจไม่รู้เรื่อง แต่พวกที่เคยเป็นรุ่นเดียวกันกับเขา ต้องรู้อยู่แล้ว มันกระอักกระอ่วนและทำตัวลำบากเวลาอยู่ในคณะ ใครจะอยากกลับไปเรียนในสถานที่แบบนั้น ฉันเองยังรู้สึกลำบากเลย ใครก็พูดว่าฉันเป็นเพื่อนกับผู้หญิงคนนั้นไง ผู้หญิงที่ถูกฆ่าตาย

            “ขอโทษนะ เอ่อ อย่าโกรธนะถ้าฉันถาม” ฉันอยากจะรู้ว่าพ่อของเขาเป็นใคร เห็นพูดว่ามีอิทธิพลมากพอที่จะให้เขามีชื่อเป็นนักศึกษาเหมือนเดิมได้

            “อยากรู้ว่าพ่อฉันเป็นใครใช่ไหม?” ดวงตาสีน้ำตาลมองฉันอย่างรู้ทัน ฉันไม่รู้ว่าแววตานั้นกำลังแสดงความโกรธหรือเปล่า มันดูนิ่งเฉยเหมือนพูดเรื่องอาหารที่ชอบ พอลองนึกย้อนกลับไปที่ศาลวันนั้น ฉันก็ไม่ทันได้สังเกตว่าใครเป็นญาติของเขาบ้าง ฉันเห็นแต่ญาติของลัลนานั่งกันเต็ม

            “บอกได้หรือเปล่า คือถ้าไม่ได้ก็ไม่เป็นไรหรอก” ต้องพูดไว้ก่อนตามมารยาท ทั้งที่ใจจริงอยากรู้จะแย่

            “ขอโทษนะ” น้ำเสียงนั้นดูหงอยๆพิกล “เรื่องนี้บอกไม่ได้ เธอถามฉันได้ทุกอย่าง ยกเว้นเรื่องครอบครัว ฉันไม่อยากพูดถึงมัน ไม่อยากนึกถึงด้วย”

            ถามได้ทุกอย่างเลยหรอ? หวังว่าดวงตาของฉันคงไม่เป็นประกายชั่วร้ายหรอกนะ ต้องเก็บอารมณ์หน่อยแล้วคิดให้ดีๆให้รอบคอบว่าควรถามเรื่องอะไร แต่คิดไปคิดมา ในหัวฉันมีแต่เรื่องลัลนา อยากถามแค่เรื่องนี้อย่างเดียวเลย ถ้าถามเรื่องนี้ออกไป จะทำให้บรรยากาศอึดอัดแน่ๆ ปล่อยให้ดูหนังสบายใจไปก่อนดีกว่า

            “ทำไมเงียบละ” จีหันมามอง “เธอมีแต่คำถามเต็มหัวเลยไม่ใช่หรือไง อยากถามจะแย่แล้วใช่ไหมล่ะ เช่น ฉันฆ่าลันรึเปล่า ฉันคิดยังไงที่ถูกใส่ร้าย ฉันถูกใส่ร้ายจริงหรือพ่อใช้อิทธิพลช่วยฉันออกมา ตอนอยู่ข้างในฉันเป็นยังไงบ้าง มีผู้ชายพยายามข่มขืนฉันบ้างไหม ฉันเดาว่าพี่ช่าเพื่อนสนิทของเธอคงเคยพูดถึงฉันบ้างใช่หรือเปล่า เธอกำลังอยากรู้ว่าเรื่องที่ช่าพูดเป็นเรื่องจริงไหม ฉันเคยทำอะไรน่ากลัวมาบ้างรึเปล่า ฉันรู้จักกับลันได้ยังไง กลายมาเป็นแฟนกันได้ยังไง และที่เธออาจสงสัยมากที่สุด คือทำไมฉันต้องคุยกับเธอ ตีซี้กับเธอ เธออาจจะกลัวว่าฉันตั้งใจทำร้ายเธอหรือเปล่า และเธอก็อาจจะคิดว่ามะเขือเทศกับข้อความนั่นเป็นฝีมือฉันไหม”

            ใส่มาเป็นชุด สงสัยเขาจะเก็บกดไว้นาน แสดงว่ามองออกตั้งแต่แรกว่าฉันอยากถาม แต่ว่าคำถามพวกนั้นน่ะ บางเรื่องก็อยู่เหนือจินตนาการของฉันนะ อย่าเรื่องมะเขือเทศกับเรื่องมีผู้ชายมาข่มขืน ฉันไม่เคยคิดมาก่อนเลย ก็ไม่รู้ทำไมถึงรู้สึกว่าเรื่องมะเขือเทศไม่ใช่ฝีมือเขา ทั้งที่เขาน่าสงสัยมากที่สุด อยู่ใกล้ตัวฉันมากที่สุด แต่ฉันก็ไม่ค่อยสงสัยเขาเท่าไหร่ เพราะความเคยชินในช่วงนี้ล่ะมั้ง ใช้เวลาวนเวียนอยู่ใกล้ๆกันบ่อย จนเริ่มรู้สึกเหมือนจะไว้ใจ แต่ก็ไม่ซะทีเดียวหรอกนะ พูดลำบากยังไงไม่รู้ คือใจหนึ่งฉันรู้สึกว่าอาจจะเป็นเขาก็ได้ แต่อีกใจก็รู้สึกว่าไม่น่าจะใช่เขาหรอก

            “ฉันไม่คิดว่าเรื่องมะเขือเทศจะเป็นฝีมือเธอหรอก” ฉันบอกเพื่อให้เขาสบายใจ

            “ขอบคุณ” เขาบอก ยิ้มบางๆอย่างดีใจ “แล้ว จะถามไหม คำถามพวกนั้น”

            “อยากเล่าเมื่อไหร่ก็เล่าสิ” ฉันตอบทันที ไม่รีบหรอกแต่เร็วๆหน่อยก็ดี “รู้คำถามหมดแล้วนี่”

            “เย็นชาจริงๆ”

            ไม่ได้เย็นชาสักหน่อย แค่รักษามารยาทเท่านั้นเอง อีกอย่างฉันไม่อยากทำหน้าทำตาเหมือนอยากรู้มากนักด้วย จะว่าถือทิฐิก็ได้ และในเมื่อเขารู้คำถามอยู่แล้ว ถ้าพร้อมเมื่อไหร่ก็ตอบเองนั่นแหละ ฉันค่อนข้างจะวางใจแล้วว่าเขาไม่ใช่คนผิดเรื่องลัลนา เรื่องนี้มีมือที่มองไม่เห็นอยู่ที่ไหนสักแห่ง ที่ไม่รู้ว่าเป็นใครและทำไปทำไม และที่สำคัญคนๆนั้นจงใจใส่ร้ายจีด้วย ถึงได้เอาซิมโทรศัพท์ของลัลนาไปทิ้งไว้ที่หอพักของเขา จีอาจจะมีความลับที่บอกไม่ได้ และมีเรื่องน่าสงสัยหลายอย่าง แต่ตอนนี้ฉันค่อนข้างมั่นใจว่าเขาไม่ได้ฆ่าลัลนา

            “คิดว่าใครเป็นคนทำ เรื่องลัน” ฉันถามขึ้น อยากรู้ว่าในมุมมองของเขาเป็นยังไง สันนิษฐานไว้ยังไงบ้าง

            “ไม่รู้สิ” จียักไหล่

            “อาจจะเป็นคนรู้จักก็ได้นะ ไม่อย่างนั้นคงไม่เอาซิมไปทิ้งไว้ทิ้งที่หอพักของเธอหรอก” ฉันพยายามพูดเพื่อให้เขาคายสิ่งที่คิดอยู่ออกมา “นอกจากช่า มีคนอื่นที่รู้เรื่องเธอกับลันอีกไหม”

            “รู้กันทั้งเอกคอมฯ”

            เพื่อนๆของเขาในเอกคอมพิวเตอร์รู้เรื่องกันหมด แสดงว่าความสัมพันธ์ระหว่างทั้งคู่ไม่ใช่ความลับอะไรเลย ท่าทางเขาก็ไม่ได้อยากเก็บเป็นความลับให้ยุ่งยาก แต่ลัลนาสิ เธอปิดปากเงียบ แม้แต่เพื่อนสนิทอย่างฉันหรือพร้อมฉัตรก็ไม่รู้เรื่อง ทำไมต้องปิดบังด้วยนะ หรือเธอแค่คิดสนุกที่จะมีความลับปิดบังณัชชาได้ เพราะณัชชามักจะล้วงรู้ความลับของคนอื่นมานินทาให้ฟังได้ตลอดเวลา แต่ถ้ามันไม่ใช่ และเธอมีเหตุผลอื่นที่ต้องเก็บเป็นความลับล่ะก็ จะทำแบบนั้นไปทำไมกัน จีก็ดูเป็นคนดีใช้ได้อย่างที่ลัลนาเคยพูด หน้าตาก็ดี แถมอยู่คณะวิทยาศาสตร์อีกต่างหาก ผู้หญิงคนไหนก็อยากจะพาแฟนแบบนี้มาเปิดตัวทั้งนั้น

            “แต่ฉันไม่รู้เรื่องเลยนะ ลันสนิทกับฉันแท้ๆ แต่ไม่เคยบอกเลย ทำไมต้องเก็บเป็นความลับก็ไม่รู้”

            “ที่ว่าสนิท ลองนึกดูดีๆ เธอคิดเองฝ่ายเดียวหรือเปล่า” เขาถามกลับ น้ำเสียงจริงจัง คำพูดนั้นมันตอกลงกลางใจจนปวดหนึบ ถ้าหวนคิดดู ฉัน ลัลนา พร้อมฉัตร และณัชชาไม่ได้สนิทกันมากมาย เราเพิ่งรู้จักกันได้แค่สามเดือน ถือว่าเป็นช่วงเวลาที่น้อยมากสำหรับการไว้วางใจจนยอมเล่าอะไรต่ออะไรให้ฟัง

            “ลันเคยพูดอะไรทำนองนั้นหรอ”

            “ก็ไม่เชิงหรอก” เขายกมือขึ้นเกาหัว หน้าตาดูครุ่นคิด “ลันเคยพูดทำนองว่า ไม่อยากให้เพื่อนๆรู้ตอนนี้ ปล่อยให้งมโข่งสงสัยกันต่อไปก็สนุกดี” คำพูดแบบนั้นมันออกจะคล้ายณัชชาจนน่าตกใจ

            ใช่ มันเป็นอย่างนั้นจริงๆด้วย ยังมีเรื่องราวมากมายที่ฉันไม่รู้ ความสนิทของกลุ่มเพื่อนที่ฉันเคยเข้าใจก็อาจไม่มีอยู่จริง ฉันเคยคิดว่ารู้จักลัลนาดี แต่มันก็แค่ผิวเผินเท่านั้น ก็เหมือนกับณัชชาและพร้อมฉัตร ถึงจะเป็นเพื่อนกันมาสองปีแล้ว แต่ก็ยังมีช่องโหว่มากมายที่ฉันไม่รู้เกี่ยวกับตัวพวกเขา แล้วตอนนั้นฉันรู้จักลัลนาได้สามเดือนเอง จะเข้าใจเธออย่างทะลุปรุโปร่งได้ยังไง

            ฉันมองจีที่ดูโทรทัศน์อย่างไม่ทุกข์ร้อน ผู้ชายคนนี้ก็เหมือนกัน ถึงฉันจะค่อนข้างมั่นใจว่าเขาไม่ได้ฆ่าลัลนา แต่ฉันก็ยังไม่รู้จักเขาดีถึงขนาดว่าจะสามารถไว้ใจได้อย่างสนิท เรื่องที่เขาพูดจะเป็นความจริงหรือเปล่าก็ไม่รู้ เรื่องที่เขาคบกันลัลนา เพื่อนๆในเอกคอมฯอาจไม่รู้เลยก็ได้ เขาอาจจะเล่าแบบนั้นเพื่อหันความน่าสงสัยออกไปพ้นจากตัวเอง  

            ฉันจะปักใจเชื่อคำพูดของใครเต็มร้อย ไม่ได้ทั้งนั้น !

 

 

 

 

 

 

 

- 2 -

            หอพักนักศึกษาเป็นที่ที่ไม่น่าอยู่เอาซะเลย มันคับแคบเหมือนคุกเล็กๆที่อัดคนสามคนไปไว้ในห้องเดียว ซึ่งจริงๆแล้วเป็นห้องสำหรับสองคน ไม่ใช่สาม จากที่เคยอยู่บ้านกว้างๆ แล้วต้องมาอยู่ในที่แบบนี้ ฉันรู้สึกเหมือนจะหายใจไม่ออก รูมเมทของฉันสองคนมาถึงกันแล้ว แต่ที่นั่งจัดของอยู่มีเพียงคนเดียวคือ ดลยาหรือเต้ย เพื่อนที่อยู่เอกเดียวกันและเคยร่วมชะตากรรมพบศพลัลนาด้วยกัน เต้ยนั่งจัดของเงียบๆไม่เอ่ยทักฉันด้วยซ้ำเมื่อเห็นฉันเดินเข้ามาในห้องและวางของลงบนเตียง

            “เอ่อ สวัสดี” ฉันเอ่ยทักก่อน

            “อือ” เต้ยกำลังรื้อชีทบทเรียนในลังอย่างขะมักเขม้น ท่าทางยังไม่อยากพูดคุยตอนนี้

            ฉันมองรอบห้อง ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปเลย ห้องสี่เหลี่ยมผืนผ้าที่ไม่กว้างนัก มีทั้งหมดสองเตียง หลังหนึ่งนั้นเป็นเตียงสองชั้น เต้ยจะนอนอยู่บนเตียงชั้นสอง รูมเมทอีกคนนอนข้างล่าง และฉันนอนเตียงเดี่ยว ระหว่างเตียงมีช่องว่างแค่ประมาณห้าแผ่นกระเบื้องสำหรับวางโต๊ะญี่ปุ่นตัวเล็กได้สองตัว วางแบบแนบเตียงด้วยนะ ห้องเรามีระเบียงเล็กแคบแค่ประมาณสี่กระเบื้อง กับตู้เสื้อผ้าแค่สองหลังและโต๊ะเขียนหนังสือแค่สองตัวสำหรับสามคน เพราะอย่างนี้เราจึงใช้โต๊ะวางของสารพัด และมีโต๊ะญี่ปุ่นเล็กๆสำหรับทำการบ้านหรืออ่านหนังสือแทน

เห็นหรือยังว่าการใช้ชีวิตในหอพักนักศึกษาของมหาวิทยาลัยแห่งนี้มันลำเค็ญ ห้องทั้งอับมืดเพราะหน้าต่างกับระเบียงของฉันเต็มไปด้วยกิ่งไม้จากต้นไม้สารพัดพันธุ์ด้านนอกปกคลุม อย่าหวังเลยว่าตากผ้าวันเดียวจะแห้ง ถ้าอยากแห้งไวต้องขึ้นไปตากดาดฟ้า และถ้าฝนตกตอนที่กำลังอยู่ในห้องเรียนก็ซวยไปที่จะไม่ได้กลับมาเก็บผ้า และต้องตากต่อไปอีก

สิ่งที่กวนใจฉันมากกว่าอะไรคือห้องน้ำ ที่นี่ใช้ห้องน้ำร่วมกัน ทั้งห้องส้วมและห้องอาบน้ำ ฉันเป็นคนรักความสะอาดเกี่ยวกับห้องน้ำมากที่สุด ฉันจะทนไม่ได้ถ้าเห็นรอยเท้าเปื้อนดินเปรอะอยู่บนพื้นกระเบื้องสีขาว ทนไม่ได้จริงๆ รู้สึกขยะแขยงรังเกียจจนไม่อยากเข้า แต่มีพวกผู้หญิงหลายคนที่มักง่ายใส่รองเท้าจากข้างนอกไปเหยียบห้องน้ำอยู่บ่อยครั้ง ถ้าอยากจะเข้าห้องน้ำสะอาดๆต้องเล็งเวลาทำความสะอาดของแม่บ้านให้ดี เธอจะมาทำความสะอาดตอนสิบเอ็ดโมง แต่นั่นก็ไม่ได้ช่วยอะไร ฉันมีเรียนตอนแปดโมงครึ่งซะเป็นส่วนใหญ่ ก็ต้องทนใช้ห้องน้ำสกปรกอยู่ดี ถ้าวันไหนเรียนบ่ายนั่นแหละ สวรรค์ของแท้ สวรรค์ที่ได้ตื่นสายและได้ใช้ห้องน้ำสะอาด

เสียงปิ๊บๆดังมาจากโทรศัพท์มือถือของเต้ย เธอเงยหน้าจากลังสีน้ำตาล เอามือเช็ดกางเกงยีนและเดินไปหยิบโทรศัพท์ที่วางบนโต๊ะ ฉันละสายตาจากร่างสูงผอมของเธอและสนใจกับเสื้อผ้าที่ต้องจัดเข้าตู้

“บ้าเอ๊ย!” เสียงสบถรุนแรงทำให้ฉันเงยหน้าขึ้นอย่างตกใจ เต้ยปาโทรศัพท์มือถือลงบนโต๊ะ แล้วก็หันมามองฉัน ดวงตาสีดำสนิทของเธอเหมือนกล่าวโทษอยู่อย่างนั้นแหละ ฉันได้แต่กระพริบตาอย่างไม่เข้าใจอะไรเลยสักอย่าง และสงสัยด้วยว่าอะไรทำให้เธอโมโหได้ขนาดนั้น ฉันอ้าปาก แต่ก็หุบลงโดยเร็ว ไม่ซักไซ้น่าจะดีกว่า ฉันไม่รู้ว่าเธออารมณ์ไหน

เสียงปิ๊บๆดังอีกแล้ว เต้ยชำเลืองมองมัน หน้าอกสะท้อนขึ้นลงเร็วขึ้น เหมือนเธอกำลังกลัวโทรศัพท์กับเสียงปิ๊บนั่น เธอกัดฟันแล้วไปหยิบมาดูอีกครั้ง คราวนี้จ้องฉันตรงๆ ดวงตาแข็งกร้าวอย่างกับจะมาหาเรื่อง เอ่อ ขอโทษนะ ฉันทำอะไรผิดอีกแล้วหรอ ฉันไม่มองก็ได้ ฉันคิดได้ดังนั้นก็หลบสายตาเธอแล้วดึงเสื้อผ้าออกจากกระเป๋า แต่ในวินาทีต่อมา เธอก็กระชากกระเป๋าไปจากมือ

“สนุกมากไหม” เต้ยตะคอกอย่างแรง

“อะ อะไร” ฉันงงเป็นไก่ตาแตก เธอทำหน้าเหมือนคนโรคจิตงั้นแหละ ตาโปนด้วยความโกรธ

“ตลอดหน้าร้อน ตลอดวันหยุด ทุกสัปดาห์ เธอกับเพื่อนผลัดกันส่งข้อความมาใช่ไหม อย่าคิดว่าฉันไม่รู้นะ ฉันไม่ได้โง่สักหน่อย” เธอเขย่าตัวฉันอย่างแรง ชักจะเวียนหัว ข้อความอะไรเล่า ฉันแทบจะไม่แตะโทรศัพท์โทรหาใครด้วยซ้ำตลอดช่วงเวลาปิดเทอม แล้วฉันก็ไม่ได้ร่วมหัวกับใครส่งข้อความแกล้งเธอ คือฉันเดาเอาน่ะ มันคงเป็นข้อความกลั่นแกล้งอยู่แล้ว เธอถึงได้หัวเสียแบบนั้น

“เธอพูดอะไร ฉันไม่รู้เรื่อง!” ฉันเสียงดังกลับ ดึงมือเธออกจากตัวและผลักออกไป “เต้ย เธอกำลังพูดเรื่องอะไรเนี่ย”

“ก็ข้อความนั่นไง ถ้าไม่ใช่พวกเธอ แล้วจะเป็นใครได้อีก” เธอทำหน้าเหมือนจะร้องไห้อย่างหวาดกลัว

ชักจะไปกันใหญ่แล้ว แค่มีข้อความจากคนโรคจิต แล้วมันเกี่ยวอะไรกับฉันล่ะ อ้อ ไม่สิ เธอใช้คำว่า พวกแสดงว่าหมายถึง ฉัน ณัชชาและพร้อมฉัตร ถึงณัชชาจะเป็นคนขี้แกล้งชอบหลอกลวงคนอื่น แต่เธอไม่เล่นอะไรนานเป็นเดือนหรอก แค่อาทิตย์เดียวเธอก็เบื่อ จากนั้นก็ออกมาบอกว่าทั้งหมดเป็นฝีมือของเธอเอง ยัยหน้าโง่ กลัวไม่เข้าเรื่องอยู่ได้ นั่นเป็นวิธีของณัชชา สำหรับพร้อมฉัตร คนอย่างเธอไม่ลดตัวลงมาทำเรื่องไร้สาระแบบนี้อยู่แล้ว ยิ่งเป็นฉัน ไม่ต้องพูดถึงเลย ก็บอกแล้วฉันไม่ชอบยุ่งกับใคร

“เต้ย เธอใจเย็นก่อนได้ไหม” ฉันทำน้ำเสียงปลอบโยน “ฉันไม่รู้เรื่องอะไรด้วยเลยนะ เรื่องข้อความที่เธอพูดถึง ฉันยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเธอพูดถึงข้อความอะไร และอีกอย่างนะ อย่าใส่ร้ายเพื่อนๆฉันด้วย พนันกันได้ว่าพวกเขาก็ไม่รู้เรื่องนี้เหมือนกัน”

“ไม่จริงหรอก” เต้ยเถียงเสียงแข็ง “ฉันไม่เชื่อ”

อะไรของเธอเนี่ย ฉันแทบอยากจะทึ้งผมตัวเอง แล้วจะให้ฉันพูดยังไงต่อล่ะ บอกความจริงก็ไม่เชื่อ หรือว่าณัชชาทำอะไรแผลงๆโดยไม่ยอมบอกฉัน เป็นไปไม่ได้หรอก ณัชชาไม่มีทางทนปิดเรื่องที่เธอทำได้แน่ เพราะเธอชอบอวดว่าทุกเรื่องเจ๋งๆเป็นฝีมือเธอทั้งนั้น

“เอาข้อความให้ฉันดูได้ไหม?” ฉันยื่นมือออกไป เธอมองมือฉันด้วยสายตาหวาดระแวง จะบ้าตาย นี่ไม่ใช่ละครฝรั่งเรื่อง Pretty Little Liars นะ เธอทำหน้าเหมือนกับว่าข้อความนั้นเป็นความลับที่เธออ่านได้คนเดียว และเธอก็ไม่กล้าที่จะเปิดเผยเพราะไม่อยากให้ฉันรู้ความลับน่าอัปลักษณ์ของเธอ ไม่มีหรอก ความลับอัปลักษณ์น่ะ มีแต่คนที่ไม่ยอมรับอดีตของตัวเองมากกว่า

เต้ยมองโทรศัพท์ เอามือปิดข้อความส่วนบนไว้และยื่นให้ฉันดู เออ ก็ยังดีกว่าเล่นแง่ไม่เข้าท่าเหมือนผู้หญิงในละครฝรั่งเรื่องนั้น กว่าจะรู้เรื่องอะไรได้แต่ละอย่าง ยืดยาวน่ารำคาญเป็นบ้า แต่ฉันก็ยังดูและติดตามทุกสัปดาห์ ซื้อหนังสือมาอ่านด้วยเพราะอดใจรอคำตอบไม่ไหว ฉันก้มลงมองส่วนท้ายของข้อความที่เธอยอมให้ดู

LANNA

“นี่มัน...” ฉันอึ้ง พูดไม่ออก ยืนนิ่ง ตาเบิกค้าง ปากอ้าออกน้อยๆและแข็งอยู่อย่างนั้น ไม่ใช่แค่ฉันคนเดียวที่ถูกคุกคามจากคนส่งข้อความใช้ชื่อของลัลนา เพียงแต่ของเต้ยเป็นข้อความทางโทรศัพท์มือถือ ส่วนฉันเป็นกระดาษที่มีตักอักษรจากการพิมพ์ด้วยคอมพิวเตอร์ นี่มันมากเกินไปแล้วนะ มาหาเรื่องฉันไม่เท่าไหร่ ฉันพอจะเข้าใจเพราะว่าฉันเกี่ยวข้องกับลัลนา เป็นหนึ่งในเพื่อนสนิทของเธอ ก็เหมือนในละครฝรั่งเรื่องนั้นแหละ ตัวละครเอกทั้งสี่ถูกคนชื่อเอตามรังควาญเพราะเคยเป็นเพื่อนสนิทกับเด็กสาวที่ถูกฆ่าตาย แต่ในกรณีนี้ เต้ยไม่ได้เป็นเพื่อนสนิทในกลุ่มซะหน่อย ความเกี่ยวพันมีแค่ว่า เจอศพเท่านั้นเอง อย่าเล่นงานไม่เลือกหน้าแบบนี้สิ

“ว่าไงล่ะ” เต้ยยังใช้เสียงดังแข็งๆของเธอคาดคั้นเหมือนเดิม “เธอกับเพื่อนซี้อีกสองคนของเธอใช่ไหม ถ้าคิดว่าเรื่องนี้สนุกก็หยุดได้แล้วนะ ยัยบ้า ฉันไม่ได้สนุกด้วย”

“ไม่ใช่ฉัน” ฉันบอก จ้องตาเธออย่างจริงจัง “เต้ย ฉันก็ได้ข้อความนั่นเหมือนกัน ข้อความจาก L-A-N-N-A น่ะ” ฉันสะกดทีละตัว พูดช้าๆ และพยายามให้ดูขึงขังมากที่สุด ซึ่งจริงๆก็แทบไม่ต้องพยายาม เพราะฉันพูดเรื่องจริงอยู่นี่น่า ฉันหันกลับไปค้นในกระเป๋า ใช่แล้ว ฉันเอามันมาด้วย จะเอาให้เธอดู แต่ฉันไม่ให้ดูทั้งหมดหรอก ฉันไม่อยากให้ใครรู้ว่ากำลังสนิทกับจี ถึงเต้ยจะไม่ใช่เพื่อนสนิทในกลุ่ม ฉันก็ไม่อยากให้รู้อยู่ดี ฉันหยิบกระดาษออกจากไดอารี่ พับให้เห็นแค่ตรงส่วนที่เป็นชื่อ

“นี่ไง ฉันก็ได้มาเหมือนกัน แต่อยู่ในรูปแบบจดหมาย” ฉันยื่นให้เธอดู แต่ไม่ยอมปล่อยมือจากกระดาษ จะเสี่ยงให้เธอคว้าไปจากมือฉันและคลี่ออกอ่านไม่ได้หรอก

“ฉันจะเชื่อได้ยังไง” เต้ยพูดพลางยกมือขึ้นกอดอก “แค่กระดาษมีตัวอักษรพิมพ์อยู่ แค่นี้ฉันก็ทำได้ อย่ามาหลอกกันซะให้ยากเลย”

“แค่ข้อความบนหน้าจอมือถือ ทำให้เหมือนเป็นข้อความขาเข้า ฉันก็ทำได้เหมือนกัน แค่มีเพื่อนช่วยอีกคน” ใช่แล้ว ไม่ได้ยากอะไรเลย แค่พิมพ์ข้อความเอาไว้ กดส่งไปที่โทรศัพท์เพื่อนซึ่งอาจจะเป็นเพื่อนที่รวมหัวกันทำเรื่องนี้ ปิดข้อความตรงส่วนบนทั้งหมดไว้ ให้ฉันดูแค่คำว่าลัลนา หรือไม่ก็นัดแนะกับเพื่อนไว้ก่อนให้ส่งข้อความมาในเวลานี้ ซึ่งอย่างหลังดูจะเป็นไปได้มากกว่า เพราะเมื่อสักครู่มีเสียงปิ๊บๆที่เป็นเสียงข้อความ

“พูดเรื่องบ้าอะไร” ทรวงอกของเธอพองออกอย่างไม่พอใจ เหมือนนกพองตัวเวลาโกรธ

“ไม่ใช่เรื่องบ้าหรอก” ฉันถอนหายใจ พยายามรับมือกับเรื่องนี้อย่างสุขุม “ช่วงปิดเทอมฉันไม่ติดต่อกับเพื่อนคนไหนเลย มีคุยบ้างเหมือนกัน แต่ก็น้อย จะเปิดเฟซบุ๊กก็แค่ตอนดูรายวิชาที่ต้องลงทะเบียนในเฟซบุ๊กของเอก ฉันช็อคสุดๆเลยตอนเห็นข้อความหน้าบ้าน แล้วรู้อะไรไหม มันไม่ใช่แค่ข้อความวางไว้เฉยๆ แต่คนที่เอามาไว้ ปามะเขือเทศเละๆไว้ด้วย หน้าบ้านฉันเป็นสีแดงเหมือนเลือด”

“เธอ เธอพูดจริงหรอ” เต้ยยังมองอย่างไม่ค่อยไว้วางใจนัก

“ใช่” ฉันนั่งลงบนเตียงของตัวเอง “เธอไม่อยากให้ฉันเห็นข้อความ อันนั้นฉันเข้าใจ ฉันก็ไม่อยากให้ใครเห็นของฉันเหมือนกัน แต่ขอถามอย่างเดียว ข้อความที่ส่งมา เป็นเรื่องเกี่ยวกับปัจจุบันล้วนๆใช่ไหม ไม่มีเรื่องอดีตของเธอ”

ที่ต้องถามแบบนี้ เพราะฉันอยากรู้ว่าเราโดนเหมือนกันหรือเปล่า คนที่ส่งกระดาษให้ฉันพร้อมมะเขือเทศจะต้องคอยตามแอบมองฉันอยู่ ถึงรู้ว่าฉันสนิทกับจี เอ่อ และขอบอกไว้ตรงนี้เลยนะ ฉันกับจีเป็นอย่างที่ข้อความเขียนเอาไว้ไม่ได้หรอก ถึงเขาจะหล่อเหมือนนักแสดงชาวฝรั่งเศสที่ฉันชอบ แต่ฉันแยกแยะออก และไม่คิดอยากสานความสัมพันธ์เกินเลยมากกว่าเพื่อนแน่นอน เอาล่ะกลับเข้าเรื่องที่ค้างคาอยู่ ถ้าหากว่าข้อความก่อกวนที่เต้ยได้รับเป็นเรื่องของปัจจุบัน ก็แสดงว่าเธอต้องถูกแอบมองเหมือนฉัน และมันหมายความว่าคนที่ก่อกวนเราจะต้องรู้จักพวกเราดี ส่วนเรื่องจำนวนคน ฉันยังไม่อาจระบุได้ในตอนนี้ เพราะการที่จะตามดูใครสองคนนั้น แค่คนเดียวก็สามารถทำได้ อีกอย่าง เต้ยเป็นเด็กกรุงเทพเหมือนฉัน ถ้าคำตอบของเต้ยคือใช่ การจำกัดวงก็จะน้อยลง แค่ตาม หาคนในเอกที่บ้านอยู่กรุงเทพ หรือไปพักบ้านญาติที่กรุงเทพก็พอ

“ไม่มีนะ” เต้ยตอบ “ไม่มีอะไรที่เกี่ยวกับฉันเท่าไหร่ มันแค่ทำให้ฉันรู้สึกกลัว เหมือนกับว่ามีคนมองฉันอยู่ตลอดเวลา ไม่ว่าจะไปไหนหรือทำอะไร มันรู้หมดเลย แล้วก็ส่งข้อความมาหาตลอด ตามฉันเหมือนเงาตามตัว” เธอเสียงสั่นอย่างคุมไม่อยู่ ท่าทางเหมือนจะร้องไห้อยู่แล้ว

เต้ยเจอหนักกว่าฉันเยอะเลยแฮะ ทำเอาเรื่องมะเขือเทศนั่นเบาะๆไปเลย ฉันได้จดหมายแค่ครั้งเดียว แต่เต้ยดูเหมือนจะได้บ่อย มากกว่าหนึ่งครั้ง

“ฝีมือเพื่อนเธอหรือเปล่า อาจเป็นณัชชา” เต้ยตั้งข้อหาทันที ฉันก็เข้าใจเธออยู่หรอก ณัชชามีชื่อเสียงไม่ค่อยดีเท่าไหร่เรื่องทำให้คนเชื่อใจ ใครๆก็มองว่าเธอร้ายกาจกันทั้งนั้น แต่ส่วนใหญ่ก็อยากเป็นเพื่อนกับเธอเพราะได้ประโยชน์หลายอย่าง

“ฉันไม่รู้” นั่นคืออย่างเดียวที่ฉันตอบได้ ก็เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นระหว่างฉันกับเต้ยดูเหมือน สไตล์ของณัชชาอย่างน่าประหลาด ถ้าจะมีใครเล่นสนุกเอาชื่อเพื่อนที่ตายมาหลอกเพื่อนที่เป็นล่ะก็ ฉันนึกออกอยู่แค่คนเดียว แต่ฉันก็ไม่คิดว่าณัชชาจะเล่นงานใครหนักอย่างนี้หรอก นอกซะจากจะทำให้เธอไม่พอใจจริงๆ ซึ่งเต้ยก็ไม่น่าจะเป็นคนที่มีปัญหากับณัชชาได้

“ทำไมเธอคิดว่าเป็นช่าล่ะ” ฉันอดถามไม่ได้ ด้วยความที่ไม่เคยสนใจเรื่องชาวบ้านมาก่อน บางทีอาจทำให้พลาดอะไรไป ถึงจะช่างสังเกตแค่ไหน แต่ฉันก็สังเกตได้แค่สิ่งใกล้ตัวเท่านั้น อย่างพร้อมฉัตรและณัชชา ซึ่งรายหลังน่ะ สังเกตยากจะตายไป ไม่รู้คิดอะไรอยู่ พูดคุยอะไรกับใครมาบ้าง หรือกำลังมีปัญหากับใคร ดูยาก!

“ก็ฉันคิดไม่ออกว่าจะเป็นใครได้อีก” เต้ยบอกแล้วนั่งลงที่เตียงฝั่งตรงข้าม “ฉันกลัวมากจริงๆนะสุ ตอนแรกคิดว่าเธอรู้กับช่าซะอีก”

“สาบานได้เลยว่าฉันไม่เกี่ยว” ฉันพูดแทรกขึ้นทันที เต้ยยกมือขึ้นขยี้ตาและมองโทรศัพท์ของตัวเอง “เต้ย แล้วเบอร์ของข้อความที่ส่งมาล่ะ เป็นเบอร์ใคร คุ้นตาบ้างไหม?”

“ไม่เลย” เธอส่ายหน้า “ไม่ใช่เบอร์คนรู้จักแน่นอน อาจเป็นใครก็ได้ที่ใช้สองซิม”

เอาล่ะ ค่อยๆคิด ฉันบอกตัวเองก่อนจะจมดิ่งสู่การสันนิษฐาน การตามหาคนเป็นเรื่องยากเสมอ ยิ่งคนที่ทำตัวเหมือนเงาก็ยิ่งยากเข้าไปใหญ่ ไม่ว่ายังไงฉันก็รู้สึกขนลุก ถ้าเต้ยโดนมากขนาดนี้ สักวันฉันก็ต้องโดนอีกเหมือนกันรึเปล่า อาจมีจดหมายหรือข้อความทางโทรศัพท์ส่งตรงมาถึงฉัน คนๆนั้นไม่ว่าจะเป็นใคร คงกำลังหัวเราะขำกลิ้งกับเรื่องนี้อยู่ จะต้องเป็นคนสักคนที่รู้จักพวกเราดี ยิ่งไปกว่านั้นคืออยากให้เรากลัวหัวหด แต่ก็ไม่รู้ว่าจะทำไปเพื่ออะไร หลอกให้เรากลัวแล้วได้อะไร ยังไงคนที่ส่งข้อความพวกนี้มา ก็ไม่ใช่ลัลนาตัวจริงอยู่แล้ว ฉันรู้ดี และคงไม่ใช่ฝาแฝดนรกของลัลนาด้วย ถ้าเป็นแบบนั้นก็ละครเกินแล้ว สมมติว่าลัลนามีแฝดจริง แล้วยัยฝาแฝดคนนี้จะทำเรื่องไร้สาระพรรค์นี้ไปทำไม ไม่เข้าท่าเลย

ในหัวฉันวนเวียนอยู่กับคนสองคน พูดตรงๆคือสงสัยอยู่สองคน หนึ่งคือณัชชา เธอเป็นเจ้าแม่หยอกเล่น ชอบแกล้งคน เล่นแผลงๆเป็นที่หนึ่ง เธออาจจะนึกสนุกเพราะฉันดันทำตัวเหมือนเชอร์ล็อค โฮลส์ม ก็เลยช่วยให้ฉันสนุกยิ่งขึ้น ปล่อยให้แก้ปริศนาเรื่องนี้ และคนที่สองคือ จี ขอโทษนะ ช่วยไม่ได้ที่ฉันจะต้องคิดถึงเขาในฐานะผู้ต้องสงสัยด้วย ก็การที่เขาโดนจับเพราะคำให้การของฉันกับณัชชานั่นแหละ ก็ไม่แน่ใจหรอกนะว่าเขาจะรู้หรือเปล่าว่าตำรวจเล็งไปที่เขาเพราะเรื่องนี้ เขาอาจจะอยากแก้แค้นก็ได้ ชีวิตของเขาต้องว่างเปล่าไปถึงสองปี มีแต่ขึ้นโรงขึ้นศาล พยายามพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตัวเอง และในอีกกรณี ถ้าเกิดว่า ถ้านะ ถ้า! ถ้าเกิดเขาเป็นฆาตกรในคดีนั้นจริง และรอดออกมาได้แล้ว ฉันก็ไม่ค่อยแน่ใจนักหรอกว่าพวกเราจะปลอดภัย ก็ไม่รู้ ยังไงทั้งหมดนี่ก็แค่สันนิษฐานมั่วๆ ใช้ความรู้สึกล้วนๆ

และคนที่สาม ฉันเพิ่งคิดได้เพิ่มตอนมองหน้าเต้ย ไม่แน่ว่าเต้ยเองนั่นแหละเป็นคนสร้างเรื่องขึ้นมา เธออาจร่วมมือกับณัชชาก็ได้นี่ใครจะรู้ สุดท้ายมีแต่ฉันคนเดียวที่ถูกแกล้งจนหัวปั่น เรื่องแบบนี้มีให้เห็นบ่อยไปในละครหรือภาพยนตร์ของฝรั่งน่ะ ฉันโทรไปถามดีไหมเนี่ย ถามเรียงตัวเลย เริ่มจากพร้อมฉัตรก่อน ถ้าเจ้านั่นตั้งใจเล่นงานทุกคนที่พบศพลัลนา ก็ต้องมีข้อความถึงพร้อมฉัตรบ้างแหละน่า ถึงพร้อมฉัตรจะเป็นคนโวยวายขี้กลัว แต่ถ้าข้อความนั่นขู่ไว้ไม่ให้บอกเพื่อนก่อน เธอก็อาจไม่โทรมาเล่าให้ฉันฟัง เอาล่ะ โทรหาพร้อมฉัตร

“โทรหาใครน่ะ” เต้ยถาม

“พยายามจับตัวผู้ร้าย” ฉันกระซิบตอบ และรอให้เพื่อนรับสาย สบถสาบานในใจยาวเหยียดว่าถ้าเรื่องนี้เป็นฝีมือของณัชชาล่ะก็ ฉันจะขอด่าเปิดเปิงเป็นครั้งแรกในชีวิต

“หวาดดี” เสียงของพร้อมฉัตรดูงัวเงียมาก “สุ มีธุระอะไร เอ่อ ถึงหอแล้วหรอ”

“ถึงแล้วล่ะ กำลังจะจัดของ เธอนอนอยู่หรอ” นี่มันบ่ายสองโมงนะ สงสัยพร้อมฉัตรจะนอนกลางวัน นั่งจัดของไปมาแล้วก็ฟุบไปเลย

“อ่าฮะ ฉันนั่งรถมาเพลียน่ะ” เธอหาวหวอด พร้อมฉัตรเป็นเด็กเมืองพิษณุโลก การเดินทางจากบ้านมาถึงนี่ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย อย่างตอนไปเที่ยวงานสัปดาห์หนังสือ เธอก็ต้องรีบกลับ ไม่อย่างนั้นจะถึงจังหวัดตอนมืดและไม่มีใครขับรถลงมารับที่ตลาด

“ขอโทษที่รบกวนนะ แต่ฉันมีเรื่องจะถามนิดหน่อย” เอาเลยสิ พูดไปเลย ฉันเชียร์ตัวเอง “คือว่า ช่วงนี้เธอได้รับข้อความหรือจดหมายแปลกๆบ้างหรือเปล่า”

“หือ?” น้ำเสียงเธอดูงุนงงกับคำถามของฉัน เอาน่า ตอบมาเถอะพร้อมฉัตร ถ้าเธอได้รับอีกคน เรื่องนี้ก็ชักน่ากลัวเข้าไปทุกที “ข้อความอะไรจากใครหรอ เธอพูดเรื่องอะไรอยู่เนี่ย”

“แค่บอกมาเถอะน่า ว่ามีหรือไม่มี”

“ก็ไม่มีนี่” เธอตอบ

“โอเค ขอบคุณมาก” ฉันพูดเร็วๆแล้ววางสาย เห็นเต้ยมองฉันอย่างคาดหวัง “ฉันโทรหาฉัตร คือถ้าณัชชาทำอะไรแผลงๆ ต้องมีฉันหรือฉัตรที่รู้บ้าง และฉัตรไม่มีทางเก็บความลับอยู่แน่นอน เธอจะหัวเราะเสียงดังกลบเกลื่อนแล้วก็บอกออกมาหมดเลย ถ้ามีเรื่องที่เธอจงใจแหกตาน่ะ เธอบอกอีกว่าไม่เคยได้รับข้อความแปลกๆ”

“บางทีช่าอาจทำได้โดยไม่ต้องพึ่งเธอสองคน” เต้ยเสนอความเห็น ท่าทางจะตัดสินใจไปแล้วว่าณัชชานี่แหละที่ส่งข้อความมาแกล้งเธอ

“ก็เป็นได้” ฉันพยักหน้า “เพราะอย่างนี้ฉันถึงจะโทรหาช่า เพราะถ้าเธอกำลังสนุกกับการปั่นหัวเราสองคน ก็ต้องหยุดได้แล้ว”

เต้ยขยับตัวนั่งหมิ่นๆบนเตียง ขณะฉันกดหาเบอร์โทรของณัชชา ต้องทำใจสงบๆถ้าจะพูดกับเธอคนนี้ ฉันรอจนสายตัด แต่ก็ไม่มีใครรับสายในรอบแรก ฉันโทรอีกสองครั้ง แต่ก็ไม่มีใครรับ บางทีอาจอาบน้ำอยู่ก็ได้ เธอเป็นคนประเภทที่จะไม่วิ่งออกมารับโทรศัพท์ตอนอาบน้ำอยู่แน่นอน เรื่องนี้ฉันมีประสบการณ์มาแล้ว พร้อมฉัตรก็มี รายนั้นเยอะกว่าฉันอีก เคยทะเลาะกันเพราะณัชชาไม่รับโทรศัพท์เนี่ยแหละ  อาจฟังดูงี่เง่า แต่พร้อมฉัตรเป็นคนอ่อนไหวขนาดนั้นจริงๆ

“เดี๋ยวคงโทรกลับมา” ฉันบอก “เต้ย ฟังนะ อย่าเพิ่งคิดอะไรเลย และอย่าโกรธด้วย ที่ฉันจะบอกก็คือนี่ก็แค่การแกล้งกันเล่น อย่ากลัวไปเลย” ไม่แน่หรอก ฉันโกหกอีกแล้ว ฉันไม่แน่ใจด้วยซ้ำว่านี่แค่แกล้งเท่านั้นหรือเปล่า แต่ก็จำเป็นต้องพูดอย่างนี้เพื่อให้อีกฝ่ายสงบ ฉันปลอบคนอื่นไม่เก่งหรอก คำพูดก็เลยฟังดูห้วนๆไม่น่าเชื่อถือเท่าไหร่

“ฉันขอไปโทรหาแม่ก่อนนะ ต้องบอกว่าถึงแล้ว” ฉันบอกกับเธอ เพื่อจะหลบหลีกออกไปคุยโทรศัพท์นอกห้อง ฉันไม่ได้จะโทรหาแม่หรือพ่ออย่างแน่นอน พวกเขาไม่สนหรอกว่าฉันจะมาเรียนหรือเปล่า แต่สนแน่ว่าฉันจบหรือไม่จบ ฉันเดินออกมาตามทาง และเพิ่งสังเกตเห็นอะไรอย่างหนึ่งที่เพิ่มเข้ามาในหอพักนักศึกษา เหนือประตูที่แบ่งเป็นอาคารฝั่งตะวันตกและตะวันออก มีกล้องวงจรปิดติดอยู่ พอเดินเข้าไปใกล้ๆฉันก็เห็นสิ่งที่อยู่ภายในแก้ว มันเป็นตาของกล้อง วงกลมเล็กสีดำๆ และรอบข้างมีแสงไฟสีแดง มันดูคล้ายดวงตาของแวมไพร์เลย ไม่ยักรู้ว่าช่วงที่ปิดเทอมจะมีการเปลี่ยนแปลงแบบนี้เกิดขึ้น เทอมนี้คงไม่มีคนมาทำอะไรแปลกๆตรงทางเดิน อย่าง เต้น เดินแบบ หรือซ้อมพูดประกอบท่าทาง ใครจะกล้าล่ะ เพราะทางเดินโล่งๆ มันไม่โล่งอีกต่อไปแล้วนี่ จะทำอะไร เรดอายก็เห็นหมด

ฉันหมุนโทรศัพท์ไปมาในมือ ชั่งใจอยู่ว่าจะโทรดีไหม โทรหาจีไงล่ะ ฉันอยากรู้ว่าเขาจะทำน้ำเสียงยังไงเมื่อได้ยินเรื่องนี้ ในสมมติว่าเขาเป็นคนทำ ฉันก็อยากรู้ว่าจะเล่นละครเก่งแค่ไหน และถ้าไม่ได้ทำ ฉันก็อยากรู้ว่าจะมีความคิดเห็นอะไรดีๆพอจะช่วยฉันได้ไหม ฉันรู้สึกได้เลยว่าตัวเองต้องการความช่วยเหลือ ลางสังหรณ์บอกอย่างนั้น และมันยังบอกอีกด้วยว่าเรื่องนี้ไม่ธรรมดา ถ้าฉันไม่ทำอะไรสักอย่างเพื่อยุติล่ะก็ อาจมีแย่ๆเกิดขึ้นอีกก็ได้ และอยากจะบอกไว้เลยว่า เรื่องแย่มีมากเกินพอแล้วในชีวิตฉัน

ฉันกำลังจะกดหาเบอร์โทรของเขาตอนที่ลงมาถึงข้างล่างและเดินผ่านเคาน์เตอร์ ฉันเดินอ้อมไปทางจุดบริการน้ำดื่มเย็นๆฟรีสำหรับสาวหอใน ตู้น้ำเย็นทำงานตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมงตั้งอยู่ข้างๆโซฟาเก่าขาด อะไรๆในอาคารแห่งนี้ไม่มีน่าเจริญตาเลยแม้แต่อย่างเดียว ขนาดโซฟาตัวเล็กอย่างตู้น้ำเย็นยังเก่าจนซีด ผ้าที่หุ้มขาดเป็นริ้ว ฉันล้มตัวลงนั่ง แล้วมองไปที่ผนัง บริเวณนั้นมีช่องรับจดหมาย ซึ่งแบ่งเป็นตัวอักษร หอในไม่ได้ไฮโซถึงขนาดมีตู้รับจดหมายห้องใครห้องมัน อย่างฉันชื่อวสุ จดหมายที่จะส่งถึงฉันก็อยู่ในช่องตัว ว.

ช่องตัว ว. มีซองจดหมายสีแดงเสียบอยู่ เห็นได้ชัดมาก ก็สีเด่นซะขนาดนั้น โดยส่วนใหญ่แล้วเด็กหอในไม่ค่อยมีจดหมายส่งมาถึงหรอก มักจะเป็นพัสดุมากกว่า แต่ช่องรับจดหมายตรงนี้ก็มีไว้ตามธรรมเนียม ฉันลุกขึ้นไปดู เอาอีกแล้ว ลางสังหรณ์ไม่ดีเลย

จดหมายจ่าหน้าซองถึงฉันเต็มยศ ชื่อนามสกุลและเลขห้องพัก แต่ไม่ยักมีแสตมป์ แสดงว่านี่ไม่ใช่จดหมายที่ส่งผ่านไปรษณีย์ ฉันแกะออกดู ค่อนข้างแน่ใจว่าจะเจออะไรข้างใน

เทอมใหม่แล้วนะ สุ ฉันรับรองว่าเธอสนุกแน่ เสื้อสีน้ำเงินที่เธอใส่สวยจัง แต่สำหรับฉันต้องสีแดง

                                                                                                                               -LANNA-

 

 

 

 

 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 16 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

15 ความคิดเห็น