R E D [END]

ตอนที่ 3 : ขาวกับดำ 2

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 149
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 17 ครั้ง
    7 พ.ค. 59





- 4 -

            ฉันได้ยินเสียงตอกตะปู เลื่อยตัดไม้ เสียงของมันรบกวนโสตประสาทอย่างที่สุด ฉันออกจากห้องนอนแล้วเดินลงบันไดออกไปหน้าบ้าน เสียงดังมาจากตรงไหนกันเนี่ย บ้านฝั่งตรงข้ามก็ดูเงียบสงบดี วันอังคารเช้าอย่างนี้ พวกเขากำลังเตรียมตัวไปทำงาน ค้อนฟาดลงบนตะปูดังต่อเนื่อง ทำเอาเส้นประสาทแถวขมับของฉันตึงเปรี๊ยะ ฉันไม่ได้นอนทั้งคืนเพราะมัวแต่อ่านนวนิยายอยู่บนห้อง มันสนุกจนวางไม่ลง รู้ตัวอีกทีก็เช้าแล้ว เพิ่งจะอ่านจบ ว่าจะล้มตัวลงนอน ก็มีเสียงนี้ดังขึ้นซะก่อน

            ฉันเดินออกไปนอกรั้ว ลังเลอยู่นิดหน่อยก่อนจะโฉบผ่านหน้าบ้านของจี เป็นหมอนี่จริงๆด้วย เขากำลังตอกตะปูทำอะไรไม่รู้ พอเห็นฉันก็ยิ้มน้อยๆ แต่มากพอที่จะทำให้แก้มขวาเห็นร่องแผลชัดเจน แผลนั้นไม่ได้ทำให้ดูน่าเกลียดเลยสักนิด ก็เหมือนนักแสดงชาวฝรั่งเศสที่ชื่อกัสปาร์ อูลิแอลนั่นแหละ แผลนั่นทำให้ยิ้มดูมีเสน่ห์

            “ฉันทำเธอตื่นหรอ” เขาถามอย่างเกรงใจ ฉันยักไหล่ตอบ “ตกลงยังไง เธอตื่นเพราะเสียงฉันหรือไม่ใช่เพราะเสียงฉัน”

            “ฉันยังไม่ได้นอนเลยต่างหาก และตั้งใจว่าจะนอน” ฉันชำเลืองมองข้ามรั้ว รู้สึกสนใจอะไรก็ตามที่เขากำลังทำอยู่ มันดูเหมือนโต๊ะกินข้าว ถึงขนาดว่าต่อโต๊ะเองเลยหรอ มันจะเกินไปหน่อยมั้ง

            “อ่านนิยายน้ำเน่าโต้รุ่งล่ะสิ” เขารู้ทัน “อ่านอะไร เจน แอร์หรอ”

            “เปล่า อ่านรอยอินทร์ของโรสลาเรนต่างหาก” คนแบบนี้จะรู้จักผลงานคลาสสิกอย่างรอยอินทร์เรอะ?

            “สุชอบอ่านแต่เรื่องที่มีผู้หญิงโง่” เขาพูดอย่างอวดดี แล้วจับโต๊ะพลิกขึ้นตั้งเข้าที่เข้าทาง นิ้วมือเรียวยาวลูบผิวหน้าของโต๊ะอย่างค่อนข้างภูมิใจ

            “นี่! มิราโง่ตรงไหน” ฉันอดรนทนไม่ไหว คราวนี้ขอเถียงใจขาดดิ้น ใครก็มาว่าเจ้านางมิรา ณ เวียงสรองของฉันไม่ได้เด็ดขาด เธอเป็นตัวละครหญิงที่เข้มแข็งมากที่สุด ใจเด็ดมากที่สุด และฉลาดด้วย ทำไมชอบกล่าวหาว่าตัวละครโง่อยู่เรื่อยนะตาคนนี้

            “โง่สิ คนบ้าอะไรไม่รู้ใจตัวเองซะบ้างเลย รักเขาเข้าแล้วก็แง่งอนอยู่ได้ ไม่เคยแสดงออกสักครั้ง พอแสดงออกครั้งแรก ก็เป็นครั้งสุดท้าย พูดตรงๆกับเขาเป็นครั้งแรกว่าขอให้ปลอดภัยกลับมา เขาก็โดนยิงตาย ไม่เห็นต่างจากคู่กรรมตรงไหน มีแต่ผู้หญิงน่ารำคาญทั้งนั้น บอกว่าเข้มแข็งงั้นหรอ มีศักดิ์ศรีหรอ สุดท้ายต้องเป็นม่ายโดยยังไม่มีความสุขเลยสักนิด แย่กว่าเจน แอร์อีก”

            ผู้ชายคนนี้ปากดีจริงๆเลย ฉันอยากเอารองเท้าปาใส่หน้าสักครั้ง แต่ก็ไม่ทำจริงหรอกนะ ใครจะกล้า ไม่อยากพูดกับคนประเภทนี้แล้ว จะว่าเรื่องอะไรว่าได้ แต่อย่ามาว่ารอยอินทร์ของฉัน รอยอินทร์เป็นนวนิยายเรื่องแรกที่ทำให้หลั่งน้ำตานานถึงเจ็ดวัน ฉันอ่านครั้งแรกตอนอายุสิบสี่ หลงรักพระเอกของเรื่องจนหมดใจ ไม่ใช่แค่เพราะบรรยายไว้อย่างหล่อเหลาหรอกนะ แต่เพราะอุปนิสัยด้วย แล้วโรสลาเรนก็หักหลังคนอ่านด้วยการทำให้พระเอกต้องมาตายเอาตอนจบ ฉันไม่คาดคิดมาก่อนว่าจะจบแบบนี้ ร้องไห้นานไปหลายวัน แต่บางทีที่ร้องไห้นานขนาดนั้นอาจเพราะตอนนั้นประจวบเหมาะกับช่วงที่ครอบครัวมีปัญหาใหญ่ก็เป็นได้

            “อย่าเพิ่งไปสิ” เขาเรียกไว้ “มาดูนี่ก่อน สวยหรือเปล่า” เขาเปิดประตูรั้ว เชื้อเชิญให้ฉันเข้าไปเต็มที่ คงอยากอวดโต๊ะกินข้าวที่เพิ่งทำเสร็จ มันสวยจริงๆนั่นแหละ แต่ที่จำได้ เขาอยู่คณะวิทยาศาสตร์ เอกคอมพิวเตอร์ไม่ใช่หรอ ไม่น่าถนัดงานแบบนี้ได้

            “ก็ใช้ได้นี่” ฉันตอบอย่างไว้ตัว ไม่อยากชมมาก ยังหมั่นไส้ไม่หาย “ไปหัดทำมาจากไหน”

            “ตอนอยู่ข้างใน” เขาตอบเสียงแห้งแบบมะนาวไม่มีน้ำ

            ฉันเข้าใจทันทีว่า ข้างในที่ว่าหมายถึงอะไร เดี๋ยวนี้สถานกักกันคงให้โอกาสทำนั่นทำนี่ ไม่ใช่เอาแต่นั่งอยู่ในห้องอย่างเดียว จริงๆดูแทบไม่ออกเลยว่าเขาเคยอยู่ในที่แบบนั้นมาก่อน ลักษณะหน้าตายังเหมือนคุณชายไม่ผิดจากเดิมสักนิด ถ้าผ่านสถานที่เลวร้ายขนาดนั้นมา น่าจะมีอะไรปรากฏให้เห็นหน่อยแท้ๆ ฉันอยากรู้ใจจะขาด แต่ก็ไม่กล้าถาม  

            “รอตรงนี้ก่อนนะ” เขาบอกแล้ววิ่งเข้าไปในบ้าน

            “อะไรของเขา” ฉันพึมพำ แล้วก็หันมาสนใจสำรวจโต๊ะสีเหลี่ยมขนาดพอเหมาะสำหรับนั่งสองคน จะนั่งกินข้าวหรืออ่านหนังสือก็ได้ ถือว่าใช้ได้เลยนะ บางจุดยังหยาบอยู่บ้าง เพราะเป็นไม้แผ่นๆมาต่อกัน แต่ก็ถือว่างานฝีมือของเขาไม่เลว

            เขากลับมาแล้วพร้อมของชิ้นเล็กๆในมือ “ฉันให้” เขายื่นเก้าอี้สีขาวตัวเล็กมาให้ฉัน เป็นงานที่ดูละเอียดและน่าจะทำได้ยากกว่าโต๊ะของเขาซะอีก มันตัวเล็กเหมาะกับการตั้งโชว์ไว้ดูเล่น เก้าอี้สีขาว พนักสูง เป็นแบบที่มักจะเห็นบ่อยๆในการ์ดอวยพรวันคริสมาสต์ เก้าอี้ที่เหมาะจะตั้งอยู่หน้าเตาผิง

            “ทะ ทำไม ทำไมให้ฉันล่ะ” ฉันอึ้ง และใจกระตุกยังไงไม่รู้

            “ฉันก็ให้เพื่อนบ้านทุกคนในซอยนี้นั่นแหละ” เขาตอบสบายๆ “ต้องผูกมิตรไว้ก่อน พวกเขาจะได้ไม่กลัวหรือรังเกียจฉันมากเกินไปถ้าเกิดจำหน้าฉันได้ขึ้นมา”

            คำพูดนั้นฟังดูน่าเศร้ายังไงก็ไม่รู้ ถ้าเขาเป็นคนบริสุทธิ์ (ฉันยังใช้คำว่าถ้าเหมือนเดิม ยังไม่อยากตัดสินเด็ดขาดว่าเขาขาวหรือดำ) ก็เป็นคนที่น่าสงสารมาก ไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไรด้วย ถูกลากเข้าตาราง ถูกใครๆต่อใครประณาม และคงมีปัญหากับที่บ้านด้วยแน่ๆถึงต้องมาอยู่คนเดียวแบบนี้ ที่แย่กว่านั้นคือการใช้ชีวิตต่อจากนี้ ประวัติของเขาไม่ได้ขาวสะอาดอีกแล้ว ถึงจะพ้นข้อกล่าวหา แต่เรื่องฉาวยังคงอยู่ เหมือนการเอาสีดำป้ายบนผ้าขาว มันไม่ออกง่ายๆ การที่จะอยู่ในสังคมต่อจากนี้ค่อนข้างยาก

            “ขอบคุณนะ” ฉันพูดขึ้น ยิ้มเล็กน้อย “มันสวยมากเลย”

            เขาจ้องหน้าฉัน จ้อง จ้อง ดวงตาสีน้ำตาลเหมือนลูกแก้ว เหมือนตาใสแป๋วของไอ้ขาวจ้องมองฉันอย่างไม่วางตา จ้องอะไร ทำไมหรอ มีอะไรติดหน้าฉันรึเปล่า ฉันพูดอะไรผิดหรือเปล่า

            “มีอะไร” ฉันถาม เสียงสั่นเล็กน้อยอย่างไม่มั่นใจในตัวเอง

            “สุเพิ่งจะยิ้มให้ฉันเป็นครั้งแรกเลยนะ” เขากระพริบตา แล้วยิ้มกว้าง ยิ้มที่จริงใจ ดูบริสุทธิ์อย่างสุดซึ้ง ท่าทางดีใจเหมือนได้เพื่อนสนิท ยิ้มมากขนาดนั้น ทำให้ตาปิด รอยแผลเด่นบนแก้มขวาชัดเจน ฉันยืนนิ่ง เมื่อฉันเจอสถานการณ์แปลกใหม่หรือทำอะไรไม่ถูก ฉันจะนิ่งแข็งทื่อเป็นก้อนหิน รอยยิ้มนี้สะกัดอากัปกิริยาทุกอย่างของฉันให้สะดุดล้มได้เลย

            ต้องออกจากตรงนี้ด่วน วันนี้ก็อยู่บ้านไม่ได้แล้ว ต้องไปหาที่สงบ ต้องไปห้องสมุด ต้องไปเดี๋ยวนี้เลย ฉันก้าวถอยหลังเกือบชนรั้ว

            “ฉันไปก่อนนะ”

            “จะไปไหน” เขาถามอีก

            “กลับบ้านไง” ฉันชี้นิ้วโป้งไปทางบ้านตัวเอง

            “ทำไมต้องรีบล่ะ ยังมีงานอีกหลายชิ้นเลยที่อยากให้ดู ฉันทำม้าตัวเล็กด้วยนะ แล้วก็มีบ้าน กับชุดน้ำชา ถ้าเอาไปขายได้ก็ดีเลย ช่วยดูให้หน่อยสิว่าดีหรือยัง” สงสัยเขาจะรวมฉันไว้ในรายชื่อ เพื่อนซะแล้วล่ะมั้ง บัญชีรายชื่อที่เหลือแค่ชื่อฉันคนเดียวน่ะ มีแต่เพื่อนเท่านั้นนี่ที่จะขอให้ช่วยทำอะไรอย่างนี้

            “ฉันจะไปข้างนอก ต้องเอาหนังสือไปคืนที่ห้องสมุดประชาชน” กำหนดคืนมันอีกตั้งสี่วัน ฉันจำใจโกหก

            “ห้องสมุดประชาชน!” ลูกแก้วสีน้ำตาลในดวงตาของเขาเป็นประกาย “อยู่ตรงไหนหรอ ไกลมากไหม ยืมหนังสือได้ด้วยสินะ ค่าทำบัตรสมาชิกเท่าไหร่ ต้องใช้เอกสารอะไรบ้าง พาไปด้วยสิ”

            “หา!” ฉันอุทานดังลั่น เขาพูดมาเป็นชุด พูดเร็วด้วย แต่ประโยคสุดท้ายพูดชัดที่สุด เหมือนตั้งใจจะบอกแค่ว่า พาไปด้วยสิฉันจะออกจากบ้านวันนี้ เพราะอยากหนีเขานั่นแหละ

            “พาไปด้วยนะ” แววตานั่นมัน เลียนแบบไอ้ขาวชัดๆ ฉันแพ้ดวงตาสีน้ำตาลของแมวที่ชื่อไอ้ขาวมากที่สุดในโลก และตอนนี้เขากำลังทำตาแบบนั้นใส่ฉันอยู่ แล้วจะหนีไปไหนได้ล่ะเนี่ย “ฉันไปอาบน้ำเลยนะ อีกครึ่งชั่วโมงเจอกัน สุ”

            หา~? พูดเองเออเองเลยเรอะ ฉันยืนนิ่ง ปล่อยให้ลมพัดผ่านเส้นผมไปเกือบนาที ต้องรีบแล้วสิ อาบน้ำให้ไวกว่า หมอนั่นบอกว่าอีกครึ่งชั่วโมง ถ้าฉันเร็วกว่านั้น ก็จะหนีไปได้ก่อน คิดได้ดังนั้น ฉันก็วิ่งเข้าบ้าน เข้าห้องน้ำ อาบน้ำ และแต่งตัวเร็วที่สุดเท่าที่เคยทำมาก่อน ไม่ทาครีม ไม่ทาแป้งด้วยซ้ำ หยิบหนังสือ เงิน กับบัตรห้องสมุดยัดใส่กระเป๋าสะพายแล้วกระโดดออกนอกบ้านเลย

            “ไง เร็วจังนะ”

            ปั๊ดโธ่เว้ย ฉันล่ะอยากสบถเป็นภาษาฝรั่งเศส อุตส่าห์รีบจนแทบลืมแปรงฟัน แต่เขาก็ไวกว่าอยู่ดี “อ้าว ไหนบอกว่าอีกครึ่งชั่วโมงไง” ฉันทำเป็นพูดอย่างสงบ

            “ก็เผื่อเวลา นึกว่าสุจะแต่งตัวช้า ผู้หญิงมักจะช้ากับเรื่องแบบนี้ไม่ใช่หรอ”  อ๋อหรอ ขอบคุณนะยะที่อุตส่าห์เผื่อเวลาให้ ฉันคิดอย่างหมั่นไส้นิดๆ เขายิ้มกว้างอย่างอารมณ์ดี จะดีใจอะไรนักหนา ทุกทีไม่เคยมีใครทำให้ฉันหงุดหงิดได้ ฉันไม่ใช่คนหงุดหงิดง่าย ไม่ใช่คนที่จะระเบิดอารมณ์ใส่ใคร ฉันมักจะนิ่งๆเฉยๆ แต่พออยู่ต่อหน้าเขาทีไร ควบคุมอารมณ์ไม่ได้ทุกที ยิ่งเห็นรอยยิ้มกวนประสาทนั่น ยิ่งทนไม่ได้ อยากหาที่สงบๆทำใจให้สงบโดยด่วน

            “ไปกันเถอะ” ฉันบอกเรียบๆ แล้วเดินนำหน้า

            เขาเงียบผิดปกติ ฉันก็ชอบอยู่หรอกนะที่เขาอยู่เงียบๆบ้าง ทุกทีจะชวนคุย ส่วนใหญ่ก็เป็นเรื่องหนังสือ พอมานึกดูดีๆ สงสัยเขาจะเป็นคนชอบอ่านหนังสือเหมือนฉัน แนวที่ชอบคงจะเป็นคนละแนว แต่ก็แปลก ไม่ว่าฉันจะพูดถึงหนังสือเล่มไหน เขาก็จะรู้จักทั้งหมด และมีความคิดเห็นแตกต่างกับฉันโดยสิ้นเชิง บางทีความคิดเหล่านั้นก็น่าเอามาจับยัดใส่หม้อถ่วงน้ำซะเลย ถ้าแนวของฉันไม่ใช่แนวที่เขาชอบ ทำไมเขาถึงเคยอ่านนะ หรือว่าเมื่อก่อนเคยชอบ แต่ตอนนี้ไม่ชอบแล้ว

            ฉันชำเลืองมองตั้งแต่หัวจรดเท้า ใส่เสื้อสีดำอีกแล้ว เจอกันทีไรใส่เสื้อผ้าทึมๆทุกที กางเกงยีนสีเข้มกับรองเท้าผ้าใบสีขาว ถึงจะแต่งตัวปอนๆเขาก็ยังดูดี เสื้อสีดำยิ่งขับให้สีผิวดูเด่น ฉันหันกลับมามองตัวเอง วันนี้ใส่เสื้อสีฟ้ากับกางเกงยีนสีดำขาสั้นแค่เข่า ตอนนั้นฉันรีบ หยิบตัวไหนมาได้ก็ใส่ จริงๆไม่ค่อยชอบใส่ขาสั้นเท่าไหร่หรอก ฉันชอบใส่ขายาวออกมาข้างนอกมากกว่า

            เขาเงียบไปตลอดทาง จนขึ้นรถเมล์แล้วก็ยังเงียบ เรานั่งด้านหลังสุดของรถเมล์ที่ค่อนข้างจะว่างเปล่า ตอนสายๆของวันธรรมดามีคนไม่เยอะนัก จะเลือกนั่งตรงไหนก็ได้ตามสบาย เขานั่งที่อีกฝั่งติดริมหน้าต่าง ฉันก็นั่งอีกฝั่งติดหน้าต่างเหมือนกัน นั่งห่างกันเป็นวาเลยทีเดียว ฉันแอบหันไปมองเขา ดวงตาสีน้ำตาลกำลังมองออกไปข้างนอก เส้นผมปลิวไปตามลม ฉันอยากรู้ว่าเขาคิดอะไรอยู่ อยากรู้ว่าโดยปกติแล้วผู้ชายคนนี้คิดอะไรอยู่ในหัว เป็นคนยังไงกันแน่ บางครั้งก็ดูเศร้าๆเหงาๆ บางครั้งก็กวนประสาทขวางหูขวางตา บางครั้งก็ดูมีความสุขกับเรื่องง่ายๆอย่างไม่น่าเชื่อ

            “มองอะไร” เขาหันมาถาม

            “ไม่ได้มองเพราะหล่อก็แล้วกันน่า” ฉันพูดดักไว้ก่อน เบื่อมุขนี้ของพวกผู้ชายเต็มที ไอ้ประเภทถามว่า มองทำไม มองเพราะว่าฉันหล่อใช่ไหม นั่นแหละ มักเจอบ่อยในละครเกาหลี และก็มาเจอบ่อยอีกทีในละครไทย

            “ไม่ได้ว่าอะไรนี่” เขาทำหน้าเหมือนจะแยกเขี้ยว แสดงว่าตั้งใจจะพูดแบบนั้นชัวร์ พอเจอฉันดักก็อดไป

สักพักจีก็ลุกขึ้นยืน เดินมานั่งข้างฉัน “จะเอาหนังสืออะไรไปคืน” นั่นไง หัวข้อคุยของเขามีแต่เรื่องนี้ทั้งนั้น ฉันไม่อยากให้เห็นเลยว่ายืมหนังสืออะไรมา

            “ก็นั่นนี่” ตอบแบบขอไปที

            “นิยายรักวัยรุ่นน้ำเน่าใช่ไหม” เขารู้ทันทั้งปี

            “ฟังเพลงบ้างหรือเปล่า” เปลี่ยนเรื่องดีกว่า เอาอะไรก็ได้ที่ไปไกลๆจากหนังสือเลย

            “บีโธเฟ่นกับไชคอฟสกี้” เขาตอบมา เล่นเอาคนถามอย่างฉันหน้าหงาย รู้งี้นั่งเงียบดีกว่าซะอีก “ไม่ชอบ ฟังไม่รู้เรื่อง” อ้าว อะไรของเขา ตกลงสองศิลปินผู้ยิ่งใหญ่ที่เขาเอ่ยชื่อคือแนวแพลงที่ไม่ฟังใช่ไหม คนปกติเขาต้องตอบสิ่งที่ชอบสิ

            “แล้วชอบอะไร” ฉันถาม พยายามทำความคุ้นเคยกับธรรมชาติของเขาอยู่ ธรรมชาติกวนประสาทน่ะ

            “ก็ฟังไปเรื่อยๆ ไม่ได้เจาะจงหรอก”   

            ฉันล้วงมือลงไปในกระเป๋า หยิบโทรศัพท์มือถือกับหูฟังออกมา “จะฟังด้วยไหม” ฉันยื่นหูฟังข้างหนึ่งให้ เขาหยิบจากมือฉันแล้วสอดเข้าไปที่หู ฉันกดเปิดเพลง เสียงดนตรีฟังสบายดังขึ้นช้าๆ แล้วเสียงของนักร้องหญิง Colbie Caillat ก็ดังตามมา

            “เพลงอะไร เพราะดี” เขาถามเมื่อได้ลองฟังไปสักพัก

            “ชื่อเพลง Make it rain ของ Colbie Caillat เพลงค่อนข้างจะเก่าแล้วล่ะ”

            เราฟังเพลงไปเรื่อยๆ ในโทรศัพท์ฉันตอนนี้มีแต่เพลงของ Colbie ซะเป็นส่วนใหญ่ ฉันกำลังชอบเสียงกับดนตรีของเธอ มันฟังสบายและความหมายก็หวานน่ารักดีด้วย จีถามฉันทุกเพลง ถามว่าชื่อเพลงอะไร ความหมายรวมๆคืออะไร จนถึงที่หมายเขาก็ถอดหูฟังคืนให้ เราลงจากรถเมล์และเดินต่อไปอีกหน่อยก็ถึงห้องสมุดประชาชนที่เป็นอาคารสามชั้นสีขาวสะอาด ตั้งอยู่ใกล้กับสวนสาธารณะที่ร่มรื่นน่าเดินเล่น

            “อยู่ถึงเย็นเลยดีไหม จะได้เดินเล่นในสวนสาธารณะด้วยไง” เขาเสนอ

            “ฉันไม่อยู่นานหลายชั่วโมงขนาดนั้นหรอก” ฉันส่ายหน้าแรงๆ ถ้าอยากอยู่ก็อยู่ไปคนเดียวเถอะ ฉันแค่มาคืนหนังสือ นั่งรับแอร์เย็นฉ่ำสักชั่วโมง แล้วกลับบ้านเลย วันนี้พ่ออาจจะแวะมา ไม่อยากพลาดอยู่เจอหน้า เมื่อวันอาทิตย์ก็ผิดนัดไม่ยอมมาหา บางทีวันนี้อาจจะมา

            “ฉันอยู่คนเดียวก็ได้” เขายอมง่ายๆ

            ฉันเดินเข้าไปที่เคาน์เตอร์หยิบหนังสือออกมาคืน แล้วพาเขาเดินขึ้นบันไดไปที่ชั้นสอง ห้องสมุดที่นี่ก็เหมือนห้องสมุดทั่วไปที่จัดวางหนังสือไว้อย่างเป็นระเบียบ แต่นอกจากนั้นยังมีห้องหนังสือสำหรับเด็ก และห้องดูหนังอีกด้วย ถือว่าเป็นห้องสมุดที่ยอดเยี่ยมเลยทีเดียว ถ้าได้ทำงานในที่แบบนี้ก็คงดีเหมือนกัน เสียดายที่เขาไม่จ้างนักศึกษาที่แค่มาทำงานชั่วคราวหนึ่งเดือนในช่วงปิดเทอม

            จีกำลังสนใจหนังสือแนวสยองขวัญ ฉันเห็นเขาหยิบออกมาแล้วไปนั่งที่โต๊ะ มองเห็นเขานั่งอ่านหนังสือเงียบๆคนเดียวมันดูวังเวงยังไงไม่รู้ เขามีรัศมีแห่งความเหงาอ้างว้างแผ่ออกมา ฉันเข้าใจความโดดเดี่ยวนั้นดี ฉันก็อยู่อย่างโดดเดี่ยวเหมือนกัน ตั้งแต่ครอบครัวมีปัญหา ทุกคนแยกย้ายกันไป เหลือแค่ฉันยังอยู่บ้านหลังนั้น ฉันอยู่คนเดียวตั้งแต่เรียนมัธยมห้า พ่อจะมาเยี่ยมแค่สัปดาห์ละครั้ง บางทีก็เป็นเดือนถึงจะโผล่หน้ามา ส่วนแม่จะมาเยี่ยมแค่วันหยุดนักขัตฤกษ์ที่หยุดยาวๆ อย่างปีใหม่หรือสงกรานต์ ฉันมีป้ากับลูกพี่ลูกน้องอีกสองคน พวกเขาจะมาหาแค่อาทิตย์ละครั้งเหมือนกัน

            ฉันไม่เคยเข้าใจว่าทำไมฉันถึงต้องอยู่ที่นั่นคนเดียว ทำไมพวกเขาไม่พาฉันไปด้วย ทำไมแม่ไม่พาฉันไปเชียงใหม่ พ่อไม่พาฉันไปอยู่บ้านใหม่กับครอบครัวใหม่ของเขา ป้าก็ไม่ให้ฉันอยู่ด้วย ฉันไม่เข้าใจเลยสักนิดว่าทำไมตื่นมาในเช้าวันนั้น ทุกคนก็บอกว่าจะออกไปจากบ้านและฉันต้องอยู่ที่นี่ เพราะฉันเป็นเด็ก เด็กกว่าพวกเขาจึงไม่มีสิทธิ์ตัดสินใจหรือเลือกอะไรเลย

            ฉันเข้าใจความโดดเดี่ยวเป็นอย่างดี มันเป็นเพื่อนฉันมาหลายปี แต่จีคงจะโดดเดี่ยวมากกว่าฉันหลายเท่า อย่างน้อยฉันก็เดินไปตามถนนได้โดยไม่ต้องระแวงว่าใครจะจำหน้าได้ว่าเป็นคนที่เคยถูกกล่าวหาว่าเป็นฆาตกร ขณะที่ฉันไม่เคยรู้เหตุผลว่าทำไมพ่อแม่ถึงปล่อยให้ฉันอยู่คนเดียว จีก็คงจะไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมเขาต้องทนกับทุกสิ่งทุกอย่างตามลำพัง

           

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

- 5 -

            เย็นวันอังคารที่ฉันเพิ่งกลับจากห้องสมุด ก็เจอพ่อที่แวะมาหา เขาพาภรรยาใหม่กับลูกสาวมาด้วย ฉันไม่อยากเจอหน้าสองคนนั้น ภรรยาใหม่ของพ่อกับลูกสาวของเธอเป็นผู้ดีมีเงิน สะสวย แต่งตัวดีตั้งแต่หัวจรดเท้า คนลูกทั้งสง่าทั้งสวยหมดจดราวกับนางแบบ ชนิดที่ฉันไม่สามารถเทียบได้แม้แต่ขี้เล็บ ขณะที่ฉันแต่งตัวปอนๆเพิ่งนั่งรถเมล์ตากลมตากแดดกลับมาถึง ผมเผ้าฟูฟ่อง หน้ามันเยิ้ม แต่ รมย์ฤดีกับ พิชญาลูกสาวของเธอเหมือนเพิ่งเดินออกมาจากนิตยสาร เพราะอย่างนี้ใช่ไหมพ่อถึงทิ้งไป ถ้าเทียบกันแล้ว บ้างหลังนี้ คนที่นี่ ทั้งแม่ทั้งฉัน ไม่มีใครเทียบครอบครัวใหม่ได้สักคน

            พ่อบังคับพาฉันไปกินอาหารเย็นข้างนอก ฉันจำเป็นต้องอาบน้ำเปลี่ยนใส่เสื้อผ้าดีที่สุดเท่าที่ในตู้มีเหลืออยู่ ฉันไม่ค่อยใส่กระโปรงหรือเสื้อผ้าแบรนด์เนมนักหรอก แต่ถ้าไปกับพวกเขาที่จะเข้าไปกินในร้านอาหารหรูๆ จำเป็นแต่งตัวให้ดีไว้ก่อน  ฉันสวมกระโปรงสีขาวกับเสื้อเชิ้ตสีเหลืองอ่อน ดูตัวเองหน้ากระจกอย่างดี คิดว่าพอดูได้แล้วลงไปข้างล่าง

            พวกเขาพาเข้าเมืองไปกินอาหารในร้านอิตาลีหรูอย่างเคย พ่อถามไถ่เรื่องชีวิตประจำวันของฉัน ซึ่งก็ไม่มีอะไรจะตอบมากไปกว่าอ่านหนังสือ ฟังเพลงและดูหนัง

            “ลูกพีชจะไปเที่ยวเกาหลีอาทิตย์หน้า หนูสุอยากไปด้วยไหมล่ะจ๊ะ” ฉันเงยหน้าจากจานอาหาร สายตาจ้องไปทางรมย์ฤดี ภรรยาแสนสวยของพ่อ และมอง ลูกพีชหรือพิชญาที่ทำหน้าเบื่อหน่ายขึ้นมา “ว่าไงล่ะ ลูกพีชบอกว่าจะไปคนเดียว แม่กลัวว่าลูกพีชจะเหงา หนูสุยังไม่เคยเที่ยวต่างประเทศใช่ไหมจ๊ะ ถ้าไปกับลูกพีชสองคน คงยิ่งสนุกแน่เลย”

            “อยากไปรึเปล่า สุ” พ่อถามฉัน

            “ไม่ล่ะค่ะ” ฉันตอบสั้น แล้วใช้มีดตัดสเต็กจิ้มเข้าปาก

            “ทำไมล่ะ พ่อออกค่าใช้จ่ายให้เอง เรื่องวีซ่ากับพาสปอร์ต พ่อจัดการให้ได้เหมือนกัน อาจต้องเลื่อนเที่ยวบินของลูกพีช แต่ลูกพีชเขาไม่มีปัญหาอยู่แล้ว สุจะได้ไปเปิดหูเปิดตาบ้างไง” พ่อเสนออย่างใจดี แต่ฉันไม่สนข้อเสนอพวกนี้หรอก สิ่งที่ฉันอยากได้ ไม่ใช่การไปเที่ยวต่างประเทศ

            “ไม่ต้องหรอกค่ะ ไม่ต้องลำบากหรอก” ฉันปฏิเสธเหมือนเดิม แอบมองเห็นลูกพีชถอนหายใจเบาๆอย่าง โล่งอก ฉันมันน่ารังเกียจนักหรือไง แสดงท่าทางแบบนั้นเหมือนรังเกียจฉันเลย

            “ไม่อยากไปเที่ยวกับฉันขนาดนั้นเลยหรอ สุ” ลูกพีชคงอยากพูดชวนตามมารยาท แต่ถ้าจะพูดตามมารยาทจริง น่าจะบอกประมาณว่า น่าเสียดายจัง ถ้าเธอไปคงสนุกแน่ น่าสนใจออกนะ แต่การที่ลูกพีชพูดแบบนี้ เพื่ออยากเปิดประเด็นโต้แย้งต่างหาก ให้ฉันดูแย่ ดูใจแคบในสายตาพ่อ

            “ไม่ใช่อย่างนั้นหรอก” ฉันไม่ตกหลุมง่ายๆ ถ้าฉันเป็นคนใจร้อนอยากทำลายบรรยากาศอาหารเย็น คงด่าเปิดเปิงไปแล้ว “ฉันอยากทำงานช่วงปิดเทอม ตอนนี้กำลังหางานอยู่”

            “อ้าว ทำไมไม่รีบบอกล่ะจ๊ะ” รมย์ฤดีพูดขึ้นทันที “มาทำงานที่บริษัทฉันก็ได้นี่”

            “จริงด้วยนะ สุจะได้เจอพ่อบ่อยๆไง” พ่อเห็นด้วย

            “ไม่ต้องหรอกค่ะ” ฉันปฏิเสธอีกอย่างไม่ต้องหยุดคิด “ฉันได้งานแล้วค่ะ ที่ห้องสมุดประชาชนแถวๆบ้าน งานไม่หนัก อยู่ในห้องแอร์ตลอด แล้วฉันก็ชอบมากด้วย” ฉันจำใจโกหก จะได้ไม่ต้องมาคะยั้นคะยอ

            ฉันทนนั่งอยู่ร่วมโต๊ะต่ออีกสักพักก็ขอตัวเข้าห้องน้ำ อยากสงบจิตสงบใจสักครู่หนึ่ง ทนไม่ได้ ทนไม่ไหวจริงๆที่ต้องเห็นพ่อ ที่เคยเป็นพ่อของฉัน สามีของแม่ฉัน นั่งอยู่ตรงนั้นพูดคุยสนุกสนานกับครอบครัวใหม่ที่เหนือกว่าฉันกับแม่ทุกอย่าง บอกตามตรง รู้สึกเหมือนน้ำตาจะไหลแต่ก็ต้องอดทนไว้ ฉันเดินเข้าห้องน้ำ มืดยึดขอบอ่างล้างหน้าไว้แน่น เก็บมันลงไป เอามันลงไปเดี๋ยวนี้ น้ำที่กำลังรื้นๆอยู่แถวขอบตา ฉันไม่ต้องการให้มันเอ่อออกมา จะปล่อยให้ออกมาตอนนี้ไม่ได้เด็ดขาด

            ทำไมต้องพาพวกเขามาด้วย มาเยี่ยมลูกสาวในไส้ทั้งที มาคนเดียวไม่ได้หรือไง ทำไมต้องพาสองคนนั้นมา เหมือนจะเย้ยกันตลอดเวลาแบบนั้นน่ะ ใครจะทนไหว

            มีคนเดินเข้ามาในห้องน้ำ ฉันรีบพุ่งตัวเข้าห้องที่อยู่ใกล้สุดและนั่งบนชักโครก “ฉันรู้เธออยู่ในนี้” นั่นเป็นเสียงของรมย์ฤดี ฉันจำได้ “ออกมาคุยกันหน่อยได้ไหม” ฉันมองประตู ไม่ว่าเธอจะอยากพูดอะไรกับฉัน คงไม่ใช่เรื่องน่าฟังเท่าไหร่แน่ ฉันลุกขึ้นและเปิดประตูออกไป

            “มีอะไรหรอคะ”

            “นับจากนี้ ถ้าเขาจะมาหาเธอ จะมีฉันหรือไม่ก็ลูกพีชมาด้วยทุกครั้งนะ” รมย์ฤดีพูดพลางเปิดกระเป๋าถือ หยิบแป้งพับออกมาและหันไปหากระจก

            “ทำไมคะ” ฉันถามทันที “ทำไมต้องมาด้วย”

            “ตอนนี้เขามีชีวิตใหม่แล้วนะ พ่อของเธอน่ะ” รมย์ฤดีบอกเรียบๆ “แค่ต้องส่งเงินให้เธอทุกเดือนก็เป็นเรื่องยุ่งยากมากพออยู่แล้ว เขาเห็นบ้านนั้นทีไรก็รู้สึกหดหู่ เห็นหน้าเธอก็ยิ่งเป็นทุกข์ เขาไม่ได้อยากมา แต่ต้องมาเพราะเป็นหน้าที่ ฉันอยากมาเป็นเพื่อนเขา ไม่อยากปล่อยให้เขาอยู่กับความทุกข์ตามลำพัง หวังว่าเธอคงเข้าใจนะ”

            “ไม่” ฉันไม่เข้าใจเลยสักนิด “ขอโทษนะคะ แต่ฉันไม่เข้าใจ ทำไมการมาเจอลูกสาวถึงเป็นเรื่องทุกข์ใจล่ะค่ะ ฉันทำผิดอะไรงั้นหรอ ฉันกับแม่ผิดอะไร”

            “ถามเขาเองสิ” รมย์ฤดีบอกราวกับท้าทาย “ถ้าเธอกล้าที่จะยอมรับความจริงนะ” เธอพูดทิ้งท้าย เก็บแป้งพับเข้ากระเป๋า มองดูตัวเองหน้ากระจกครั้งสุดท้ายและเดินออกไป

            ประมาณหนึ่งนาทีหลังจากนั้น ฉันจึงออกจากห้องน้ำ ไปนั่งปั้นหน้าปกติอยู่ที่โต๊ะอาหาร ฟังพวกเขาพูดคุยกัน รู้สึกห่างเหินจากพ่อมากขึ้นทุกที ฉันอยากถามว่าทำไม แต่คงถามตอนนี้ไม่ได้ ถามต่อหน้าสองคนนี้ไม่ได้ ฉันต้องเก็บมันไว้ก่อน เหมือนเก็บน้ำตาที่จะไหลให้กลับเข้าไป เหมือนกับที่เก็บกดความรู้สึกทั้งหลายไว้ตลอดมา ฉันถนัดอยู่แล้ว เก็บทุกอย่าง ไม่เคยปล่อย

            พวกเขาพาฉันมาส่งตอนหนึ่งทุ่ม ฉันขอลงหน้าหมู่บ้าน อ้างว่าอยากจะซื้อของที่เซเว่นและจะเดินเข้าบ้านเอง พ่อก็ปล่อยให้ฉันลง จริงๆแล้วไม่มีของอะไรในเซเว่นที่ฉันอยากได้ตอนนี้ ฉันอยากไปที่สนามเด็กเล่นต่างหาก สนามเด็กเล่นของหมู่บ้านจะร้างผู้คนเพราะฟ้าเริ่มมืด มันเหมาะที่จะนั่งเงียบๆทำใจให้สงบลง ฉันยังไม่อยากกลับบ้านตอนนี้ กลับไปก็ไม่มีใครอยู่ กลับไปก็อยู่ในกล่องสี่เหลี่ยมที่ดูเหมือนไร้ทางออก

            ฉันนั่งลงที่ชิงช้าตัวหนึ่ง เงยหน้าขึ้นมองยอดของต้นไม้ใหญ่ เงยหน้าสูงขึ้นไปอีกจนคอตั้งบ่า น้ำตาที่ทำท่าจะไหลลงมาก็จะกลับคืนเข้าไปเอง

            ฉันเจ็บปวด และไม่เข้าใจอะไรเลย ไม่เข้าใจสิ่งที่คนอายุมากกว่าปฏิบัติต่อฉัน ทำไมพวกเขาเย็นชาได้ขนาดนี้ ฉันไม่เคยทำอะไรผิดสักหน่อย ฉันเป็นเด็กดีตั้งใจเรียน ไม่เคยออกนอกลู่นอกทาง เหล้าบุหรี่ไม่เคยแตะ ไม่เคยคบเพื่อนไม่ดี ฉันเป็นเด็กในโอวาทเสมอ ยังไม่พอหรือไง มีอะไรขาดตกบกพร่องถึงเป็นลูกสาวของเขาไม่ได้ อะไรหรอ อะไรที่ทำให้เขาเป็นทุกข์ถึงไม่อาจมองหน้า ฉันไม่เคยทำผิด ไม่เคยเถียง ไม่เคยตวาด ไม่ว่าจะเกิดอะไร ไม่ว่าเขาจะดุอะไร ฉันเงียบและเชื่อฟังตลอดเวลา ฉันเสียหายที่ตรงไหน ฉันไม่ดีตรงไหน ฉันแย่กว่ายัยลูกพีชนั่นมากเลยหรือไง     

            วันนี้เป็นวันที่สดใสแท้ๆ เป็นวันดีที่ฉันได้ของขวัญจากเพื่อนบ้าน เป็นวันแสนสบายที่ฉันเพิ่งกลับจากห้องสมุด แต่ก็ดันเป็นวันที่ฉันต้องนั่งร้องไห้คนเดียวเงียบๆนอกบ้าน ฉันก้มลงมองพื้น ทันทีที่ก้มหน้าลงน้ำตาก็ไหลทะลักเหมือนเขื่อนแตก ฉันยกมือขึ้นอุดปาก ไม่อยากส่งเสียงออกไป ไม่อยากได้ยินเสียงที่เหมือนเสียงแห่งความพ่ายแพ้ของตัวเอง แค่มีน้ำตาก็แย่พออยู่แล้ว

            เสียงฝีเท้าสวบสาบเหยียบบนเศษใบไม้ดังมาจากด้านหน้า ฉันกำลังจะลุกและรีบเดินออกจากตรงนี้ ถึงเป็นคนแปลกหน้า ก็ไม่อยากให้เห็นสภาพน่าสมเพช

            “นั่งทำอะไรคนเดียวตรงนี้”

            ทำไมต้องเจอหมอนี่โดยบังเอิญทุกทีเลยนะ ฉันก้มหน้างุด ยกมือขึ้นปิดหน้าและลูบลงแรงๆ ตั้งใจเช็ดน้ำตาแบบทีเดียวไม่ต้องเหลือ จีนั่งลงบนชิงช้าข้างๆกัน ฉันเห็นถุงเซเว่นอยู่ในมือเขาด้วย

            “กินไอติมไหม?” เขายื่นไอติมโคนราคายี่สิบบาทมาให้ “ก็กะจะกินคนเดียวสองโคนอยู่หรอกนะ แต่ไหนๆก็เจอเธอ ให้เธอละกัน” ฉันคว้าหมับบอกขอบคุณแบบอุบอิบ ไม่อยากเปล่งเสียงมากเดี๋ยวจะรู้ว่าฉันเพิ่งร้องไห้ ฉันแกะกระดาษที่ห่อไอศกรีมไว้แล้วกัดคำแรก

            เขาแกว่งชิงช้าไปด้านหน้าด้านหลัง ไม่ถามอะไรฉันอีก แค่นั่งเงียบอยู่ข้างๆ เมื่อมีอะไรเข้าปากฉันก็หยุดแรงสะอื้นได้ ลมยามค่ำเริ่มพัดมา พาเอากลิ่นดินกับกลิ่นของต้นไม้ปะทะจมูก เขาแกว่งชิงช้าแรงขึ้น ทำให้ฉันรู้สึกอยากขยับบ้าง จึงเริ่มใช้ขาถีบพื้น ชิงช้าของฉันขยับไปด้านหลังแล้วก็แกว่งไปด้านหน้า

            “เป็นผีหรือไง” ฉันพูดขึ้นมา แต่เขาเงียบ “นี่!” ฉันหันไปมอง อ้อ ที่แท้กำลังใส่หูฟังอยู่นี่เอง คงไม่ได้ยินคำถามเมื่อครู่

            “พูดอะไรหรือเปล่า” เขาหยุดชิงช้าถามฉัน ถอดหูฟังออกข้างหนึ่ง

            “จีมีตัวตนจริงๆหรือเปล่า” ฉันถาม ยกมือขึ้นเกาะโซ่ชิงช้า

            “แล้วเธอนึกว่าฉันเป็นผีหรือไง” เขาพูดเสียงดังมากขึ้น “เดี๋ยว เมื่อกี้เรียกว่าจีด้วย ครั้งแรกเลยนะเนี่ย นึกว่าลืมชื่อไปแล้วซะอีก เรียกแต่เธอ เธอ เธอตลอด” แล้วมันจะทำไมเล่า ใครจะไปลืมชื่อคนประหลาดแบบนี้ลง ที่ไม่เรียกชื่อ ก็เพราะมันไม่จำเป็น แต่จะว่าไป ประโยคเมื่อสักครู่ ฉันก็ไม่จำเป็นต้องใช้ชื่อของเขาสักหน่อยนี่น่า

            “จะเรียกยังไงก็ช่างฉันเถอะ” ฉันบอกไปอย่างนั้น “แต่เธอน่ะ เป็นผีหรือไง ชอบโผล่ตรงนั้นตรงนี้อยู่เรื่อย”

            “โผล่อะไรเล่า ฉันขี่จักรยานออกไปซื้อของและกำลังจะกลับบ้าน ดูนู่น จักรยานจอดอยู่นู่นน่ะ เห็นไหม” เขาชี้มือออกไปที่ข้างสนามเด็กเล่น มีจักรยานสีเหลืองอ๋อยอยู่คันหนึ่งจริงๆซะด้วย “กำลังขี่จักรยานฟังเพลงสบายๆ ก็เจอเธอเนี่ยแหละ ตอนแรกก็นึกว่าไม่ใช่ พอเดินเข้ามาใกล้ๆก็เห็นชัดว่าเป็นเธอ แล้วมานั่งทำอะไรคนเดียว อารมณ์เปลี่ยวเรอะ”

            “จะทำอะไรก็เรื่องของฉันเถอะ”

            “ตามใจ” เขายักไหล่ แล้วยื่นหูฟังมาให้ฉัน

            “อะไร”

            “ให้ลองฟัง” เขาบอกพลางถือวิสาสะยัดหูฟังใส่หูฉัน

            เพลงขึ้น ไม่มีดนตรีนำ เป็นเสียงคนร้องมาพร้อมดนตรี เหมือนเสียงคนบ่น นักร้องชายเสียงนุ่มดี ดนตรีก็เก๋ด้วย เป็นเพลงที่เท่ดี ฉันไม่รู้จะอธิบายยังไง ฉันไม่รู้จักแนวเพลงมากนักหรอก บอกได้แค่ว่าเพลงหรือดนตรีแบบนี้ดูเหมาะกับเขาดี  

            “เพราะดีนี่” ฉันพูดขึ้น “แต่ฟังไม่ค่อยรู้เรื่องเลย ร้องเร็วจัง รวบคำด้วย”

            “Sure Thing ของ Miguel” เขาบอกชื่อเพลงกับนักร้อง “ถ้าเธอเป็นบุหรี่ ฉันจะเป็นคนสูบ ถ้าเธอเป็นเงิน ฉันจะเป็นคนขโมย ถ้าเธอเป็นชอล์ก ฉันจะเป็นกระดานดำ ความรักนี้เป็นสิ่งที่แน่นอน อะไรประมาณนี้แหละ ความหมายไม่ค่อยเท่เหมือนเพลงหรอก”

            “ก็ใช้ได้อยู่นะ” ฉันพูด แต่ไม่นึกว่าความหมายมันจะฟังดูน้ำเน่าอย่างนั้น ตอนนี้เพลงใหม่ดังขึ้นมาแล้ว ดนตรีร็อคกว่าเดิม ทำให้นึกถึงผู้ชายข้างถนนยังไงก็ไม่รู้ “เพลงนี้ก็เพราะนะ” 

            “อือ” เขาส่งเสียงตอบ “เงียบๆสิ ฟังเพลงน่ะ ฟังเพลง”

            เออ เงียบก็เงียบ จะออกความเห็นนิดหน่อยก็ไม่ได้แล้วมาชวนฟังทำไม ทีตอนฉันชวนฟัง เขายังถามนั่นนี่ ฉันไม่ว่าสักคำ อุตส่าห์ตอบให้ทุกคำถาม

            “จะกลับหรือยัง” เขาถามเมื่อเพลงที่สองจบ

            “กลับเลยก็ได้” ฉันพยักหน้า คืนหูฟังและลุกขึ้นยืน

            เขาบอกให้ฉันซ้อนท้ายจักรยาน แต่จักรยานของเขาไม่มีเบาะหลัง เขาก็บอกให้ฉันยืนเอา ไม่ได้เบิ่งลูกตามองเลยสักนิดว่าฉันใส่กระโปรงอยู่ เถียงกันไปเถียงกันมาอยู่พักหนึ่ง เขาก็จูงจักรยานเดินกลับพร้อมฉัน แล้วก็บ่นกระปอดกระแปด ฉันบอกแล้วว่าให้ขี่จักรยานกลับไปก่อนได้เลย ฉันเดินไปคนเดียวได้ ไฟถนนก็มี บ้านคนก็เยอะ แถวนี้ไม่อันตรายหรอก ฉันเดินผ่านตั้งไม่รู้กี่ปี เขาก็เถียงอะไรของเขาไม่รู้ สุดท้ายฉันก็ปล่อย อยากทำอะไรก็ตามใจเถอะ

คนกวนประสาทแบบนี้ ลัลนามาหลงเสน่ห์ได้ยังไงนะ ฉันเผลอคิดขึ้นมาโดยไม่ตั้งใจ แล้วก็นึกได้ทีหลังว่าไม่ควรคิดถึงลัลนาขึ้นมาเลย วันนี้สภาพจิตใจฉันแย่พอแล้ว

“สุ” เขาเรียก “เธอว่าของที่ฉันให้เธอน่ะ พอจะทำขายได้หรือเปล่า”

“สวย เก๋ แต่ไม่มีประโยชน์นอกจากตั้งโชว์” ฉันตอบตามความจริงแบบไม่รักษาน้ำใจ ขอโทษนะ เอาคืนบ้างตามสถานการณ์สมควร

“ฉันไม่ได้ทำเป็นแต่ของพวกนั้นนะ” เขาแยกเขี้ยวทันที “ทำกล่องไม้ก็ได้ เพนท์สีก็เป็น พวงกุญแจก็ทำได้ คิดว่าไง ถ้าทำจะมีคนซื้อไหม”

“ก็บอกอยู่ว่าสวยเก๋ ขายน่ะขายได้ ขึ้นอยู่กับทำเลที่จะขายแล้วล่ะ” ฉันบอก

“เรื่องทำเลน่ะ เรียบร้อยแล้ว” เขาพูดยิ้มๆ “อยากรู้ไหมว่าที่ไหน”

“ไม่อยากหรอก” ฉันไม่ปล่อยให้เขาได้อย่างที่หวัง คงตั้งใจจะกวนประสาทให้ฉันอยากรู้จนทนไม่ไหวต้องถามแล้วถามอีกล่ะสิ ขอโทษนะ ฉันไม่ค่อยสนใจชีวิตใครอยู่แล้ว ไม่ชอบยุ่งเรื่องชาวบ้าน ก็เลยเป็นคนไม่ค่อยอยากรู้อยากเห็นนักหรอก  

เมื่อมาถึงบ้าน เขายกมือบอกลาแล้วเข็นจักรยานผ่านประตูรั้ว ฉันเดินมาถึงบ้านของตัวเอง ค้นหากุญแจในกระเป๋า ยังไม่ทันจะได้ไขกุญแจ ฉันก็เห็นอะไรบางอย่างเสียก่อน บางอย่างที่ทำให้ส่งเสียงร้องออกมาอย่างตกใจ และยืนนิ่งแข็งอยู่กับที่

“สุ! เป็นอะไรไป” จีวิ่งหน้าตื่นออกจากรั้วของเขามายืนข้างฉัน “ให้ตายสิ เกิดบ้าอะไรวะเนี่ย” เขาร้องอย่างตกใจไม่แพ้กันเมื่อเห็นสภาพหน้าบ้านของฉัน มะเขือเทศสดๆหลายลูกเกลื่อนเต็ม น้ำมะเขือเทศที่ทะลักออกมาทำให้ดูเหมือนเลือด ที่โต๊ะหินอ่อนหน้ารั้วบ้านมีแอปเปิ้ลผลหนึ่งวางไว้ มีมีดทำครัวเสียบอยู่ ผลแอปเปิ้ลวางทับกระดาษ จีเดินไปหยิบมันขึ้นมา เมื่ออ่านข้อความ มือเขาก็สั่น

“อะไร อะไรหรอ เขียนว่าไง” ฉันขยับเข้าไปใกล้ หยิบกระดาษมาอ่าน

จะแย่งแฟนของฉันหรอ สุ นิสัยไม่ดีเลยนะ เราเป็นเพื่อนกันไม่ใช่หรอ

- LANNA -

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 17 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

15 ความคิดเห็น