R E D [END]

ตอนที่ 2 : ขาวกับดำ 1

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 190
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 19 ครั้ง
    30 เม.ย. 59







บทที่สอง : ขาวกับดำ

- 1 –

            อยู่ๆฉันก็นึกถึงคำพูดของรุ่นพี่คนหนึ่งที่พูดกับฉันในวันผูกข้อมือรับน้องใหม่ เขาบอกว่าเวลาสี่ปีผ่านไปเร็วมาก เร็วจนเราแทบไม่ทันตั้งตัว ตอนนั้นฉันไม่เชื่อหรอก มันจะเร็วไปกว่าตอนเรียนหกปีสมัยมัธยมได้ยังไงกัน ฉันยังมีเวลาอีกเยอะแยะมากมาย ฉันคิดแบบนั้นจริงๆนะ แต่ตอนนี้มันเปลี่ยนไปแล้ว ไม่ทันไรก็ปิดเทอม เปิดเทอม แล้วก็ปิดเทอมอีก ตอนนี้ฉันอยู่ปีสาม อยู่ในช่วงปิดเทอมกลางก่อนจะขึ้นเทอมสอง เป็นเวลาที่ต้องรีบหาที่ฝึกงานสำหรับตอนปิดเทอมใหญ่

            ฉันถอนหายใจออกมาอย่างเบื่อหน่ายขณะนั่งอยู่บนรถเมล์ระหว่างเดินทางไปทำงานพิเศษ ฉันเป็นพนักงานขายของสำนักพิมพ์แห่งหนึ่งในงานสัปดาห์หนังสือที่ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ วันนี้เป็นวันที่สามของการทำงานแล้ว ค่อนข้างเหนื่อยเอาเรื่องเลยทีเดียว เพราะคนมาซื้อหนังสือที่บูธเยอะมาก ฉันทำงานไม่ได้หยุดมือ มันก็ดีเหมือนกันนะที่ยุ่งวุ่นวายทั้งวัน ฉันจะได้ไม่ต้องคิดถึงอนาคตว่าต่อจากนี้จะทำอะไรดี หลังจากเรียนจบจะทำมาหากินอะไร

            ฉันเลือกเอกการละครก็เพราะชอบ ทั้งที่แม่ก็คัดค้านหัวชนฝา แต่ฉันก็แอบเลือกที่นี่ไว้และสอบติดจนได้ แม่ก็จำใจต้องปล่อยให้ไปเรียนอย่างที่อยากเรียน ปัญหาไม่ได้อยู่ตรงนั้นหรอก ปัญหาไม่ได้อยู่ที่การเรียน แต่มันหลังจากนั้นต่างหาก ฉันอาจต้องแตะฝุ่นหางานเป็นปีเลยก็ได้ หรือก็ไม่ได้ทำงานตรงสายที่เรียนมา

            ฉันไม่ได้ชอบเล่นละครหรอกนะ แต่ชอบทำงานเบื้องหลังละครต่างหาก ฉันชอบที่จะได้อดหลับอดนอนทำฉาก เตรียมเสียงประกอบ ออกแบบเวที รวมไปถึงออกแบบเสื้อผ้าที่น่าจะเข้ากับตัวละครด้วย เป็นชีวิตการทำงานที่ฉันอยากจะทำไปตลอดชีวิตของฉันเลย แต่ถ้าหากไม่ได้ทำงานด้านนี้ ฉันก็ขอทำอะไรก็ได้ที่เกี่ยวข้องกับหนังสือ สถานที่ใดก็ตามที่เต็มไปด้วยหนังสือ จะทำให้ฉันรู้สึกถึงความสงบเรียบง่าย

            รถเมล์มาถึงตลาดคลองเตยแล้ว ฉันลุกขึ้นยืนเดินเซๆเพราะแรงรถไปที่ประตู จากตลาดคลองเตยต้องเดินต่อไปอีกนิดหน่อยก็จะถึงที่ทำงานพิเศษชั่วคราวของฉัน สถานที่ที่มีแต่หนังสือรายล้อมอยู่รอบตัว แม้จะมีคนเยอะมาก แต่ฉันก็รู้สึกสงบใจ ดีใจที่ได้ทำงานแบบนี้ เมื่อมีใครมาถามว่าเล่มไหนสนุก และฉันก็ได้ตอบ ได้เล่าให้ฟัง ฉันรู้สึกมีความสุขดีจริงๆนะ 

            โทรศัพท์ของฉันดัง พร้อมฉัตรเป็นคนโทรมา เธอบอกว่าวันนี้จะนั่งรถเข้ากรุงเทพเพื่อมาเที่ยวงานหนังสือถ้าถึงแล้วก็จะโทรบอก แต่นี่มันเพิ่งจะแปดโมงครึ่งเองนะ สงสัยคำนวณเวลาจากบ้านผิดอีกแล้วแน่ๆเลย เธอเป็นคนแบบนี้แหละ ชอบที่จะมาก่อนเวลาอยู่เรื่อยๆ แล้วก็บ่นว่าคนอื่นมาสายหรือไม่ก็น่าเบื่อที่ต้องคอยนาน

            “สุ ฉันมาถึงแล้วนะ งานมันเริ่มกี่โมงหรอ?”

            “สิบโมง” ฉันตอบ

            “หา!” พร้อมฉัตรอุทานเสียงดัง “ฉันนึกว่าประมาณเก้าโมงซะอีก นี่ฉันมาเร็วไปหรอเนี่ย แล้วเธออยู่ไหนล่ะ เธอต้องเข้าไปข้างในเตรียมบูธก่อนอะไรแบบนั้นหรือเปล่า”

            “ก็ใช่นะ” ฉันตอบขณะเดินขึ้นสะพานลอย “ฉันพาเธอเข้าไปด้วยดีไหม จะได้ไม่ต้องแกร่วข้างนอกตั้งชั่วโมงไง”

            “ก็ดี ขอบใจนะ” เสียงของพร้อมฉัตรสดชื่นขึ้นทันที “แล้วเธอจะถึงหรือยัง”

            “ใกล้แล้วล่ะ รอฉันที่ศูนย์อาหารแล้วกัน”

            หลังจากนั้นฉันก็วางสายและเก็บโทรศัพท์เก่าๆไว้ในกระเป๋ากางเกงยีนส์ ฉันเร่งฝีเท้ามากขึ้นขณะลงจากบันไดสะพานลอย ไม่อยากปล่อยให้พร้อมฉัตรต้องรอนาน ระหว่างที่ฉันกำลังรีบเดิน ก็มีใครไม่รู้วิ่งชนฉันจากทางด้านหลัง ฉันเซถลาไปด้านข้าง หัวไหล่ขูดกับกำแพง

            “ขอโทษครับ” เขาหันหน้ามามอง พูดเร็วๆแล้วก็วิ่งต่อไป

            ฉันได้เห็นหน้าเขาแค่แวบเดียว มันดูคุ้นตายังไงไม่รู้ แต่คงไม่ใช่คนที่ฉันคิดว่าเป็นหรอก คนๆนั้นป่านนี้คงยังไม่ได้ออกมาเดินตามถนนแน่ๆ ฉันสะบัดศีรษะ ยกมือขึ้นลูบแขนข้างซ้าย เสื้อสีขาวเปื้อนเป็นรอยสีน้ำตาลอ่อนๆ ให้ตายสิ! ฉันหัวเสียอยู่ในใจ จะรีบไปตายหรือไงผู้ชายคนนั้นน่ะ ฉันหยิบขวดน้ำออกจากกระเป๋า รินน้ำใส่ฝาเล็กน้อยและราดบนเสื้อ ใช้มือข้างเดียวขยี้มันนิดหน่อย รอยเปื้อนจางลงไปบ้างแต่ก็ยังไม่หมด

            ฉันมาถึงศูนย์ประชุมแห่งชาติด้วยอารมณ์ขุ่นมัวเล็กน้อย ขณะกวาดสายตามองหาพร้อมฉัตร เธอก็เดินเข้ามาหาและลากตัวฉันไปอย่างรวดเร็ว

            “เฮ้ย เดี๋ยว มีอะไร” ฉันตกใจกับแรงดึง เธอลากฉันเข้าหามุมที่ไม่ค่อยมีคนพลุกพล่าน

            “ฉันว่าฉันเห็น... คือ ฉันก็ไม่รู้ว่าใช่รึเปล่า แต่เมื่อกี้นี้เอง ก่อนเธอจะมา ฉันเห็นคนๆหนึ่งวิ่งผ่านหน้าไป และฉันว่าเขาดูคล้ายกับ” เธอหยุดพูด มองหน้าฉันอย่างร้อนรน

            “คล้ายใครหรอ” ฉันถาม

            “คนที่เราไม่อยากพูดถึง” พร้อมฉัตรตอบเพียงแค่นั้น ฉันก็เข้าใจทันทีว่าเธอหมายถึงใคร บางครั้งฉันยังรู้สึกเหมือนเห็นเขาอยู่ไปทั่วทุกที่ แต่มันก็คงเป็นเพียงความกลัวจากอดีตเท่านั้นเอง

            “เธอคงตาฝาดแหละน่า” ฉันบอกอย่างปลอบๆ

            “ไม่รู้สิ ฉันว่าเขาเหมือนมากๆเลยนะ อีกอย่าง เธอไม่ได้อ่านข่าวเมื่อสามอาทิตย์ก่อนหรอ?” พร้อมฉัตรตัวสั่นๆ ท่าทางหวาดกลัว เหมือนกับเมื่อสองปีก่อนไม่มีผิด

            “ข่าวอะไร” ช่วงปิดเทอม ฉันไม่ค่อยติดตามข่าวสารเท่าไหร่ ฉันจะปิดโลกเก็บตัวเงียบๆ ไม่ค่อยติดต่อกับใคร ฉันอยากมีชีวิตที่ลืมเรื่องนั้นไปได้บ้าง ก็เลยไม่ฟังข่าว ไม่เปิดเฟซบุ๊ก ถ้าอยากติดต่อกับฉันก็โทรมาหาแค่นั้นก็พอแล้ว

            “เขาออกมาแล้วน่ะสิ” พร้อมฉัตรตอบ แขนสองข้างกอดตัวเองไว้แน่น “รู้สึกว่าจะเป็นเรื่องหลักฐานนั่นแหละ มันไม่พอหรืออะไรซักอย่าง ตำรวจทำอะไรไม่ได้ ศาลก็ทำอะไรไม่ได้นอกจากจะยกฟ้อง แล้วปล่อยตัวเขาออกมา ฉันว่ามันน่ากลัวนะ ยังไงฉันก็เชื่อว่าเขาเป็นคนทำ ไม่อย่างนั้นใครจะทำล่ะจริงไหม จำวันที่เธอไปศาล...” พร้อมฉัตรหยุดพูดทันที เหมือนนึกขึ้นมาได้ว่าสิ่งที่เกือบหลุดปากออกมานั้นไม่เหมาะจะพูดเท่าไหร่

            “ยังไงก็เถอะ” พร้อมฉัตรพูดต่อ “เขาอาจจะเดินปะปนอยู่ในกลุ่มคนก็ได้นี่” ก็อาจใช่ แต่ฉันไม่คิดว่าพวกเราจะเกี่ยวข้องอะไรกับคนๆนั้นอีก การที่เขาถูกจับได้ก็ไม่เกี่ยวอะไรกับเราด้วย

            “เธอช่วยเปลี่ยนเรื่องได้ไหม ฉันไม่อยากพูดถึงเรื่องนี้” ฉันบอกไปตรงๆแล้วเริ่มก้าวเดิน

            “เอ่อ โอเค” พร้อมฉัตรพยักหน้า ทำท่าเหมือนครุ่นคิดอยู่พักหนึ่งขณะเดินตามฉันที่เร่งฝีเท้าเร็วขึ้น “ฉันเพิ่งเข้าไปดูเฟซบุ๊กของช่ามา อันที่จริงไม่ได้เข้าไปดูที่วอลล์หรอก แต่พอเปิดก็เห็นแต่โพสของช่าน่ะ” น้ำเสียงนั้นขึ้นจมูกนิดๆ ฉันคิดว่าพร้อมฉัตรพูดไปกลอกตาไปอยู่แน่

            “ทำไมหรอ?” ฉันถาม เราเดินมาถึงหน้าแพลนนารีฮอล์แล้ว บูธที่ฉันทำงานอยู่ด้านใน คนเฝ้าประตูปล่อยให้ฉันกับพร้อมฉัตรเดินผ่านเข้าไปง่ายๆ ทั้งที่พร้อมฉัตรไม่ได้แขวนป้ายพนักงาน

            “ตอนนี้คุณช่าเธอทำงานเป็นพริตตี้จ้ะ” พร้อมฉัตรตอบ “เดี๋ยวฉันเอารูปให้ดู สุ เธอน่ะ ไม่เคยเปิดเฟซบุ๊กเลยหรือไง ตั้งแต่ปิดเทอมมาเนี่ย”

            “ไม่เลย” ฉันส่ายหน้า พลางนึกภาพณัชชาที่ทำงานเป็นพริตตี้เชียร์สินค้า ดูเหมือนจะเป็นงานพิเศษช่วงปิดเทอมที่เหมาะกับเธอสุดๆไปเลย เธอสวยหุ่นดี มั่นใจในตัวเอง และที่สำคัญเป็นคนรู้จักพูดให้ดูเข้าที พร้อมฉัตรกดๆเลื่อนๆโทรศัพท์ของเธอแล้วยื่นมาให้ฉัน แทบร้อง ว้าวออกมาเลยเชียว ไม่ใช่แค่งานพริตตี้เชียร์สินค้าตามห้างธรรมดา ณัชชาเป็นพริตตี้ในงานมอเตอร์โชว์ด้วย ในรูปที่พร้อมฉัตรเซฟมา ณัชชายืนอยู่ท่ามกลางแสงไฟ ข้างๆรถยนต์สุดหรูคันหนึ่ง เธอสวมชุดหนังสีดำรัดรูปสั้นเลยเข่าตัดกับสีขาวประกายมุกของรถยนต์ ผมสีทองหยิกเป็นลอนปล่อยสยายเคลียไหล่ ไม่อยากเชื่อเลยว่าผู้หญิงในรูปเป็นเพื่อนสนิทที่เรียนอยู่ห้องเดียวกับฉันทุกวัน

            “สวยดีเนอะ” ฉันพูดพลางยื่นโทรศัพท์คืน

            “ใช่ สวย!” พร้อมฉัตรพูดเหมือนไม่พอใจอะไรสักอย่าง “รู้ไหมว่ายัยช่าทำอะไรกับฉันไว้บ้าง”

            “หือ อะไรหรอ?” มีเรื่องกันอีกแล้วหรือนี่สองคนนี้ ฉันล่ะหน่าย

            “ฉันบอกให้ช่าช่วยหางานให้ด้วย แล้วฉันจะไปขออาศัยบ้านเธอช่วงปิดเทอมนี้ เพราะถึงฉันจะกลับบ้านไปก็ไม่มีอะไรทำ มีแต่ป่าเขาลำเนาไพรให้ดู ฉันมาถึงกรุงเทพ กำลังจะไปบ้านคุณเธอละ แล้วคุณเธอก็โทรมาบอกว่า ไม่สะดวกที่จะให้ฉันพักด้วย ทั้งที่ตอนแรกตกลงกันแล้วดิบดี อยู่ๆก็เปลี่ยนใจกะทันหัน ฉันก็ต้องกลับมามือเปล่า โดนแม่ด่าอีก เจริญ!

            “เอาน่าๆ ช่าอาจมีความจำเป็นก็ได้นี่” ฉันบอกอย่างใจเย็น

            “เชอะ! ฉันจะไม่พูดกับยัยนี่ซักหกเดือนเลย คอยดู”

            ฉันแอบพ่นลมหายใจออกทางปาก ต้องเป็นคนกลางระหว่างทั้งสองอีกแล้ว สองคนนี้มีเรื่องกันบ่อยจนฉันไม่รู้จะทำยังไงอีกต่อไป ตอนแรกก็เป็นคนกลางพยายามให้ทั้งสองพูดกัน แต่ณัชชาเป็นประเภทถือทิฐิ เธอจะไม่ยอมเข้าหาใครก่อนและไม่ยอมขอโทษใครก่อนด้วย พร้อมฉัตรก็พอกัน เธอจะไม่มีวันยอมรับว่าตัวเองคิดมากไปเอง หรือยอมรับว่าตัวเองผิด จนสุดท้ายฉันยอมถอดใจ ปล่อยให้ทุกอย่างเป็นไป แล้วอยู่ดีๆสองคนนี้ก็จะกลับมาคุยกันเองนั่นแหละ แต่ในช่วงที่ทั้งคู่มึนตึงกันอยู่นี่สิ มันสุดแสนจะอึดอัด

            พร้อมฉัตรก็แปลก ถ้าจะขอค้างบ้านใครสักคน ทำไมเลือกไปบ้านณัชชา ทั้งที่จะมาขอค้างบ้านฉันก็ได้ ฉันอยู่คนเดียว ไม่มีพ่อแม่กวนใจ แม่ทำงานอยู่เชียงใหม่ พ่อ ป้า และพี่ชายก็จะมาเยี่ยมแค่วันหยุดสุดสัปดาห์ ถ้าพร้อมฉัตรถามฉันว่าพอจะมีงานพิเศษทำไหม ฉันคงชวนมาขายหนังสือที่นี่ด้วยกันแล้ว จะลองถามดีไหมนะ ลองถามว่าทำไมไม่ขอค้างบ้านฉัน

            “นี่ ฉัตร” ฉันเอ่ยขึ้น “เธอน่าจะบอกก่อนหน้านี้นะ จะได้ชวนมาขายหนังสือด้วย”

            “โอ๊ย ไม่เอาหรอก” พร้อมฉัตรปฏิเสธทันที “ฉันไม่ชอบทำงานอยู่กับคนเยอะๆ ยิ่งต้องพูดดีๆกับลูกค้า ฉันทำไม่ไหวหรอก ใจเย็นไม่พอ ไม่เหมือนเธอนี่ สุ เธอน่ะเย็นจนเหมือนน้ำแข็งเลย ที่ถามหางานจากณัชชา ก็เพราะพ่อแม่เขามีบริษัทใช่ไหมล่ะ กะจะขอไปทำงานด้วยน่ะ”

            อ้อ แบบนี้นี่เอง ฉันก็นึกภาพพร้อมฉัตรอดทนกับคำถามจู้จี้ของลูกค้าไม่ออก เธอคงตะเบ็งใส่หน้าเอาง่ายๆถ้าใครต่อใครมาพูดจาหงุดหงิดใส่ แล้วก็เก็บกลับมาคิดน้อยอกน้อยใจทีหลังอีก ไม่ไหวจริงๆด้วย

            “ตรงนี้ใช่ไหม บูธเธอน่ะ” พร้อมฉัตรถาม “มีหนังสืออะไรที่ถูกๆแล้วสนุกบ้างล่ะ”

            ฉันยิ้ม เตรียมพร้อมจะแนะนำอะไรถูกๆที่สนุกๆกับเธออย่างเต็มที่เลย ใช้เวลาทั้งเล่าทั้งหว่านล้อมอยู่ครึ่งชั่วโมง พร้อมฉัตรก็กลายเป็นลูกค้ารายแรกของบูธ คนอื่นที่เป็นพนักงานประจำบูธเหมือนกันก็มาช่วยเชียร์ให้ซื้อนั่นซื้อนี่ จนพร้อมฉัตรเอาแต่หัวเราะอย่างทำอะไรไม่ถูก เวลาเธอรู้สึกเก้อเขินตัดสินใจอะไรไม่ถูก เธอจะหัวเราะเสียงดังแบบนั้นทุกที กว่าจะถึงเวลาสิบโมงตรงที่ประตูจะเปิดให้คนเข้าชมงาน บูธของเราก็ครึกครื้นไปก่อนแล้ว พร้อมฉัตรหมดไปเกือบสามร้อยจากบูธของฉัน และเมื่องานเปิดอย่างเป็นทางการ เธอก็ขอตัวไปเดินเล่นที่จุดอื่นๆบ้าง และฝากหนังสือที่ซื้อไว้กับฉันก่อน

            อย่างที่เคยบอกไปก่อนหน้านี้ ฉันชอบทำงานอยู่กับหนังสือ การขายหนังสือก็เป็นเรื่องสนุกเหมือนกัน ไม่จำเป็นต้องพูดหว่านล้อมอะไรมาก คนที่เดินงานนี้ส่วนใหญ่ตั้งใจมาเหมาหนังสือกลับบ้านเป็นถุงๆเป็นกระสอบๆอยู่แล้ว บางคนก็ไม่จำเป็นพูดแนะนำอะไรมากมาย เขาดูจากแคตตาล็อกมาก่อนหน้านี้ แล้วก็เลือกซื้อไปเลย หรือบางคนก็เคยอ่านมาก่อนจากที่ไหนซักแห่ง แล้วอยากซื้อเก็บไว้ จะมีเรื่องหงุดหงิดก็แค่พวกชอบต่อราคา ตื้อไม่เลิกน่ารำคาญ ตื้อไปตื้อมาก็หงุดหงิดใส่ฉันซะด้วย ฉันก็ตอบแต่ว่าไม่ ไม่ได้ ราคานี้ลดจนสำนักพิมพ์แทบขาดกำไรแล้ว ลดมากกว่านี้ไม่ได้แล้ว(โกหก)  แต่จริงๆแล้วก็คือ พนักงานขายที่เป็นแค่นักศึกษาอย่างฉัน ไม่มีสิทธิ์ไปลดราคาของๆเขาซี้ซั้ว 

            บูธของเราตกลงว่าจะมีช่วงเวลาพักสำหรับกินข้าวยี่สิบนาที และมีเวลาให้ไปเดินเล่นดูงานหนังสือคนละสี่สิบห้านาทีต่อวัน แต่ต้องผลัดกันไป ห้ามไปพร้อมกันเกินสองคนเด็ดขาด วันนี้ฉันได้ไปเดินงานตอนบ่ายสาม พร้อมฉัตรกลับมาเอาหนังสือที่ฝากไว้ตั้งแต่ตอนบ่ายสองครึ่ง และกลับบ้านไปแล้วพร้อมกับหนังสือมากมายเต็มไม้เต็มมือ ท่าทางมีความสุขอย่างสุดๆ

            ฉันวางแผนไว้แล้วว่าจะเดินไปที่ไหนบ้าง ฉันศึกษาแผนที่งานมาอย่างดีแล้วด้วย เพราะสถานที่ใหญ่มาก เดินงงเอาได้ง่ายๆ ถ้าไม่มีเป้าหมายชัดเจน การตามหาหนังสือที่ต้องการจะกินเวลานาน ดังนั้นจึงต้องศึกษาให้ดีว่าสิ่งที่ต้องการจะอยู่จุดไหนบ้าง วันนี้ฉันจะเดินแค่เฉพาะในแพลนนารีฮอล์ หลังจากไปเดินสะเปะสะปะรอบนอกมาหลายวัน สำรวจพื้นที่และสินค้าจากหลายบูธ ของที่ฉันอยากได้และต้องการส่วนใหญ่ ปรากฏว่าอยู่ใน   แพลนนารีฮอล์ จุดที่ฉันทำงานอยู่นี่แหละ

            ฉันมุ่งหน้าไปที่บูธอยู่ใกล้มากที่สุดก่อน มีหนังสือที่ฉันเคยอ่านและประทับใจมากๆอยู่สองเล่ม ถ้าซื้อในงานหนังสือก็จะลดราคาจากปกหลายบาทอยู่ ถือว่าคุ้มกับการฝ่าฝูงชนเข้าไปหยิบเล่มที่ต้องการออกมาแล้วไปยืนเข้าแถวรอจ่ายเงิน ฉันพยายามที่จะไม่ชนใครและไม่ให้ใครมาชน เมื่อวานฉันถูกชนไปห้าครั้ง ถูกเหยียบเท้าไปอีกสามครั้ง ไม่รู้เป็นเพราะฉันซุ่มซ่ามเองหรือว่าอะไร

            พลั่ก! โอ๊ย โดนแบบนี้อีกแล้ว ฉันถูกชนจากทางด้านหลัง แรงกระแทกกระทบกับแขนข้างเดิมที่ถูกชนเมื่อเช้า มันจะอะไรนักหนาเนี่ย ชักจะอารมณ์เสียขึ้นมานิดๆ ฉันหันหลังขวับ ถ้าผมยาวกว่านี้คงสะบัดใส่หน้าคนเดินชนไปแล้ว

            “ขอโทษ” เสียงทุ้มเอ่ยขึ้นทันที

            ฉันเบิกตากว้าง ตาโตมากกว่าที่เคยทำได้มาก่อน ร่างทั้งร่างนิ่งแข็งเป็นหิน ขาสองข้างก้าวไม่ออก ริมฝีปากบนกับล่างดึงออกจากกันไม่ได้ คนๆนี้ คนที่ยืนมองหน้าฉัน คนที่เซมาชนฉัน ทำให้ฉันแทบกลืนน้ำลายไม่ลงคอ ฉันไม่เคยชอบความบังเอิญเลย ความบังเอิญมักจะนำพาฉันไปยังสถานการณ์ไม่คาดฝันอยู่เรื่อย และครั้งนี้ก็เป็นความบังเอิญที่ฉันทำอะไรไม่ถูก ไม่รู้ว่าควรทักว่ายังไง หรือว่าควรจะหลบหน้าแล้ววิ่งหนีออกไปเลย

            สองปีที่ผ่านมาไม่ได้ทำให้เขาเปลี่ยนไปมากเท่าไหร่ เขายังคงดูมีเสน่ห์เหมือนเดิม แค่สีผิวเข้มขึ้น กลายเป็นสีแทน เขาสวมเสื้อแขนยาวมีฮู้ดสีดำเหมือนฆาตกรโรคจิตในหนังเรื่องสครีม กางเกงยีนส์ขาดๆและรองเท้าผ้าใบสีขาว ดวงตาสีน้ำตาลจ้องมองฉัน แล้วริมฝีปากก็คลี่ยิ้มอย่างดีใจ เห็นร่องแผลมีแก้มข้างขวา หรือไม่ยิ้มนั่นก็อาจจะบอกว่า ในที่สุดก็เจอจนได้

            “สุ” เขาพูดชื่อฉันด้วยเสียงนุ่มอย่างเป็นมิตร “สุใช่ไหม?”

            ไม่ใช่ ไม่ใช่ อยากจะตอบอย่างนี้ชะมัดเลย อยากจะโกหกว่าไม่ใช่ ฉันไม่ใช่สุที่เป็นเพื่อนกับลัลนา ไม่ใช่สุที่ไปงานศพของลัลนา ผู้หญิงที่เขาฆ่าตาย

 

- 2-

            รู้ไหมว่าฉันทำยังไง ฉันก็ไม่ตอบอะไรทั้งนั้น วิ่งหนีออกจากตรงนั้นเลย ชนใครต่อใครไปบ้างก็ไม่รู้ ฉันหนีเข้าห้องน้ำ ปิดประตูลงกลอนแล้วนั่งลงบนชักโครก ฉันก้มลงมองมือข้างหนึ่ง มันกำขอบหนังสือสองเล่มไว้แน่น หนังสือสองเล่มที่ฉันหยิบออกมา และ

            “ยังไม่ได้จ่ายเงิน” ฉันพูดอย่างนึกได้ แล้วก็โอ๊ย ให้ตายสิ ต้องย้อนกลับไปใช่ไหมเนี่ย แต่ถึงไม่ต้องไปจ่าย ก็ต้องกลับเข้าแพลนนารีฮอล์อยู่ดี ก็ฉันยังต้องทำงานนี่ ถ้าเกิดเจอเขาอีกล่ะ จะทำยังไง ทำไมต้องมาทักฉันด้วยนะ ทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นไม่รู้จักก็สิ้นเรื่องแล้วแท้ๆเลย จะเอาอะไรจากฉันเนี่ย กลัวจะแย่อยู่แล้ว ฉันไม่แปลกใจหรอกที่เขาจำหน้ากับชื่อของฉันได้ จากเหตุการณ์ที่ฉันเล่าให้ฟัง เหมือนฉันกับเขาเคยเจอกันแค่ครั้งเดียว แต่จริงๆแล้วเปล่าหรอก เราไปเจอกันอีกทีเพราะณัชชา

            หลังจากเขาถูกจับตัวไปได้ประมาณหนึ่งเดือน ณัชชาก็ไปรู้มาว่าคดีของเขากำลังจะไปสู้กันต่อในชั้นศาล และเธอก็ชวนให้ฉันไปด้วย ตอนนั้นพร้อมฉัตรเป็นไข้หวัดใหญ่จึงไปด้วยไม่ได้ เคราะห์กรรมจึงตกมาอยู่กับฉัน ต้องไปฟังการพิจารณาคดีเป็นเพื่อนเธอ ณัชชาบอกว่าขออนุญาตกับคุณแม่ของลัลนาเรียบร้อยแล้ว พวกเราสามารถเข้าไปนั่งฟังได้เลย ตอนแรกฉันก็คิดว่า ไม่เป็นไรหรอก คงไม่ต้องเข้าไปใกล้ชิดอะไรมาก ฉันกับณัชชาไม่ได้เป็นญาติสนิทสนมอะไร คงได้ที่นั่งแถวหลังๆ แต่ที่ไหนได้ล่ะ คุณณัชชาเธอเดินนำไปนั่งแถวแรกเลย ฉุดกระชากฉันให้เดินตามอย่างไม่อาจขัดขืน

            ถ้านั่งแถวแรกแล้วอยู่ใกล้กับฝั่งคณะลูกขุนก็ไม่เป็นไรหรอก แต่นี่อยู่ใกล้โต๊ะสำหรับจำเลยกับทนายจำเลย ฉันต้องนั่งตรงกับเขา มองแผ่นหลังของเขาเต็มๆ

            ปวรปรัชญ์ถูกพาตัวเข้ามา กุญแจมือแน่นหนาอยู่รอบข้อมือ ชุดนักโทษสีส้มเข้มจนเกือบเป็นสีน้ำตาล เหตุการณ์นี้เหมือนอย่างที่เคยเห็นในภาพยนตร์บ่อยๆ เขาเห็นฉันกับณัชชา ดวงตาสีน้ำตาลคู่นั้นจ้องเราทั้งคู่ตลอดตั้งแต่ที่เดินเข้ามาจนกระทั่งนั่งลง

            ตอนนี้ฉันจำไม่ได้แล้วว่าผู้พิพากษาและทนายทั้งสองฝ่ายพูดเรื่องอะไรกันบ้าง ทุกอย่างเลือนไปหมดแล้ว แต่ที่จำได้แม่นไม่เคยลืมก็คือ เขาบันดาลโทสะ ตะโกนปฏิเสธข้อกล่าวหาจากทนายฝ่ายโจทก์ ฉันนั่งข้างหลังเขาพอดีก็เลยไม่รู้ว่าสีหน้าของเขาเป็นยังไง แต่น้ำเสียงยังติดอยู่ในหู ฉันจำอารมณ์ในน้ำเสียงนั้นได้ มันรวดร้าว เจ็บปวด อึดอัดทรมาน และที่สำคัญคือบ้าคลั่งสุดจะทน

            เขากระโดดข้ามกำแพงเตี้ยที่กั้นระหว่างผู้เข้าฟังการพิจารณาคดีและผู้เกี่ยวข้องกับคดี จับแขนฉันและดึงให้ยืนขึ้น ตำรวจกำลังจะพุ่งเข้ามา แต่เขาก็ตะโกนขู่

            “เชื่อฉันสิ” เขาพูดเสียงดัง “ฉันไม่ได้ทำ ฉันไม่ได้ทำอะไรเลย ต้องเชื่อฉันนะ สุ ได้โปรด ช่วยฉันด้วย”

            ตำรวจลากเขาออกไปจากตัวฉันที่ยืนนิ่งทื่อตกตะลึง ต่อจากนั้นฉันก็ไม่ได้ยินเสียงอะไร ไม่รับรู้อะไรอีก จำไม่ได้ด้วยซ้ำว่าออกมานั่งรถได้ยังไง ณัชชาขับรถเงียบๆไปตลอดทาง น่าแปลกที่เธอไม่พูดถึงเรื่องนี้เลย ไม่ปริปากพูดอะไรเหมือนกับว่าเรื่องที่เกิดก็แค่ฉันฝันไป

            ฉันกลัวเขา กลัวจริงๆนะ กลัวที่เขาจำชื่อฉันได้ กลัวที่เขาขอความช่วยเหลือ เขาเคยรู้จักกับณัชชาแท้ๆ ทำไมไม่พูดกับเธอ มาดึงตัวฉันทำไม เพราะว่าฉันนั่งใกล้อย่างนั้นหรอ ก็อาจเป็นได้ แต่ตอนนั้นเขาก็ยืนอยู่ตรงกลางระหว่างฉันกับณัชชา เขาน่าจะพูดอะไรแบบนั้นกับคนคุ้นเคยมากกว่า ฉันก็แค่คนที่เพิ่งรู้จัก คุยด้วยยังไม่ถึงห้าประโยคเลยด้วยซ้ำ

            ฉันยกมือขึ้นลูบหน้า ถอนหายใจ ก้มมองหนังสือในมือ ยังไงก็ต้องกลับเข้าไป ไม่แน่นะ เขาอาจไม่อยู่แล้วก็ได้ เขาคงจะเดินไปที่อื่นแล้ว คนเยอะจะตาย ไม่บังเอิญมาเจอกันซ้ำสองหรอก ฉันเปิดประตู เดินไปที่อ่างล้างหน้า สำรวจตัวเองสักนิดว่าผมเผ้าเข้าที่เข้าทางหรือเปล่า จากนั้นก็เดินออกไปด้านนอก   

            “ไง”

            ถ้าเรื่องนี้เป็นการ์ตูน รูปวาดแทนตัวฉันคงสะดุดขาตัวเองล้มพรืดแน่ๆ เขายืนรออยู่หน้าห้องน้ำหญิง ยืนพิงกำแพงเกือบจะติดขอบประตูเลยด้วย

            “อะ อะไร” ฉันขยับหนีออกห่างเกือบห้าเมตร แต่เขาก็ขยับตามมา

            “นั่นน่ะ เธอจะขโมยหรือไง” เขาชี้มาที่หนังสือในมือฉัน

            “เปล่า!” ฉันปฏิเสธเสียงเฉียบขาดทันที “ฉันจะจ่ายเงิน แน่อยู่แล้ว”

            “งั้นก็ไปกัน” เขาชวนราวกับเป็นคนสนิท เพื่อนพ้องที่รู้จักมักจี่กันมานาน เขาออกเดินไปสองก้าวแล้วก็หันมามอง “เร็วสิ เดี๋ยวเจ้านายฉันก็คิดว่าเธอขโมยไปจริงๆหรอก”

            เจ้านาย? ขโมยไปจริงๆ? หมายความว่ายังไงล่ะนั่น เขาพูดเหมือนกับว่าตัวเองทำงานที่บูธนั้นเลย ไม่หรอกมั้ง ไม่หรอก เพิ่งออกมาจากที่แบบนั้นจะได้งานเลย มันก็เร็วไปหน่อย อีกอย่างการสมัครมาขายหนังสือที่งานนี้ต้องล่วงหน้าเป็นเดือนไม่ใช่หรือไง

            เขาเดินนำฉันกลับไปที่บูธนั้น ฉันจ่ายเงินค่าหนังสือสองเล่มเรียบร้อย เสียเวลาไปตั้งมากขนาดนี้แล้ว ไม่ได้ไปยืนเลือกหนังสือสบายๆที่อื่นเลย มัวแต่อกสั่นขวัญแขวนเพราะเจอคนที่ไม่น่าจะเจอ

            “เคยอ่านเรื่องนี้มาก่อนหรือเปล่า” เขาถามเหมือนอยากจะยัดเยียดบทสทนา

            “เคย” ฉันพยักหน้า

            “โง่เนอะ ว่าไหม” เขาพูด

            “หา?” หาว่าใครโง่น่ะ ฉันหรอ?

            “ฉันไม่ได้ว่าเธอ” รู้อีกว่าฉันคิดอะไรอยู่

            “แล้วเธอว่าใคร” อดถามอย่างอยากรู้ไม่ได้

            “มนุษย์ในเรื่องไง” เขาตอบ มองหนังสือในถุงแล้วก็มองหน้าฉัน “เธอไม่คิดว่ามันโง่หรอ ที่ยอมสละชีวิตอมตะ เพื่อรักได้อีกครั้ง”

            “ฉันไม่รู้หรอก” ฉันส่ายหน้า ตอนนี้แหละ ถ้าจะผละจากไป ก็ตอนนี้เลย “ฉันต้องไปแล้ว ทำงานน่ะ” พูดจบ ฉันก็ไม่รอให้เขาได้ถามไถ่อะไรอีก แต่เดินดุ่มๆออกมาเลย ฉันยกถุงขึ้นดู แนบพลาสติกไปกับหน้าปกหนังสือ มองชื่อเรื่องที่โดดเด่นออกมาจากองค์ประกอบทุกอย่าง ตอนแรกที่ฉันหยิบเล่มนี้มาอ่านเพราะชื่อเรื่องของมันแปลกดี หน้าปกก็ดูแปลกตาด้วย โรงรับจำนำหมายเลข 8ผลงานของนักเขียนชาวไต้หวัน

            ฉันยังมีอีกที่ที่ต้องไปก่อนจะหมดเวลาพัก ฉันอยากซื้อเจน แอร์เก็บไว้อ่านด้วย ราคาเท่าไหร่ก็ยอมสู้ วรรณกรรมสุดคลาสสิกที่ทำให้ฉันหลั่งน้ำตาตอนอายุสิบห้า ฉันจำได้ไม่เคยลืมเลยว่าหนังสือเล่มนั้นทำให้ทั้งสุขและเศร้ามากขนาดไหน เหมือนกับได้อ่านบันทึกชีวิตของมนุษย์จริงๆคนหนึ่งที่ไม่อาจรู้ล่วงหน้าได้ว่าชีวิตจะเป็นอย่างไรต่อ ขั้นบันไดต่อไปจะมีอยู่หรือเปล่า 

            หลังจากได้หนังสือที่ต้องการ กระเป๋าเงินเบาโหวงไปนิดหน่อย ฉันก็กลับมาทำงานต่อและไม่ได้เห็นหน้าเขาอีกเลย

            ก็จนกระทั่งหลังเลิกงานนั่นแหละ

            งานหนังสือจะปิดตอนสามทุ่ม และกว่าจะจัดการเก็บของให้เรียบร้อยก็ปาไปเกือบสามทุ่มครึ่งแล้ว การกลับบ้านในเวลาอย่างนี้ รถไฟฟ้าใต้ดินดูจะเป็นทางเลือกที่ดี แต่ฉันชอบขึ้นรถเมล์มากกว่า ไม่รู้สินะ ฉันไม่อยากลงไปอยู่ใต้ดินที่ไม่มีทางออก ฉันรู้สึกว่ามันไม่ค่อยปลอดภัยเท่าไหร่ ฉันเดินออกจากศูนย์ประชุมแห่งชาติเงยหน้ามองท้องฟ้าทันทีเมื่อได้ยินเสียงฝนตก เอาเข้าไป วันนี้จะไม่มีอะไรดีๆบ้างเลยใช่ไหม ฉันไม่ได้เอาร่มมา ก็ใครจะพกร่มในฤดูร้อนกันบ้างเล่า อ้อ ลืมไป ฉันอยู่ประเทศไทย ประเทศที่ไม่ร้อนนานนักหรอก ซักพักฝนก็จะตกลงมาแบบไม่ทันตั้งตัว อากาศชักจะคล้ายลอนดอนเข้าไปทุกที

            แล้วจะทำยังไงดี วิ่งฝ่าไปเลยต้องเปียกโชกแน่ กว่าจะถึงที่ยืนรอรถไม่ใช่ใกล้ๆ ฉันมองไปยังทางลงรถไฟใต้ดิน ไม่! ไม่เอาหรอก ถ้านั่งจากตรงนี้ ต้องไปต่อรถยุ่งยากอีก และฉันก็ไม่อยากลงไปในหลุมนั้น

            อะไรไม่รู้ดุนๆแผ่นหลัง ฉันสะดุ้งหันขวับไปมอง เห็นร่มสีดำคันหนึ่งยื่นมาอยู่ตรงหน้า พอเงยขึ้นมองเจ้าของ ฉันก็กระพริบตาปริบๆ ทำไมอยู่ที่งานหนังสือมาจนถึงป่านนี้เนี่ย

            “เอาไปสิ” เขายัดเยียด แต่เมื่อเห็นฉันยืนนิ่งเอาแต่เบิกตามอง เขาก็ยักไหล่แล้วกางร่ม “จะมาไหม หรือจะยืนตรงนี้ยันเที่ยงคืน รอให้ฝนหยุดตก” ฉันมองสายฝนที่ตกไม่ขาดสาย ถ้ามันตกหนักจะมีทีท่าหยุดเร็วกว่าตกแบบใจเย็นอย่างนี้ คงต้องเดินไปพร้อมกับเขาจริงๆ ไม่อย่างนั้นยืนรอเป็นชั่วโมงแน่เลย

            ฉันเดินข้างเขาเงียบๆ พยายามรักษาระยะห่างไว้ไม่ให้แตะถูกตัว มีช่องว่างแค่ประมาณสามเซนติเมตรระหว่างแขนเสื้อของฉันกับของเขา น่าอึดอัดที่สุด ฉันไม่รู้จะพูดอะไรดี หรือถ้าจะบอกให้ถูกคือไม่กล้าพูดมากกว่า มีอะไรหลายอย่างล้านแปดที่อยากจะถาม แต่ไม่กล้าถาม ความจริงที่ฉันว่ากลัวว่าเขาจะเป็นคนฆ่าเพื่อนของฉันมันยังติดอยู่ในใจ

            “นอกจากโรงรับจำนำหมายเลขแปด เธอซื้ออะไรมาอีก” เขาถามอย่างชวนคุย

            “เจน แอร์” ฉันตอบสั้นๆ ไม่ขยายความต่อ คนอย่างเขาจะรู้จักวรรณกรรมแบบนี้หรือเปล่านะ

            “เรื่องเล่าของคนโง่อีกแล้ว”

            นี่ๆ มากไปแล้วมั้ง ฉันประท้วงในใจ อยากจะหันไปต่อว่าอยู่หรอก แต่เงียบไว้ดีกว่า พูดไปสองไพเบี้ย ไม่มีประโยชน์อะไรจะเถียงเกี่ยวกับเรื่องนี้ ฉันไม่อยากพูดกับเขาอยู่แล้วด้วย

            “ฉันต่อว่าหนังสือที่เธอชอบอยู่แท้ๆ ไม่พูดอะไรบ้างเลยหรอ” เขาถามอย่างสนใจ

            “ต่างคนต่างความคิดนี่” ฉันเลือกคำตอบที่ปลอดภัยที่สุด ซึ่งหมายความว่าฉันจะไม่ก้าวก่ายทัศนคติของเขา และเขาก็ไม่ควรก้าวก่ายแนวการอ่านหนังสือของฉันด้วย   

            “เธอไม่คิดว่าผู้หญิงคนนั้นโง่บ้างหรอ ไม่คิดสักนิดเลย” เขาถามอีก จะอยากรู้อะไรนักหนาก็ไม่รู้

            “โง่สิ” ฉันตอบ ตอนนี้เราเดินมาถึงสะพานลอยกันแล้ว จะเดินคู่กันไปไม่สะดวกเท่าไหร่ เขายื่นร่มให้ฉัน ส่วนตัวเองก็ยกฮู้ดขึ้นคลุมศีรษะ ระหว่างอยู่บนสะพานลอย เราต่างเงียบเพราะไม่สะดวกที่จะคุย จะว่าไปเขาก็ดูเป็นคนปกติดี ท่าทางไม่เหมือนคนที่เพิ่งออกจากคุก เพิ่งฆ่าคนไปเมื่อสองปีก่อน หรือถูกใส่ร้ายว่าฆ่า เขาดูปกติมากๆจนน่าตกใจ ไม่มีท่าทางต่อต้านสังคมอย่างที่ควรจะเป็น พวกที่เคยมีปัญหาขึ้นโรงขึ้นศาลต้องติดคุกติดตาราง มักจะมีอาการเก็บตัว ไม่ข้องแวะกับใครนี่น่า สงสัยเขาคนนี้จะเป็นข้อยกเว้น

            “พูดต่อสิ เจนโง่ยังไงในสายตาเธอ” เขาถามต่อเมื่อเราลงจากสะพานลอย กลับมาเดินริมถนนอีกครั้ง

            “อ่อนต่อโลก ยังมีทางเลือกอีกมากมาย แต่เธอดันยินดีกลับไปหาคนที่โกหกหลอกลวงเธอ เจ็บปวดเจ็บช้ำน้ำใจก็เพราะคนนั้นแท้ๆ แต่ก็ยินดีที่จะอยู่ดูแล นี่คือสิ่งที่โง่” ฉันหยุดพูดไปพักหนึ่ง “แต่ก็เพราะโง่ไม่ใช่หรอ เพราะทำเรื่องโง่ๆ ความรักโง่ๆ เธอถึงเป็นผู้หญิงที่มีความสุขมากที่สุดในโลก”

            “ไม่เสมอไปหรอก” เขาพูดเบาๆ เหมือนพูดกับตัวเอง

            “ก็แค่ในมุมมองของหนังสือ” ฉันพูดต่อ “ไม่ใช่ทุกคนจะมีบทสรุปแบบนั้น”

            เขากำลังพูดอะไรเกี่ยวกับตัวเองอยู่หรือเปล่า ฉันชักจะสงสัย ก็ฉันเป็นคนช่างสังเกต คนอื่นมักชอบพูดว่าผู้หญิงเป็นพวกช่างสังเกต เพราะพวกเธอละเอียดอ่อน มันก็จริง แต่ฉันช่างสังเกตยิ่งกว่าผู้หญิงปกติเสียอีก และมักจะเอาอะไรต่ออะไรมาเชื่อมโยงกันได้ด้วย เป็นนิสัยที่ได้มาจากการอ่านหนังสือมากๆ เวลาอ่านก็เดานั่นเดานี่ไปเรื่อย พอมาอยู่ในชีวิตจริง ฉันก็ติดนิสัยจากการอ่านมา คือสังเกตและคาดเดา บางทีที่เขาชวนคุยเรื่องพวกนี้ อาจหมายถึงตัวเขาเองก็ได้ แค่ไม่บอกออกมาตรงๆ

            ฉันอยากรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับลัลนา อยากรู้ว่าเขาคิดยังไงกับลัลนา อยากรู้ว่าเขาฆ่าเธอหรือเปล่าและทำไปเพื่ออะไร อยากรู้ว่าเขาออกจากคุกมาได้ยังไง แล้วทำไมเขาต้องพยายามมาคุยกับฉันด้วย

            “ทำไมถึงอยู่จนหอประชุมปิดล่ะ” ฉันตัดสินใจถามเรื่องเบาๆก่อน

            “ฉันทำงานที่นี่เหมือนเธอนั่นแหละ” เขาตอบแล้วหยุดเดิน ฉันถึงรู้ว่าเราเดินมาถึงป้ายรถเมล์แล้ว “เธอขึ้นรถสายอะไร”

            “หนึ่งสี่หนึ่ง” อย่าเหมือนกันเลยนะขอร้อง

            “เหมือนกันเลย”

            นี่ฉันต้องติดเหง็กอยู่กับเขาจนกระทั่งตอนนั่งรถเมล์เลยหรือนี่ อยากถอนหายใจออกมาดังๆแต่ก็เก็บไว้ ฝนเริ่มตกเบาลงเรื่อยๆแต่ยังไม่ยอมหยุด ฉันก้มลงมองขากางเกงยีนส์ มันเปียกโชกไปแล้ว เปรอะฝุ่นดินนิดๆด้วย คิดว่าจะเอาไว้ใส่วันพรุ่งนี้ต่อแท้ๆ ต้องเปลี่ยนตัวจนได้สิ

            “สุ เธอแปลกดีนะ” เขาพูดขึ้นมา อยู่ๆก็มาหาว่าคนอื่นแปลก ทำอย่างกับตัวเองไม่แปลกเลยนะ เขาแปลกยิ่งกว่าฉันซะอีก แปลกตั้งแต่พยายามเข้ามาตีซี้กับฉันแล้ว แปลกที่ยืนอยู่กับฉันตรงนี้ ฉันไม่เข้าใจเลยสักนิดว่าจะทำแบบนี้ไปเพื่ออะไร อยากได้เพื่อนคุยหรือไง ถ้าอยากได้แบบนั้น ไปหาคนอื่นที่ไม่รู้จักเขายังดีซะกว่า ฉันรู้จักเขา ถึงจะไม่ได้รู้จักดีมากมาย แต่ก็รู้ข่าวอื้อฉาวของเขาและทำให้มันน่าอึดอัด เขาแปลกตรงนี้แหละ ตรงที่ไม่รู้สึกอึดอัดเหมือนอย่างที่ฉันรู้สึกบ้างเลย

“เธอไม่กลัวฉันเลย” เขาพูดต่อเรื่อยๆ “ไม่สิ เธออาจจะกลัว แต่ก็นิ่งอยู่ตลอด ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น เธอก็นิ่งตลอดเวลา ขนาดฉันกระโดดข้ามคอกไปกระชากตัวเธอ เธอยังยืนนิ่งไม่ขัดขืนอะไรเลย” ที่ฉันไม่ขัดขืนคราวนั้นเพราะกำลังช็อคต่างหากเล่า ฉันไม่ได้ใจเย็นหรอก เมื่ออยู่ในสถานการณ์ที่ไม่คุ้นเคย ฉันจะตัวแข็งแบบนั้นแหละ

“เธอคิดว่าฉันเป็นคนทำเรื่องนั้นหรือเปล่า”

            จะให้ฉันตอบคำถามนั้นยังไง ถ้าตอบว่าคิดเขาจะล้วงมีดมาจ้วงฉันไหม แต่ถ้าตอบว่าไม่คิดก็เท่ากับโกหก

  ฉันเม้มริมฝีปากอย่างหนักใจ เขาคิดบ้าอะไรถึงได้ถามเรื่องน่าอึดอัดแบบนี้

            “ฉันไม่รู้” ฉันไม่เลือกทั้งคำตอบที่หนึ่งหรือสอง มันมีทางเลือกที่สามคือบอกว่าไม่รู้ซะเลย

            “คิดอยู่แล้วว่าต้องตอบแบบนี้” เขายิ้มเล็กน้อย “ขอบคุณที่ไม่ได้แสดงท่าทางรังเกียจเลยนะ ถึงเธอจะกลัวฉันอยู่ก็เถอะ”

            “นี่” ฉันเรียก กำหมัดไว้แน่นเหมือนเรียกพลังทั้งหมดออกมา “เรื่องลันน่ะ เธอไม่ได้...”

            “ไม่ได้ทำ” เขาพูดต่อเอง พูดอย่างหนักแน่น “ฉันไม่ได้ทำ”

            ฉันไม่รู้ว่าควรจะเชื่อหรือเปล่า รถเมล์สาย 141 แล่นมาจอดพอดี เขาเดินนำหน้าขึ้นรถ ฉันก็เดินตาม มีคนยืนอัดกันแน่นบนรถเมล์ที่ดูมืดสลัวท่ามกลางสายฝน แม้บนรถจะเปิดไฟ แต่ก็เป็นแสงสีเหลืองเหมือนหลอดไฟใกล้ขาด ฉันนึกถึงลูกค้าของโรงรับจำนำหมายเลข 8 พวกเขาถูกล่อลวงให้เชื่อใจและยอมขายแม้กระทั่งวิญญาณ ฉันจะกลายเป็นแบบนั้นหรือเปล่า ถ้ายังพูดคุยกับเขาต่อไป ฉันจะกลายเป็นแบบเดียวกับลัลนาไหม

 

- 3 –

            เวลามักผ่านไปไวเสมอ เหมือนที่รุ่นพี่คนนั้นเคยบอก ฉันเริ่มเข้าใจแล้ว เหมือนแค่กระพริบตาแล้วอยู่ๆ

งานสัปดาห์หนังสือก็จบไป ฉันได้ค่าจ้างมาเรียบร้อยและกำลังเสาะหางานใหม่ วันนี้ฉันตื่นเพราะเสียงแมวกัดกันนอกบ้านทำให้สะดุ้งผุดลุกจากเตียงทันที ฉันกลัวว่านั่นจะเป็นเสียงของ ไอ้ขาวแมวของฉันเอง เมื่อคืนมันไม่ได้นอนในบ้าน ร้องจะออกข้างนอก ฉันจำใจปล่อยมันออกไป ทั้งที่กลัวว่าจะไปไล่กัดแมวชาวบ้านอีก มันเหมือนจิ้งจอกประจำซอย ชอบก่อกวนแมวตัวอื่นทั้งที่สู้เขาไม่ได้ มักจะมีแผลเหวอะกลับมาบ้านประจำ

            ฉันวิ่งลงบันไดพุ่งตัวออกไปนอกบ้าน นั่นไง ไอ้ขาวต่อสู้อยู่อีกฝั่งกับเจ้าแมวดำแปลกหน้าที่ฉันไม่เคยเห็นมาก่อน ฉันเข้าไปอุ้มตัวแมวสีขาวอ้วนๆออกมาทันที มันร้องเหมียวอย่างขัดใจหนึ่งทีก่อนจะซุกตัวออดอ้อน ยังไงก็โกรธหรือดุมันไม่ลง มันหันมาทำตาแป๋วใส่ฉัน ดวงตาสีน้ำตาลใสเหมือนลูกแก้วไม่มีผิด

            “แบล็ค!” เสียงผู้ชายฟังคุ้นหูเรียกแมวของตน แบล็คหรือแมวดำที่เพิ่งสู้กับไอ้ขาวของฉันวิ่งจู๊ดไปหาเจ้าของอย่างขวัญเสีย คงต้องไปขอโทษเขาหน่อยแล้ว แมวฉันเป็นฝ่ายหาเรื่องแน่นอน มันเป็นนักหาเรื่องตัวยง

            “ขอโทษนะ...” ฉันหันไปพูด แต่เสียงหายไปในท้ายประโยค

            “อ้าว แมวเธอเองหรอ?”

            เขายืนอยู่ตรงนั้น ท่าทางเหมือนเพิ่งตื่นนอน สวมกางเกงวอร์มขายาวสีน้ำเงินเข้มกับเสื้อยืดสีดำหลวมๆ ผมยุ่งกระเซิง ท่าทางเพิ่งลุกจากเตียงมาหมาดๆ ฉันมองเขา มองแมวดำ แล้วก็มองบ้านหลังที่ติดกันกับบ้านของฉัน  ไม่จริงน่า มันบังเอิญจนเหมือนฟ้าแกล้งเกินไปแล้ว

            “ไง เพิ่งตื่นหรอเพื่อนบ้าน?” เขาทักทาย แล้วก็ลูบไล้เจ้าแมวสีดำผอมกะหร่อง

            “จะ จี” ฉันเอ่ยชื่อเล่นของปวรปรัชญ์ออกมาอย่างยากลำบาก ลำคอตีบตันแห้งผาก “เธอ เธอเป็นเพื่อนบ้านฉันตั้งแต่เมื่อไหร่”

            “สองอาทิตย์แล้วมั้ง” เขายักไหล่ แมวดำกำลังออดอ้อนซุกอยู่กับลำคอของเขา

            “ทำไมฉันไม่รู้ล่ะ เราก็กลับบ้านพร้อมกันมาตั้งหลายวัน” ฉันงุนงงสุดขีด เรากลับบ้านพร้อมกันหลายวันแล้วเป็นความจริง เขามักจะรอฉันอยู่ทุกทีเป็นเชิงบังคับให้ฉันกลับด้วย ยังไงก็หนีไม่พ้นเพราะต้องขึ้นรถสายเดียวกัน เราลงป้ายเดียวกันก็จริง แต่ก็มักจะแยกทางตรงนั้น

            “ก็เธอนั่งมอเตอร์ไซค์เข้าบ้าน ฉันนั่งรถสองแถว ก็เลยไม่เจอกันไง” เขาพูดง่ายๆ

            “เธอรู้อยู่ก่อนแล้วใช่ไหม?” ฉันปล่อยไอ้ขาวลงจากอ้อมแขน ถ้ามันเป็นหมาจะสั่งให้ไปกัดแมวดำให้ตายไปเลย ในฐานะหมั่นไส้เจ้าของ

            “อืม รู้ตั้งแต่วันแรกที่ย้ายมาแล้ว ฉันเห็นเธออุ้มแมวเข้าบ้านพอดี แต่เธอไม่ทันสังเกตคนย้ายมาอยู่ใหม่เองนี่”

            ตกลงแล้วฉันผิดเอง แสดงว่าสองอาทิตย์ที่ผ่านมา ฉันกับเขาอยู่ห่างกันไม่เคยเกินร้อยเมตรเลยแต่ฉันไม่รู้เรื่องเอง ฉันไม่ค่อยสนใจเรื่องของชาวบ้านเท่าไหร่ จึงไม่รู้ความเป็นมาเป็นไปของคนแถวนี้หรอก อย่างเมื่อปีที่แล้วมีรถขับชนเด็กหน้าบ้าน ฉันยังไม่รู้เลยทั้งๆที่ตัวเองก็นอนกลิ้งอ่านหนังสืออยู่บนห้องแท้ๆ มารู้เอาตอนที่ตำรวจมากันเต็มหน้าบ้านนั่นแหละ

            “เธออยู่กับใคร” ถามอะไรโง่ๆนะฉัน ก็ต้องอยู่กับพ่อแม่อยู่แล้วสิ รู้สึกอยากเห็นหน้าแฮะ อยากรู้ว่าพวกเขารับมือกับเรื่องผ่านมายังไงบ้าง

            “ฉันอยู่คนเดียว” คำตอบนั้นฟังดูเหงาๆ และท่าทางเขาคงไม่อยากพูดถึงสาเหตุที่ต้องอยู่คนเดียว “เธอก็อยู่คนเดียวเหมือนกันสิใช่ไหม ฉันเห็นจำนวนผ้าที่ตากในแต่ละสัปดาห์น่ะ มีแต่เสื้อผ้าเธอคนเดียว” แล้วมันเรื่องอะไรมาดูการตากผ้าของคนอื่น ฉันเม้มปากอย่างอดทน ขอเงินพ่อย้ายหนีดีไหมเนี่ย รู้สึกไม่ค่อยปลอดภัยที่ต้องอยู่คนเดียวและกำแพงบ้านแทบจะติดกัน

            “ฉันเข้าบ้านล่ะ” ฉันตัดบทดื้อแบบนี้แหละ เดินไปอุ้มตัวแมวอ้วนแล้วรีบเข้าบ้าน ปิดประตูรั้วใส่กุญแจ ปิดประตูบ้านสองชั้นพร้อมลงกลอน (ประตูกระจกกับประตูเหล็ก) ปิดม่านด้วย ฉันวิ่งขึ้นชั้นสองไปที่ห้องของตัวเอง จ้องหน้าต่างที่ปิดม่านอยู่และเดินเข้าไปใกล้ เออ จะว่าไป บ้านแต่ละหลังเหมือนๆกันหมด และจากห้องนอนของฉัน หน้าต่างบานนี้ถ้าเปิดออกไปก็จะเห็น

            “ไง” เขายิ้มร่ามาจากหน้าต่างอีกฝั่ง

            พรึ่บ! ฉันรูดม่านปิดทันที หมอนั่นเป็นผีหรือไงเนี่ย ขยันโผล่ตรงนั้นตรงนี้กวนประสาทกันอยู่ได้ ฉันจะอยู่คนเดียวอย่างสงบๆบ้างได้ไหม จะเอาอะไรจากฉัน หรือว่าฉันจะเป็นเหยื่อรายใหม่ของฆาตกรโรคจิต แจ้งตำรวจไว้ก่อนดีไหมเนี่ย หรือว่าควรไปปรึกษาจิตแพทย์ ฉันติดสัญญาณกันขโมยดีไหม แล้วก็ซื้อปืนหรือมีดซุกไว้ตามที่ต่างๆภายในบ้าน หัวสมองของฉันหมุนวนไปหมด

            หาข่าวดีกว่า! ฉันต้องสืบหาข่าวเกี่ยวกับคดีของลัลนา อยากรู้ว่าเขาถูกปล่อยตัวออกมาได้ยังไง พ้นข้อกล่าวหาอย่างใสสะอาด เปลี่ยนจากขาวเป็นดำ หรือเป็นสีเทาขุ่นๆที่ยังหาคำตอบไม่ได้ อันที่จริงถ้าลองถามณิชา เธออาจจะรู้ก็ได้ วันนี้วันอาทิตย์นี่ น่าจะหยุดงานอยู่บ้านนะ

            ฉันเปิดสัญญาอินเตอร์เน็ตไร้สาย เปิดโน้ตบุ๊ก เปิดเฟซบุ๊ก นั่นไงณัชชาออนไลน์อยู่จริงๆด้วย พร้อมฉัตรก็อยู่เหมือนกัน ฉันเปิดช่องแชทกับณัชชา

            “ฉันได้ข่าวว่าปวรปรัชญ์พ้นข้อหาแล้วหรอ?” ฉันพิมพ์ลงไปแล้วรอ ณัชชาต้องอยากคุยหัวข้อนี้อยู่แล้ว เธอต้องสืบหาข่าวเรื่องนี้อย่างไม่สงสัย และต้องรู้ลึกตื้นหนาบางเป็นอย่างดี เธอติดต่อกับครอบครัวลัลนาบ่อยๆ เธอบอกว่าโทรไปคุยเป็นเพื่อนคุณแม่ของลัลนาเพราะสงสาร แต่จริงๆก็คืออยากรู้อยากเห็นด้วยนั่นแหละว่าคดีไปถึงไหน และปวรปรัชญ์เป็นยังไงบ้าง

            -ใช่ หมอนั่นออกจากคุกแล้ว- เธอพิมพ์กลับมา

            “ได้ยังไงน่ะ นึกว่าหลักฐานมัดตัวซะอีก” ฉันพิมพ์ถามกลับไป พยายามทำให้คำพูดดูตื่นเต้นและดูโง่ๆไว้ ณิชาจะได้อยากเล่า

            -ก็เรื่องซิมนั่นแหละ มีการโต้แย้งว่าใครจะบ้าเอาซิมของเหยื่อมาทิ้งไว้ในถังขยะหอพักตัวเอง และฆาตกรที่อุตส่าห์เอาซิมออกจากโทรศัพท์น่ะ แสดงว่าต้องเป็นคนรอบคอบมาก แล้วคนรอบคอบเนี่ยนะจะทิ้งซิมไว้ในที่ที่หาเจอง่ายอย่างนั้น อีกอย่างซิมนั่นก็ไม่มีรอยนิ้วมือของเขา- สำนวนการตอบของเธอ แสดงถึงความเบื่อหน่ายและหงุดหงิด สงสัยว่าข้อสรุปแบบนี้จะไม่ได้ดังใจเธอเท่าไหร่

            “ซะงั้นน่ะ แค่นี้เองหรอ” ฉันถามอีก ต้องเอาข้อมูลออกมาให้ได้มากที่สุด ชีวิตฉันกำลังแขวนบนเส้นด้ายนะ เขาจะบุกตะลุยเข้าบ้านฉันพร้อมขวานในมือรึเปล่าก็ไม่รู้ แต่รู้สึกว่าข้อโต้แย้งนี้มันคุ้นๆอยู่ เหมือนฉันเคยคิดเอาไว้เมื่อสองปีก่อน แต่ไม่ได้ให้ความสำคัญกับมัน เพราะฉันคิดง่ายๆเอาว่า ฉันไม่ใช่ตำรวจ ไม่มีความจำเป็นต้องหาคำตอบเรื่องนี้

            -เปล่าหรอก- เธอพิมพ์ตอบ ฉันรอสักพักก็เห็นข้อความใหม่ขึ้นมา -เขาให้การยืนยันว่าวันนั้นเขาแค่บังเอิญผ่านไปแถวนั้นเฉยๆ ที่ริมสระน้ำวันที่เราเจอร่างลัน และเธอบอกว่าเห็นมีคนแอบมองน่ะจำได้ไหม เขาไปที่นั่นจริง ไปเดินเล่นแล้วก็เดินออกมา ไม่ทันได้เห็นร่างลันที่แช่อยู่ในน้ำแล้วมีพุ่มไม้บังอยู่ เพราะอย่างนี้แถวนั้นจึงมีรอยเท้าของเขา-

            “เดี๋ยวก่อนนะ” ฉันพิมพ์ลงไป ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง “พวกตำรวจรู้ไหมว่า ร่างลันถูกทิ้งมาจากตรงไหน หรือว่าคนๆนั้นเอาร่างเธอไปวางตรงที่เราไปพบ”

            -พวกเขาหาคำตอบเรื่องนี้ไม่ได้แน่ชัดว่าจะทิ้งมาจากจุดไหน แต่รู้สึกว่าจะไม่ได้วางไว้ตรงที่เราไปเจอหรอก ศพถูกทิ้งมาจากที่อื่น เธอก็รู้นี่ สุ สระน้ำกลางมหาลัยน่ะ ไม่ได้เป็นแค่สระเฉยๆ มันเชื่อมต่อยาวไปรอบมหาลัยเลย ไม่ว่าจะทิ้งของจากจุดไหน มันก็อาจจะลอยไปอยู่รวมกัน ณ จุดใดจุดหนึ่ง-

            “แล้วตำรวจรู้ได้ไงว่าร่างของลันไม่ได้ถูกวางไว้ที่เราพบแน่ๆน่ะ”

            -นี่เธอกำลังทำตัวเป็นเชอร์ล็อค โฮลส์มหรือไง ช้าไปสองปีแล้วมั้งจ๊ะ ขี้เกียจพิมพ์แล้ว ฉันโทรไปหานะ-

            ไม่ได้อยากเป็นเชอร์ล็อค โฮลส์มหรอก ฉันไม่ได้ฉลาดขนาดนั้นด้วย ก็แค่รู้สึกปล่อยไปเฉยๆไม่ได้อีกแล้ว เรื่องมันขยับเข้าใกล้ตัวฉันมากขึ้นทุกทีนี่น่า ณิชาโทรมาแล้ว

            “ฮาโหลลล~” เธอลากเสียงยาวอย่างอารมณ์ดี “ว่าไงคะ คุณโฮลส์ม นึกยังไงถึงอยากรู้เรื่องนี้ยะ ไม่เคยเห็นเธอสนใจมาก่อนเลยนี่น่า มีแต่ฉันที่สนแล้วก็ตามล่าหาความจริงอยู่คนเดียว ทำไมหรอ หรือว่าเธอแอบไปรู้อะไรที่ฉันไม่รู้มา”

            “เปล่าหรอก” ฉันส่ายหน้าไปด้วยขณะพูด “ฉันแค่ตกใจ นึกว่าคนที่ทำแบบนั้นกับลันถูกกำจัดไปแล้วซะอีก” ฉันลดเสียงลง ราวกับกลัวว่ามีเครื่องดักฟังอยู่ในห้อง นี่ฉันวิตกกังวลมากไปหรือเปล่านะ

            “พูดจาน่ากลัวจังนะเธอ” ณัชชาว่า

            “ยังไงก็เถอะ ฉันแค่อยากรู้เท่านั้นเองว่าเขาออกมาได้ยังไง” ฉันวกกลับเข้าประเด็นเดิม

            “ครั้งแรกเลยนะที่น้ำเสียงเธอเป็นแบบนี้ รู้ตัวไหม” ณัชชาบอก ฉันว่าเธอต้องยิ้มอย่างรู้ดีอยู่แน่ๆ “ตลอดเวลาที่คบกับเธอ ฉันบอกตามตรงนะ ค่อนข้างจะจืดชืด ก็เธอนิ่งเหลือเกิน อะไรมากระทบเธอก็นิ่งเหมือนไม่รู้สึกรู้สา ขนาดหมอนั่นแทบจะกระชากคอเธอมาบีบกลางศาล เธอยังยืนนิ่งได้เลย ฉันเอาอะไรมาเม้าท์ให้ฟัง เธอก็พยักหน้าฟังนิ่งๆ ไม่มีความคิดเห็นอะไรเล็ดลอดจากปากสักนิด ใครๆก็แอบตั้งฉายาให้เธอลับหลังทั้งนั้นแหละ”

            “หา?” ฉันเนี่ยนะมีฉายา

            “ไม่ต้องหาหรอก เธอเจอแล้ว ฉันจะบอกให้ก็ได้ ใครๆก็เรียกเธอว่า หญิงใบ้จ้ะ”

            เลวร้ายสุดๆ ฉันอยู่ในเอกการละครมาสองปีครึ่ง ไม่ยักรู้เลยว่าตัวเองมีฉายาที่เพื่อนๆแอบตั้งให้ลับหลัง อะไรกัน แค่อยู่เฉยๆไม่ยุ่งกับใคร แล้วมันผิดตรงไหนไม่ทราบ ฉันไม่เคยนินทาหรือพูดถึงใครในทางไม่ดี แล้วทำไมต้องมีคนมาพูดถึงหรือนินทาฉันด้วยล่ะ

            “นี่ๆ อย่าโกรธเลยน่า ในเอกน่ะ มีแต่คนชอบเธอนะ ดีจะตายไป ไม่เหมือนฉันหรอก มีแต่คนเกลียด” ณัชชาบอกความจริง เธอคงจะรู้ตัวอยู่บ้างเหมือนกันว่าใครๆก็ขยาดเธอ ก็เธอรู้ซะทุกเรื่อง ชอนไชไปได้ทุกที่ เป็นเจ้าแม่ข่าวสาร เจ้าแม่ความลับ แต่ถึงจะขยาดยังไง แต่ก็ดันอยากอยู่ใกล้เธอซะด้วยสิ พวกเขารู้สึกว่าการมีเธอเป็นเพื่อนจะทำให้กลุ่มของตัวเองมีอำนาจกันทั้งนั้น แต่ณัชชาก็ไม่เคยคุยกับกลุ่มไหนนานเกินหนึ่งสัปดาห์ เธอแค่แวะเข้าไปตีซี้ ชวนคุยสนุกสนานเพื่อล้วงช้อมูล แล้วก็ชะแวบออกมาเม้าท์ให้ฉันกับพร้อมฉัตรฟัง

            “ฉันไม่ได้โกรธหรอก” ฉันตอบ

            “ก็ต้องเป็นอย่างนั้นอยู่แล้ว ฉันเพิ่งชมเธอนี่ว่ามีแต่คนชอบเธอ” เธอพูดแล้วหัวเราะชอบอกชอบใจ

            “พอเถอะน่า ฉันอยากรู้เรื่องที่ฉันถาม” ฉันพยายามเปลี่ยนเรื่องคุย

            “โอเคๆ” ณัชชาหยุดหัวเราะแล้ว “เรื่องที่ว่าทำไมตำรวจมั่นใจว่าศพไม่ได้ถูกทิ้งในบริเวณที่เราเจอแน่นอน ก็เพราะที่ศพน่ะมีรอยขีดข่วนของหิน มีรอยช้ำอยู่หลายแห่งที่น่าจะเกิดจากการลอยล่องมาตามน้ำ เสื้อผ้าก็ค่อนข้างเปื่อยเพราะไปครูดกับอะไรบางอย่างมา ที่ขาของเธอมีพวกพืชน้ำเกาะด้วยนะ คงไปเกี่ยวจากใต้น้ำมาน่ะ”

            “แปลกนะ ทำไมไม่มีใครเจอก่อนหน้านั้น ถ้าลอยมาตามน้ำอย่างนั้นล่ะก็” ฉันตั้งข้อสังเกต

            “ไม่รู้สิ” ณิชาพูดอย่างไม่ใส่ใจนัก

            “แล้วไม่มีคนอื่นน่าสงสัยบ้างเลยหรอ ถ้ามีคนแบกร่างลันมาทิ้ง ก็น่าจะเป็นที่สังเกตบ้างไม่ใช่หรือไง”

            “อาจจะเอามาทิ้งตอนกลางดึกก็ได้นี่” ณัชชาบอก “ตอนกลางคืนแถวสระน้ำ ไม่ค่อยมีคนอยู่แล้ว อาจจะมีพวกที่ไปนั่งจู๋จี๋กันบ้าง แต่ถึงพวกนั้นจะเห็นหรือได้ยินอะไรก็คงไม่ทันได้สังเกตให้ดีหรอก เพราะฉะนั้นก็เลยไม่มีพยาน ส่วนพวกยามก็บอกว่าไม่มีอะไรผิดสังเกตเลยสักอย่าง วันที่ฆาตกรอาจจะเอาศพมาทิ้ง นายจีก็ไม่ได้เข้ามาตอนกลางคืนเลย สรุปง่ายๆนะ ไม่มีใครเห็นท่าทางน่าสงสัยของจีเลยสักนิดเดียว”

            มีแต่ฉันคนเดียวสินะ ฉันที่บังเอิญเห็นเขายืนอยู่หลังต้นไม้ในวันที่ฉันทำหน้าที่ถ่ายรูปณัชชา ถ้าฉันไม่เห็นเขา ณัชชาก็คงไม่เดินลุยไปที่ริมสระน้ำและพบศพ ไม่สิ! ไม่ใช่ฉันคนเดียว ณัชชาก็ด้วย เธอมีส่วนที่ทำให้การสืบสวนเบนเป้าไปที่จี เธอบอกว่าลัลนาอาจนัดพบกับจีก่อนจะหายตัวไป

            “เอ่อ แล้วเรื่องนัดพบล่ะ ตกลงว่าจีนัดพบกับลันรึเปล่า”

            “นัด” ณัชชาตอบอย่างหนักแน่น “แต่ลันไม่ได้ไปตามนัด ลันไม่ได้ไปเจอเขาวันนั้น เขารอเก้ออยู่ที่ร้านกาแฟหน้ามหาลัย วันนั้นลันไปไหนก็ไม่รู้ บางทีอาจหายไปก่อนหน้านั้นแล้วก็ได้มั้ง หลังจากตำรวจได้ซิมไปแล้ว พวกเขาก็ตรวจสอบดู พบข้อความที่นัดกันจริง ระบุทั้งเวลาและสถานที่ แต่พอไปสอบถามที่ร้าน พนักงานทุกคนบอกว่าจีมาคนเดียว นั่งรออยู่คนเดียวตั้งสองชั่วโมง ก่อนจะลุกไป ส่วนเรื่องที่ว่าวันนั้นเขาไม่ได้กลับเข้าหอพักเลย ก็เพราะไปอ่านหนังสือกับเพื่อนที่หอพักอื่นต่างหาก”  

            “ตกลงจีกับลันเป็นแฟนกันหรอ”

            “โอ๊ย นี่หล่อน!” ณัชชาพูดเหมือนฉันนั้นไม่ได้ดังใจเอาซะเลย “จะเหลือหรอยะ แค่นี้ยังดูไม่ออกอีก สองคนนี้คบกันน่ะสิ คิดดูนะว่ายัยลันหลงนายจีแค่ไหน นัดเจอกันวันศุกร์ ทั้งที่ยัยลันน่ะ ถ้าไม่กลับบ้านวันศุกร์จะลงแดงตาย แต่ยอมนัดไปนั่งดื่มกาแฟยามบ่ายกับจี ทีกับเพื่อนนะ ชวนไปไหนวันศุกร์ปฏิเสธตลอดกาล”

            ขนาดคนตายไปแล้ว เธอยังไม่วายหาเรื่อง แต่ก็ต้องยอมรับว่ามันจริงตามคำของณัชชา ฉันยังแปลกใจเลยที่ลัลนาไม่รีบกลับบ้านวันศุกร์ แต่มีนัดไปที่อื่น

            “ช่า เธอคิดยังไงกับเรื่องนี้บ้าง”

            “ประเด็นไหนล่ะ” ณัชชาถามกลับ

            “ก็ข้อสรุปมันออกมาว่าจีไม่ได้เป็นคนทำ มันเหมือนกับว่าเขาถูกใส่ร้ายมาสองปีเลยนะ เธอยังคิดว่าเป็นเขาอยู่หรือเปล่า”

            “ฉันไม่รู้หรอก” ณัชชาถอนหายใจ นี่อาจเป็นครั้งแรกเลยที่ฉันได้ยินเธอถอนหายใจ “แต่จะเป็นยังไงก็ช่างมันเถอะ สุ ไม่ได้เกี่ยวกับเราแล้วสักหน่อย อีกอย่างนะ บางครั้งเราไม่มีวันรู้หรอกว่าอะไรผิดหรือถูกกันแน่ เหมือนเวลาเห็นหมากัดกันนั่นแหละ เราไม่มีทางรู้ได้เลยว่าใครผิดใครถูก”

            จริงของเธอ ฉันไม่อาจรู้ได้ว่าจีโกหกหรือเปล่า ไม่อาจรู้ว่าเขาผิดหรือถูก แต่ฉันรู้อย่างหนึ่ง ฉันกับณัชชาทำให้ตำรวจจับกุมเขาไป และถ้าเขาเป็นผู้บริสุทธิ์ล่ะก็ ฉันกับณัชชาก็เหมือนเป็นคนใส่ร้ายเขาโดยไม่ได้ตั้งใจ

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 19 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

15 ความคิดเห็น