R E D [END]

ตอนที่ 13 : เทวดากับซาตาน

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 123
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 18 ครั้ง
    13 พ.ค. 62



บทที่แปด : เทวดากับซาตาน

- 1 -

            ฉันนั่งไม่ติดที่มาเกือบชั่วโมงแล้ว กำลังรอคอยให้นาฬิกาบอกเวลาสามทุ่ม ทั้งลุกเดินไปเดินมา อ่านหนังสือ เล่นเกมในโทรศัพท์ จะเรียกว่าเป็นอาการก่อนสติแตกก็ไม่ผิดหรอก พู่กับเต้ยมองฉันอย่างแปลกใจแต่ก็ไม่ได้ถามอะไร ก็เพราะอย่างนี้แหละ เราถึงเป็นรูมเมทกันได้นาน อยู่ด้วยกันตั้งแต่ปีหนึ่ง ไม่เคยทะเลาะกันสักครั้งเพราะไม่เคยเข้าไปวุ่นวายในชีวิตของอีกคนเลย ถึงเต้ยจะเป็นผู้หญิงอารมณ์ร้อน แต่เธอก็ขี้เกรงใจ เธอไม่ใช่ผู้หญิงที่จะเหวี่ยงไม่เลือกที่เลือกทาง อันที่จริงเธอค่อนข้างจะเก็บปากเก็บคำทีเดียวเวลาอยู่ในห้อง ถ้าไม่สร้างปัญหาก็จะไม่ต้องมีปัญหาเมื่อถึงวันสิ้นเทอม และปัญหาวันสิ้นเทอมก็คือการรูมเมทให้ได้ก่อนกำหนดเวลานั่นเอง ถ้าหารูมเมทไม่ได้ก็ตกหอ ไม่มีที่อยู่ จบชีวิต! หรือไม่ก็ต้องจ่ายแพงออกไปอยู่หอนอก จ่ายแพงกว่าตั้งสิบเท่า

            ฉันมองนาฬิกาอีกแล้ว อีกสิบนาทีสามทุ่ม ฉันออกไปตอนนี้เลยดีไหม ขี่จักรยานออกไปประมาณสามนาทีก็คงถึงที่นัดหมาย แล้วก็ยืนรออีกหน่อย อากาศข้างนอกค่อนข้างหนาว แต่ฉันใส่เสื้อสองตัวหนาๆแล้ว ตัวในเป็นเสือยืดสีขาวผ้าหนานุ่ม ตัวนอกเป็นเสื้อแขนยาวสีน้ำเงินที่ฉันใส่ประจำเมื่อฤดูหนาวมาเยือน ส่วนกางเกงก็ขายาวถึงข้อเท้า ฉันเตรียมรองเท้าพร้อมวิ่งแล้ว เผื่อฉุกเฉิน มันคือรองเท้าผ้าใบสีขาวที่ฉันเคยใส่ตอนอยู่ปีหนึ่ง นักศึกษาปีหนึ่งถูกบังคับให้ใส่รองเท้าสีขาวน่ะ มันเป็นระเบียบปฏิบัติที่ต้องทำตาม

            ฉันลุกขึ้นยืน หยิบพวงกุญแจ รู้ดีว่าตัวเองไม่มีวันพร้อมสำหรับเรื่องนี้ แต่ก็ต้องทำใจดีสู้เสือไว้ก่อน ถ้าหากวันนี้ทำสำเร็จ เรื่องก็จะจบลงซักที ได้ยินไหม ลัลนา คนที่ทำร้ายเธอจะต้องถูกตำรวจจับไป

            “จะไปไหน สุ” เต้ยอดที่จะถามไม่ได้

            “ไปหาเพื่อน” ฉันตอบเหมือนเป็นเรื่องธรรมดาๆ “เดี๋ยวฉันก็กลับมา”

            เต้ยพยักหน้าให้ ฉันยิ้มที่มุมปากและเปิดประตูออกไป เดี๋ยวฉันก็กลับมา ใช่เลย ฉันก็หวังว่าอย่างนั้น หวังว่าคืนนี้จะไม่กินเวลายาวนาน และฉันจะได้กลับมาทิ้งตัวลงนอนบนเตียงแคบๆของหอใน

            ฉันขี่จักรยานออกไปท่ามกลางความมืดที่มีไฟส่องสว่างอยู่เหนือศีรษะแค่ไม่กี่ดวง ฉันได้ยินแต่เสียงของหัวใจตัวเองที่เต้นไม่เป็นระบบอยู่ในทรวงอก ถ้ามันเป็นระเบิดเวลา ฉันว่ามันคงกระเด้งออกมาเพราะความตื่นเต้นแล้ว ไม่ว่าตอนนี้คุณจะคิดอะไรหรือเดาอะไรอยู่ ขอบอกว่าเดาถูก วันนี้คือวันศุกร์ คืนวันศุกร์ที่ฉันนัดกับเรดเอาไว้ และฉันกำลังขี่จักรยานเข้าไปในความมืด เหมือนวิญญาณหลงทางที่กำลังเดินลงสู่ขุมนรก

             สถานที่นัดพบคือถนนด้านหลังตึกคณะวิทยาศาสตร์ที่ทั้งเปลี่ยวและมืด อยู่ใกล้กับเกาะนก ที่เรียกกันว่าเกาะนก เพราะมันเหมือนเกาะจริงๆ แผ่นดินเล็กๆถูกล้อมด้วยสระน้ำ และเต็มไปด้วยนกนานาชนิด พวกชมรมดูนกมักจะไปยืนส่องกล้องกันตอนเช้าและเย็นอยู่เสมอ ฉันบอกไปหรือยังว่ามหาวิทยาลัยนี้มีทางน้ำไหลอยู่รอบพื้นที่ มีเยอะพอๆกับถนนที่ตัดผ่านข้ามตึกของแต่ละคณะ บางทีถ้าตื่นเช้ามากพอและออกมาขี่จักรยานเล่น ก็อาจได้เห็นชมรมพายเรือสักคนสองคนกำลังโชว์ฝีพายอยู่ตามทางน้ำ

            ฉันมาถึงแล้ว ถนนหลังตึกคณะวิทยาศาสตร์ ด้านหนึ่งเป็นฝั่งที่มีตึกเรียงราย ส่วนอีกด้านก็เป็นป่าและมีเรือนกระจกของเอกชีววิทยา หรืออาจจะของเอกสิ่งแวดล้อมก็ได้ ฉันไม่รู้หรอก เอาเป็นว่ามันมีเรือนกระจกเรียงรายอยู่ก็แล้วกัน และถัดขึ้นไปก็มีสถานที่สยองขวัญอันลือเลื่องของมหาวิทยาลัย บ้านทรงไทยหลังเก่าที่ปล่อยร้างเอาไว้เป็นศตวรรษแล้วมั้ง มีเรื่องเล่ามากมายเกี่ยวกับบ้านหลังนั้น ฉันไม่อยากนึกถึงตำนานพวกนั้นตอนนี้หรอก อากาศก็เย็น มืดก็มืด เงียบก็เงียบ พวกร้อยโทจะมากันหรือยังนะ หรือว่าแอบหลบอยู่หลังเรือนกระจก

            ฉันสะดุ้งเมื่อโทรศัพท์ดัง ชักจะเข้าใจณัชชาแล้วที่เกลียดเสียงเรียกเข้าโทรศัพท์ของตัวเอง ถ้าฉันเกิดหัวใจวายตายขึ้นมาจะทำยังไงเนี่ย เฮ้อ แล้วไป ร้อยโทกฤตชนินทร์โทรมา

            “สวัสดีค่ะ” ฉันพูดเบาๆเมื่อรับสาย

            “คุณวสุ ผมเห็นคุณแล้วนะครับ” ร้อยโทบอก พูดเสียงเบาพอกัน “คุณไม่ต้องห่วงอะไร ถ้ามันออกมาเมื่อไหร่ ผมรับรองว่าจะเข้าไปรวบตัวมันทันที”

            “ค่ะ” ฉันตอบรับอย่างวางใจ

            ฉันลดโทรศัพท์ลง เอามันใส่กระเป๋ากางเกงตามเดิม ทั่วบริเวณเงียบมาก ไม่ว่าตำรวจพวกนี้จะเป็นใครบ้างก็ตาม พวกเขาก็ทำได้ดี ไม่มีเสียงเล็ดลอดออกมาเลย เรดคงจับผิดไม่ได้แน่ว่ามีตำรวจล้อมอยู่

            ฉันยืนเขย่งปลายเท้าสลับไปมาสองข้างอย่างประสาทจะกิน เวลากระวนกระวายฉันจะอยู่เฉยไม่ได้ มันเหมือนโรคไฮเปอร์เข้าสิง ฉันมองไปทางตึกวิทยาศาสตร์ บอกตามตรงนะมันเป็นตึกที่เก่าและฉันมองว่าน่ากลัวที่สุดในมหาวิทยาลัยแล้ว หน้าต่างบางบานยังมีแสงไฟลอดออกมาอยู่เลย ฉันก็พอรู้ว่ามีพวกอาจารย์บ้าวิจัยยังทำงานกันอยู่ แต่ยามกลางค่ำกลางคืนที่หนาวเย็นอย่างนี้ บวกกับสภาพโดยรอบตึกที่เหมือนป่าช้า แถมยังมีสถานที่ผีดุเลื่องชื่ออย่างบ้านทรงไทยหลังเก่านั่นอีก ถ้าฉันเป็นนักวิจัย คงไม่อยากอยู่วิจัยยันดึกดื่นนักหรอก เผ่นกลับไปวิจัยที่บ้านดีกว่า

            ฉันมองนาฬิกาข้อมือ เข็มนาฬิกาของฉันเรืองแสงได้ในความมืดน่ะ พ่อซื้อมาฝากจากดิสนีย์แลนด์ที่ฮ่องกงเมื่อสองปีที่แล้ว ทายซิว่าเขาไปดิสนีย์แลนด์กับใคร ข้อ ก. ลูกพีช  ข. ลูกพีช และ ค. ลูกพีช เอ้า เลือกตอบได้เลย คำถามนี้ไม่ได้ยากซะหน่อย เขาไม่เคยพาฉันไปสวนสยามหรือดรีมเวิล์ดในประเทศไทยนี่ด้วยซ้ำ ค่าบัตรจะซักเท่าไหร่กันเชียว ไม่ถึงครึ่งพันเลย แต่เขามีปัญญาพาลูกพีช ลูกสาวแสนสวยนอกไส้ของเขาไปเที่ยวสวนสนุกที่ฮ่องกง แถมยังเป็นดิสนีย์แลนด์ สถานที่แห่งความฝันตลอดกาลของฉันด้วย

            เฮ้อ ช่างมันเถอะ ฉันเก็บเงินแล้วไปเองที่หลังก็ได้ แต่ตอนนี้เรดสายแล้วห้านาที นี่สามทุ่มห้านาทีแล้วนะ ฉันยังไม่เห็นเงาของใครโผล่มาเลย ฉันหมายถึงมนุษย์นะ อดีตมนุษย์ไม่ต้อง ไม่เป็นไรหรอกมั้ง แค่ห้านาทีเอง เดี๋ยวเธอก็โผล่มา เธอต้องมาอยู่แล้ว รอไปอีกหน่อย ฉันต้องได้เจอเธอแน่

            ฉันกำลังประสาทหน่อยๆ แค่นิดหน่อย ฉันไม่ค่อยชอบการรอคอยนักหรอก โดยเฉพาะสถานการณ์อย่างนี้ มันเงียบจนน่ากลัว ก็เหมือนช่วงเวลาก่อนพายุใหญ่จะพัดเข้ามาไงละ ลมมักจะสงบนิ่งเสมอ แล้วก็ตูม! เราถูกลมมหึมาซัดเอาไปทั้งตัว พร้อมกับบ้านของเราด้วย

            ฉันพยายามหาจุดรวมสายตาซึ่งจะช่วยให้ฉันสงบจิตสงบใจลง แต่แถวนี้ไม่ได้มีอะไรน่ามอง ฉันก็เลยเอาแต่มองตึก นับช่องหน้าต่าง หวังว่ามันจะทำให้ใจที่วิ่งวุ่นไม่อยู่สุข สงบขึ้นบ้าง

            และแล้วใจฉันก็ประหวัดไปนึกถึงครั้งสุดท้ายที่คุยกับณัชชาในคืนวันอังคารที่เพิ่งผ่านมานี่เอง เธอพูดค้างเอาไว้ ค้างตอนสำคัญเสียด้วย น้องสาวของจี คือก็อย่างที่รู้กันว่าฉันเพิ่งเจอรูปถ่ายมรณะนั่นที่ทำให้ฉันรู้ว่าฉันลืมอดีตไปเยอะแค่ไหน รวมถึงจิตใจวัยเด็กของฉันป่วยสุดๆ และรูปถ่ายนั่นก็มีปริศนาคือเด็กข้างบ้านสองคน ป้าบอกว่าเป็นเพื่อนเล่นของฉันกับน้องชาย ที่สำคัญคือชื่อของเด็กผู้ชาย ป้าบอกว่าไม่แน่ใจว่าชื่อ จี่ หรือ จี กันแน่

            เข้าใจในสิ่งที่ฉันพยายามจะบอกไหม? หนึ่งบวกหนึ่งเท่ากับสองไงละ  เรื่องที่ณัชชาพูดเกี่ยวกับน้องสาวของจีที่ฉันไม่รู้ว่าจริงหรือเปล่า นั่นคือเลขหนึ่ง และชื่อที่ป้าบอกออกมาของเด็กผู้ชายคนนั้นซึ่งฉันก็ยังไม่แน่ใจว่าป้าจำถูกหรือเปล่า นั่นก็คือเลขหนึ่งอีกตัว จับบวกกันซิเด็กๆ ผลลัพธ์คืออะไร

            จีอาจจะเป็นเด็กผู้ชายในภาพ และเด็กผู้หญิงที่ยืนทำหน้าบึ้งอยู่ข้างๆก็คือน้องสาวของเขา และนั่นก็แปลว่าฉันกับจีเคยรู้จักกันมาก่อน

            ไม่หรอก เป็นไปไม่ได้ อีกใจของฉันกำลังพยายามปฏิเสธความคิดข้อนี้อย่างเอาเป็นเอาตาย ฉันไม่อยากเชื่อว่าจะเรื่องบังเอิญขนาดนี้ด้วย นี่ไม่ใช่ละครหลังข่าวนะ ไม่ใช่ละครเกาหลีด้วย อะไรจะบังเอิญราวกับเทพจับวาง หรือมารจับวางได้ถึงขั้นนั้น เด็กสองคนที่เคยเป็นเพื่อนกัน เด็กผู้หญิงความจำเสื่อมจิตป่วย ส่วนเด็กผู้ชายก็ถูกกล่าวหาในคดีฆาตกรรมเพื่อนสนิทของเด็กผู้หญิง นี่มันนิยายชัดๆเลย

            เสียงนกร้องดังออกมาจากโทรศัพท์ของฉัน คือว่าตั้งเสียงข้อความเป็นเสียงนกเอาไว้น่ะ ทุกทีมันจะไม่ดังมากมาย แต่พออยู่ในที่เงียบวังเวงอย่างนี้ เสียงก้องกังวานเหมือนเสียงนกจริงๆเลยทีเดียว ฉันหยิบโทรศัพท์ขึ้นกดดู ว้าว ทายซิ ฉันได้รับข้อความจากใคร

 

เปลี่ยนแผน ฉันรออยู่ที่ศาลาริมน้ำ ฝั่งคณะวิทย์ฯ

 

            ฉันก็ไม่ได้ประสาทเสียหรอกนะ แต่อาจจะนิดนึง เพราะว่ารอบศาลาริมสระน้ำฝั่งคณะวิทยาศาสตร์เป็นที่โล่งเตียน มีต้นไม้สูงๆประปราย แต่ลำต้นจะเล็ก ไม่พอให้คนแอบซ่อนอยู่หลังต้นไม้ได้ ศาลาฝั่งนี้จึงไม่เหมาะกับการซ่อนตัว และไม่เหมาะกับการที่ตำรวจจะแอบกระจายกำลังอยู่โดยรอบ ไม่เหมือนกับศาลาอีกฝั่งของสระน้ำที่เต็มไปด้วยป่า เลยไกลออกไปเป็นสนามหญ้าที่ฉันกับเพื่อนๆเคยใช้เป็นสถานที่ถ่ายรูปส่งงานสมัยปีหนึ่ง

            ฉันอ่านข้อความอีกรอบ อยู่ๆก็นึกถึงภาพยนตร์เรื่องเจสัน บอร์น ที่เล่าเกี่ยวกับสายลับความจำเสื่อม ที่ฉันนึกขึ้นมาก็เพราะว่า สถานการณ์นัดพบเช่นนี้ มักจะเกิดเรื่องไม่คาดฝัน แต่ตัวละครที่ถูกนัดพบจะติดทั้งกล้อง เครื่องติดตามและเครื่องมือสื่อสารไว้ที่ตัว หากเกิดเหตุการณ์ที่ผู้ร้ายเปลี่ยนสถานที่นัดพบกะทันหันเพราะมันเริ่มระเคะระคายว่ามีสายลับกับตำรวจล้อมอยู่เพียบ อย่างน้อยตัวประกันก็จะปลอดภัยแน่นอน พวกเขาสามารถตามติดสถานการณ์ได้ทันทีเพราะอุปกรณ์ราคาแพงพวกนั้น

            ชีวิตของฉันคงไม่มีค่ามากพอจะติดอุปกรณ์ล้ำสมัยอย่างในหนัง หรือไม่ก็กรมตำรวจไม่มีงบ เอาน่า อย่างที่รู้ๆกันนั่นแหละ เอาเป็นว่าฉันส่งข้อความบอกร้อยโทก็แล้วกันว่าเรดเปลี่ยนสถานที่นัดพบ

            สักพักหลังจากฉันส่งข้อความไปแล้ว ฉันก็เพิ่งเห็นการเคลื่อนไหวของตำรวจเป็นครั้งแรก ได้ยินเสียงฝีเท้าของพวกเขาขยับอยู่หลังเรือนกระจก หวังว่าร้อยโทจะมีแผนสำรองเอาไว้เผื่อกรณีแบบนี้นะ ฉันใจไม่ค่อยดีเลยถ้าต้องอยู่ใกล้น้ำ ฉันว่ายน้ำไม่เป็นนี่ และสระนั่นก็ลึกมากด้วย โดยเฉพาะบริเวณระหว่างศาลาทั้งสองฝั่ง เขาพูดกันว่าเป็นบริเวณที่ลึกที่สุด อาจจะลึกถึงหนึ่งกิโลเมตรเลยด้วย นึกภาพออกใช่ไหมว่าฉันจะเป็นยังไงถ้าถูกผลักตกน้ำ ฉันไม่มีทางเหยียบถึงพื้น ต้องจมน้ำแน่นอน

            ทำใจดีสู้เสือเข้าไว้ ฉันเป็นคนดี ไม่เคยทำให้ใครเดือดร้อน คนดี พระต้องคุ้มครองสิ เดินเข้าไปเลย ไม่ต้องกลัว มีตำรวจทั้งกองหนุนฉันอยู่แล้ว จะต้องกลัวอะไรเล่า เรดก็แค่คนๆเดียว มันสู้ตำรวจไม่ได้หรอก ฉันสูดลมหายใจเข้าลึกๆอย่างช้านาน ได้กลิ่นดินเต็มปอด ฉันเริ่มเดินขณะที่หูยังเงี่ยฟังเสียงเคลื่อนไหวของตำรวจหลายนายที่คืบคลานอยู่ในความมืด ได้ยินเสียงฝีเท้าของพวกเขาแล้วอุ่นใจ

            พวกเขาตามอยู่สักพักก็ต้องหยุด เพราะทางโล่งเตียนข้างหน้าไม่มีที่กำบังแล้ว ฉันกลืนน้ำลายลงคออึกใหญ่ ถามหน่อย ใครจะไม่รู้กลัวจนจะเป็นประสาท ฉันต้องเดินเข้าไปเผชิญหน้ากับความกลัวนะ นั่นมันฆาตกรตัวร้ายที่เหมือนหลุดจากหนังสือ และมันก็นัดเจอฉัน ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอะไร มันนัดฉันออกมา

            เดี๋ยวก่อนนะ! ฉันหยุดเดินอย่างกะทันหัน ไม่ใช่เพราะกลัวจนก้าวขาไม่ออกหรอก แต่ฉันเพิ่งคิดอะไรขึ้นมาได้ เรดคนที่หนีจากตำรวจได้ถึงสามปี เรดคนที่เกือบจะใส่ร้ายจีได้สำเร็จและลอยนวลไปจากคดีของลัลนา เรดที่ชาญฉลาดลอบเข้าห้องของฉันได้ เรดที่ว่องไวรอบคอบไม่โผล่ออกมาให้เห็นเลยทั้งที่เป็นคนโยนตุ๊กตาผ้าลงจากดาดฟ้าหอพัก เรดคนนั้นจะปิดฉากความเป็นเงาของตัวเองง่ายอย่างนั้นเลยหรือ

            ให้ตาย ฉันนี่โง่จริงๆ ฉันหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาอีกรอบ กดเบอร์ของร้อยโท

            “มีอะไรครับ คุณหยุดเดินทำไม” เสียงคุ้นหูของร้อยโทดังกลับมา ตอนนี้ฉันชินกับเสียงเอาการเอางานของเขาแล้ว จำได้แน่นอนไม่ว่าจะได้ยินที่ไหน ก็คุยกันบ่อยแล้วนี่

            “ร้อยโท ฉันว่ามันแปลก” ตอนนั้นฉันก็เพ่งมองไปยังถนนใหญ่กลางมหาวิทยาลัยที่อยู่ไกลออกไปเกือบหนึ่งร้อยเมตรด้วย “ฉันไม่คิดว่าเรดจะโผล่มาหรอก ฉันรู้ว่าฉันเป็นคนบอกคุณว่าเรดมาแน่ ไม่ใช่สิ ฉันว่าเรดมาแน่ แต่ไม่ได้มาที่จุดนัดพบหรอก”

            เงียบไปอึดใจหนึ่ง แล้วเสียงของร้อยโทก็ตอบกลับมา “เรื่องนั้นผมคิดเอาไว้เหมือนกันครับ คุณวสุ ผมส่งกองกำลังกระจายออกไปทั่วพื้นที่แล้ว ตามหาคนน่าสงสัยที่อาจอยู่แถวนี้ ผมก็คิดเหมือนคุณที่ว่าคนๆนี้คงจะไม่ปรากฏตัวออกมาง่ายๆ มันจะต้องคิดไว้ก่อนแน่ว่าคุณต้องบอกผม”

            “ก็ดีค่ะ” ฉันยักไหล่ไปด้วย “แล้วบนตึกล่ะคะ บนตึกคณะวิทยาศาสตร์”

            “มีคนของผมอยู่บนตึกแล้วครับ” ร้อยโทตอบ น้ำเสียงเริ่มรำคาญนิดๆราวกับจะบอกฉันว่า เรื่องแค่นี้เขารู้น่า ไม่ต้องให้เด็กซื่อบื้อจากเอกการละครมาสอนวิธีจับผู้ร้ายหรอก หารู้ไม่! เขาทำพลาดแล้ว พลาดอย่างแรงเลยด้วย พวกเราพลาดกันหมดนั่นแหละ พลาดที่ลืมนึกไปว่าเรดไม่ใช่คนโง่อย่างผู้ร้ายตลกๆในละครหลังข่าว และฉันพลาดตรงไหนรู้ไหม พลาดที่บอกตำรวจไง

            “ขออีกคำถามนะคะ” ฉันพูดอย่างใจเย็น “หลังจากคนของคุณเข้าตึกไปแล้ว ได้กันคนไม่ให้ออกจากตึกหรือเปล่าคะ”

            “คุณคิดว่าผมโง่หรือไง ผมจัดการหมดแล้ว” โอเคๆ ฉันไม่คิดว่าเขาโง่หรอกนะ แค่ตามเรดไม่ทัน

            ลองนึกตามฉันนะ ถ้าฉันเป็นเรดละก็ ฉันต้องมาถึงก่อนเวลาสักครู่หนึ่ง ผู้ร้ายก็ต้องดูลาดเลาเป็นธรรมดา และฉันว่าเธอคงจะอยู่ในตึกวิทยาศาสตร์นั่นแหละ มันอยู่ใกล้ที่นัดพบมากที่สุด เธอต้องคาดเดามาก่อนแล้วว่าฉันอาจจะบอกตำรวจ  ก็เลยคอยดูอยู่หน้าตึก พอเห็นกลุ่มคนท่าทางแปลกๆคล้ายตำรวจ เธอก็เผ่นไปทันที คนว่องไวปลอมตัวเก่งอย่างเธอไม่มีปัญหาอยู่แล้ว เธออาจปลอมตัวเป็นแม่บ้านก็ได้ หรืออาจะหลบอยู่ในดงต้นไม้หน้าตึก ไม่ยากอะไรเลย ถึงแม้ว่าจะกันคนเข้าออกจากตึก แต่ก็เป็นสิ่งที่ทำหลังจากตำรวจเข้าไปในตึกกันหมดแล้ว คนที่อยู่หน้าตึกอย่างเธอเผ่นออกมาได้ทุกเมื่อ

            “ฉันเดินต่อนะคะ” เลิกถามเลิกคุยกับเขาดีกว่า ยังไงคืนนี้ก็คว้าน้ำเหลว แต่ฉันอยากรู้ว่าเรดเตรียมอะไรไว้ให้ฉันที่ศาลาริมน้ำ ไม่อย่างนั้นเธอคงไม่ส่งข้อความบอกให้ฉันไปเจอหรอก ฉันหงุดหงิดตัวเองชะมัดเลย ทำไมคิดอะไรตื้นๆอย่างนี้นะ จะดักจับผึ้ง ต้องใช้น้ำหวาน ไม่ใช่มะนาว แต่นี่ฉันใช้มะนาวไปเต็มๆเลย ตำรวจพวกนั้นไงเล่าคือมะนาว ผึ้งมันคงจะบินมาตอมหรอก ไอ้บ้าเอ๊ย น่าหงุดหงิดจริงๆที่มาคิดได้เอาป่านนี้ โง่ชะมัด ตัวเองก็ดูหนังเยอะแยะทำไมคิดอะไรดีๆกว่านี้ไม่ออกนะ ร้อยโทก็เหมือนกัน ไปหานักจิตวิทยามาทำโปรไฟล์ลิ่งวิเคราะห์ตัวฆาตกรหน่อยก็ดีนะ ฉันเป็นแค่เด็กซื่อบื้อโง่ๆจากเอกการละครยังนึกอะไรได้ก่อนเขาซะอีก    

            ฉันวิ่ง ไม่ได้มีตัวอะไรไล่ตามฉันหรอก แต่ฉันคิดว่าได้ยินเหมือนคนมีปากเสียงกันที่ศาลาริมน้ำ ฉันก็เลยรีบวิ่งเข้าไป ไม่ว่าเรดมันจะเป็นใคร มันต้องเป็นคนที่เก่งทำเรื่องเซอร์ไพร์สจริงๆเลย ฉันได้เห็นผู้ชายสองคนที่ฉันไม่อยากเชื่อว่าจะโผล่มาอยู่ตรงนี้เวลานี้และทำอะไรอย่างนี้ได้

            โต้ง เพื่อนในเอกการละครของฉันกำลังเหวี่ยงกำปั้นเข้าใส่จมูกของจี ใช่! อ่านไม่ผิดหรอก จอจานสระอี เขากำลังโดนหมัดนั้นเข้าเต็มหน้า และล้มหงายไปด้านหลัง ฉันบอกได้วลีเดียว ท่าล้มสวยมาก

 




- 2 -

            คืนนี้จบไม่สวยเท่าไหร่ ฉัน จี และโต้งนั่งเรียงเป็นตับอยู่ในสถานีตำรวจ บอกตามตรงนี่เป็นครั้งแรกที่ฉันได้มาสถานีตำรวจนะ มันเงียบกว่าที่คิด ฉันชอบจำภาพในหนังมาทำให้สับสนอยู่เรื่อย ก็เลยติดภาพความวุ่นวายของการสอบปากคำอย่างโจ่งแจ้งของตำรวจกับเด็กวัยรุ่นกลุ่มหนึ่ง หรือกับใครต่อใครมากมาย สงสัยคืนนี้จะไม่มีคดี มันถึงเงียบเป็นป่าช้า มีจ่าแก่ๆนั่งสัปหงกอยู่หลังโต๊ะทำงาน พวกเรานั่งรอกันทำไมน่ะหรือ ตอนนี้ร้อยโทอยู่ในห้องทำงาน ซึ่งไม่ใช่ห้องของเขาหรอก เท่าที่รู้มา เขาไม่ได้ประจำอยู่โรงพักนี้ แต่เป็นตำรวจนักสืบน่ะนะ เขากำลังคุยโทรศัพท์อยู่ อาจเป็นสายจากเบื้องบนก็ได้ คุยซะนานเชียว

            ฉันว่าเขาต้องไม่ชอบใจแน่ๆที่คืนนี้คว้าน้ำเหลว แถมยังคว้าเอาคดีชกต่อยเล็กน้อยในสถานที่นัดพบกลับโรงพักมาด้วย คดีชกต่อยที่อาจไม่เกี่ยวข้องอะไรกับเรดเลย หรืออาจจะเกี่ยว ฉันอยากอ้าปากถามจะแย่ แต่จีคงไม่อยู่ในอารมณ์จะตอบ เลือดยังกบปากอยู่เลย ริมฝีปากบนของเขาแตกน่ะ ปรากฏว่าหมัดนั้นไม่ได้โดนจมูก แต่กระแทกปากแทน ส่วนโต้งก็เละพอกัน คิ้วแตกและมีเลือดไหลออกจากจมูก ตอนนี้เขาต้องเงยหน้าสูงๆไว้

            ไม่น่าสบอารมณ์เท่าไหร่ที่ต้องรอแบบนี้ จีกับโต้งควรไปโรงพยาบาล ไม่ใช่นั่งขนาบข้างฉัน สร้างบรรยากาศมาคุอยู่เหนือเส้นผมของฉัน อยากย้ายที่อยู่เหมือนกันแต่ฉันลุกไม่ได้ จีล็อกแขนฉันอยู่ เขาสอดแขนเข้ามาควงเอาไว้ แต่ไม่ได้ควงหลวมๆแบบทั่วไป เขาตรึงไว้แน่นเลย แล้วฉันก็เพิ่งสังเกตให้ข้อนิ้วที่หลังมือ บวมแดงเชียว ก็อยากจะสมน้ำหน้า แต่ทำไม่ลง ฉันยังไม่รู้เหตุผลของการต่อยกันครั้งนี้ ยังไม่อยากตัดสินใจอะไรทั้งนั้น

            จีหันมามองฉันเป็นระยะ ทำตาใสแป๋วเหมือนขอความเห็นใจ ฉันนึกถึงไอ้ขาวอีกแล้ว เวลามันมีเรื่องกัดกับแมวตัวอื่นทีไร มันจะกลับบ้านพร้อมแผลเล็กๆน้อยๆ และต้องการความสนใจจากฉันมากเป็นพิเศษ ต้องการอาหารเพิ่มเป็นพิเศษด้วย ไม่ต้องสงสัยว่าทำไมมันถึงเป็นแมวอ้วน แต่จีก็ไม่ได้ทำอะไรไปมากกว่าการส่งสายตานะ เพราะทำอะไรมากกว่านั้นไม่ได้ อ้าปากพูดไม่สะดวกนี่ ไม่อย่างนั้นคงส่งเสียงแบบนั้นออกมาแล้ว เสียงแบบที่เขาชอบใช้แล้วทำให้ฉันใจอ่อนทุกที

            เอาเถอะ ขนาดว่าใช้ได้แค่ดวงตาสองข้าง ฉันยังรู้สึกเหมือนจะทนไม่ค่อยได้ “ขอโทษนะคะ” ฉันส่งเสียงดังพอสมควรไปทางจ่าที่นั่งสัปหงกอยู่ แกเงยหน้าขึ้นมาอย่างมึนๆมองหาต้นเสียง “จ่าคะ จ่าพอจะมีพวกยาปฐมพยาบาลเบื้องต้นไหมคะ เพื่อนหนูจะตายอยู่แล้ว” ฉันชี้มือไปทางโต้ง เขาเหลือบมองฉันแล้วขมวดคิ้วเล็กน้อย เอาน่า ล้างแผลสักหน่อย จะได้ไม่มีเชื้อโรคไง

            จ่าลุกจากเก้าอี้อย่างเชื่องช้า ฉันชักสงสารแกแล้วสิ แกอายุเกือบหกสิบได้แล้วมั้ง อีกสองสามปีก็คงได้เกษียณ น่าจะเกษียณตัวเองไปซะตั้งแต่ตอนนี้เลยก็ได้นะ อายุตั้งขนาดนั้นมาอดหลับอดนานเฝ้าโรงพักตอนกลางคืนอีก เพื่อนเฝ้าเวรกะดึกอีกคนก็ไม่อยู่ ฉันเดาเอาน่ะว่าอย่างน้อยต้องมีซักสองหรือสามคนอยู่เฝ้าโรงพักสิจริงไหม แต่นี่ปล่อยแกอยู่คนเดียว

            จ่ายังไม่ทันได้ส่งกล่องปฐมพยาบาลให้ฉัน ร้อยโทก็เปิดประตูออกมาจากห้องเสียก่อนพร้อมกับเอกสารปึกหนึ่ง เขาเดินตรงเข้ามา หยิบเก้าอี้อีกตัววางตรงหน้าพวกเราสามคน ฉันรับกล่องปฐมพยาบาลจากจ่าพร้อมบอกขอบคุณ เปิดดูข้างใน หยิบขวดน้ำเกลือส่งให้จี และแอลกฮอล์ล้างแผลกับสำลีส่งให้โต้ง จัดการกันเอาเองเหอะ ก็ตอนนี้ร้อยโทกำลังจ้องเขม็งเลย ฉันต้องเตรียมตัวรับสถานการณ์

            “สุ ให้ทำอะไร” จีถามฉัน เขย่าขวดน้ำเกลือตรงหน้า

            “ล้างแผลที่ริมฝีปากไง” ฉันตอบ เริ่มมองหาถังขยะ และเห็นมันวางอยู่ข้างโต๊ะทำงานตัวหนึ่งไม่ไกล “ไปหยิบถังขยะมารองซะ” ฉันไล่เขาไปหยิบ รู้สึกเหมือนตัวเองกำลังเลี้ยงเด็กยังไงไม่รู้ พอจีลุกขึ้นเดินไป ร้อยโทก็เริ่มพูด แต่ไม่ได้พูดกับฉัน เขาหันไปหาโต้งที่ใช้สำลีชุ่มแอลกฮอล์โปะแผลที่คิ้วอย่างทุลักทุเล

            “ผมเห็นประวัติคุณแล้ว คุณ...” ร้อยโทก้มลงมองกระดาษ แล้วก็เงยหน้าขึ้น “ติณคุณ ภัทรเพ็ญ เรื่องชกต่อยหกครั้ง ไม่สวมหมวกกันน็อกห้าครั้ง มอเตอร์ไซค์ซิ่งเจ็ดครั้ง ความเร็วเกินกำหนด พาเด็กอายุไม่ถึงเกณฑ์เข้าผับ” โอ้โหเฮะ ฉันต้องพยายามเต็มที่เลยที่จะไม่เบิกตาโตหรือหูผึ่งด้วยความสนใจ เรื่องไม่สวมหมวกกันน็อกเป็นเรื่องธรรมดาของนักศึกษาในมหาวิทยาลัยแห่งนี้เลย โต้งต้องทำมากกว่าห้าครั้งอยู่แล้ว ก็แค่ตำรวจไม่ทันเห็น อีกอย่างตำรวจไม่ได้ตั้งด่านทุกวันเสียหน่อย เรื่องชกต่อยหกครั้ง มอเตอร์ไซค์ซิ่งกับเด็กอายุไม่ถึงเกณฑ์นั่นแหละทำฉันหูผึ่ง นี่กลุ่มร่วมโปรเจกต์ละครพี่ปีสี่ของฉัน มีคนปกติบ้างไหม ฉันหมายถึงคนธรรมดาที่ไม่เกี่ยวข้องกับคดีฆาตกรรม ถูกคนโรคจิตรังควาญ (ฉันกับณัชชา) ทำตัวโรคจิตซะเองและหักหลังเพื่อน (กรณีพร้อมฉัตร) แล้วดูโต้งที่เป็นหนึ่งในกลุ่มของฉันด้วยสิ มีประวัติไม่ใช่ย่อยเลย ซุกซนพอตัว

            “คุณไปทำอะไรที่ศาลาริมน้ำคืนนี้” ร้อยโทถาม น้ำเสียงคุกคาม

            “ก็แค่ทำเหมือนอย่างที่คนอื่นเขาทำ ไปนั่งเล่น ผิดด้วยหรือไง” โต้งตอบ ยกขาขึ้นวางพาดบนขาอีกข้าง นั่งไขว่ห้าง ทำหน้ากวนส้น “ตรงนั้นเป็นที่กินเหล้านะ ใครๆก็แอบไปกินเหล้าที่ศาลากันทั้งนั้น”

            “แต่ผมไม่เห็นว่าจะมีเหล้าเลยสักขวด” ร้อยโทเลิกคิ้วขึ้น “หรือว่า มันลอยน้ำไปแล้ว”

            “ผมบอกว่าตรงนั้นเป็นที่ดื่มเหล้า ไม่ได้หมายความว่าผมจะไปนั่งดื่มนี่” เออ ก็จริงของเขา ตอบได้แถดี

            “คุณไปนั่ง คนเดียว ในความมืดหรอ” ร้อยโทพูดอย่างจับผิดหนักกว่าเดิม ก็มันออกจะแปลกอยู่ ศาลาหลังนั้นไม่มีไฟ หรือจะพูดให้ถูกคือหลอดไฟมันเสียเป็นชาติแล้ว แต่ไม่มีใครเปลี่ยนให้ ตอนกลางคืนมันจะมืดมาก เราจะเห็นแค่แสงจากทางข้ามสระน้ำเท่านั้นถ้าไปยืนอยู่บนศาลา

            “ผมชอบนั่งคิดอะไรคนเดียว ก็จนไอ้บ้านั่นโผล่มานั่นแหละ” โต้งโยนไปหาจี ฉันหันกลับมาอีกทาง จีเพิ่งถมเลือดกับน้ำเกลือใส่ถังขยะ เป็นภาพที่ไม่น่าดูเลยสักนิด ต่อให้คนตรงนี้จะหน้าตาดีแค่ไหนก็เถอะ

            “คุณสองคนมีเรื่องอะไรกัน” ร้อยโทถามต่อ

            “เขาเรียกผมว่าฆาตกร” จีชิงพูดก่อน

            “ก็มันจริงนี่หว่า”

            เอาแล้วไง เกือบจะเกิดสงครามหมัดขึ้นอีกรอบซะแล้ว จีทิ้งถังขยะลงข้างตัว กระโดดลุกขึ้นยืนทำท่าจะพุ่งเข้าใส่โต้งอีกรอบ ฉันเอาตัวเข้ายืนกันทาง ร้อยโทก็รวบตัวจีแล้วกดให้นั่งลงบนเก้าอี้ตามเดิม

            “ไม่ได้ฟังข่าวหรือไง เขาตัดสินแล้วว่าจีไม่ผิด” ฉันไม่กล้าตวาดใส่โต้งหรอกนะ ไม่กล้าเลยจริงๆ กลัวเขาสวนหมัดกลับมา ถึงเขาจะตัวเตี้ยกว่าจี แต่ดูท่อนแขนเขาซะก่อน เหมือนคนยกน้ำหนักในยิมเป็นประจำ ไม่แปลกใจเลยที่จีปากเจ่อขนาดนั้นได้ ยังไงก็เถอะ ฉันดันตวาดใส่โต้งไปแล้ว ตวาดลั่นเลย ฉันรู้สึกเหมือนโมโหแทน นิดๆ เชื่อสิว่านิดเดียวจริงๆนะ

            ฉันนั่งลงตามเดิม ร้อยโทก็นั่งลงคราวนี้หันไปถามจีบ้างว่าเขาไปทำอะไรที่ศาลา จีล้วงมือเข้าไปในกระเป๋ากางเกงยีนสีซีด เขาหยิบกระดาษยับยู่ยี่ออกมาพร้อมกับซองจดหมายสีแดง

            “คุณก็ได้จดหมายพวกนี้เหมือนกันหรือครับ” ร้อยโทหยิบกระดาษไปจากมือจีอย่างประหลาดใจ ฉันแปลกใจเหมือนกัน ฉันก็รู้ว่าเรดคุกคามความสงบสุขของเขา อย่างเรื่องร้านของเถ้าแก่ที่ประตูกับกระจกกลายเป็นสีแดง แต่ไม่คิดว่าจีจะได้รับจดหมายจากเรดด้วย

            “มันบอกว่า ถ้าไม่ไปที่นั่น ผมจะไม่ได้เจอสุอีกเลย” เสียงพูดของจีไม่ค่อยชัดเท่าไหร่ คงเพราะแผลกับริมฝีปากบวมเจ่อที่ทำให้เขาพูดลำบาก ฉันคิดเข้าข้างตัวเองอยู่หรือเปล่านะที่จับแววหวาดกลัวจับใจในน้ำเสียงของเขาได้ เฮ้อ เข้าข้างตัวเองอยู่จริงๆ ถึงเขาจะกลัวมันก็ไม่ได้แปลกนี่น่า  

            ร้อยโทก้มลงอ่านแล้วก็เงยหน้ามองฉัน “คุณว่ายน้ำไม่เป็นใช่ไหม วสุ”

            “ค่ะ ฉันว่ายน้ำไม่ได้” ฉันพยักหน้า ยื่นมือไปหยิบกระดาษยับๆจากร้อยโท แต่ก็ยังไม่ทันได้อ่าน

            “เธอ เธอว่ายไม่ได้จริงๆหรอ?” โต้งถามฉันเหมือนจะตกใจอย่างปิดไม่มิด และอาการของเขาก็จับสายของร้อยโททันที นายตำรวจหนุ่มหันขวับมองเขา กว่าโต้งจะรู้ว่าหลุดปากพูดอะไรออกมาก็สายไปแล้ว

            “มีอะไรอยากจะพูดไหม ติณคุณ” ร้อยโทหันไปไล่ต้อนเขาเต็มที่

            “สาบานได้เลยว่าผมคิดว่านี่เป็นเรื่องล้อเล่น” โต้งพูดช้าๆอย่างสับสน มองหน้าฉันอย่างกลัวๆ แล้วก็มองร้อยโทอีกที “จดหมายซองสีแดงแบบนั้น ผมก็ได้มาเมื่อสองวันก่อน มันสอดเงินมาด้วยสามพัน ผมคิดว่าเป็นณัชชาหรือจูเลียที่ทำเรื่องนี้”

            “ณัชชา คนที่เป็นเพื่อนกับวสุและเพิ่งถูกรถชนน่ะหรอ” ร้อยโทขมวดคิ้วถาม มือสองข้างประสานเข้าหากัน

            “ครับ ใช่” โต้งพยักหน้าทันที “จูเลียคือเพื่อนคนใหม่ในกลุ่มของพวกเธอ”

            “แล้วยังไงต่อ จดหมายนั่นสั่งให้ทำอะไร” ร้อยโทถามอย่างใจร้อน

            “มันลงชื่อว่าจูเลียครับ เธอสั่งให้ผมผลักสุตกน้ำ เธอบอกว่าเล่นขำๆ สุว่ายน้ำได้ไม่ต้องห่วง หลังจากผมผลักเธอลงไปแล้ว เธอก็จะออกมาแล้วดึงสุขึ้นจากน้ำ เธอเขียนไว้อีกด้วยว่าห้ามพูดเรื่องนี้เด็ดขาด แม้กระทั่งพูดกับเธอเกี่ยวกับเรื่องนี้เวลาเจอหน้ากัน อาจมีคนอื่นได้ยิน แล้วเธอจะยึดเงินคืน”

            “ไอ้บ้า!” จีทำท่าจะบันดาลโทสะขึ้นมาอีกแล้ว “มีสมองรึเปล่า ใครจะเล่นแรงขนาดนี้ได้”

            “เหอะ!” โต้งส่งเสียงจากลำคอ “นายรู้จักกลุ่มแม่นี่น้อยไป พวกนี้เล่นอะไรแผลงๆกันตลอดนั่นแหละ มันเป็นวัฒนธรรมกลุ่มอะไรของพวกเธอก็ไม่รู้ จะรู้ได้ไงว่าตกลงไม่ใช่เรื่องขำ”

            “หมายความว่าคุณไม่ได้มาที่ศาลาแค่เพราะอยากนั่งเล่นสินะ” ร้อยโทสรุป “คุณทำตามคำสั่งในจดหมายที่ให้เงินมาสามพัน สั่งให้คุณผลักวสุตกน้ำ แต่ปวรปรัชญ์ก็เข้ามาในศาลาก่อน พวกคุณมีเรื่องกัน แล้ววสุก็เข้ามา ถ้าปวรปรัชญ์มาช้ากว่านี้ คุณก็อาจจะได้ผลักวสุตกน้ำไปจริงๆ และนั่นอาจทำให้เธอตายได้”

            “นี่มันเรื่องบ้าอะไรวะ” โต้งยกสองมือกุมขมับ “นี่จะบอกว่าฉันเกือบฆ่าเพื่อนร่วมชั้นตายงั้นเรอะ”

            ใช่เลย โต้ง นายเกือบจะได้เป็นฆาตกรที่ฆ่าฉันตายในคืนนี้ ไม่รู้ว่าเรดมันคิดอะไร ถึงยืมมือคนอื่นเข้ามาเล่นแผนชั่วร้ายของมัน และส่งจดหมายให้จี เตือนเขาว่าจะมีเรื่องร้ายเกิดขึ้นกับฉัน มันก็เป็นไปได้สองกรณีนะ คืออย่างแรก ตั้งใจให้จีมาเจอโต้ง ซัดกันสักยก โต้งต้องพยายามกันคนอื่นออกจากพื้นที่เพราะจูเลียกำลังจะเล่นเกมที่เขาเข้าใจว่าเป็นวัฒนธรรมกลุ่ม เขาก็เลยต้องไล่จีออกไป เรดใช้จีเป็นตัวขัด เพื่อให้ฉันมีชีวิตต่อไปอย่างหวาดกลัวหนักกว่าเดิม หรืออย่างที่สองการที่จีมาถึงก่อนนั้นอยู่เหนือความคาดหมายของเรด มันอาจจะจงใจใช้มือโต้งทำร้ายฉันจริงๆ และพอจีมาถึง ก็จะได้เห็นฉันที่อาจกลายเป็นศพไปแล้วหรือไม่ก็นั่งหนาวสั่นตัวเปียกเป็นลูกหมาตกน้ำ ฉันว่าอย่างที่สองเป็นไปได้มากกว่า เพราะอย่างแรกมันออกจะเหมือนเด็กเกินไป ไม่ค่อยมีเหตุผลเท่าไหร่

            “ถ้านี่เป็นครั้งแรกที่คุณได้จดหมายซองสีแดงละก็” ร้อยโทหยุดพูดไปครู่หนึ่ง จ้องลึกลงไปในดวงตาของโต้ง “ถ้ามีคราวหน้าเกิดขึ้น คุณต้องรีบแจ้งผมทันที นี่เกี่ยวข้องกับคดีฆาตกรรมนะคุณ ไม่ใช่เรื่องล้อเล่นอย่างที่คุณคิด” โต้งรีบพยักหน้าหงึกหงักรับรู้ถึงอันตรายในเรื่องนี้ทันที

            “สุ ฉันขอโทษจริงๆ” โต้งหันมาพูดกับฉัน “ฉันไม่รู้มาก่อนเลย เกือบไปแล้ว”

            “ไม่เป็นไร” ฉันพูดอย่างไม่ถือสา ยังไงโต้งก็ไม่ได้ผลักฉันตกน้ำนี่น่า แค่เกือบจะได้ทำเท่านั้นเอง ฉันรู้สึกเสียวสันหลังวาบ กลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก ถ้าจีไปถึงช้ากว่านั้นแค่นิดเดียว ฉันคงได้ลงไปแช่ในน้ำเย็นๆนั่นแล้ว มันจะเย็นซะแค่ไหนกันนะ ขนาดยืนอยู่ริมน้ำ ฉันยังหนาวเลย ถ้าต้องลงไปในสระทั้งตัว แถมว่ายน้ำไม่เป็น มันยิ่งกว่าฝันร้ายซะอีก ฉันคิดถึงลัลนาขึ้นมา ร่างของเธอก็แช่อยู่ในน้ำ เรดกำลังทำให้ฉันนึกถึงคราวของลัลนารึเปล่า ฉันเล่นไม่ซื่อกับเรดเป็นรอบที่สองแล้ว เธออาจจะกำลังโกรธอยู่ก็ได้ และบอกให้เลยนะ เวลาคนโรคจิตโมโหขึ้นมา ฉันคิดว่ามันต้องน่ากลัวสุดๆ

            หลังจากนั้นร้อยโทก็หมดเรื่องจะถาม ฉันได้ยินเขาพึมพำว่านี่เป็นคดีซับซ้อนที่สุดตั้งแต่ที่เคยเจอมา ฉันก็เห็นด้วยนะ ถึงฉันจะไม่เคยเอาตัวเองเข้ามาพัวพันกับคดีบ่อยๆก็เถอะ นี่เป็นครั้งแรก และฉันหวังว่ามันจะเป็นครั้งสุดท้ายในชีวิต ตั้งแต่เข้ามหาวิทยาลัยมา ไม่ค่อยจะมีเรื่องดีเกิดขึ้นกับฉันเลย มันคงจะเป็นคราวเคราะห์ละมั้ง แต่เอาเถอะ เคราะห์ไม่ได้อยู่กับเราตลอดไปหรอก สุดท้ายแล้วทุกอย่างต้องคลี่คลายแน่

            ฉันเหลือบมองนาฬิกาเรือนกลมที่แขวนอยู่บนผนัง ตอนนี้ห้าทุ่มครึ่ง นั่นแปลว่าหอพักนักศึกษาปิดไปแล้ว เฮ้อ ให้ได้อย่างนี้สิ ฉันอยากจะล้มตัวลงบนเตียงของฉัน บนหมอนของฉัน ซุกอยู่กับผ้าห่มของฉัน นึกว่าวันนี้จะจบลงง่ายๆ ฉันนี่คิดอะไรตื้นเขินซะจริง

            “หอปิดแล้วสิ” จีหันมาพูดกับฉันที่พยักหน้าตอบทันที “ไปนอนบ้านเถ้าแก่ก็ได้”

            ฉันพยักหน้าอีกรอบ ทำไงได้ ก็ไม่มีที่จะไปแล้วนี่ ณัชชาก็ไม่อยู่ ไม่อย่างนั้นฉันคงขอไปนอนด้วย จะไปหาพร้อมฉัตรก็คงไม่ได้ หาจูเลียยิ่งไม่ได้ใหญ่ รายนั้นกลับบ้านไปแล้ว นี่วันสุดสัปดาห์นะ ไม่ค่อยจะมีคนอยู่หอพักเท่าไหร่หรอก

            “ร้อยโทครับ” จีเรียกนายตำรวจ “ช่วยขับรถไปส่งที่มอได้ไหมครับ ผมทิ้งมอเตอร์ไซค์ไว้”

            ขากลับมหาวิทยาลัยก็เหมือนกับตอนขามา เราสามคนเบียดกันที่เบาะหลัง ไม่มีใครกล้าไปนั่งข้างร้อยโทข้างหน้า แต่คราวนี้ฉันไม่ต้องนั่งคั่นกลางเป็นไม้กันหมาสองตัวกัดกันแล้ว จีนั่งติดกับโต้งแต่ก็ไม่ได้คุยอะไรกัน ส่วนฉันก็โดนเบียดอัดหน้าต่าง

            จีคงเอา รถเครื่องของเถ้าแก่มาใช้ ฉันจำสีเขียวสว่างๆของมันได้แม่นติดตา และนี่ก็เป็นครั้งแรกที่ได้ซ้อนท้ายและฝากชีวิตไว้ในมือของจี แอบห่วงว่าจะไปรอดไหม แต่ก็ถือว่าขับได้มีมารยาทละนะ ฉันถึงบ้านของเถ้าแก่อย่างปลอดภัย ยังไม่ทันจะเปิดประตูรั้ว ก็ได้ยินเสียงร้องของเจ้าแบล็คออกมาต้อนรับ ยิ่งดูมันในความมืด มันยิ่งน่าเกลียดกว่าเดิมเยอะเลย ตากลมโตสุกสว่างเป็นประกาย อย่างกับแมวผี จะว่าไป ครั้งที่แล้วฉันไม่ยักเห็นมันเลย จนลืมไปแล้วว่าจีก็เลี้ยงแมวเหมือนกัน

            จีอุ้มแมวสีดำขึ้นจากพื้น เอาตัวมันพาดไหล่ และกำลังพยายามใช้มือข้างเดียวไขกุญแจเปิดประตู ฉันก็เลยเดินเข้าไปหยิบกุญแจแล้วเปิดประตูให้

            “เถ้าแก่คงขึ้นนอนไปแล้วสิใช่ไหม” ฉันเห็นว่าบ้านเงียบ ไฟข้างล่างก็ปิดมืดอยู่

            “เถ้าแก่ขึ้นกรุงเทพ ไม่อยู่บ้านหรอก” จีตอบ หย่อนตัวลงนั่งที่โซฟาและเริ่มเกาคางให้แบล็ค

            “ไม่มีใครอยู่เลยเรอะ!” ฉันถลนลูกตา เท่ากับว่าบ้านทั้งหลัง ทั้งคืน มีแค่ฉันกับจีแค่สองคน และ เอ่อ แมวอีกหนึ่งตัว แต่นั่นไม่นับหรอกนะ “งั้นฉันจะนอนข้างล่างนะ บนโซฟามันน่านอนดีอ่ะ”

            จีหัวเราะน้อยๆ หัวเราะแบบผู้ดีกับเสียงน่ารักๆของเขาน่ะ รู้สึกอยากกระโดดเตะปากให้เป็นแผลอีกที่ มีอะไรน่าขำหรือไง หน้าฉันชักจะแดงแล้วนะเนี่ย

            “เธอไปนอนห้องฉันนั่นแหละ ฉันนอนห้องเถ้าแก่เอง” เขายิ้มยิงฟัน ก่อนจะก้มหน้าลงคุยหนุงหนิงกับแบล็ค “คืนนี้ไปนอนห้องพี่ปัดกันนะ แบล็คจ๋า” เจ้าแมวส่งเสียงแง้วแล้วขดตัวกลมอยู่บนตักของเขาอย่างพักพิง

            เออ จริงสิ ฉันยังไม่เคยบอกสินะว่าเถ้าแก่ชื่อ ปฐมา ชื่อเล่นว่าปัด ฉันว่าชื่อเหมือนผู้หญิง ไม่ค่อยเหมาะกับบุคลิกมาดโซซัดโซเซของเขาเท่าไหร่ ก็เลยเรียกติดปากแต่คำว่าเถ้าแก่จนเคยชิน เอาละตอนนี้ สูดลมหายใจลึกๆ อยู่บ้านกับจีแค่สองคนคืนเดียวเอง ไม่เป็นไรหรอก




- 3 -

            ฉันสะดุ้งตื่นอยู่สองครั้งประมาณช่วงตีหนึ่งกับตีสี่ ฝันว่าตัวเองโดนผลักตกหน้าผา แล้วฉันก็หลับยาวจนถึงแปดโมง ฉันตื่นอีกทีเพราะเสียงเคาะประตูกับจีที่ถือวิสาสะเข้ามา เขาดึงผ้าห่มออกจากหน้าของฉัน ให้ตายเถอะ ทำไมผู้ชายที่ฉันชอบต้องมาเห็นสภาพฉันตอนนี้ด้วย ฉันแย่งผ้าห่มจากมือเขาแล้วคลุมปิดหน้าไว้ตามเดิม รีบๆออกไปจากห้องซะทีเถอะ ขอร้อง ฉันอาย เข้าใจกันบ้างสิ

            “ตื่นได้แล้ว เร็วเข้า เดี๋ยวข้าวต้มของฉันเย็นหมดนะ” เขาเขย่าแขนฉันอย่างเอาเป็นเอาตาย ฉันก็เลยลดผ้าห่มลงนิดหน่อย โผล่มาแค่หน้าผากกับลูกตา ใบหน้าของจีอยู่ห่างจากกันแค่นิดเดียว เอ่อ หยุดจินตนาการแปลกๆไปได้เลย นิดเดียวที่ว่าคือประมาณสามคืบมือของฉันเห็นจะได้ แค่นั้นสำหรับฉันก็ถือว่าใกล้มากแล้ว ใจเต้นตึกตักจนกลัวว่าอีกฝ่ายจะได้ยิน

            “แปดโมงกว่าแล้วนะ ลุกได้แล้ว คุณนายตื่นสาย” เขายิ้มน้อยๆอย่างที่ชอบทำประจำ จีจะไม่ค่อยยิ้มกว้างมากหรอก เขาจะยิ้มแค่นิดเดียว แต่ก็มากพอที่จะทำให้แผลข้างแก้มเป็นร่องเหมือนกับว่ามีลักยิ้ม ฉันเพิ่งสังเกตเห็นว่าเขาใส่เสื้อยืดสีฟ้าสดใสกับผ้ากันเปื้อนลายตารางสีเหลือง ทั้งสองสีทำให้เขาดูแจ่มใสน่ารักมีเสน่ห์กว่าเดิมเยอะเลย เปล่งแสงเข้าไปสิ ส่องแสงเข้าไป เป็นเทวดาหรือไง อืม~ ถ้าจีเป็นตัวละครในเทพปกรณัมกรีก ก็คงจะเหมือนคิวปิดมากที่สุดละมั้ง ส่วนฉันก็คงเป็นประมาณงูบนหัวเมดูซ่า

            ดวงตาสีน้ำตาลของจีกำลังจ้องฉัน ก็ไม่รู้ว่าเขาจ้องอะไร อาจจะกำลังขำท่าทางของฉันอยู่ก็ได้ที่โผล่จากผ้าห่มแค่หน้าผากกับลูกตา แล้วฉันก็คิดว่าฉันตาฝาดแน่เลย แก้มของจีเป็นสีชมพูระเรื่อๆขึ้นมา แต่เขาก็ยังจ้องฉันอยู่ โอ๊ย อะไรเล่า มีอะไร จะพูดอะไรก็พูดออกมา จะจ้องอีกนานแค่ไหน หัวใจฉันจะระเบิดอยู่แล้วนะ เขาก้มหน้าลงมา ใกล้เข้ามาเรื่อยๆ ตอนนี้ฉันชักจะหายใจไม่ออกแล้ว มือกำผ้าห่มแน่น ฟันบนกำลังกัดริมฝีปากล่าง แล้วฉันก็หลับตาปี๋ ก็ทนมองไม่ไหวแล้วนี่ จะบ้าตาย

            อะไรอุ่นๆนิ่มๆแตะบนหน้าผากของฉันอย่างแผ่วเบา ฉันเบิกตาโพลง เห็นแต่คางของจีแทบจะติดขนตาของฉัน เอาละ อยากจะคิดหรือจินตนาการอะไรกันก็เชิญตามสบายเลย เอาเป็นว่าตอนนั้นเวลาของฉันมันหยุดเดินไปแล้ว อาจฟังดูเกินจริงนะ แต่มันจริงที่สุดสำหรับฉัน เขาถอนริมฝีปากจากหน้าผาก ดวงตาของเราสบกันอยู่ครู่หนึ่ง ฉันได้ยินแต่เสียงของหัวใจกับกระบวนการต่างๆในร่างกายที่เหมือนจะหยุดทำงาน

            “รีบลงไปนะ” เขาพูดเสียงนุ่มแล้วผละออกห่างจากตัวฉัน

            หายใจ  หายใจเข้าไปช้าๆ ฉันนอนนิ่งอยู่เกือบนาทีถึงจะกระโดดผลุงออกจากเตียง ริมฝีปากของเขายังทิ้งรอยอุ่นไว้บนหน้าผาก โอ๊ย ทำแบบนี้กับฉันทำไมเนี่ย หมายความว่ายังไง นี่มันเกินคำว่าเพื่อนไปแล้วนะ เพื่อนที่จะปลุกเรา เขาไม่จูบหน้าผากเราหรอก แต่เพื่อนคือคนที่จะถีบเราเล่นๆถ้าเราไม่ยอมลุกจากที่นอนต่างหาก

            เอาละ เลิกคิด ยิ่งคิดก็ยิ่งสับสนและไม่เข้าใจมากขึ้นเปล่าๆ ฉันคว้าเสื้อผ้าชุดเดิมที่ใส่เมื่อวานแล้วพุ่งตัวออกจากห้อง วิ่งไปที่ห้องน้ำและปิดประตู ใจยังเต้นแรงราวกับเพิ่งแข่งวิ่งเสร็จหมาดๆ ไอ้บ้าเอ๊ย ไอ้คนบ้า ก่อนจะจูบหน้าผากใคร ช่วยบอกก่อนได้ไหมว่าจะทำไปเพื่ออะไร หรือแบบว่า กำหนดความสัมพันธ์ให้ชัดเจน

            แต่ก่อนจะทำการ กำหนดความสัมพันธ์ให้ชัดเจนฉันมีอีกเรื่องที่ต้องสะสาง คุณรู้สึกไหมว่าฉันใช้ประโยคทำนองนี้บ่อยแค่ไหน ก่อนจะทำเรื่องนี้ ยังมีอีกเรื่องที่ฉันต้องทำ ต้องสะสาง ต้องถาม หรืออื่นๆอีกมากมาย ช่างเถอะ ชีวิตฉันจะไม่ยุ่งเหยิงอย่างนี้ไปตลอดหรอก มันต้องกลับไปสงบสุขเหมือนเดิมได้อีกแน่ และเรื่องที่ฉันต้องสะสางกับเขาก่อนก็คือเรื่องรูปถ่ายใบล่าสุดที่ฉันเจอ ถามซะ ฉันจะได้สบายใจว่าฉันกับจีไม่เคยเจอกันมาก่อนจนกระทั่งมาเกี่ยวพันเรื่องลัลนา  

            ฉันอาบน้ำเสร็จเรียบร้อยและเดินลงไปข้างล่าง ต้องใช้ความพยายามมากเลยที่จะไม่ให้หน้าตัวเองร้อนฉ่าเหมือนกระทะที่พร้อมทอดไข่ดาว ฉันเดินเข้าไปในครัวที่ไม่กว้างนัก ก็บ้านหลังนี้อยู่กันแค่สองคน พวกเขาไม่ต้องการพื้นที่นั่งกินข้าวเยอะนักหรอก โต๊ะกินข้าวก็เป็นโต๊ะสี่เหลี่ยมขนาดไม่กว้างนัก มีเก้าอี้ตั้งล้อมอยู่แค่สามตัว จียังใส่ผ้ากันเปื้อนผืนนั้นอยู่ ฉันเคยบอกไปหรือยังว่าเวลามองเขาตอนอยู่ในครัว มันเหมือนกำลังมองเทวดาเลย เขาจะดูมีเสน่ห์เพิ่มเป็นเท่าตัว ฉันก็อธิบายไม่ได้ว่าทำไม อาจจะเพราะว่าห้องครัวกับการทำอาหารช่วยให้เขาเป็นผู้ชายที่ดูอบอุ่นมากกว่าเดิมก็ได้

            “นั่งสิ จะตักข้าวต้มให้” เขาหันหน้ามาบอก แล้วหยิบชามกระเบื้องจากที่วางจาน

            ฉันนั่งลงที่เก้าอี้ตัวหนึ่งอย่างว่าง่าย ขณะที่เขาหันมาหาพร้อมกับข้าวต้มร้อนๆในชามกระเบื้อง ฉันได้กลิ่นหอมกรุ่นลอยออกจากชามเมื่อเขาวางมันลงตรงหน้าฉัน มีไข่ดาวสุกๆหนึ่งใบลอยอยู่บนข้าว ฉันไม่เคยชอบพวกไข่ดาวที่สุกๆดิบๆเลย ดังนั้นอาหารเช้านี้จึงสมบูรณ์แบบ ฉันหยิบช้อนจุ่มลงไปในชาม ตักคำแรกขึ้นมา

            “ระวังนะ มันร้อน” จีรีบบอก ยังเอาแต่นั่งจ้องฉันจากอีกฝั่ง คงรอให้ฉันบอกว่าอร่อย เขาทำแบบนี้ทุกทีนั่นแหละ จะเอาแต่นั่งจ้องจนกว่าคำแรกจะผ่านลงคอฉันไป และฉันบอกว่าอร่อย เขาถึงจะตักของตัวเองขึ้นกิน

            แน่นอนว่ามันอร่อยไม่มีที่ติ เหมือนกับอาหารทุกอย่างที่เขาทำ ฉันเป็นผู้หญิงแท้ๆยังทำได้แค่ทอดไข่กับต้มมาม่าเท่านั้นเอง ทำข้าวต้มแบบนี้ก็ไม่เป็น ทำขนมก็ไม่เป็น ฉันไม่ค่อยถูกกับครัวเท่าไหร่ ตอนอยู่บ้านก็ออกไปตลาดซื้อเขากินตลอด ตอนอยู่หอยิ่งไม่ต้องพูดถึง ที่หอไม่มีครัวให้เราทำอะไรอยู่แล้ว ฉันซื้อกินมาเกือบทั้งชีวิตนั่นแหละ และไม่เคยคิดจะหัดทำอาหารเลยด้วย มันยุ่งยากจะตาย

            “อร่อยดี” ฉันเงยหน้าบอกให้เขาสบายใจ จียิ้มแทบจะในทันที ยิ้มน้อยๆอย่างภาคภูมิใจแล้วเดินกลับไปที่หม้อข้าวต้ม ตักใส่ชามอีกใบให้ตัวเองบ้าง

            ฉันมองเขาเป่าข้าวต้มในช้อนแล้วค่อยๆเอาเข้าปาก เขาทำหน้าเบ้ไปเล็กน้อย ความร้อนของข้าวต้มคงจะไปโดนแผลเข้าแน่ๆ เอาละ ฉันจะเริ่มถามยังไงดีนะ จะถามว่า เฮ้ เราเคยบังเอิญเจอกันสมัยเด็กๆบ้างไหมหรือจะถามว่า เธอเคยอยู่บ้านหลังนั้นมาก่อนหน้านี้หรือเปล่า

            “เธอมีน้องสาวหรือเปล่า” ฉันพูดออกไป หยุดตัวเองไว้ไม่ทัน ก็มันเป็นเรื่องที่ฉันสงสัยมากเลย ในเมื่อเขายอมเล่าเรื่องพ่อให้ฟังแล้วแท้ๆ ทำไมไม่พูดเรื่องน้องสาวบ้างเลย ฉันว่าเรื่องพ่อของเขายังดูคอขาดบาดตายมากกว่าซะอีกนะ ฉันเงยหน้าจากชามข้าวต้ม แล้วก็เห็นว่าเขาจ้องฉันอยู่ก่อนแล้ว ดวงตาสีน้ำตาลมีแววอย่างที่ฉันไม่ค่อยจะได้เห็นเท่าไหร่ เหมือนจะโกรธๆยังไงไม่รู้ และตระหนก กังวลนิดๆด้วย นี่ฉันถามในสิ่งที่ไม่ควรจะถามออกไปแล้วใช่ไหม แต่แหม ทีเขาละ ยังจูบหน้าผากฉันเลย นั่นก็เป็นเรื่องที่ไม่ควรทำจนกว่าจะ กคส. ก่อนแท้ๆ มันแสดงความใกล้ชิดเกินเหตุ แถมยังไม่ขอโทษฉันด้วย ฉันเป็นผู้หญิงนะ เป็นผู้หญิงประเภทหัวโบราณล้านเปอร์เซ็นต์เลยด้วย

            “มี” เขาตอบสั้น น้ำเสียงก็ห้วนผิดปกติ

            “แล้วเธอ เอ่อ ตอนเด็กๆเธออยู่ที่ไหนหรอ” ฉันถามต่อ เมื่อเขาไม่คิดจะขยายความเกี่ยวกับน้องสาวเลยสักคำ แล้วฉันก็นึกภาพของเด็กผู้หญิงหน้าบึ้งในรูปถ่ายขึ้นมาชัดเจนติดตา

            “ถามทำไม” เขาวางช้อน ฉันว่าสถานการณ์เริ่มจะตึงเครียดแล้วละ ถึงขั้นว่าจีวางช้อนทิ้งไว้ในชาม ฉันกลืนน้ำลายลงคอ นึกหาเหตุผลมากมายในหัว เหตุผลปลอมๆที่ฟังดูดีน่ะ

            “ฉันชวนเธอคุยเฉยๆ” ฉันพยายามยิ้มเล็กน้อย ให้ดูน่าเชื่อถือ แต่ริมฝีปากก็เหมือนจะมีกาวทาเอาไว้ ยิ้มไม่ค่อยจะออก หน้าฉันต้องดูแหยๆแน่เลย ขอโทษนะ ขอโทษจริงๆ ถ้าคำถามฉันดันไปสะกิดต่อมโศกในอดีตของเขาขึ้นมา แต่ฉันอยากรู้และรอไม่ไหวแล้ว ฉันต้องการคำตอบ

            “สุ” จีเรียกเสียงเบา ใบหน้าก้มลงเล็กน้อย

            “อะไร” ฉันพูดขึ้น เมื่อเขาเรียกแล้วก็เงียบเสียง เอาแต่ก้มหน้ามองชามข้าวต้ม “ทำไมเธอต้องมีความลับเยอะแยะทุกที” ฉันพูดต่ออย่างเหนื่อยใจ “แสดงว่าคำถามที่ฉันถามเธอ ก็เป็นหนึ่งในปัญหาของเธอตอนนี้ใช่ไหม รู้ไหม ถึงเธอจะไม่ตอบคำถามข้อที่สองของฉัน ก็เหมือนเธอตอบไปแล้วนั่นแหละ ฉันสามารถสรุปเอาเองได้จากการสันนิษฐาน และตอนนี้ฉันกำลังสันนิษฐานว่า เธอเคยรู้จักฉันมาก่อนหน้านี้ใช่รึเปล่า ก่อนที่จะมีเรื่องลัลนาเข้ามาเกี่ยว เราเคยรู้จักกันมาก่อนใช่ไหม”

            เขาไม่ตอบ นั่งเงียบ และเอาช้อนคนไปทั่วชามข้าวต้ม

            “การที่เธอเงียบ ก็เหมือนการยอมรับนะ” ฉันพูดอีก

            “ทำไมสุคิดว่า ฉันเคยรู้จักสุมาก่อนหน้านั้นล่ะ” เขามองตาฉัน มองลึกลงไป ฉันไม่ชินกับสายตาทะลุทะลวงแบบนี้ มันไม่ใช่แววตาออดอ้อนอย่างที่ฉันคุ้นชิน อยู่ๆฉันก็รู้สึกกลัว กลัวว่าเทวดาจะกลายร่างเป็นซาตานต่อหน้าต่อตา

            “ไม่รู้สิ” ฉันตอบ ถอนหายใจหนึ่งเฮือก แล้วก็เริ่มพูด “ตอนเจอเธอครั้งแรก หรือที่ฉันคิดว่าครั้งแรก เธอเอาแต่จ้องฉัน ตอนนั้นฉันคิดว่าเธอคงจ้องณัชชาที่นั่งข้างฉัน เพราะณัชชาเป็นคนรู้จักของเธอ ฉันก็ไม่ได้คิดอะไรมากหรอก แต่หลังจากนั้น เธอจำเรื่องที่ศาลได้หรือเปล่า อยู่ๆเธอก็กระโดดข้ามคอกมา เธอดึงฉันลุกขึ้นยืน ขอให้ฉันช่วย ให้ฉันเชื่อว่าเธอไม่ได้ทำร้ายลัลนา ตอนนั้นก็ยังไม่เท่าไหร่ แต่ที่งานสัปดาห์หนังสือ จริงๆนะ ฉันไม่เคยเข้าใจเลยว่าทำไมต้องตีสนิทกับฉันด้วย ถ้าฉันเป็นเธอ ฉันคงอยากหลบหน้าเพื่อนเก่าของลัลนาทุกคน ยิ่งถ้าฉันไม่ใช่คนผิด แต่คนอื่นเข้าใจว่าผิด ฉันยิ่งไม่อยากสู้หน้าเพื่อนๆของลัน แต่เธอทำในสิ่งตรงกันข้าม เธอโผล่เข้ามาในชีวิตฉัน ตีสนิทฉัน ฉันไม่เคยเข้าใจว่าเธอทำแบบนี้ทำไม”

            “และก่อนหน้านี้ สักพักหนึ่งมาแล้ว” ฉันพูดต่อ คำพูดมันไหลลื่นออกไป และมันเหมือนกับว่าฉันกำลังหยิบจิ๊กซอว์ทีละชิ้นเข้ามาประกอบกัน “ฉันเจอรูปถ่ายประหลาดใบหนึ่ง ฉันจำไม่ได้ด้วยซ้ำว่าฉันยืนถ่ายรูปนี้ตอนไหน และเด็กสามคนข้างๆฉันเป็นใคร จากการถามป้า ทำให้ฉันรู้แล้วหนึ่งคน แต่อีกสองคนยังไม่รู้ แต่ฉันก็มีข้อสันนิษฐานของตัวเอง และฉันก็คิดว่าฉันรู้ว่าเด็กสองคนนั้นเป็นใคร ฉันถึงได้ถามเธอว่ามีน้องสาวหรือเปล่า และตอนเด็กๆเธอเคยอาศัยอยู่ที่ไหน”

            “แต่...” ฉันหยุดพักหายใจ “แต่เธอก็พูดว่ายังไม่บอกฉันไม่ได้ เธอทำเป็นพูดเรื่องอื่น ยกอีกเรื่องที่ไม่ได้เกี่ยวกันเข้ามา ไม่สิ มันอาจจะเป็นเรื่องที่เกี่ยวกันก็ได้ เธอแค่พยายามดึงฉันออกจากประเด็นที่ฉันต้องการรู้ และเกือบจะทำสำเร็จด้วย และนั่นแหละที่ทำให้ฉันยิ่งมั่นใจการคาดเดาของตัวเอง เธอกับฉัน เราเคยรู้จักกันมาก่อน เพียงแต่ฉันลืมเรื่องของเธอไปหมดแล้ว”

            ความเงียบโรยตัวลงมาอยู่พักหนึ่ง แล้วถูกทำลายด้วยเสียงหัวเราะใสๆของจี “ไม่ว่าจะเมื่อไหร่ จะผ่านไปกี่ปี สุก็ฉลาดไม่เปลี่ยนเลย”

            ไม่หรอก ฉันไม่ได้ฉลาด ฉันซื่อบื้อจะตาย ถ้าฉันฉลาดจริง ป่านนี้คงเอาชนะเรดไปได้ตั้งนานแล้ว แต่การที่เขาพูดแบบนี้ นั่นหมายความว่าการคาดเดาของฉันถูกต้องใช่ไหม และเรื่องที่ฉันกลัวก็กลายเป็นความจริงขึ้นมาแล้ว ความบังเอิญที่ฉันคิดว่าไม่น่ามีจริงบนโลกใบนี้ บังเกิดขึ้นแล้ว บ้านหลังนั้นเคยเป็นบ้านของจีมาตั้งแต่เด็ก ครอบครัวของเขาแค่ย้ายจากไป แล้วฉันก็ลืมเรื่องของพวกเขาจนหมด เพราะต้องการแต่งเติมความทรงจำของตัวเองซะใหม่   

            “ใช่แล้ว สุกับจีเคยรู้จักกัน” เขาพูดย้ำให้มั่นใจมากขึ้นกว่าเดิม

            “ทำไมไม่บอกก่อนหน้านี้ล่ะ ปล่อยให้ฉันหาคำตอบเองทำไม” ฉันขึ้นเสียงเล็กน้อย รู้ไหมว่ามันน่าตกใจแค่ไหน ปล่อยให้ฉันระแวงตั้งนานว่าทำไมเขาต้องเข้ามาตีสนิทกับฉัน

            “ก็สุจำจีไม่ได้เลยนี่ ดูเหมือนยังมีอีกตั้งหลายเรื่องที่สุจำไม่ได้” เขาก็ขึ้นเสียงเหมือนกัน แต่ไม่ได้น่ากลัวเลยสักนิด กลับมาเป็นเทวดาคิวปิดแสนน่ารักเหมือนเดิมแล้ว ทำหน้าเหมือนจะงอนๆด้วย ขอโทษเถอะนะ ใครควรจะทำเสียงหรือทำหน้าตาแบบนั้นมากกว่ากัน ฉันไม่ใช่หรือไง “สุลองคิดดูนะ ถ้าอยู่ๆจีเกิดบอกสุว่าจีเคยเป็นเพื่อนสุตั้งแต่เด็ก สุจะเชื่อจีไหม สุต้องหาว่าจีล้อเล่น กลั่นแกล้ง แล้วสุก็จะโกรธ จีพูดถูกใช่ไหม”

            เลิกเรียนแทนตัวเองว่า จี จี จี อย่างนั้นซะทีได้ไหม เลิกเรียกชื่อฉันด้วย เสียงมันน่ารักเกินไปแล้ว อย่างกับเสียงเด็กผู้ชายแก้มยุ้ยๆ

            “ไม่รู้แหละ ทำไมเมื่อกี้ต้องทำสายตาน่ากลัวด้วยเล่า อย่างกับจะเจาะกะโหลกอ่านใจฉันงั้นแหละ” ฉันขึ้นเสียงหนักกว่าเดิมอีก ชักจะโกรธจริงๆแล้วนะ ถึงจะเข้าใจในสิ่งที่เขาพูดมาก็เถอะ มันก็จริงที่ว่าถ้าอยู่ๆเขามาบอกฉันแบบนั้น ฉันก็ไม่เชื่อหรอก เผลอๆจะหาว่าเขาบ้าด้วย บ้าที่มาหาว่าฉันความจำเสื่อม จำเรื่องสมัยเด็กไม่ได้

            “ก็พยายามจะกดดันให้สุพูดออกมาไงเล่าว่าสุรู้หรือไม่รู้กันแน่ว่าเราเคยเป็นเพื่อนบ้านกันมาตั้งนานแล้ว อย่าโกรธจีสิ จีไม่ผิดสักหน่อย” เขายกมือกอดอก ทำหน้ามุ่ยๆเหมือนเด็กน้อยเอาแต่ใจ เออ ไม่โกรธก็ได้ ยอมแล้วยอม เห็นหน้าแบบนั้นใครจะโกรธลงบ้าเอ๊ย หยุดมีอิทธิพลต่อฉันซะทีได้ไหมเนี่ย

            “รู้อะไรไหม” เขาพูดขึ้น หรี่ตาลงช้าๆ ทำให้แววตาดูเจ้าเล่ห์ “สุเคยบังคับให้จีสัญญาว่าจะแต่งงานกับสุด้วยแหละ”

            “อย่ามั่ว!” ฉันตะเบ็งเสียงทันที มั่นใจว่าตัวเองตอนเด็กๆไม่ทำเรื่องพรรค์นั้นแน่นอน “ถึงฉันจะจำเรื่องส่วนใหญ่ไม่ได้ ก็อย่าเอาความทรงจำมั่วตั้วมายัดใส่สมองฉัน”

            “ไม่ได้มั่วนะ เรื่องจริง ตอนเด็กๆน่ะ สุชอบจีจะตายไป”

            โอ๊ย ต้องเปลี่ยนเรื่อง เปลี่ยนเรื่องโดยด่วน “เออ แล้วน้องสาวเธอละ ทำไมเธอไม่เคยพูดถึงเลย ฉันก็จำไม่ได้หรอกนะว่าน้องเธอเป็นยังไง เห็นแต่ในรูปถ่ายที่ฉันหาเจอ ตอนนี้น้องเธออยู่ไหนแล้วล่ะ ไม่เห็นต้องปิดเรื่องน้องสาวเลยนี่น่า”

            เข้าสู่ความเงียบที่น่าอึดอัดอีกแล้ว ตอนนี้ทั้งฉันและเขาไม่ได้สนใจอาหารเลยแม้แต่น้อย ฉันเพิ่งค้นพบข้อเสียอีกอย่างหนึ่งของจี นั่นคือเวลาเขาเจอคำถามที่ไม่อยากจะตอบ เขาจะเงียบจนน่ารำคาญ แล้วคำถามของฉันมันผิดแปลกที่ตรงไหน ฉันก็แค่ถามถึงน้องสาว ต้องทำท่าตอบลำบากขนาดนั้นเลยหรือไง ฉันคิดอย่างหงุดหงิดอยู่พักหนึ่ง ในเมื่อเขาไม่พูด ฉันก็เลยเงียบบ้าง แต่หลังจากผ่านไปครู่ใหญ่ที่เราเอาแต่นั่งนิ่งเหมือนรูปปั้นหิน ฉันก็อ้าปากค้าง

            “น้องเธอ ไม่อยู่แล้วงั้นหรอ” ดันหลุดปากพูดในสิ่งที่ไม่ควรจะพูดออกไปอีกจนได้ ฉันเดาเอาน่ะ ถ้าเกิดเขาเงียบเป็นเป่าสากแบบนี้ แสดงว่าไม่อยากพูดถึงสุดๆ ไม่อยากพูดถึงยิ่งกว่าเรื่องพ่อซะอีก และมันก็เป็นได้อย่างเดียวก็คือน้องสาวของเขาอาจจะเสียชีวิตไปแล้ว “ขอโทษ ฉันถามในสิ่งที่เธอไม่อยากตอบอีกแล้วใช่ไหม” ฉันพูดขึ้น รู้สึกผิดที่ดันไปย้ำเข้าอีกว่าน้องสาวของเขาไม่อยู่แล้ว

            “ไม่เป็นไร ไม่ใช่เรื่องใหญ่นี่” จีส่ายหน้าแล้วยิ้ม “ข้าวต้มของเธอเย็นหมดแล้วนะ ฉันอุ่นให้ดีไหม เดี๋ยวค่อยกินใหม่ตอนร้อนๆจะดีกว่านะ”

            “ไม่ ไม่เป็นไร” กินแบบไหนก็อร่อยเหมือนเดิมนั่นแหละ อาหารฝีมือจีซะอย่าง ฉันรู้ว่ามันอร่อยเสมอ ฉันรีบตักข้าวต้มเข้าปากไปอีกหลายคำ ระหว่างนั้นก็ชำเลืองมองเขาอีก ไม่รู้สินะ ฉันยังรู้สึก อาจเป็นลางสังหรณ์ก็ได้ ฉันคิดว่าจีปิดบังเรื่องใหญ่จากฉันอยู่ เรื่องใหญ่ที่ฉันบอกไม่ถูก เดาไม่ได้ว่ามันจะเป็นเรื่องอะไร

 




- 4 -

            เย็นวันอาทิตย์ในมหาวิทยาลัยจะค่อนข้างเงียบสงบและแสนสบาย ถนนโล่งว่างเหมาะแก่การขี่จักรยานเล่นรอบๆพื้นที่ และฉันก็กำลังทำแบบนั้นอยู่ ขี่จักรยานรับลม ปล่อยเส้นผมยาวแค่บ่าสยายไปด้านหลัง เอาเข้าจริง ก็ใช่ว่าฉันจะสบายใจเต็มที่หรอก ยังมีเรื่องหนักใจถ่วงดุลอยู่ในความคิด และพอฉันรู้สึกสบายขึ้นมาเมื่อไหร่ เรื่องพวกนั้นก็จะวกกลับเข้ามาทำลายความสงบในใจของฉันทุกที

            อย่างตอนนี้ไง ฉันกำลังขี่จักรยานวนรอบถนนหลังมหาวิทยาลัย ผ่านตึกคณะมัณฑนศิลป์ที่เงียบร้างไร้ผู้คน คณะที่ปลีกวิเวกอยู่เป็นเอกเทศมากที่สุดในพื้นที่แห่งนี้ ฉันชอบตึกของคณะนี้มากที่สุด มักจะหยุดจอดจักรยานและเงยหน้าขึ้นมองสถาปัตยกรรมพิสดารอยู่เรื่อย จากนั้นฉันก็ขี่จักรยานผ่านไปอย่างสบายใจ แต่แล้วเรื่องไม่เข้าท่าก็วนเวียนอยู่ในสมองจนได้ เรื่องไม่เข้าที่เข้าทางในชีวิตของฉัน มันก็มีอยู่แค่เรื่องเดียว คือ เรด คนโรคจิตชอบสีแดงที่ตามรังควานฉันไม่เลิก

            เธอเงียบหายไปวันนี้เป็นวันที่สองแล้ว ลางสังหรณ์ของฉันบอกว่าเธอกำลังจะกลับมาในอีกไม่นานนี้ และเธอต้องเอาคืนอย่างเจ็บแสบแน่ เพราะครั้งล่าสุด ฉันหักหลังเธอ พาตำรวจทั้งกองมาล้อมพื้นที่ เตรียมจับกุมเธอ ถึงเธอจะเดาทางฉันออกและหนีไปได้ แต่เธอก็ไม่สบอารมณ์อยู่แล้วละ ครั้งก่อนที่ฉันเอาเรื่องเธอปูดให้ตำรวจฟัง เธอถึงขั้นว่าขับรถตู้มาชนเพื่อนสนิทของฉันจนต้องเข้าเผือกทั้งแขนทั้งขา

            ฉันตัวสั่น เพิ่งรู้สึกว่าอากาศข้างนอกมันหนาวเกินไปที่จะขี่จักรยานเล่น และมันก็เงียบเกินไปที่จะอยู่คนเดียว เรดอาจโผล่ออกมาได้ทุกเมื่อทุกเวลา ฉันรีบปั่นจักรยานอย่างเร็วกลับหอเลยจะดีกว่า อย่างน้อยถ้าอยู่ในห้อง ฉันก็จะปลอดภัยขึ้นหน่อย

            ฉันขี่จักรยานเร็วขึ้นไปแนวโค้งของถนน ข้ามฟากไปยังอีกฝั่งของมหาวิทยาลัย และเลือกใช้เส้นทางตัดผ่านคณะของตัวเองเพื่อกลับหอพัก ฉันต้องข้ามสะพานสระน้ำ บริเวณใกล้ๆกับที่พบร่างลัลนา ฉันรู้สึกหนาวยิ่งกว่าเดิมเข้าไปใหญ่ นึกถึงความเย็นของน้ำในฤดูกาลนี้ แล้วใจมันสั่นๆชอบกล ฉันจะไม่เข้าใกล้แหล่งน้ำในช่วงนี้ก็แล้วกัน มันมักจะทำให้ฉันนึกถึงภาพน่ากลัวที่เคยเห็นในอดีต และช่วงนี้ก็หนักมากขึ้น รวมถึงฝันร้ายของฉันด้วย มีนั่นมีนี่ผสมปนเปกันไปหมด ฉันทั้งถูกผลักตกน้ำ ตกหน้าผาสูงชัน ต้องวิ่งหนีคนชุดคลุมสีแดง และที่ร้ายที่สุด ความฝันพาฉันกลับไปเห็นวันที่พบร่างลัลนาบ่อยกว่าเดิม บางทีฉันก็ลงไปนอนตรงนั้นแทนที่เธอ

            ความมืดแผ่ปกคลุมอยู่รอบตัวฉัน ในฤดูหนาว ฟ้าจะมืดเร็วเสมอ นี่เพิ่งหกโมงกว่าๆเท่านั้นเอง แต่เริ่มมืดราวกับหนึ่งทุ่ม ฉันมาถึงหอพักแล้ว หอบหายใจเพราะความเหนื่อยเล็กน้อย ฉันปั่นหนีความมืดอย่างไม่คิดชีวิตเลยนี่น่า ฤดูหนาวมันเป็นแบบนี้ละ ตอนแรกยังสว่างอยู่ สักพักมันก็มืดอย่างไม่ทันรู้ตัว

            ฉันกำลังจะเดินเข้าหอพักอยู่แล้ว เสียงนกร้องดังออกจากมือถือของฉันเสียก่อน ฉันคิดว่าฉันจะเปลี่ยนเสียงข้อความขาเข้าเร็วๆนี้ละ ได้ยินทีไรตกใจทุกทีเลย

            ฉันกดดูข้อความ ก่อนจะเล่าต่อ ขอถามหน่อยว่าเคยตกใจจนจะเป็นลมกันบ้างไหม ถ้าไม่เคย คงไม่มีวันเข้าใจว่าฉันกำลังรู้สึกอะไรอยู่ตอนที่ดูข้อความ ทั้งอาการมือสั่น อ้าปากค้าง หายใจไม่ออก โทรศัพท์แทบจะร่วงหลุดจากมือ

            ไม่ว่าจะเดาอะไรอยู่ คุณอาจเดาถูก คราวที่แล้วฉันผิดกติกา และเรดก็ทำร้ายเพื่อนของฉัน มาคราวนี้ มันก็ทำอีกแล้ว แต่ไม่ใช่พร้อมฉัตร มันไม่ได้ทำร้ายพร้อมฉัตร ไม่ได้ทำร้ายรูมเมทของฉันทั้งสองคน ฉันกวาดสายตามองข้อความอีกที อยากให้อ่านชื่อผิด และที่มากกว่าอะไรทั้งหมดก็คือ อยากให้มันหยุดทำแบบนี้ได้แล้ว ถ้าจะทรมานฉัน หรือทำร้ายฉัน ก็ขอให้เล่นที่ตัวฉันตรงๆ อย่าไปลงกับคนอื่น

            ฉันหันหลัง เดินกลับไปที่จักรยาน ยังกำโทรศัพท์มือถือเอาไว้แน่น บอกไม่ถูกว่าตัวเองกำลังโกรธ กลัว หรือตกใจ อารมณ์มันผสมกันไปหมด จนฉันพร้อมจะระเบิดใส่อะไรก็ได้ทั้งนั้น

 

แสบนะยะหล่อน คิดว่าจะพาตำรวจมาจับฉันได้หรอ เชอะ

ต้องสั่งสอนให้หลาบจำอีกครั้งสินะ ณัชชาก็เกือบจะต้องตาย ลืมไปแล้วสิเธอ

ถ้าอย่างนั้น ฉันจัดการกับปวรปรัชญ์ก็แล้วกัน คราวนี้เธอคงลืมไม่ได้ง่ายๆแน่ ใช่ไหมล่ะ

ถ้าอยากจะหยุดฉัน ก็มาหาฉันสิ ที่บ้านทรงไทยหลังมหาวิทยาลัย จะรอนะจ๊ะ

           

            ฉันควรเอาอาวุธไปด้วยดีไหม ฉันคิดขึ้นมาได้ก่อนจะไขกุญแจจักรยาน ใช่เลย อย่างน้อยก็ควรจะพกคัทเตอร์สักเล่มไปด้วยดีกว่า ฉันไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง และอาวุธที่ฉันมี ก็แค่คัทเตอร์กับกรรไกรเท่านั้นเอง ก็ยังอุ่นใจกว่าไปมือเปล่าละนะ ฉันรีบวิ่งขึ้นหอพักไปทางห้อง 204 รูมเมททั้งสองคนของฉันยังไม่กลับเข้ามา ห้องเงียบเชียบ ก็ดีเลย ฉันจำได้ว่าพู่มีมีดปอกผลไม้อยู่เล่มหนึ่ง ฉันรื้อๆในตู้เสื้อผ้าของเธอ และเห็นมันวางอยู่บนจาน ไม่ต้องแปลกใจว่าทำไมพู่เอาจานกับมีดไว้ในตู้เสื้อผ้า ก็ห้องเรามันแคบ ไม่มีที่พอจะวางของตรงตามที่ๆมันควรจะอยู่นักหรอก ฉันยังจำเป็นต้องเอารองเท้าไว้ใต้เตียงเลย และข้างๆกันก็มีกองหนังสือที่ไม่ใช้แล้ววางอยู่ วางคู่กับรองเท้านั่นแหละ

            มีดปอกผลไม้ของพู่นั้นเล่มเล็กมากพอจะเหน็บไว้ในกระเป๋ากางเกงยีนที่ฉันใส่อยู่ และเอาชายเสื้อปิดมันไว้ ฉันหยิบคัทเตอร์มาเหน็บที่กระเป๋าอีกข้าง พร้อมกับกรรไกร ฉันหาอาวุธได้แค่นี้แหละ ฉันเป็นนักศึกษาธรรมดาๆนะ ไม่มีปืนไว้พกหรอก ไม่ได้ฉลาดล้ำเลิศเลยด้วย ไม่มีแผนอะไรอยู่ในหัวทั้งนั้น ฉันรู้ว่าโง่มากที่คิดจะสู้กับฆาตกรตามลำพัง แต่ก็เห็นกันแล้วนี่ว่าถ้าเรียกตำรวจมา ผลจะเป็นยังไง ในเมื่อตำรวจช่วยฉันไม่ได้ ก็มีทางเดียว คือเผชิญหน้ากับเรด

            ฉันไม่อยากเสี่ยงเรียกตำรวจมาอีก ผลของมันจะเข้าอีหรอบเดิม คือเรดหนีไปได้ และก็จะตามรังควาญฉันไม่เลิก แต่ว่า ถ้าฉันไม่บอก แล้วเกิดอาวุธกับโทรศัพท์ถูกยึดไปจะทำยังไงละ ฉันกัดริมฝีปาก หยิบโทรศัพท์ออกมามองอย่างพิจารณา แล้วฉันก็นึกออก มันมีวิธีอยู่นี่น่า วิธีที่จะทำให้ตำรวจมาทันเวลา ก่อนที่ฉันจะเกิดอันตราย ฉันก็แค่ต้องถ่วงเวลาเรดเอาไว้จนกกว่าจะถึงเวลาที่ฉันต้องการ เอาละ ทำใจให้สงบ ฉันบอกตัวเองแล้วกดโทรศัพท์

            สิบนาทีต่อมา ฉันก็อยู่หน้าบ้านทรงไทยหลังโบราณยิ่งกว่าหลังที่อยู่ตรงคณะวิทยาศาสตร์ เพียงแต่หลังนี้จะเล็กกว่าหน่อย และปล่อยร้างให้น่าสยองยิ่งกว่าเสียอีก เขาเคยบอกกันว่ามหาวิทยาลัยนี้เป็นส่วนหลังวัง และท้ายมหาวิทยาลัยก็ยิ่งกว่าหลังวังเข้าไปอีก บ้านทรงไทยนี้เคยเป็นที่อยู่ของนางสนมที่ถูกลงโทษ ฉันก็ไม่รู้ว่าจริงเท็จแค่ไหน ฟังต่อๆกันมาอีกที มันอาจจะเป็นแค่บ้านของชุมชนท้ายวังที่ยังไม่มีใครมาซื้อต่อก็ได้ อ้อ ฉันยังไม่ได้บอกสินะว่าหลังมหาวิทยาลัยติดกับเขตชุมชนที่เรียกกันว่าท้ายวัง และยังไม่เคยบอกด้วยว่ามหาวิทยาลัยอยู่ติดวัง เอาเป็นว่า ฉันบอกแล้วก็แล้วกันนะ จะจินตนาการว่าเป็นที่ไหนต่อก็เชิญตามสะดวก

            มันน่ากลัวมากเลย เรือนไทยหลังเล็กแทรกตัวอยู่ระหว่างแมกไม้ที่กิ่งงองุ้มไร้ใบ ก็นี่เป็นฤดูหนาว ต้นไม้บางต้นทำให้นึกถึงต่างประเทศเลยเชียว ใบโกร๋นหมด หรือไม่ก็กลายเป็นสีเหลืองกับน้ำตาล แต่บริเวณนี้มีทั้งต้นไม้ที่ยังใบเขียว ใบเหลือง และไร้ใบ ครบสูตร ตอนกลางวันมันคงจะสวยมาก แต่ตอนกลางคืน กิ่งงองุ้มพวกนั้นเหมือนกับเงื้อมือของมัจจุราช ลมหนาวยังพัดอยู่ หอบเอาความแห้งกรังในอากาศมากระทบผิว ขนบนแขนลุกชัน ฉันไม่อาจบอกได้ว่า มนุษย์ หรืออดีตมนุษย์ อย่างไหนน่ากลัวกว่ากัน ขออธิบายนิด อดีตมนุษย์ที่ฉันพูดถึงก็คือผีสางเทวดานางไม้ ส่วนมนุษย์ ในกรณีนี้ฉันพูดถึง เรด

            ฉันลงจากจักรยาน เอาขาตั้งลง ไม่จำเป็นต้องใส่สายล็อกไว้หรอก แถวนี้ร้างผู้คน ไม่มีคนสติดีที่ไหนจะกล้ามาเตร็ดเตร่ คืนนี้อาจจะมีแค่ ฉัน เรด และจีที่เป็นตัวประกัน

            กล้าๆเข้าไว้ วสุ ฉันบอกตัวเอง สูดลมหายใจ สำรวจมีด คัทเตอร์และกรรไกรในกระเป๋า รวมถึงโทรศัพท์ด้วย เผื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน ฉันอาจแอบใช้โทรศัพท์ติดต่อร้อยโท แบบในหนังไงละ ตัวเอกกำลังจนมุม ตกอยู่ในอันตรายใหญ่หลวง ก็เลยแอบกดโทรศัพท์ติดต่อคนไว้ใจได้ให้มาช่วยเหลือ ฉันกะจะทำแบบนั้นแหละถ้าจนปัญญาแล้วจริงๆ

            ฉันก้าวเท้าเข้าไปใกล้เรือนไทย รู้สึกแต่ละก้าวหนักอึ้ง สัญชาติญาณของฉันมันบอกว่าฉันควรจะวิ่งออกห่างจากที่นี่ให้มากที่สุด และแล้วฉันก็ต้องหยุดกึก ได้ยินเสียงสวบสาบดังใกล้เข้ามา ฉันรีบหยิบมีดปอกผลไม้แล้วหันขวับไปด้านหลัง

            ช้าไป! มีอะไรไม่รู้ แข็งๆ บางทีอาจเป็นท่อนไม้ ฟาดลงบันหัวฉัน รู้สึกเหมือนโดนค้อนทุบ แล้วฉันก็หน้ามืด ดาวเต็มหัว สลบไปเลย

            ฉันรู้สึกตัวอีกทีตอนที่มีน้ำสาดเข้าใส่หน้า หัวยังระบมปวดร้าว ฉันว่ามันต้องโนขึ้นเป็นก้อนแดงๆแล้วสักสองวันก็จะกลายเป็นสีเขียวแน่เลย แต่ก่อนจะกังวลเรื่องนั้น ฉันมีเรื่องน่ากลัวยิ่งกว่ารออยู่ตรงหน้า ฉันรู้สึกว่าแขนสองข้างถูกจับไพล่หลัง มีเชือกเส้นใหญ่มัดอยู่รอบข้อมือ และฉันก็นั่งอยู่บนเก้าอี้ อาจเป็นเก้าอี้ไม้ เก่าหน่อย เพราะฉันรู้สึกว่ามันโยกได้ ฉันคิดว่าคงถูกค้นตัวไปเรียบร้อยแล้ว โทรศัพท์มือถือที่เสียบอยู่หายไป เพราะฉันไม่รู้สึกตุงๆที่กระเป๋า แน่นอนว่าทั้งมีดปอกผลไม้ คัทเตอร์ และกรรไกรก็ถูกเอาไปด้วย  

            ก็บอกแล้วว่าฉันไม่ใช่คนฉลาด ไม่เคยเป็นคนฉลาดเลย ฉันไม่ถนัดในการตามล่าใครหรือต่อสู้กับใคร เป็นผู้หญิงที่มีชีวิตธรรมดาที่สุด แล้วอยู่ๆจะให้ผู้หญิงธรรมดามีเขี้ยวเล็บขึ้นมา มันเป็นไปไม่ได้หรอกนะ พระเจ้าช่วย! วันนี้อาจเป็นวันตายของฉันก็ได้ วันนี้วันที่เท่าไหร่เนี่ย 12 หรือ 13 ธันวาคมก็ไม่รู้สิ

            ฉันค่อยๆลืมตาขึ้นมอง โลกยังเอียงกะเท่เร่ในสายตาของฉัน แต่ก็มองเห็นเก้าอี้อีกตัวอยู่ห่างไปประมาณสามฟุต และร่างสีแดง ไม่สิ ร่างที่ใส่ชุดสีแดงนั่งอยู่บนเก้าอี้ ฉันจ้องรองเท้าผ้าใบสีแดง มองขึ้นไปเรื่อยๆถึงกางเกงยีนรัดรูป ท่อนแขนที่เรียวเล็ก อย่างน้อยฉันก็คิดถูกที่ว่าเรดเป็นผู้หญิง ไม่มีขาผู้ชายที่ไหนจะได้รูปขนาดนั้นหรอก เธอนั่งไขว่ห้างราวกับคุณนาย ฉันไล่สายตาขึ้นถึงเสื้อกันหนาวสีแดงสดของเธอ ว้าว ทั้งที่ผอมขนาดนี้ แต่หน้าอกใหญ่ดีจัง มีเคล็ดลับยังไงกันนะ ฉันก็ผอมเหมือนกันแท้ๆ แต่หน้าอกแบนเป็นไม้กระดานเลย จะบ้า! ฉันอาจจะตายวันนี้แท้ๆ ยังคิดเรื่องพวกนี้อีกหรอเนี่ย

            ฉันมองถึงใบหน้าแล้ว แต่เห็นหน้ากากสีขาว ไม่ใช่หน้ากากสุดคลาสสิกอย่างแฟนท่อมหรอก แต่เป็นหน้ากากของฆาตกรโรคจิตในเรื่อง Scream ใช่เลยจ้า ฉันกำลังอยาก สครีมเสียงดังอยู่พอดี กรีดร้องดังๆเลยนะ ฉันไม่อาจบอกได้ว่าเธอหน้าตายังไง ไม่รู้ด้วยว่าเป็นใคร ผมของเธอเป็นสีดำ ยาวสยายจนถึงเอว ถ้าแต่งชุดสีขาวมา คงเหมือนซาดาโกะ ผีญี่ปุ่น

            “จีอยู่ไหน” ฉันเพิ่งรู้ว่าตัวเองเสียงแหบแห้งได้ถึงขนาดนี้ ใบหน้ากับเสื้อยืดสีน้ำเงินยังเปียกเพราะน้ำที่เรดสาดเข้ามา

            “เธอต้องหัดแยกแยะการพูดจริงกับการพูดโกหกให้ได้นะ” เสียงของเธอไพเราะเพราะพริ้ง ราวกับเสียงดนตรี จังหวะการพูดเนิบช้าอย่างมีศิลปะ คนที่ทั้งหุ่นดี และมีน้ำเสียงแบบนั้น ทำไมกลายเป็นคนจิตใจโหดร้ายได้นะ คนเรานี่แปลกจริงๆเลย

            “จีปลอดภัยใช่ไหม” ฉันยังไม่ยอมปล่อยง่ายๆ จะแน่ใจได้ไงว่าโกหกหรือพูดจริง เธอมันจอมเจ้าเล่ห์ที่ฉันไม่เคยตามทัน เธออาจจะทำร้ายจี ฝังเข้าไว้ทั้งเป็นอยู่ข้างล่างนั่นก็ได้ ฉันรู้ว่ากำลังคิดอะไรน่ากลัวเกินเหตุ แต่ฉันกำลังจะสติแตกนี่ สติแตกเพราะความกลัว ยิ่งเธอนั่งหน้าเฉย เอ่อ จะว่าเฉยก็ไม่ใช่ ที่ฉันเห็นเป็นสีหน้าจากหน้ากากสีขาว ตาโบ๋สีดำกับปากกว้างบิดเบี้ยว เอาเป็นว่ายิ่งเธอนั่งเฉยใจเย็น มันยิ่งดูน่ากลัวสำหรับฉัน

            “ก็บอกแล้วว่าให้หัดแยกแยะ” เธอยังตอบคำเดิม กระดิกเท้าข้างซ้ายเร็วๆ ท่าทางจะเป็นโรคไฮเปอร์ คงทนนั่งนิ่งๆอยู่นานไม่ค่อยได้ ขาข้างซ้ายทั้งหมดกำลังกระดิกสั่นไปสั่นมา

            “เธอล่อฉันมาที่นี่ ใช่ไหม?” ฉันสั่นหัว พยายามให้สายตาของตัวเองเลิกมองเห็นพื้นเอียง แต่พอสั่นหัวก็ปวดร้าวยิ่งกว่าเดิมอีก ราวกับมีคนเอาระฆังมาครอบตัวฉัน แล้วเอาไม้ตีเสียงดังเหง่งหง่างอยู่ด้านนอก     

            ฉันเห็นเธอพยักหน้าช้าๆ

            “ทำไม? เธอเป็นใคร?” ฉันได้ยินเสียงตัวเองถามออกไป ก่อนจะทันรู้ตัว อาการมึนศีรษะหนักมากขึ้นเรื่อยๆ ฉันรู้สึกเหมือนหัวจะระเบิดแตกเป็นเสี่ยง ภาพตรงหน้าก็เบลอๆ

            เธอขยับมือขึ้นจับหน้ากาก ฉันรู้สึกว่าตัวเองกำลังใจเต้น ไม่ได้ตื่นเต้นด้วยความยินดีหรอกนะ แต่ลุ้นด้วยความหวาดกลัวมากกว่า ใบหน้านั้นอาจจะเป็นคนที่ฉันรู้จักดีก็ได้ จะทำยังไง ถ้าในนั้นเป็นใบหน้าของพร้อมฉัตร เต้ย หรือพู่ หรือใครก็ได้ในเอกการละครที่ฉันรู้จักดี ฉันจะทำยังไงถ้าผู้ร้ายในเรื่องนี้กลายเป็นคนที่ฉันไว้ใจ หรือไม่คาดคิดอย่างที่สุด จะทำยังไงดี

            หน้ากากสุดสยองถูกโยนลงพื้น ฉันมองเลื่อนจากหน้ากากบนพื้นไม้เก่าๆขึ้นมาที่ใบหน้าของเรด ใบหน้าที่ฉันอยากรู้อยากเห็นมาโดยตลอด

            ใบหน้านั้นซีดเซียวเหมือนกับสีผิวขาวๆของเธอ ดวงตาปูดโปนเป็นประกายกล้าแห่งความบ้าคลั่ง ดวงตาแบบที่บอกให้รู้ว่าเธอทำได้ทุกอย่างที่เกินจินตนาการแห่งความน่ากลัวของทุกคน ริมฝีปากสีชมพูซีดแห้งผาก กับจมูกเชิดขึ้นอย่างดื้อรั้นทำให้เธอดูน่าเกรงขามยังไงไม่รู้ แต่ที่น่ากลัวที่สุดเห็นจะเป็นดวงตา เธอใส่คอนแทคเลนส์สีแดงด้วย แต่ใส่เพียงข้างเดียว ขณะที่อีกข้างเป็นดวงตาสีดำสนิท มันจึงเป็นดวงตาที่น่าพิศวงที่สุด และคงจะตามหลอกหลอนในความฝันของฉันได้อีกนานแน่ๆ แต่ที่แปลกประหลาดยิ่งกว่านั้น

            ฉันมั่นใจว่าไม่รู้จักเธอ

            “เธอเป็นใคร” ฉันถามขึ้นทันที ฉันไม่รู้จักใบหน้าของเธอ ไม่รู้จริงๆว่าเธอเป็นใคร แต่ทำไมเธอรู้จักฉัน ทำร้ายฉัน ทำร้ายเพื่อนๆของฉัน

            “อะไรนะ?” เธอถามกลับด้วยเสียงที่แหลมสูงขึ้น “จนป่านนี้ เธอก็ยังไม่รู้อีกงั้นหรอ” เธอลุกขึ้นยืน และฉันก็เพิ่งได้เห็นว่าตัวเธอสูงแค่ไหน ยิ่งสวมกางเกงยีนขาวยาวแบบนั้น ยิ่งทำให้เธอดูสูงชะลูด ยืนค้อมเหนือร่างฉันที่นั่งแหมะติดเก้าอี้ได้สบายๆ

            “ว่ายังไงนะ ถามฉันเรอะว่าฉันเป็นใคร แกนี่มันโง่ดักดานจนกู่ไม่กลับจริงๆ” เธอจิกผมฉันอย่างโมโห ดึงทึ้งจนฉันเจ็บหนังหัวไปหมด ฉันพยายามร้องเถียง แต่เสียงแหลมของเธอก็กลบจนหมด “แกแย่งทุกอย่างไปจากฉัน แล้วยังมีหน้ามาลืมฉันอีกหรอ ฉันอุตส่าห์พยายามกระตุ้นความจำของแกตั้งเท่าไหร่ แต่แกก็โง่ มัวแต่ทำเรื่องโง่ๆ” ดวงตาของเธอแทบถลนออกนอกเบ้า ฝ่ามือของเธอฟาดลงบนแก้มของฉันอย่างแรง กระทบกับริมฝีปากจนเลือดไหลซิบ ให้ตายสิ ความจำเสื่อมเฉพาะเรื่องเนี่ยอันตรายยิ่งกว่าที่คิดไว้เยอะเลย แล้วยัยนี่มันเป็นใครวะ ตบฉันอยู่ได้ ทำร้ายฉันเข้าไป ก็ฉันไม่รู้จะให้ทำยังไงได้เล่า

            “ฉันส่งรูปไปให้แกแล้ว แต่แกก็ยังนึกไม่ออก แกทำให้ฉันโมโหจนจะบ้าแล้ว นังหน้าโง่”

            เดี๋ยวนะ ฉันเพ่งมองเธออย่างยากลำบาก แก้มทั้งสองข้างเจ็บระบมพอๆกับศีรษะ เธอบอกว่าส่งรูปมา มันมีทั้งหมดสามใบ ที่เกี่ยวกับแม่ของฉัน คงไม่ใช่เรื่องเกี่ยวกับเธอแน่ ก็แสดงว่าเป็นใบสุดท้ายที่ฉันหาพบน่ะสิ ให้ตาย! เป็นไปไม่ได้น่า จะบอกว่าเธอคือ ?





- 5 -

            สิ่งที่น่าแปลกเกี่ยวกับสมองของเราหรือความทรงจำของเรา ก็คือบางครั้ง เรื่องที่เราคิดว่าลืมไปแล้ว นึกยังไงก็นึกไม่ออก แต่แล้ววันหนึ่ง เรานอนอยู่บนเตียง เพิ่งตื่นจากฝัน แล้วสิ่งที่เราลืมก็ฉายเข้ามาในหัว เราจำเรื่องที่เราลืมได้อย่างคาดไม่ถึง เรื่องแบบนั้นกำลังเกิดกับฉัน แต่มันออกจะสายเกินไปไหมที่ดันจำเรื่องทุกอย่างในชีวิตได้เอาตอนนี้ ตอนที่กำลังนั่งจ้องหน้ากับซาตานในชุดสีแดง ทุกอย่างมันสายเกินไปแล้ว

            ชีวิตของฉันที่ลืมเลือนไปกำลังผ่านสายตาเป็นฉากๆ ทุกรายละเอียดเล็กน้อย จิ๊กซอว์แต่ละชิ้นประกอบเข้าด้วยกัน และฉันก็เริ่มเข้าใจ เห็นเหตุและผลของเหตุการณ์ตั้งแต่แรกเริ่ม ตั้งแต่เรื่องลัลนาเรื่อยมาจนถึงตอนนี้ มันทำให้ฉันปวดหัวจนแทบระเบิด แต่ในที่สุดฉันก็รู้คำตอบที่ค้นหามานาน ฉันมองหน้าเธอซีดขาวของเธอ มองดวงตาสีแดงกับสีดำของเธอ แล้วฉันก็รู้ว่าต้องทำยังไงต่อจากนี้ ฉันต้องถ่วงเวลา ถ่วงเวลาออกไปให้นานที่สุด เพื่อยืดลมหายใจของตัวเองก่อนที่เธอจะฆ่าฉัน

            “ขอโทษ ฉันจำไม่ได้จริงๆ” น้ำตาของฉันรื้นน้ำตาอย่างจอมปลอม ฉันโกหกคำโตที่สุดในชีวิต ฉันจำได้แล้วต่างหาก ทุกรายละเอียดปลีกย่อย ทั้งเรื่องทุกข์และสุขในชีวิตของฉัน และรวมถึงชีวิตของเธอด้วย แทบไม่อยากเชื่อว่ามันจะอยู่ใกล้แค่นี้เอง เรดอยู่ใกล้ฉันมาตลอด อยู่ใกล้มากที่สุด เพราะเธอมีตัวตนอยู่ในความทรงจำที่ฉันลืมไป เป็นคนที่สนิทชิดเชื้อ เพียงแต่ว่าในทุกเหตุการณ์ที่มีเรดอยู่ เธอจะเป็นเพียงตัวประกอบเสมอ สายตาของฉันเห็นแต่พี่ชายของเธอ พูดกับพี่ชายของเธอ เล่นกับพี่ชายของเธอ เธอเป็นเพียงสิ่งที่อยู่ประกอบฉาก เหมือนตัวละครบนเวทีที่เพียงโผล่มาท่ามกลางผู้คน ฉันไม่เคยเห็นคุณค่าของเธอ แต่ก็รับรู้การมีอยู่และความปรารถนาทุกหยาดหยดของเธอ

            ฉันหลั่งน้ำตา เพิ่งรู้สึกว่าเรียนเอกการละครมีประโยชน์มากกว่าแค่เป็นความสุขเล็กๆน้อยๆของฉัน แต่มันสอนให้ฉันรู้จักการแสดง ถึงฉันจะสู้เพื่อนๆในเอกไม่ค่อยได้ พอเข้าตาจน ฉันก็ร้องไห้ได้มากมายจริงๆ ก็ไม่แน่ว่าฉันอาจจะร้องไห้มาจากก้นบึ้งของหัวใจก็เป็นได้

            “ได้โปรด อธิบายเถอะ ฉันไม่รู้จริงๆว่าเธอเป็นใคร”

            เรดหัวเราะอย่างบ้าคลั่ง ยอมปล่อยฉันจากเงื้อมือของเธอ ปล่อยอย่างแรงจนเก้าอี้แทบจะหงายหลัง แต่ฉันใช้เท้าจิกและยันพื้นไว้ได้ก่อน เธอกลับไปทิ้งตัวลงนั่งที่เก้าอี้ มองฉันด้วยสายตารังเกียจเหมือนอยากจะขย้ำให้ตาย ถ้าฉันเป็นกระดาษละก็ เธอคงขยำเป็นก้อนกลม กระทืบแรงๆหลายที แล้วก็เอาไปเผาไฟ

            “เธอรู้จักเด็กทุกคนในรูปครบหรือยัง”

            “ฉันรู้” ฉันพยักหน้าตอบ พยายามทำใจให้สงบเข้าไว้ อย่ามองมีด คัทเตอร์ กรรไกรและโทรศัพท์ของฉันที่วางอยู่ข้างหลังเธอบ่อยนัก เดี๋ยวเธอจะรู้ว่าฉันกำลังคิดจะทำอะไร

            “เธอได้เห็นหน้าฉันแล้ว” เรดบอก

            “น้องสาวของจี” ฉันพูดขึ้นช้าๆ แสร้งทำเป็นประหลาดใจ “เธอจะบอกว่าเธอเป็น... เป็นน้องสาวของเขาหรอ เป็นไปไม่ได้หรอก ฉันไม่เชื่อ”

            “โง่ไม่เคยเปลี่ยน ความจริงอยู่ตรงหน้า เธอก็ยังไม่ยอมรับมัน หรือว่าลึกๆแล้วเธอรู้ว่าความจำเกี่ยวกับฉัน มันไม่น่าพิสมัยสำหรับเธอ ก็เลยพยายามปิดกั้น ทำเป็นจำไม่ได้ใช่ไหม” เรดตวัดขาขึ้นนั่งไขว่ห้างอีก ทำให้มาดของเธอดูเหมือนนางพญา ใช่ แต่เป็นนางพญาแห่งเมืองคนบ้านะ

            “ฉันขอโทษ” เล่ามาสิ เล่ามา เวลาจะได้ยืดยาวออกไป ฉันแทบจะสวดมนต์ในใจให้เรดเป็นฝ่ายเล่าเรื่องราวในอดีตทั้งหมดออกมา ถ่วงเวลาเอาไว้ให้นานที่สุด ก่อนหน้านี้ที่ฉันตัดสินใจโทรศัพท์หาตำรวจ ฉันบอกกับร้อยโทไปว่า ถ้าในสองชั่วโมง ฉันไม่ติดต่อกลับไปหาเขาอีกครั้ง ให้ส่งตำรวจออกค้นทั้งมหาวิทยาลัยได้เลย ฉันคงถูกลากไปทารุณกรรมที่ไหนสักแห่ง เขาก็พยายามจะห้ามให้ฉันหยุด ไม่ว่ากำลังคิดจะทำอะไรก็ตาม

            ถ้าฉันไม่ทำแบบนี้ คุณจะไม่มีวันได้ตัวเรดหรอกค่ะฉันตอบเขาไปแบบนั้น เธอฉลาดกว่าที่คุณจะนึกได้ ถ้ามีตำรวจโผล่มาแม้แต่คนเดียว เธอจะไม่ยอมโผล่หน้าออกมา ฉันเท่านั้นที่ล่อเธอได้ ฉันถ่วงเวลาเธอได้ ก็อาจจะสักสองชั่วโมง ถ้าฉันไม่โทรกลับหาคุณภายในเวลาที่กำหนด คุณส่งคนมาได้เลย แต่ห้ามส่งคนมาก่อนเวลานี้เป็นอันขาด ไม่อย่างนั้นทุกอย่างอาจสูญเปล่า

            แต่คุณจะตกอยู่ในอันตรายนะ ผมจะให้คุณเป็นเหยื่อล่อแบบนี้ได้ยังไง

            ต้องได้ค่ะฉันตอบกลับไปอย่างแน่วแน่ ไม่ต้องห่วงหรอก เธอก็ผู้หญิงเหมือนกับฉันนี่แหละ เรี่ยวแรงก็น่าจะพอๆกัน ฉันพอจะรับมือได้ ได้โปรด ทำตามแผนของฉันเถอะ และอีกอย่าง ฉันอยากให้คุณช่วย...

            “นี่ฉันต้องเล่าให้เธอฟังใช่ไหม” คำพูดของเรดดึงฉันกลับสู่ปัจจุบัน ฉันมองนาฬิกาไม่ได้เพราะข้อมือถูกจับไพล่หลัง ฉันจึงไม่อาจรู้เลยว่าเวลาผ่านไปเท่าไหร่แล้ว อาจจะแค่สิบห้านาที หรือหนึ่งชั่วโมง เป็นไปได้ทั้งนั้น เพราะฉันไม่รู้ว่าตัวเองสลบไปนานเท่าไหร่ กะเวลาไม่ได้เลย ต้องยืดการสนทนานี้ออกไปก่อน

            “ได้โปรด ถ้าเธอจะฆ่าฉัน ก็โปรดให้รู้ว่าทำไม” ฉันพูดอย่างสุภาพ ปล่อยน้ำตารินไหลเป็นสาย ทำท่าทางให้หวาดกลัวเข้าไว้ แต่ก็ต้องไม่ดูเกินจริงมากไป แบบว่า ไม่ต้องฟูมฟายเหมือนแสดงละครเวทีน่ะ

            “ใช่ ฉันฆ่าเธอแน่ ฉันตามหาเธอมาตั้งนาน รอวันที่จะได้เจอแทบไม่ไหวแล้ว” เรดแสยะยิ้ม ถึงฉันจะรู้ว่าเธอชื่อจ๋า ชื่อจริงคือปนัดดา เกริกเกียรติ คนละนามสกุลกับจี นั่นเป็นเรื่องวุ่นวายในครอบครัวของจีที่ฉันจำได้แล้ว แต่จะไม่อธิบายตอนนี้ เพราะเดี๋ยวเธอก็เล่าออกมาเอง    

            “เธอคงจำไม่ได้สิว่าเธอทำร้ายฉันไว้มากแค่ไหน” เรดพูด ดวงตาปูดโปนคู่นั้นดูน่ากลัวกว่าเดิม เมื่อเธอพูดถึงอดีต “เธอแย่งความรักจากแม่ของฉัน จากพี่ชายที่ฉันรักที่สุด พี่ชายที่ฉันหวงแหน พี่ชายที่เป็นของฉันคนเดียว เธอเข้าใจบ้างไหมว่าฉันรักเขามากแค่ไหน เขาเป็นเทวดาของฉัน เวลาที่พ่อทำร้ายฉัน แม่ก็ไม่คิดจะทำอะไรเพื่อฉัน เขาเป็นคนเดียวที่อยู่ข้างฉันตลอด เป็นคนเดียวที่กล้าสู้พ่อ เธอก็เห็นแผลที่หน้าของเขานี่ แผลนั่นได้มาเพราะปกป้องฉัน เขารักฉัน เหมือนที่ฉันรักเขา ก็จนกระทั่งเธอเข้ามา เธอทำลายทุกอย่าง ทุกๆอย่าง”

            เอาเป็นว่า ฉันเล่าเองดีกว่า คำพูดของเธอออกมาจากสติสะตังที่ไม่ค่อยจะครบถ้วน เรื่องก็เลยไม่ปะติดปะต่อ ถึงฉันจะเป็นผู้หญิงจิตป่วยที่ลืมและเสริมแต่งอดีตของตัวเอง แต่ฉันก็ไม่ได้บ้า อันนี้รับรองได้ อย่างน้อยฉันก็ไม่ได้วิ่งไล่ฆ่าผู้หญิงทุกคนที่ครองหัวใจพี่ชายหรือเกือบจะครอง และฉันไม่ได้มีอาการจิตประสาทเพราะมีวัยเด็กที่โหดร้าย ถูกพ่อทำร้ายและแม่หมางเมิน ถึงพ่อฉันจะเย็นชาและทิ้งขว้าง แต่ดีกว่าพ่อของเธอแน่นอน

            เรื่องมันมีอยู่ว่า หลังจากคุณปณิสราคลอดจีออกมาแล้ว เธอก็ต้องเลิกคบหากับท่านผู้นั้น (นักการเมืองที่เป็นพ่อของจี) และโซซัดโซเซไร้ที่อยู่ แล้วก็มีคุณวัฒนา ผู้ชายท่าทางใจดีเข้ามาในชีวิตของเธอ ด้วยความที่เป็นคนหน้าตาสะสวย จะหาสามีใหม่ที่นิสัยดีกว่านั้นก็ย่อมได้ แต่ตอนนั้นเธอไม่รู้นี่ว่าหลังจากอยู่ด้วยกันไป เขาจะกลายเป็นคนโหดร้ายอย่างกับมีเชื้อหมาบ้าอยู่ในตัว ตอนจีอายุสองขวบ เขาก็ได้น้องสาวคนใหม่หน้าตาคล้ายพ่อมากกว่าแม่ที่ได้รับการตั้งชื่อว่า ปนัดดา ออกจะสมตัว เพราะเป็นหัวแก้วหัวแหวนของคุณวัฒนา แต่ใครจะรู้ว่าเขาเลี้ยงลูกสาวได้เลวร้ายขนาดไหน

            ตอนนี้อาจจะสงสัยกันว่าฉันรู้เรื่องทั้งหมดได้ยังไง จีเคยเล่าให้ฉันฟังเมื่อนานมาแล้ว นึกดูก็แปลก ฉันไม่จำเป็นต้องพยายามหาคำตอบเรื่องของเขาเลยสักนิด เพราะฉันรู้มาตลอด ข้อมูลพวกนี้ฝังอยู่ในซอกหลบเร้นของสมอง อาจเป็นเพราะเรดเอาไม้ตีหัวฉัน หรือว่าฉันกำลังอยู่สถานการณ์บีบบังคับคาดคั้นก็ไม่รู้ ฉันถึงจำเรื่องพวกนี้ขึ้นมาได้ จำได้ว่าจีเคยเล่าให้ฉันฟังทั้งน้ำตา  

            จีใช้นามสกุลของแม่ และเขาก็เก็บความสงสัยนี้มาตลอดตั้งแต่เริ่มรู้ความ เขาถามแม่ตอนห้าขวบว่าทำไมเขากับน้องจ๋าถึงใช้คนละนามสกุล น่าแปลกที่แม่เขายอมเล่าให้ฟัง คงเป็นเพราะไม่อยากปิดบังลูกชายก็ได้  จีก็ค่อนข้างสับสน แต่เขาก็ดีใจที่ไม่ใช่ลูกของคนขี้เหล้าท่าทางโรคจิตอย่างวัฒนา อย่าเข้าใจผิดว่าเขาจะเกลียดน้องสาวนะ เขาก็รักน้อง เหมือนพี่รักน้องทั่วไป ยังไงจ๋าก็เป็นน้องเขาครึ่งหนึ่ง และออกจะเห็นใจด้วยซ้ำที่แม่ไม่ค่อยใส่ใจจ๋าเท่าไหร่ เพราะปณิสรารู้สึกว่ามันเป็นความผิดพลาดที่แต่งงานกับผู้ชายสารเลวที่เอาแต่ตบตีเธอ และที่แย่กว่านั้นคือมีลูกกับผู้ชายน่ารังเกียจ เธอเกลียดตัวเองด้วยที่ผิดพลาดเรื่องผู้ชายถึงสองครั้งซ้อน

            ครอบครัวนี้ย้ายมาอยู่ข้างบ้านฉัน ตอนจีอายุหกขวบ ส่วนฉันเจ็ดขวบ ตอนนั้นกำลังมีความสุขกับครอบครัวของฉันอยู่พอดีเลย ที่ว่าฉันอุปโลกน์เรื่องแม่กับน้องชายขึ้นมาไง ฉันกำลังเพลิดเพลินกับความฝันในครอบครัวอยู่เลยล่ะตอนที่จีกับครอบครัวประหลาดของเขาย้ายมาอยู่ใกล้ๆ

            ฉันได้ยินเสียงทะเลาะตบตีจากครอบครัวนั้นบ่อยๆ และเอาแต่บอกตัวเองว่าโชคดีเหลือเกินที่มีแม่กับพ่อรักกันดี มีน้องชายที่น่ารัก ฉันมันก็น่าสมเพชพอกันละ ฉันได้รู้จักกับจีในวันหนึ่งช่วงปิดเทอมกลาง อืม ออกจะเหมือนตอนนี้จริงไหม ฉันได้กลับมาพูดคุยกับเขาจริงๆจังๆก็ช่วงปิดเทอมกลางเหมือนกัน ตอนเย็นวันนั้นฉันไปที่บ่อปลาตามปกติ สมัยก่อนแถวบ้านเรามีบ่อเลี้ยงปลาอยู่ซอยข้างๆ เจ้าของเป็นคุณลุงกับคุณป้าใจดีที่ให้เด็กๆเข้าไปวิ่งเล่นและดูปลาว่ายไปว่ายมาได้ตามสะดวก

            ฉันไปที่บ่อปลาคนเดียวเพราะน้องชายมัวแต่ดูการ์ตูน แล้วก็เจอจีนั่งหลบอยู่ในซอกระหว่างบ่อปลากับประตูรั้วด้านในสุด ฉันชอบปลาการ์ตูนในบ่อนั้นมาก และจะเดินไปตรงนั้นก่อนประจำ ฉันตกใจที่เห็นเด็กผู้ชายนั่งคุดคู้ มีเลือดไหลออกจากแผลที่แก้มข้างขวา ใช่แล้ว แผลที่เรารู้จักกันดี แผลที่ทำให้ยิ้มของเขามีเสน่ห์ในทุกวันนี้ และทำให้ฉันต้องกลั้นหายใจทุกทีที่เห็น แต่เชื่อเถอะว่าเขาไม่ได้ภูมิใจกับมันเลยสักนิด

            มิตรภาพเกิดขึ้นจากวันนั้น ด้วยเหตุผลง่ายๆที่ฉันดันเข้าไปเจอตอนเขาเศร้าเสียใจอย่างที่สุด ยังไงก็เถอะ กลับเข้าเรื่องน้องสาวของเขาต่อแล้วกัน เมื่อกี้เรดบอกออกมาแล้วว่าจีได้แผลนั้นเพราะพยายามช่วยเธอให้รอดพ้นจากพ่อ จ๋าก็เลยยึดจีเป็นที่พึ่งเพียงหนึ่งเดียว และที่พึ่งของเธอก็เริ่มออกห่าง โอ๊ย ใช่แล้ว ก็เพราะฉันนี่ไงเล่า ฉันกับน้องชายจอมซนที่ทำเรื่องสนุกสนานอยู่เสมอ ฉันลากพี่ชายของจ๋าออกมา เล่นสนุกด้วยกันทุกๆวัน จ๋าอยู่กับพวกเราตลอดก็จริง แต่ความสนใจทั้งหมดไม่ได้ตกอยู่ที่เธอ แต่มันมาอยู่ที่ฉัน ซึ่งเป็นหัวโจกของกลุ่มเด็กๆ เห็นแบบนี้ฉันก็เคยเป็นหัวโจกนะ

            แม่ของจ๋ากับจีก็ชอบฉัน ใจดีกับฉันเสมอ เอาขนมให้ฉันกับน้องชาย ฉันก็ไม่รู้ว่าทำไมจ๋าไม่เคยได้รับขนมจากมือแม่ เธอจะเป็นคนที่เหมือนหมาหัวเน่าในกลุ่ม เข้าใจไหม ฉันก็ไม่รู้จะอธิบายโลกของเด็กยังไงดี พอมองย้อนกลับไปตอนนี้ มันเป็นเรื่องงี่เง่าดีๆนี่เอง ฉันหมายถึงตัวฉันที่งี่เง่า พยายามกันท่าเธอตลอดเวลา พยายามคงสภาพความเป็นหมาหัวเน่าให้เธอ ฉันผิดเอง

            ในสายตาของเรดซึ่งก็คือจ๋าในตอนนี้ ฉันถึงสมควรตาย เพราะมันไม่ใช่แค่นี้หรอกที่เกิดขึ้น

            “เขาเป็นพี่ชายของเธอ มันเป็นไปไม่ได้” ฉันพูดขึ้น หลังจากฟังเธอพล่ามมาพักใหญ่ ก็เป็นเรื่องความเจ็บช้ำของเธอ ความพยายามของพ่อที่จะข่มขืนเธอ กี่ครั้งต่อกี่ครั้งที่จีช่วยเหลือและอ่อนโยนกับเธอ เขาเป็นผู้ชายคนเดียวในโลกของเธอ และเธอรักเขามากแค่ไหน มากเกินกว่าฉันหรือใครๆจะรักเขาได้ อันนั้นฉันเข้าใจ ถึงมันจะค่อนข้างวิปริตที่ต้องนั่งฟังน้องสาวเพ้อถึงพี่ชายสายเลือดเดียวกัน แม้ว่าจะคนละพ่อ แต่ก็สายเลือดนะ สายเลือด ให้ตายเถอะคุณพระคุณเจ้า ฉันเข้าใจในความรักของเธออยู่แหละ เธอไม่มีใครเลยนอกจากจีคนเดียว ประมาณว่าเหมือนเทวดาในชีวิตของเธอเลย

            แต่เธอทำเกินไป เธอกลายเป็นสิ่งมีชีวิตที่ตรงข้ามกับพี่ชายเธอไปแล้ว ถ้าพี่ชายเธอเป็นเทวดา เธอก็เป็นซาตานดีๆนี่เอง และนี่ก็คืออีกอย่างที่เกิดขึ้น เธอดันหลงรักพี่ชายของตัวเอง ขณะที่พี่ชายของเธอเป็นคนปกติ ไม่ได้บ้าไปกับเธอด้วย นั่นคือความขัดแย้งอย่างแรก

            “แล้วเกิดอะไรขึ้น หลังจากพวกเธอย้ายไปแล้ว” ฉันตะล่อมถาม พอฉันอายุได้เก้าขวบ พวกเขาก็ย้ายไปจากบ้านหลังนั้น ฉันก็ไม่รู้เหตุผลหรอก ได้ยินคนข้างบ้านพูดกันว่า ไม่มีเงินจ่ายค่าเช่าบ้านหรือไงเนี่ยแหละ

            “ฉันฆ่ามันทิ้งไง” เธอตอบอย่างเย็นชา

            “ฆ่าใคร” ฉันถามเสียงเบา

            “พ่อของฉัน” เธอตอบอย่างไม่รู้สึกรู้สา “ตอนอายุสิบขวบ มันก็ทำสำเร็จจนได้ เรื่องที่มันอยากทำที่สุด วันนั้นไม่มีใครอยู่บ้าน แม่พาพี่ชายไปโรงเรียนเพราะเป็นวันจ่ายค่าเทอมขึ้นมอสอง ฉันอยู่กับมันแค่สองคน เธอคงนึกออกว่าเกิดอะไรขึ้น เส้นด้ายมันขาดผึงแล้ว ฉันพยายามทนมาตลอด และมันก็เหลือจะทนอีกต่อไป หลังจากมันจัดการฉันอย่างที่มันอยากทำ ฉันก็คลานเข้าไปในครัว หยิบมีดออกมา และแทงมันด้านหลัง ฉันเสียบมีดไม่ยั้งเลย ฉันก็เลยรู้ว่าฉันชอบสีแดงตั้งแต่นั้น”

            “แม่กับพี่ชายกลับมาบ้าน พวกเขาตกใจมาก แม่ทำอะไรไม่ถูกก็เลยโทรหาคนๆนั้น พ่อของพี่ชาย เขาก็ดีนะ ยังอุตส่าห์ช่วยเก็บกวาดให้ แต่มันทำให้ฉันได้ตั๋วเที่ยวเดียวเข้าสถานบำบัดจิต แม่ไม่เคยมาเยี่ยมฉัน มีแต่พี่ชายที่มาหาฉันบ้าง” เธอหยุดพูดไปครู่หนึ่ง ดวงตาสีแดงกับดำเหม่อลอยเหมือนคิดถึงเรื่องราวเหล่านั้น มันฉายแววความสุขอยู่ครู่หนึ่งก่อนที่หน้าของเธอจะบิดเบี้ยวด้วยความโกรธขึ้นมาอีก

            “เธอออกจากสถานบำบัดได้ยังไง” ฉันรีบถามในเรื่องที่เธอน่าจะภูมิใจ ออกมาได้มีอยู่สองกรณี คือหมอลงความเห็นว่าเธอหายป่วย หรือไม่ก็หนีออกมา

            “ฉันหนีออกมา” เธอตอบ น้ำเสียงค่อนข้างภูมิใจ เห็นไหม ฉันเดินถูกทาง “ก็วิธีง่ายๆ ฉันพยายามเจริญรอยตามรุ่นพี่ที่เคยอยู่มาก่อน รายนั้นออกไปได้เพราะพยายามหลอกหมอ ฉันก็หลอกหมอเอาเหมือนกัน แต่ไม่ประสบความสำเร็จเท่าไหร่ ฉันก็เลยทำร้ายนางพยาบาลคนนึง ยึดเอาชุดเธอมาใส่ และย่องออกไป ง่ายเหมือนปอกกล้วยเมื่อเรามีบัตรผ่านและกุญแจ”

            “ปัญหาข้อต่อมาก็คือ พวกเขาพยายามตามหาตัวฉัน พี่ชายก็ด้วย ฉันรู้ว่าถ้าพวกเขาเจอฉันละก็ ฉันต้องถูกส่งกลับเข้าไปแน่ ฉันก็เลยหาทางติดต่อพ่อแท้ๆของพี่ชาย บอกเขาว่าฉันจะเปิดโปงเรื่องลูกนอกสมรส ถ้าไม่ยอมช่วยเหลือฉัน ก็แค่เงินนิดๆหน่อยๆที่พอจะประทังชีวิตของฉันได้ ฉันขอแบบรายเดือน ไม่ได้มากมายอะไร เขาพยายามส่งคนมากำจัดฉันทิ้งเหมือนกัน แต่ฉันกำจัดพวกมันได้ก่อน ในสถานบำบัดสอนให้ฉันต่อสู้ตั้งหลายแบบ อย่างคิดว่ามีแต่คนบ้าที่นั่นสิ เขาก็เลยไม่กล้าส่งใครมาทำร้ายฉันอีก”

            “เธอฆ่าลัลนาด้วยใช่ไหม” ฉันถาม กลืนน้ำลายลงคออึกหนึ่ง

            “ใช่” เธอตอบ ยิ้มนิดๆที่มุมปาก “พี่ชายเคยมาเยี่ยมฉันหลังจากรู้ผลสอบเข้ามหาลัย เขาบอกว่าสอบติดที่ไหน ฉันก็เลยเลือกที่จะเช่าห้องอยู่ไม่ไกลจากเขา เป็นห้องราคาถูกๆ ฉันแอบตามดูเขา และก็เพิ่งได้รู้ว่าแม่ก็ทิ้งเขาไปเหมือนอย่างที่ทิ้งฉัน แม่ของพวกเราลงใต้ไปอยู่กับคุณตาคุณยายที่ฉันเองก็ไม่เคยเห็นหน้า พี่ชายของฉันอยู่อย่างโดดเดี่ยว แต่มันไม่ใช่หรอก ฉันอยู่กับเขาเสมอ ไม่ว่าเขาจะไปที่ไหน ฉันตามไปอย่างเงียบๆ คอยดูเวลาที่เขายิ้มหรือหัวเราะ นั่นเป็นความสุขอย่างเดียวของฉัน”

            “แต่ความสุขของฉันก็จบลง” น้ำเสียงของเธอน่ากลัวขึ้นมา แฝงแววโกรธอย่างเต็มที่ “เพื่อนของเธอ สุ ยัยลัลนาเดินเข้ามาในชีวิตของพี่ชาย เขาแพ้ทางผู้หญิงพวกนี้ทุกที ผู้หญิงนิ่งๆที่มีรอยยิ้มละมุน เหมือนกับรอยยิ้มของเธอไงละ สุ แม่นั่นยิ้มเหมือนอย่างที่เธอเคยยิ้ม ท่าทางการพูดก็คล้ายๆเธอ เดาเอาสิว่าฉันจะโมโหแค่ไหน พี่ชายเป็นของฉันคนเดียวเท่านั้น และถ้าฉันไม่ได้พี่ชายมาเป็นของตน ก็อย่าหวังว่าใครจะได้ ฉันก่อกวนแม่นั่นทีละน้อย ใช่แล้ว สุ เหมือนอย่างที่ทำกับตัวเธอไม่มีผิด แต่แม่นั่นเข้าใจอะไรง่ายกว่าเธอเยอะ ไม่เคยคิดกล้าบอกตำรวจเพราะขี้ขลาดและโง่เกินกว่าจะทำ สุดท้ายแม่นั่นก็เดินเข้ามาหาฉันเอง เหมือนลูกแกะเดินเข้าถ้ำเสือ”

            “เธอพยายามใส่ร้ายจี ทำแบบนั้นทำไม” ฉันถาม กำลังพยายามขยับข้อมือออกจากเชือกที่มัดอยู่ ไม่ใช่งานง่ายๆเลย เชือกขูดกับผิวหนังของฉันจนเจ็บแสบ

            “เขาทรยศฉันนี่ เคยบอกว่าจะรักฉัน ดูแลฉันตลอดไป แต่เขาก็ไม่ห้ามพวกนั้นตอนที่เอาตัวฉันเข้าสถานบำบัด แล้วเขายังมีหน้ามายิ้มและหัวเราะกับผู้หญิงคนอื่น มันเหมือนกับว่าเขาลืมฉันไปแล้ว ฉันทนที่จะอยู่ห่างเขาได้ สุ ทนได้ที่จะมองเขาเพียงอย่างเดียว แต่ฉันทนไม่ได้ถ้าเห็นความรักที่เขามีให้ฉันกำลังหายไป ฉันจำเป็นต้องสั่งสอนเขาเสียหน่อยว่าเขาจะลืมฉันไม่ได้อย่างเด็ดขาด”

            “ฉันตั้งใจเอาไว้ว่าหลังจากเขาพ้นผิดแล้ว ฉันจะเปิดเผยตัวต่อเขา กลับไปหาเขา และขอร้องให้เขาอยู่กับฉัน ดูแลฉันเหมือนเดิม” สีหน้าของเธอเลื่อนลอย แต่ดวงตายังเบิกกว้าง “แต่เขาก็ดันขอเงินพ่อไปซื้อบ้านหลังนั้น บ้านที่อยู่ติดกับบ้านของเธอ เธอไม่ได้กลับเข้ามาในชีวิตเขาก็จริง เธอจำเขาไม่ได้ด้วยซ้ำตอนเจอกัน ฉันถึงได้ไม่ฆ่าเธอทิ้งซะตั้งแต่สองปีก่อน ขอบคุณอาการสมองเสื่อมเฉพาะเรื่องของเธอซะ มันยืดเวลาให้เธอมาสองปี แต่มันจะจบลงแล้วละ สุ เพราะพี่ชายของฉันกระเสือกกระสนกลับเข้าไปในชีวิตน้อยๆของเธอ และเธอ ก็รู้ทั้งรู้ว่าเขาอาจจะฆ่าเพื่อนสนิทของเธอก็ได้ เธอก็ยังพูดคุยกับเขา สนิทสนมกับเขามากขึ้นเรื่อยๆ”

            “ฉันทนไม่ได้” เรดกัดฟันพูด “เขาไม่เคยลืมเธอเลย ไม่เคยลืมแม้แต่วันเดียว เขาเห็นหน้าเธอครั้งแรกก็จำได้ว่าเป็นเธอ เขาถึงได้ซื้อบ้านหลังนั้น รอโอกาสที่จะได้พูดคุยกับเธออีก เขาเสียใจที่เธอจำเขาไม่ได้ แต่ก็ยังอยู่ข้างๆเธอ พยายามหาโอกาสเจอเธอตลอดเวลา เขาให้ของขวัญเธอ ทำอาหารให้เธอกิน ฉันไม่เคยได้กินอาหารฝีมือเขาเลยสักครั้ง แต่เธอได้ เธอมันมีดีอะไร ก็แค่ผู้หญิงตัวเตี้ย หน้าตาธรรมดา ทำไมเขาต้องรักเธอ และลืมฉัน”

            ฉันไม่เคยได้ยินน้ำเสียงของใครเจ็บปวดขนาดนั้นมาก่อน หัวใจของผู้หญิงที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามของฉันได้แตกละเอียดเป็นเสี่ยงๆ เป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย เป็นฝุ่นผง และทั้งหมดก็เพราะฉัน

            ขณะที่ชีวิตของฉันแสนจะเรียบง่าย มีขรุขระบ้างเล็กน้อย แต่ชีวิตของฉันก็ดีกว่าของเธอหลายเท่า เธอโชคร้ายกว่าฉัน และอาการทางจิตที่ปรากฏอยู่ในตัวเธอ ก็เป็นเพราะความเจ็บปวดในอดีตที่ทุกคนมีส่วนทำให้มันเกิดขึ้น ทั้งพ่อที่แสนร้ายกาจของเธอ แม่ที่หมางเมินเธอ พี่ชายที่ใจดีกับเธอจนเธอเข้าใจผิด และตัวฉันกับลัลนาที่แย่งพี่ชายไปจากเธอ

            ฉันนึกไปถึงเด็กสาวที่เคยเป็นแฟนกับจีสมัยอยู่มัธยม เด็กคนนั้นโชคดีจริงๆที่ไม่ได้เกี่ยวกับเรื่องนี้ ช่วงนั้นจ๋ายังอยู่ในสถานบำบัดจิต และยังไม่ได้หาทางหนีออกมา เธอคงไม่เคยรู้ว่าจีมีแฟน ฉันก็ไม่มีวันบอกออกไปหรอก จะเก็บเป็นความลับไว้อย่างเดิมน่ะดีแล้ว ฉันไม่รู้ว่าจ๋าบ้าได้มากแค่ไหน เธออาจจะตามฆ่าผู้หญิงทุกคนที่แค่จียิ้มให้ก็ได้นี่ ใครจะรู้

            “ฉันขอถามอะไรหน่อยได้ไหม” ฉันพูดขึ้น ยังพยายามถ่วงเวลาต่อไป และข้อมือทั้งสองข้างก็ต่อสู้อย่างถึงพริกถึงขิงกับเชือกเส้นหนา “ฉันสงสัยว่านั่นเป็นลายมือของเธอรึเปล่า ที่ปกด้านในของหนังสือเรื่อง ชายหนุ่มที่ถอนตัวจากโลก”

            “ใช่” เธอตอบทันทีโดยไม่หยุดคิด “หนังสือเล่มนั้นเคยเป็นของฉัน แล้วฉันก็ฝากพยาบาลในสถานบำบัดให้บริจาคให้กับมหาลัยที่พี่ชายฉันสอบติด มือสกปรกของยัยลัลนาไม่ควรมาแตะหนังสือของฉัน แล้วคิดเองเออเองว่าหนังสือเล่มนั้นเป็นพรหมลิขิตที่ทำให้เจอพี่ชายของฉัน”

            ในที่สุดฉันก็ได้เจอกับ หญิงสาวที่ถอนตัวจากโลกแล้วสินะ แต่เท่าที่รู้มาตัวละครเอกในหนังสือเล่มนั้นก็เป็นแค่ผู้ชายหนีสังคม เขาไม่ได้ฆ่าใคร หรือคิดที่จะฆ่าใคร หญิงสาวที่ถอนตัวจากโลกคนนี้น่ากลัวกว่ากันเยอะ

            “ทำไมเธอต้องบริจาคหนังสือเล่มนั้นด้วยล่ะ” ฉันถามต่อ อีกแค่นิดเดียวข้อมือข้างซ้ายของฉันก็จะหลุดจากเชือกได้แล้ว ฉันต้องทนทำหน้าเฉยทั้งที่เจ็บขนาดนี้ต่อไปอีกเพียงนิดเดียวเท่านั้น

            “ก็ไม่มีเหตุผลอะไรพิเศษ” เรดยักไหล่แล้วลุกขึ้นยืน “หมดเวลาเล่นยี่สิบคำถามแล้ว ฉันขี้เกียจคุยกับเธอ ยิ่งมองหน้าแล้วยิ่งหงุดหงิด ฉันอยากลอกหนังหน้าของเธอออกมาจะแย่แล้ว” เธอหยิบถุงมือสีแดงจากกระเป๋ากางเกงออกมาใส่และเดินไปหยิบมีดปอกผลไม้ของฉันขึ้นจากพื้น “ขอบใจนะที่เอาอาวุธมาให้ฉันด้วย มีดเป็นสิ่งที่ฉันชอบที่สุด ฉันออกจะเซ็งตอนรัดคอยัยลัลนา ต้องฆ่าแบบไม่เห็นสีแดง มันเป็นเรื่องน่าเบื่อที่สุด

            “เดี๋ยวสิ!” ฉันร้องออกมา “ก่อนฉันจะต้องตาย ฉันอยากรู้ ทำไมเธอต้องก่อกวนคนในเอกการละครด้วยละ ทำไมต้องใช้เพื่อนของฉันมาทรยศฉันด้วย”

            “ง่ายมาก” น้ำเสียงของเธอเย็นเนิบ มันน่ากลัวยิ่งกว่าเวลาเธอแสดงอารมณ์โกรธ “ฉันต้องการให้เธอไม่เหลือใคร อย่างที่ฉันเป็น”   

            เธอย่างสามขุมตรงเข้ามาหา ฉันกำลังรอจังหวะให้เธอเข้ามาใกล้มากพอ ฉันไม่ได้แค่นั่งคุยกับเธอเฉยๆมาตลอดนี่น่า ฉันพยายามต่อสู้และคำนวณความเป็นไปได้อยู่ในหัว เธอสูงกว่าฉัน ก็ค่อนข้างมาก แขนก็น่าจะมีกำลังมากกว่า เธอเคยเอาชนะลัลนาได้ ตอนนั้นเธออายุเท่าไหร่เอง สิบห้าได้มั้ง อายุแค่นั้นก็แรงเยอะแล้ว แสดงว่าตอนนี้เธอต้องแรงเยอะกว่าเดิม ท่าทางเธอปราดเปรียวกว่าฉัน เห็นกันชัดๆว่าฉันไม่มีทางชนะแน่ เธอมีมีดอยู่ในมือ แต่ถ้าฉันสามารถขยับเข้าไปหยิบกรรไกรกับคัทเตอร์ที่อยู่ตรงนั้นได้ ก็น่าเสี่ยง!

            ก่อนอื่น ต้องใช้ ความประหลาดใจให้เป็นประโยชน์

            เธอเข้ามาแล้ว เงื้อมือขึ้นสูง มีดส่องประกายวาววับอยู่ท่ามกลางแสงไฟดวงเล็กที่ห้อยอยู่เหนือหัวเราทั้งสอง ฉันขยับตัวอย่างรวดเร็ว ว่องไวที่สุดในชีวิต ใช้กำลังทั้งหมดที่มียกเก้าอี้และตัวเองขึ้นจากพื้น ฉันสะบัดตัวเอาเก้าอี้ฟาดเข้าที่ท่อนแขนของเธอ ว่าแล้วเชียว เก้าอี้ตัวนี้เก่ามากแล้ว ฟาดทีเดียวตะปูที่หลวมอยู่ก็ทำให้ขาเก้าอี้หลุดออกมา เธอชะงักไปเพราะประหลาดใจที่ฉันตอบโต้เธออย่างว่องไว ฉันสะบัดอีกที เอาพนักเก้าอี้ฟาดเธอ มือของฉันเป็นอิสระจากเชือกแล้ว เอาละ ขั้นต่อไป ฉันถลาไปหาอาวุธสองชิ้นที่วางอยู่ไม่ไกล

            ขณะที่ฉันก้มลงหยิบ เธอก็เหวี่ยงหมัดใส่ฉันจนเซไปชนกับผนังไม้ ฉันหวุดหวิดเกือบจะโดนมีดของเธอปาดคอ ดีที่หลบทัน ต้องขอบคุณความเตี้ยและตัวเล็กของฉันที่ทำให้ฉันรอดผ่านวงแขนของเธอออกมาได้ ปัญหาต่อมาคือเรื่องฝีเท้า เธอวิ่งเร็วกว่าฉัน และคว้าเส้นผมของฉันได้ อีกครั้งแล้วนะที่ฉันถูกดึงหนังหัวแทบหลุด ฉันก็เลยเหวี่ยงแขนเอาคมคัทเตอร์ปาดแขนเธอซะเลย ชอบสีแดงนักไม่ใช่หรอ อยากได้การฆ่าที่มีสีแดงนักใช่ไหม เป็นไงละ สีเลือดของเธอก็เป็นสีที่เธอชอบเหมือนกันนี่

            ฉันซอยเท้าถี่ยิบลงบันไดหน้าเรือนไทย วิ่งข้ามสนามรกๆราวกับป่าอย่างไม่คิดชีวิต ยังได้ยินเสียงของเธอตามมาด้านหลัง พอหันไปมองก็เห็นเสื้อคลุมสีแดงของเธอปลิวไสวไปกับสายลมยามดึก มันเหมือนในความฝันของฉันเลย ฉันเคยเห็นภาพนี้มาแล้ว แต่ฉันจะไม่วิ่งเข้าป่าเด็ดขาด ต้องวิ่งออกไปที่ถนน ไปตามถนนจนกว่าจะถึงถนนเส้นใหญ่กลางมหาวิทยาลัย

            แต่ฉันก็ยังไม่ทันได้ทำตามที่คิดไว้ เธอคว้าตัวฉันได้ และเชื่อไหม คือฉันก็ไม่อยากจะเชื่อในเรี่ยวแรงและศักยภาพของเธอเลย เธอคว้าฉันได้ และจับฉันทุ่มใช้ท่ายูโดสักท่าเนี่ยแหละ ฉันเหวอเลย เหวอจริงๆนะ หลังลงพื้นดังแอ้ก รู้สึกเหมือนเห็นดาวนับพันดวงลอยผ่านหัว

            เธอยืนคร่อมอยู่เหนือร่างฉัน แสยะยิ้ม ผิวสีซีดของเธอดูราวกับจะส่องแสงมลังเมลืองได้ในความมืด ฉันเห็นคมมีดยกขึ้นสูง ได้ยินเสียงหัวใจเต้นอย่างรุนแรงกระทบซี่โครง ได้ยินเสียงหายใจถี่ๆของตัวเอง ได้ยินหมดทุกสรรพเสียงในวินาทีแห่งวิกฤตนั้น ไม่! ฉันจะไม่ยอมจบแบบนี้ ไม่มีวันซะหรอก ฉันรักลมหายใจของฉัน รักที่จะได้ยินเสียงหัวใจเต้น ฉันอยากให้มันเต้นอย่างนี้ต่อไป อย่างน้อยก็สักสามสิบสี่สิบปี ฉันใช้ขาเกี่ยวขาของเธอและตวัดเอาร่างของเธอล้มลงมาด้วย

            ฉันขยับอย่างรวดเร็ว ทั้งที่กล้ามเนื้อทุกสัดส่วนกำลังร้องระงม ศีรษะก็ปวดจนแทบระเบิดแตกเป็นเสี่ยง แต่ฉันก็ขยับตัวเฮือกสุดท้ายนั่งทับเธอไว้ แย่งมีดจากมือของเธอ มือของเราทั้งคู่ตบตีกันเป็นพัลวัน ต่างลืมไปแล้วว่ามีทั้งคัทเตอร์ กรรไกร และมีดถูกทิ้งอยู่ไม่ห่างจากตัว นี่แหละ สู้แบบผู้หญิงโดยแท้ ตบๆตีๆ แล้วก็ข่วน โชคร้ายของเธอจริงๆที่ดันใส่ถุงมือ ก็เลยไม่มีคมเล็บอย่างฉัน

            เธอจิกผมฉันอีกแล้ว ตอนนี้ฉันเริ่มจะหมดแรง ก็แหม ฉันทั้งถูกไม้ฟาดหัว ถูกตบ ถูกจับทุ่ม ข้อมือก็ถูกมัดจนเป็นแผล ฉันไม่ใช่ซุปเปอร์วูแมน ไม่ใช่สาวนักกีฬาอย่างเธอ เป็นธรรมดาอยู่เองที่ตอนนี้เธอจะจับร่างฉันพลิกหงายขึ้นได้ และมานั่งทับฉันแทน คงเพราะว่าเธอกำลังตื่นเต้น มุ่งมั่นที่จะเอาชนะ อยากฆ่าฉันให้ตายอย่างที่สุดละมั้ง เธอก็ไม่ได้ยินในสิ่งที่ฉันกำลังได้ยิน ทั้งที่เธอเป็นคนรอบคอบ หนีจากการตามล่าหาตัวมาได้เท่าไหร่ต่อเท่าไหร่ แต่ฉันนี่แหละคือจุดอ่อนที่สุดของเธอ เพราะเธออยากฆ่าฉันมากกว่าอะไรในโลก เธอก็เลยไม่ได้สังเกต ไม่ได้ฟังเสียงอื่น นอกจากเสียงกู่ร้องในใจของเธอเอง

            มันเป็นเสียงฝีเท้าของคนมากมายที่กำลังวิ่งเข้ามา มันเป็นแสงไฟจากกระบอกไฟฉายนับสิบ ใช่แล้ว ตำรวจมักจะมาเอาตอนจบของเรื่องทุกที             

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 18 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

15 ความคิดเห็น