(Fic Loki+OC) Always be mine

ตอนที่ 9 : Come to Earth!

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,826
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 105 ครั้ง
    2 ม.ค. 59

Chapter 9 : Come to Earth!

 

            เอ่อ นี่ฉันหูฝาดหรือเปล่า สมองกลับ หรือว่าเพี้ยนไปแล้ว เพราะฉันคิดว่าฉันได้ยินโอดินกับธอร์กำลังบอกฉันว่า พวกเขาอยากให้ฉันกลับไปเยี่ยมบ้านที่โลก และพาโลกิไปด้วย! เดี๋ยว เดี๋ยว เดี๋ยวก่อนนะ ฉันมึนตึ้บ คือฉันรู้ว่าตอนนี้โลกิไม่เหมือนเดิมแล้ว เขาไม่ใช่พวกบ้าอยากครองโลกหรือกระหายอำนาจอีก (ฉันภาวนาให้ที่ฉันคิดนั้นถูกต้อง) แต่โอดินไม่เชื่อเขานี่น่า ไม่ไว้วางใจว่าเขาเปลี่ยนแปลง แต่จู่ๆก็อนุญาตให้เขาตามฉันไป นี่ออกจะแปลกๆ ฉันเงยหน้ามองเขา คิ้วขมวดเข้าหากัน แล้วตัดสินใจถาม

            ท่านกำลังมีแผนอะไรหรือเปล่าคะ? ฉันถามโอดิน และนั่นทำให้ธอร์มองฉันด้วยรอยยิ้มขำเล็กๆ

            ข้ามี เมนา ข้ามี โอดินตอบ

            บอกฉันได้ไหมคะ?

            ไม่ได้ เขาไม่ได้ตอบด้วยน้ำเสียงไม่พอใจหรืออะไรนะ เป็นน้ำเสียงธรรมดาๆ เหมือนกับจะบอกว่างานนี้บอกฉันไม่ได้จริงๆว่ามีแผนอะไร ฉันหันไปหาธอร์ เลิกคิ้วมองเขาอย่างขอคำตอบ แต่เขาส่ายหน้า

            ทำไมคะ?

            เจ้าช่างเป็นมนุษย์ขี้สงสัยจริง ธอร์พูดขึ้น บางทีข้าสงสัยนะ เจ้าช่างซักแบบนี้ โลกิไม่หงุดหงิดบ้างหรือ แหม ใครบอกเขาไม่หงุดหงิดละ เขาเคยถามด้วยซ้ำว่า ฉันจะหยุดมีคำถามบ้างได้ไหม? ฉันไม่ใช่พวกว่าง่ายนี่ แล้วก็ชอบหาคำตอบด้วย

            พรุ่งนี้เจ้ากับโลกิเดินทางได้ โอดินบอก

            จะมีคนจับตาดูเราไหมคะ? ฉันจะได้เจออเวนเจอร์คนอื่นไหม? หรือเจ้าหน้าที่หน่วยชิลด์ที่มีชื่อเสียงอย่าง นาตาชา โรมานอฟ หรือ คลินท์ บาร์ตัน

            ก็มีบ้าง ธอร์เป็นคนตอบคำถามนี้

            แล้วจะเปิดเผยตัวหรือเปล่า หรือว่าแอบตามห่างๆคะ ฉันถามอีก ก็บอกแล้ว ฉันอยากเจออเวนเจอร์ บางทีอาจถึงขั้นแอบขอลายเซ็น ตอนที่โลกิไม่ได้มองอยู่ ฉันว่าเขาอาจจะไม่พอใจถ้าเห็นฉันขอลายเซ็นใครก็ตามในอเวนเจอร์ที่เคยเอาชนะเขา และทำให้เขาต้องมาติดคุกอยู่เนี่ย

            ไปถึง เจ้าจะรู้เอง โอดินตอบอย่างตัดบท ราวกับไม่อยากให้ข้อมูลอะไรฉันเพิ่มแล้ว หรือพวกเขากลัวว่าโลกิจะแอบอ่านความคิดฉัน และรู้แผนทั้งหมด คงเป็นอย่างนั้นแน่ๆ ความคิดนี้ทำให้ฉันหงุดหงิดเล็กๆ นี่ฉันกลายเป็นส่วนหนึ่งของแผนการโดยที่ไม่รู้สักนิดว่าแผนการอะไร ถูกใช้เป็นเครื่องมือแบบนี้ ไม่สนุกเลย ขอย้ำนะ! ฉันไม่สนุกเลยสักนิดเดียว

            ธอร์บอกกำหนดการเดินทางให้ฉันฟัง และก็บอกให้ฉันไปได้ ฉันเดินไปตามโถงทางเดิน ไม่รู้จะบอกเรื่องนี้กับโลกิยังไงดี เขาจะคิดยังไงที่อยู่ๆได้ไปโลกอีกครั้ง โอ๊ย ฉันไม่รู้ เอาเป็นว่า มันก็เหมือนเวลาจะแกะพลาสเตอร์ออกจากแผลนั่นแหละ ทำให้เสร็จรวดเดียวไปเลยดีกว่า ฉันลงไปข้างล่าง เปิดประตูและเจอเขานั่งอยู่หลังขาตั้งภาพวาด ตอนนี้เขากำลังหมกหมุ่นกับภาพวาดชิ้นใหม่ที่ไม่ยอมให้ฉันเห็น และเมื่อฉันก้าวเท้าเข้ามา เขาก็หยิบภาพลงจากขาตั้งเก็บใส่หีบ ยุติการลงสีทันที

            ถ้าทำแบบนี้ เมื่อไหร่จะวาดเสร็จละ คำถามของฉัน ทำให้เขาหัวเราะเบาๆอย่างมีเสน่ห์

            ข้าให้เจ้าเห็นไม่ได้ เขาบอก

            ทำไมล่ะ ฉันเดินเข้าไปใกล้เขา จนยืนชิดกับแผ่นอก เงยหน้ามองใบหน้ายาวคมคาย คุณวาดอะไรที่ฉันเห็นไม่ได้หรอ? ผู้หญิงคนอื่นในความฝันหรือไง ฉันยิ้ม และมันต้องเป็นยิ้มเจ้าเล่ห์แน่ๆ

            เจ้าชักเหมือนข้ามากขึ้นทุกทีแล้ว ริมฝีปากของเขาคลี่ยิ้ม สองมือสอดเข้ามากอดเอวฉัน ขณะที่เขากำลังก้มหน้าลงมาหา ตั้งท่าจะจูบ ฉันก็นึกขึ้นได้ว่ามีเรื่องสำคัญต้องบอก และไม่อยากจูบตอนนี้

            ฉันมีเรื่องใหญ่จะบอก ฉันจับใบหน้าเขาให้หยุดก้มลงมาก่อน ฉันเพิ่งคุยกับโอดิน และธอร์ คุณต้องไม่เชื่อแน่ว่าพวกเขาบอกอะไรฉันมา ฉันหยุดเพื่อผ่อนลมหายใจ พวกเขาอนุญาตให้คุณลงไปที่โลกกับฉัน เดินทางพรุ่งนี้เลย ฉันไม่รู้ว่าพวกเขามีแผนอะไร คือ พวกเขามีแผนแน่ล่ะ และคงมีคนตามดูเราเยอะเลยที่โลก คำถามก็คือ ฉันไม่เข้าใจเท่าไหร่ว่าทำไมพวกเขายอมให้คุณไป นี่ฉันควรกังวลหรือเปล่า

            ไม่ โลกิส่ายหน้า ประทับริมฝีปากกลางกระหม่อมฉันเบาๆ ข้าว่าคงไม่ต้องกังวล เจ้าชอบคิดในใจเสมอว่าพวกเขาเป็นคนดีสำหรับเจ้าไม่ใช่หรือ ส่วนข้าเป็นตัวร้าย ถ้าพวกเขามีแผนอะไร คงไม่ใช่ทำร้ายเจ้าแน่ ก็ดีซะอีก ข้าอยากออกไปข้างนอกใจจะขาด เจ้าก็รู้

            แต่ว่า...

            เมนา เขาเรียกชื่อฉัน และฉันชอบมันจัง น้ำเสียงแบบนั้น สำเนียงอังกฤษนั่น ทำให้จิตใจว้าวุ่นฉันสงบลงเสมอเลย ไม่ต้องกังวล คิดซะว่าได้พักผ่อน ไหนๆก็ไปโลกแล้ว... ดวงตาเขามองฉันอย่างมีความหมายแปลกๆ ข้าอยากพบพ่อแม่เจ้า

            อะไรนะ!” โว้วๆ ไม่ๆ ไม่เด็ดขาด ฉันถอยกรูดจากตัวเขาทันที

            เมนา

            ไม่! อย่าเรียกชื่อฉันด้วยน้ำเสียงแบบนั้น ฉันรีบบอก ฉันไม่พาคุณไปพบพ่อแม่ฉันเด็ดขาด คุณก็รู้นี่ อดีตของฉันไง คุณเห็นมันหมดแล้ว ฉันกลับไปที่นั่นไม่ได้หรอก พวกเขาจะมองฉันเป็นคนแปลกหน้า

            แต่เจ้าส่งเงินให้พวกเขาทุกเดือน โลกิพูดเสียงเน้น

            ก็ใช่ แต่นั่นเป็นวิธีที่ทำให้ฉันเลิกโทษตัวเอง ก็นิดหน่อย ฉันเสริมขึ้นที่ท้ายประโยค ก่อนจะพูดต่อ เราจะไปโลกกัน แล้วฉันจะพาคุณไปเที่ยวนิวยอร์ก แบบว่า ตอนนี้มันสวยขึ้นเยอะแล้ว จากครั้งล่าสุดที่คุณไปแล้วเอ่อ ทำระเบิดตูมตาม หรือถ้าอยากจะไปที่อื่นก็ได้นะ ยุโรป อเมริกาใต้ มีที่น่าไปเยอะกว่าบ้านเกิดฉันในเยอรมันแน่ๆ ฉันรับรอง

            เขาถอนหายใจ ทำไมเขาต้องถอนหายใจแบบนั้นด้วย นี่ไม่น่าใช่เรื่องใหญ่เลย ฉันไม่ใช่เด็กแปดขวบที่หนีออกจากบ้านมาอยู่กับเขา แล้วเขาต้องไปขอโทษพ่อแม่ฉันซะหน่อย ฉันสามารถอยู่ที่นี่กับเขาได้ตลอดไป โดยที่ไม่ต้องกลัวว่าใครบนโลกจะเป็นห่วงฉัน แล้วทำไมต้องทำท่าหนักใจเหมือนเรื่องนี้หนักยิ่งกว่าโลกทั้งใบ เขาเดินเข้ามาใกล้ฉัน ดึงตัวฉันไปกอด และเริ่มทำน้ำเสียงแบบนั้นอีกแล้ว เสียงเซ็กซี่ที่เหมือนจะออดอ้อนนิดๆ เสียงที่ทำให้ฉันยอมทุกอย่างเสมอ

            ข้าอยากพบพวกเขา คนที่ทำให้เจ้าเกิดมา ถ้าไม่มีพวกเขา ข้าก็ไม่ได้เจอเจ้าสิ โอ๊ย เอาละ ยอมรับ นั่นน่ารักมาก น่ารักเกินไปด้วยซ้ำ ทำเอาฉันหน้าแดงเลยล่ะ เจ้ากลัวใช่ไหม? เจ้าไม่ต้องกลัวเลย ข้าอยู่กับเจ้าเสมอไม่ว่าเกิดอะไร พวกเขาไม่ใช่ปีศาจสักหน่อย ข้าสิปีศาจ ปีศาจยักษ์น้ำแข็ง เจ้าไม่เห็นจะกลัวข้าเลย

            มันไม่เหมือนกัน ฉันพูดเสียงอู้อี้อยู่ในอ้อมกอดเขา

            ก็ต้องไม่เหมือนอยู่แล้ว ข้าเป็นปีศาจนี่

            คุณเป็นเทพ ฉันแย้ง

            เทพแห่งการโกหก เจ้าควรจะกลัวข้ามากกว่าพ่อแม่ของเจ้าเยอะ มือใหญ่เขาวางทาบบนแผ่นหลังฉัน แผ่ไออุ่นซ่านไปทั่วทั้งร่าง ทำให้รู้สึกดีและปลอดภัย

            เราไม่พูดเรื่องนี้กันนะ โอเคไหม? ฉันขอร้อง

            ไม่โอเค เขากอดฉันแน่นขึ้น 

            โลกิ ฉันเรียกชื่อเขาอย่างดื้อรั้น

            ก็ได้ เขายอม เป็นครั้งแรกเลยที่เขายอมฉัน ถึงฉันจะรู้ว่ามันแค่ตอนนี้เท่านั้นก็เถอะ ไม่ช้าก็เร็ว เขาต้องหยิบขึ้นมาพูดอีกแน่ แต่ว่านะ ดูไม่ค่อยยุติธรรมเลย เขาคิดจะแก้ปัญหาครอบครัวให้ฉัน ทั้งที่เรื่องครอบครัวตัวเองยังเอาไม่รอดได้ยังไง

            ตลอดทั้งวัน เขาไม่หยิบประเด็นเรื่องพ่อแม่ฉันขึ้นมาอีกเลย เรานั่งคุยกันเรื่องโลก ฉันเล่าให้เขาฟังถึงสถานที่ต่างๆที่ฉันเคยไป ไม่เคยไป และอยากจะไป อาหารของชาติต่างๆที่รสชาติหลากหลายไม่เหมือนกันเลยสักชาติ ภาษาแปลกๆ ฉันพูดภาษาเยอรมันใส่เขาด้วย และเขาบอกว่ามันฟังดูพิลึกมาก เขาว่าภาษากลาง (อังกฤษ) ที่เราพูดกันก็พิลึกกว่าภาษาแอสการ์ดเยอะแล้ว แต่ภาษาเยอรมันฟังดูตลกนิดๆสำหรับเขา จากนั้นฉันก็ลองพูดภาษาจีน ประโยคที่ฉันพอรู้ให้ฟัง เขาบอกว่าเสียงสูงต่ำเพราะดี แต่การพูดของฉันทำให้ดูตลกไป แสดงว่าปัญหามันอยู่ที่ตัวฉันเนี่ยแหละ จะพูดภาษาอะไรก็ฟังดูตลกไปซะหมด

            ฉันจัดของ เก็บเสื้อผ้าบางส่วนใส่กระเป๋า เนื่องจากไม่รู้ว่าต้องอยู่กี่วัน และอยู่ในสถานการณ์อะไรบ้าง ฉันจึงเอาเสื้อผ้าหลายแบบไป จากนั้นก็จัดเสื้อผ้าให้เขาด้วย มันมีแต่สีดำ สีเขียว และอาจจะมีดิ้นสีทองปักนิดหน่อยในบางตัว ฉันหลีกเลี่ยงที่จะหยิบตัวที่มีดิ้นทองใส่กระเป๋า ไม่อยากให้ แฟนฉันดูเหมือนหลุดจากละครเวทีของเชคสเปียร์

            ทำไมไม่ลองใส่เสื้อผ้าสีอื่นบ้าง ฉันลองถาม

            ข้าไม่ชอบ เขาตอบโดยไม่ต้องหยุดคิด ฉันพยายามนึกภาพเขาใส่เสื้อสีอื่น แบบอื่น แต่ก็นึกไม่ค่อยออกเท่าไหร่ และมันคงดูไม่ใช่ตัวเขา ถ้าอยู่ดีๆเขาหยิบเสื้อสีชมพูมาใส่ สีดำดูจะเหมาะกับเขาที่สุด เวลาใส่สูทมีดำ แล้วมีผ้าพันคอหรือไม่ก็เนกไทสีเขียวเข้มพาดอยู่ คงดูดีไม่น้อยเลย ออกงานกาล่าดินเนอร์ได้สบายๆ

            คืนนี้ เราทั้งคู่เข้านอนแต่หัววัน ฉันรู้สึกตื่นเต้นสำหรับวันพรุ่งนี้ เอาน่า ฉันรู้ว่ากำลังคิดอะไรเหมือนเด็กๆที่กำลังจะได้ไปสวนสัตว์ แต่ว่า มันนานแล้วนะ เดือนกว่าๆแล้วที่ฉันอยู่แอสการ์ด ถ้าไม่อุดอู้อยู่ในนี้กับโลกิ ก็ออกไปเดินเล่นข้างนอก ซึ่งก็เดินไปได้ไม่ไกลเท่าไหร่ ฉันคิดถึงอินเตอร์เน็ต เพลงในไอพอด ละครช่องเอบีซีแฟมิลี่ เอชบีโอ และบีบีซี ฉันคิดถึงเสียงรถในนิวยอร์ก รถไฟใต้ดิน คนพลุ่กพล่าน แฮมเบอร์เกอร์ ห้างสรรพสินค้า ฉันคิดถึงทุกๆอย่าง มันเคยเป็นชีวิตฉัน ฉันคิดอย่างค่อนข้างปวดร้าวขณะที่เริ่มเบียดกายหาไออุ่นจากโลกิ ฉันไม่รู้ว่าเขาแอบอ่านความคิดทั้งหมดของฉันหรือเปล่า แต่เขากำลังลูบศีรษะฉันเบาๆ เหมือนจะปลอบโยน

            เช้าวันรุ่งขึ้น ธอร์พาฉันกับโลกิไปที่สะพานไบฟรอส ฉันตื่นเต้นมากเลยบอกตรงๆ ฉันอาจเจออเวนเจอร์ทั้งทีมรออยู่ข้างล่างก็ได้ แต่คนตัวสูงชุดดำที่เดินข้างฉันไม่ค่อยแสดงอารมณ์เท่าไหร่นัก เขาแค่จับมือฉันและเดินมาพร้อมกันเท่านั้น

            เราจะลงไปที่สตาร์คทาวเวอร์ ตรงจุดนั้นเหมาะแก่การลงโดยไม่รบกวนใคร ธอร์บอก

            จริงหรอ? ถ้าอเวนเจอร์คนแรกที่ฉันได้เจอเป็นโทนี่ สตาร์ค ก็เยี่ยมเลย ฉันหุบยิ้มแทบไม่อยู่ เริ่มคิดจินตนาการว่าเขาคนนั้นจะเหมือนที่เห็นในทีวีไหม ถ้าฉันได้เห็นเขาอยู่ในชุดเกราะด้วยยิ่งเจ๋งเข้าไปใหญ่ ฉันขอถ่ายรูปคู่ได้ไหมเนี่ย?

            พร้อมไหม? ธอร์หันมาถามฉันกับโลกิ ฉันรีบพยักหน้าตอบอย่างกระตือรือร้น

            การเดินทางด้วยไบฟรอสยังทำให้ฉันเวียนหัวเหมือนเดิม การที่ต้องพุ่งผ่านหมู่ดาวนับล้าน แสงสีตระการตา ความเร็วแทบจะเหนือแสง บอกได้เลย ยิ่งกว่านั่งรถไฟเหาะตีลังกาสองสามรอบติดซะอีก เมื่อเหยียบพื้นดินอีกครั้ง ก็ยังรู้สึกเหมือนเท้าลอยนิดๆ โลกิช่วยพยุงตัวฉันไว้ไม่ให้ล้ม ฉันลืมตาและเห็นว่าตัวเองยืนอยู่บนดาดฟ้าของตึก ให้ตาย! นี่คือสตาร์คทาวเวอร์

            บอกทีสิ ว่าขออนุญาตเสด็จพ่อมาแล้ว ฉันได้ยินเสียงผู้ชายกวนๆดังขึ้น และเมื่อมองไปหาเสียง ฉันก็เห็นผู้ชายคนหนึ่งรูปร่างสมส่วน ไว้เคราอันแสนจะเป็นเอกลักษณ์ โทนี่ สตาร์คกำลังเดินตรงเข้ามา และฉันต้องพยายามอย่างหนักไม่ให้กรี๊ดใส่หน้าเขา

            สวัสดี เรนเดียร์ ไม่ใส่เขาแล้วหรอ? นั่นคือประโยคแรกที่โทนี่พูดกับโลกิ และจากน้ำหนักที่บีบฉันแน่นมากกว่าเดิม ฉันบอกได้เลยว่าโลกิกำลัง อดทนอย่างยิ่งยวด จากนั้นโทนี่ก็หันไปหาธอร์ ว่าไง ยังใส่ชุดชาววังเห่ยเหมือนเดิม และโอ้ นี่ใครล่ะ? เขามองฉัน ค่อยยังชั่ว มีคนรู้จักแต่งตัวเหมือนกัน

            สวัสดีค่ะ ฉันพยายามไม่ให้ตัวเองสั่น ดึงมือออกจากมือโลกิและยื่นไปหาโทนี่ เมนา โมเนตต้าค่ะ อันที่จริง เป็นคนแถวนี้ โทนี่จับมือฉันเขย่า

            เยี่ยมๆ คุณนี่เอง โทนี่พูดแล้วดึงฉันให้เดินข้างๆ วางแผนจะอยู่นานแค่ไหนล่ะ คุณโมเนตต้า ผมกำลังวางแผนจัดปาร์ตี้ฉลองขึ้นบ้านใหม่ที่มาลิบู คงเป็นเกียรตินะถ้าคุณจะไป อยู่แอสการ์ดนานๆ คุณคงหดหู่น่าดู ที่นั่นไม่มีคอมพิวเตอร์ด้วยซ้ำใช่ไหม? เขาติดต่อสื่อสารกันยังไง โทรจิตหรอ?

            ฉันหัวหมุน โทนี่พูดเร็วเป็นไฟแลบ จนกระทั่งเข้ามาในตัวอาคารแล้ว เขาก็ยังจะพูดต่อ แล้วไอ้ที่ผมได้ยินมานี่ถูกหรือเปล่า คุณจะกลายเป็นสะใภ้คนเล็กของครอบครัวพิลึกนี่หรอ? ผมก็ไม่ได้ว่าอะไรหรอก แต่อยู่พระราชวังนี่คงอึดอัดแย่ คุณต้องตื่นไปถวายบังคมทุกเช้าหรือเปล่า? ผมทนไม่ได้แน่ๆ ยังไงก็เถอะ คุณมีเบอร์โทรศัพท์ไหมเนี่ย ผมจะติดต่อคุณยังไง

            เบอร์โทรศัพท์ที่อพาร์ทเมนต์ฉันก็ได้ค่ะ ยังไม่โดนตัดนะ คิดว่า เพราะฉันขอเจ้าของอพาร์ทเมนต์ดูแลไว้แล้ว โทนี่ควักโทรศัพท์มือถือของเขาออกมา ส่งให้ฉันกดเบอร์โทร ฉันก็ไม่รู้นะ เขาจะเอาไปทำอะไร

            ดี แล้วผมจะโทรไปแน่ โทนี่พยักหน้าขณะรับโทรศัพท์คืน แล้วนี่คุณจะไปไหนต่อ

            เอ่อ ฉัน... ฉันหันไปมองธอร์ มองโลกิที่ตอนนี้กำลังทำตาน่ากลัวใส่ฉัน สงสัยฉันจะอยู่ใกล้คุณโทนี่เกินไปแล้ว คงกลับไปอพาร์ทเมนต์สักครู่ค่ะ แล้วอาจจะออกไปเดินเล่น

            เย็นนี้มางานเลี้ยงสิ โทนี่กล่าวชวนทันที พวกเพื่อนเก่าผมจะมากันเพียบ ตอนสองทุ่ม ที่ห้องจัดเลี้ยง ตึกนี้แหละ นี่ เอาบัตรเชิญไปเลย ให้เรนเดียร์ของคุณด้วยนะ เขาหยิบบัตรเชิญออกมาจากด้านในเสื้อสูทที่สวมอยู่และยื่นให้ฉันสองใบ

            ขอบคุณค่ะ

            ผมคิดว่าคุณดูมึนๆนะ เพราะเดินทางข้ามดวงดาวสิ เขาเหล่ตามองฉัน เอาอย่างนี้ คุณกลับอพาร์ทเมนต์ นอนสักตื่นก็คงดี ผมเตรียมรถไปส่งคุณแล้ว

            ขอบคุณค่ะ ฉันมึนจริง แต่อาจจะไม่ได้มาจากดวงดาวอย่างเดียว

            โทนี่ พาฉันกับโลกิมาที่หน้าตึก ส่วนธอร์ขอตัวไปทำธุระเรื่องอื่น ซึ่งฉันว่าคงหนีไม่พ้นแวบไปหาเจน ฟอสเตอร์ ฉันรู้สึกดีขึ้นหน่อยที่หลุดจากโทนี่มาได้ คือไม่ใช่ว่าเขาน่ารำคาญหรืออะไร ก็แค่แบบว่า ฉันมึนอยู่ แล้วเขาก็ทำฉันหัวหมุนมากกว่าเดิม โลกิตามฉันขึ้นมานั่งบนรถ เงียบกริบ ไม่พูดกับฉันสักคำ ฉันกำลังคิดว่าจะหันไปคุยด้วยดีไหม แต่ว่า ไว้ถึงอพาร์ทเมนต์ดีกว่า มันเป็นส่วนตัวกว่า

            ระหว่างทาง ฉันเอาแต่มองนอกหน้าต่าง รู้สึกเป็นสุขที่ได้กลับมา ถึงโลกจะวุ่นวาย แต่มันคือสถานที่ที่คุ้นเคย ฉันกุมมือโลกิ จับไว้แน่นๆ นี่มันยิ่งกว่าฝันอีก การได้ออกมาข้างนอกกับเขา ได้นั่งรถอยู่เบาะหลังด้วยกัน ทำเรื่องปกติที่คนทั่วไปทำกัน ไม่ใช่อุดอู้อยู่ในห้องขังใต้ดิน

            ใช้เวลาไม่นาน เราก็มาถึงอพาร์ทเมนต์ของฉัน ข้าวของต่างๆยังวางอยู่ที่เดิมตั้งแต่วันที่ฉันไป แต่ทุกอย่างยังสะอาดเอี่ยม คงเป็นฝีมือแม่บ้านที่จ้างไว้ ฉันยิ้มกว้างวิ่งไปหาหน้าต่าง ดึงม่านเปิด ปล่อยให้แสงแดดส่องเข้ามา จากนั้นก็ล้มลงนั่งบนโซฟาตัวเก่าของฉัน มันนุ่มสบาย รับกับแผ่นหลังของฉันอย่างเหมาะเจาะ แล้วฉันก็มองโลกิ เขามองไปรอบๆห้องฉัน จากนั้นก็นั่งบนโซฟาข้างฉัน

            ทุกอย่างคงแปลกตาสำหรับคุณ ฉันเริ่มพูด

            เขาเงียบ

            เป็นอะไรหรือเปล่า? ฉันถาม

            เงียบ

            ถ้าเป็นเรื่องคุณสตาร์ค ฉันแค่ผูกมิตรนะ ฉันบอก ขยับตัวเข้าไปนั่งใกล้เขา สอดมือกอดแขนเอนตัวเข้าหา เขาก้มลงมองสบตาฉัน ขยับใบหน้าเข้าใกล้ หายใจรดจมูกฉันอย่างแผ่วเบา ก่อนจะจูบฉันอย่างหนักหน่วง หวงแหน โหยหา กดริมฝีปากเบียดชิดอย่างที่ฉันตั้งรับไม่ทัน ฉันยกแขนขึ้นคล้องรอบคอเขา จูบตอบด้วยอารมณ์รุนแรงกลับไป เพื่อเน้นย้ำให้รู้ว่าฉันต้องการเขาแค่ไหน เขากอดร่างฉันแนบแน่นอยู่กับแผ่นอก ชิดใกล้จนฉันได้ยินเสียงหัวใจของเขาด้วย นานทีเดียวกว่าเขาจะถอนริมฝีปากอย่างแสนเสียดาย

            ไม่ใช่แค่เรื่องสตาร์คหรอก เขากระซิบพูดกับฉัน

            แล้วเรื่องอะไรล่ะ? บอกสิ

            เจ้าดูดีใจมากที่ได้กลับมา  เขาส่งกระแสจิตพูดกับฉัน ตอนนี้ฉันคุ้นชินกับเขาจนรู้แล้วว่า บางทีจะมีบางคำพูดหรือบางประโยคที่เขาเขินเกินกว่าจะส่งเสียงพูดออกมา เขาจะใช้วิธีนี้เพื่อหลีกเลี่ยงความเขินอาย ฉันกอดเขา พิงใบหน้าบนแผ่นอกกว้าง

            ฉันดีใจที่คุณได้มาด้วยต่างหาก นั่นยิ่งกว่าจริงเสียอีก ฉันอาจดีใจที่ได้กลับมาในสถานที่คุ้นเคย แต่เมื่อก่อนสถานที่นี้เป็นแค่ที่ๆฉันทำงาน กลับมานอน แล้วก็ไปทำงานอีกครั้ง ชีวิตฉันว่างเปล่า มีเป้าหมายอยู่กับการหาเงินเพียงอย่างเดียว และหาความบันเทิงเริงใจกับการชนะคดีความ เหยียบอีกฝ่ายให้จมดิน แต่ตอนนี้ฉันเปลี่ยนไป ก็เหมือนกับที่เขาเปลี่ยน ตอนนี้ที่นี่ไม่ว่างเปล่าอีกแล้วสำหรับฉัน

            เราออกไปเดินเที่ยวกันไหม ฉันเงยหน้าขึ้นถามเขา ด้วยรอยยิ้ม

            เที่ยวหรอ? เขาถาม เลิกคิ้วขึ้น

            มีที่น่าเดินเล่นเยอะแยะในนิวยอร์ก ฉันบอกเขา น้ำเสียงสดใส นั่นเป็นสิ่งที่คนที่นี่ทำกัน รู้ไหม เขาเรียกว่าออกเดท เราไปเดินเล่น ชอปปิ้ง หาอะไรกิน ไปร้านหนังสือด้วยก็ได้นะ หรือจะไปพิพิธภัณฑ์งานศิลปะ นั่งทอดอารมณ์ในสวน จูบกันในที่สาธารณะ ประโยคสุดท้าย ฉันจบด้วยเสียงหัวเราะ

            เขายิ้มกับฉันอย่างเอ็นดู ตามใจเจ้าเลย นี่บ้านเจ้า แล้วงานเลี้ยงที่สตาร์คเชิญล่ะ?

            เราไม่ไปก็ได้ ถ้าคุณไม่อยาก ฉันบอก เขาทำหน้าครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง

            ข้าอยากเห็นเจ้าใส่ชุดออกงาน นิ้วเขาลูบไล้บนฝ่ามือฉันขณะที่พูด

            คุณช่วยฉันเลือกชุดก็ได้นะ ไปชอปปิ้งกัน ต้องสนุกแน่

 

            ใช่เลย นี่อาจเป็นวันที่ดีที่สุดของฉันก็ได้ 




Writer's Talk

เมื่อคืน ฉันตื่น ตีสามครึ่ง ค่ะ เพื่อมาดู Sherlock : The Abominable Bride ของช่อง BBC One

ฉันเป็น Sherlockian และ เป็น Cumberx ด้วยค่ะ 555 ฉันชอบผู้ชายที่มี Velvet Voice แบบ Benedict Cumberbatch 

ดูแบบสดๆ พร้อมคนในอังกฤษ มันได้อรรถรสดีนะคะ แต่ทรมานสังขารสิ้นดีเลย กว่าจะจบก็ตีห้าครึ่ง และฉันก็เล่น Tumblr ต่ออีกยันหกโมงกว่า ถึงจะได้นอน ถ้าแถวนี้มีใครเล่น Tumblr ไปคุยกันได้นะคะ  http://pangsasha.tumblr.com/

ตอนนี้กำลังคิดว่า อยากเขียนฟิค Sherlock กับตัวละครผู้หญิงที่คิดขึ้นเอง จังเลยค่ะ !!

 

             

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 105 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

225 ความคิดเห็น

  1. #189 Jitlada Jakthong (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 13 ตุลาคม 2562 / 22:46

    ปล่อยให้น้องเมนามีความสุขไปก่อนตอนนี้ แงงๆ

    #189
    0
  2. #101 เอเซียนาจา (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2561 / 14:34
    อยากอ่านฟิคsherlockค่าาา เชียร์เลย5555 กิหึงน่ารักกก
    #101
    0
  3. #57 Fha Narisara (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 17 มิถุนายน 2559 / 19:55
    ขำโทนี่ น่าร้ากก แต่งได้ดีมากๆเยยย
    #57
    0
  4. #14 Onosaka Michiko (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 2 มกราคม 2559 / 15:01
    พอเมน่ามาอยู่กับโทมฃนี่แล้วรู้สึกเธอจะเป็นใบเ้ไปเลย แทบไม่มีโกาสพูด รอต่อนะคะไรต์
    #14
    0
  5. #13 Looney (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 2 มกราคม 2559 / 14:00
    เขียนเลยค่ะรอติดตามอยู่ :)

    /โทนี่ที่รักมาแล้วอร้ายย
    #13
    0