(Fic Loki+OC) Always be mine

ตอนที่ 7 : Scent of your skin

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 2,356
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 158 ครั้ง
    31 ธ.ค. 58

          

          หาเรื่องใส่ตัวชัดๆ ฉันวิ่งตามทหารลงไปยังห้องขังของโลกิ เอ่อ หรือจะพูดให้ถูกคือซากที่เหลือของมันมากกว่า ฉันตะลึงมองตาค้าง ตรงกลางหลุมที่ควรจะมีห้องขังแขวนห้อยอยู่ มันหายไปแล้ว คงจะตกลงไปในหลุมมืด บริเวณนั้นก็ชุลมุนวุ่นวาย ทหารทุกคนต่างวิ่งใส่โลกิ พยายามจะจับตัวเขาให้ได้ แต่โลกิเก่งเรื่องสร้างภาพมายา ไม่มีใครรู้ว่าตอนนี้เขาอยู่ตรงไหนกันแน่ ที่ฉันแปลกใจก็คือ เขาทำลายห้องนั้นแล้วเขาไม่ได้ตกลงไปในหลุมด้วยหรือ? เท่าที่ฉันเข้าใจ ถ้าเขาเกิดทำผนังร้าว ห้องทั้งห้องจะตกลงไปทันที เขาไม่มีทางออกมาได้ และควรจะเละเป็นข้าวโอ๊ตต้มอยู่ข้างล่าง

            เขาออกมาได้อย่างไร?

            ฉันมองไปรอบๆบริเวณที่เกิดการต่อสู้ ภาพมายาของเขามีหลายแห่ง กระจายตามจุดต่างๆ ทหารต่างตีรันฟันแทง แต่ก็ไม่ทำให้เขาบาดเจ็บเลย พวกนี้ไม่ใช่ตัวจริง! โลกิตัวจริงอยู่ที่ไหนกัน?

            ฉันครุ่นคิด และถ้าหากว่า จริงๆแล้วเขาไม่ได้ออกมาจากห้องขังเลยล่ะ! เขายังอยู่ในนั้น ห้องขังยังอยู่ที่เดิม เพียงแต่พลังของเขาทำให้ทุกคนคิดว่าเขาทำลายห้องขังและออกมา ฉันจะพิสูจน์ความคิดนี้ได้ ก็ต้องฝ่าฝูงชนเข้าไปตรงหน้าห้อง

            ฉันก้าวเท้าเร็วๆ เบี่ยงตัวหลบคมดาบที่บังเอิญถูกแรงกระแทกตีกลับ ไม่สนใจเสียงของซิฟ หรือแฟนดรัลที่บอกให้ฉันออกไปจากที่นี่

            กำลังทำบ้าอะไร? นั่นเป็นเสียงของซิฟ เธอวิ่งเข้ามาฉุดตัวฉันไว้ ออกไปจากที่นี่เดี๋ยวนี้เลย ยังไม่ทันที่ฉันจะได้ตอบ โลกิมายาตนหนึ่งก็เข้ามาขวาง เหวี่ยงดาบใส่ซิฟ หันเหความสนใจของเธอออกไป จากนั้นก็เป็นแฟนดรัลที่พยายามขวางฉัน ตามด้วยสหายของธอร์อีกหลายคน ทุกคนถูกกันออกไปด้วยภาพมายาของโลกิ ชัดเจนแล้วว่า เขาต้องการเปิดทางให้ฉันเดินเข้าไปหา และถ้าฉันไม่ไป เขาก็จะไม่หยุดทำร้ายทหารของแอสการ์ด มีแต่ฉันที่หยุดเขาได้ในตอนนี้ หรือไม่ก็ต้องเรียกกษัตริย์ลงมา

            ฉันเดินถึงปากหลุมขนาดใหญ่ที่มืดมิด ความลึกของมันอาจเท่ากับความสูงของภูเขาหนึ่งลูก ฉันเอื้อมมือแตะจุดที่จำได้ว่าเป็นประตู แสงสีขาวจากในห้องสว่างออกมา แสดงว่าประตูได้เปิดออกแล้ว ฉันก้าวเข้าไปพร้อมปิดประตูตามหลัง

            คลายภาพมายาออกเดี๋ยวนี้ ฉันออกคำสั่ง ฉันอยู่นี่แล้วไง หยุดทำร้ายคนอื่นข้างนอก

            โลกิยืนอยู่ตรงหน้าฉัน ห่างไปประมาณห้าก้าวเดิน เนื่องจากไม่ได้พบกันมาตลอดทั้งสัปดาห์ มันช่วยไม่ได้จริงๆที่หัวใจของฉันจะกระตุกนิดๆเมื่อเห็นดวงตาแวววับสีเขียว ใบหน้ายาวหล่อเหลาที่ตอนนี้กำลังจดจ่ออยู่กับการส่งพลังออกไปนอกห้อง

            ขอร้อง ฉันพูดเสียงแผ่วอย่างอ้อนวอน

            แสงแวววับชั่วร้ายในดวงตาของเขาอ่อนลง สีหน้าผ่อนคลายมากขึ้น ฉันรีบเดินตรงไปหาหน้าต่าง สอดส่องสายตามองหาร่างในชุดสีเขียวดำ ไม่มีแล้ว เขาหยุดทำร้ายทหารและเรียกภาพมายากลับคืนทั้งหมด ทหารพวกนั้นยืนอย่างงุนงง แล้วพวกเขาก็เริ่มเดินมาที่ปากหลุม ส่องไฟขนาดใหญ่ลงไปเพื่อมองหาร่องรอยของโลกิ รวมถึงซากห้องขังด้วย แสดงว่าเขายังบังตาห้องนี้ไว้เหมือนเดิม ยังไม่มีใครเห็น และฉันก็ติดอยู่ที่นี่อีกครั้ง ติดอยู่ในกับดักของเขา ถ้าฉันเกิดดื้อรั้นจะเปิดประตูออกไป ภาพมายาตัวเขาจะกลับมาและเปิดฉากโจมตีทหารทุกคนอีก ฉันหันออกจากหน้าต่าง และเห็นว่าเขายังยืนอยู่ที่เดิม

            เจ้ายอมพูดกับข้าแล้วหรือ นังมนุษย์ตัวดี!” นัยน์ตาของเขาวาวโรจน์ ฉันกลัวและยืนชิดเบียดกับกำแพง ครั้งนี้ความโกรธของเขามากกว่าครั้งไหนที่ฉันเคยได้สัมผัส ไม่มีการหยอกเย้าเหลืออยู่ในดวงตาคู่นั้นเลย ไม่มีรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ ไม่มี!

            เมื่ออยู่ต่อหน้าข้า เจ้าไม่มีสิทธิ์ยืนเทียบเท่าระดับเดียวกับข้า คุกเข่า!” เสียงของเขาเต็มไปด้วยพลังอำนาจ ทำให้ฉันตัวสั่น แต่ฉันก็ยืนอยู่เหมือนเดิม ตั้งแต่เกิดฉันไม่เคยคุกเข่าให้ใคร ข้าสั่งให้ คุกเข่า!” เขาตวาดเสียงหนัก ไม่! ฉันไม่คุกเข่า แม้ขาทั้งสองข้างจะอ่อนยวบ แต่ฉันยังยืนชิดกำแพง ต่อสู้กับความกลัวในจิตใจ และมันยากมากขึ้นทุกที มนุษย์ธรรมดา จะสู้กับปีศาจได้อย่างไร?

            ปีศาจ ฉันพูดออกมาเบาๆ ฉันไม่คุกเข่าให้ปีศาจ

            หึ!” เขาส่งเสียงดูถูกออกจากลำคอ ก้าวช้าๆเข้ามา ฉันได้ยินเสียงรองเท้ากระทบพื้น ฉันหนีไม่ได้ ไม่มีทางไหนให้ฉันหนี ฉันติดกับดัก ใช่ ข้าเป็นปีศาจ เสียงเขาไม่ได้ดังไปกว่าเสียงกระซิบ แต่ฉันได้ยินทุกคำ แต่ยอมรับเถอะ นังมนุษย์หน้าโง่ เจ้าหลงรักปีศาจเช่นข้า

            ไม่ ฉันส่ายหน้า

            ข้าคือเทพแห่งการโกหก ข้ารู้เสมอว่าใครกำลังโกหก ร่างสูงตระหง่านอยู่ตรงหน้าฉัน ทำให้ฉันรู้สึกตัวเล็ก อยู่ในอุ้งมือของเขา ข้าฟังความคิดเจ้าเสมอ มนุษย์ เวลาที่เจ้าคิดว่าข้าไม่อยู่ตรงนั้น แต่จริงๆแล้วข้าอยู่ ตลอดสัปดาห์นี้ เจ้าทำข้าโกรธแค่ไหน รู้ไหม? นิ้วมือเรียวยาวของเขาขยับขึ้นมาที่ลำคอของฉัน ดึงให้ฉันเงยหน้า มองสบตาสีเขียวทรงอำนาจ

            จะกลับมิดการ์ดหรือ? ใครอนุญาตให้เจ้ากลับ!” โลกิพูดด้วยเสียงเหี้ยมเกรียม

            กษัตริย์โอดิน ฉันตอบเสียงแผ่ว

            ชีวิตเจ้าอยู่ในกำมือข้าต่างหาก มนุษย์!” เขาตวาด ถ้าข้าไม่อนุญาต เจ้าไม่มีสิทธิ์ไปที่ไหนทั้งนั้น เจ้าเป็นของข้า ข้าเท่านั้น!”

            ปล่อย ฉันเริ่มดิ้น ใช้มือทั้งทุบทั้งตี

            หยุด! เจ้าลองดิ้นอีกทีสิ ข้าจะฆ่าทุกชีวิตที่อยู่ข้างนอกนั่น อย่าคิดว่าข้าทำไม่ได้

            ทำกับฉันแบบนี้ทำไม? ฉันตวาดกลับ ทนไม่ไหวอีกต่อไปแล้ว ทำไม! คุณต้องการอะไรจากฉัน จะหลอกใช้ฉันใช่ไหม? หลอกใช้ฉันเพื่อทำร้ายคนอื่นอีกใช่ไหม? หลอกให้ฉันตายใจ ควบคุมฉัน ให้ฉันเป็นทาสคุณ ฉันไปทำอะไรให้คุณก่อนงั้นหรอ วันหนึ่งคุณทำร้ายร่างกายฉัน อีกวันก็มาทำดีด้วย ดูแลฉัน จูบฉัน แต่ฉันไม่เข้าใจ ทั้งหมดคุณทำไปทำไม มีแต่คนบอกว่าคุณไว้ใจไม่ได้ แล้วฉันควรทำไง ฉันทุบเขา ทุบแรงๆเท่าที่มือของฉันจะทุบไหว

            ฉันจะเชื่อใจคุณได้ไง เสียงของฉันสั่นไปหมด และตอนนี้อาจพูดไม่รู้เรื่องแล้วก็ได้ คุณฆ่าแม้กระทั่งพ่อแท้ๆ คุณเคยหลอกใช้คนอื่นมานักต่อนัก แล้วอยู่ๆก็ทำดีต่อฉัน จะให้ฉันคิดยังไง จะไม่ให้สับสนได้ยังไง ฉันกลัวคุณ! กลัวใจตัวเอง กลัวทุกอย่าง ฉันเกลียดความรู้สึกนี้ ฉันอยากจะรีดมันออกไปให้หมด ไม่อยากสับสนอีก ฉันรู้สึก... เดี๋ยวดีใจ เดี๋ยวสับสน อะไรก็ไม่รู้ แล้วคุณก็คอยเอาแต่บุกรุกความคิดฉัน ฟังสิ่งที่ฉันคิด ทำให้ฉันหวาดระแวง ฉันไม่กล้าคิด ไม่กล้าทำอะไร ไม่เป็นตัวของตัวเอง ฉันจะบ้าอยู่แล้ว!”

            ฉันเกลียดคุณ ปีศาจร้าย ได้ยินไหม ฉันเกลียด!” ฉันร้องไห้ นั่นเป็นโกหกคำโต ฉันเกลียดเขาไม่ได้ ไม่ ไม่ๆ ไม่ใช่ ฉันไม่อยากโกหกแล้ว เพราะนั่นทำให้ฉันเหมือนคุณ ทั้งที่ฉันเกลียดคุณ เกลียด แต่ก็เกลียดไม่ได้ คุณไม่เข้าใจหรอก ต่อให้คุณพยายามอ่านฉันมากแค่ไหน ก็ไม่เข้าใจทั้งหมดทั้งมวลที่ฉัน...

            ฉันพูดไม่ทันจบประโยค เขาจับใบหน้าฉัน แล้วก้มลงหา จัดการทำให้ฉันหยุดพูดด้วยริมฝีปากของเขา มันราวกับว่าตัวฉันจะระเบิดเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยได้ที่ตรงนี้ เป็นอีกครั้งที่ฉันควบคุมไม่ได้ และปล่อยให้เขาจูบจนพอใจ ปล่อยให้เขาใช้ลิ้นดุนผ่านริมฝีปาก ครอบครองลิ้นของฉัน เขาดึงตัวฉันให้แนบสนิท โอบกอดฉันอย่างแนบแน่น ละเลียดริมฝีปากอย่างหิวกระหาย เนิ่นนาน และอ้อยอิ่ง แม้กระทั่งยามที่ถอนริมฝีปากจากไป เขายังทิ้งรอยจูบเล็กๆไว้ที่มุมปากทั้งสองข้าง เขาก้มลงมาให้หน้าผากชิดกัน ผ่อนลมหายใจ ปล่อยให้ประสานเป็นหนึ่งเดียวไปกับลมหายใจของฉัน    

            เจ้าไม่เข้าใจหรอก ข้าอยากให้เจ้าอ่านใจข้าได้มากแค่ไหน น้ำเสียงนั้นช่างอ่อนโยน ชนิดที่ว่าคงไม่มีใครเคยได้ยินน้ำเสียงแบบนี้จากเขาแน่ เขายกนิ้วโป้งขึ้นเช็ดคราบน้ำตาบนแก้มฉันอย่างนุ่มนวล เจ้าไม่รู้หรอก ตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา เจ้าทรมานข้ามากแค่ไหน

            ปล่อยฉันนะ ฉันพยายามต่อต้าน ทุกอย่างกำลังวนกลับมาที่เดิม ฉันไม่อยากอยู่ในความสับสนอีกแล้ว ฉันไว้ใจเขาไม่ได้! แล้วจะให้ฉันทำไง!

            ข้าไม่ปล่อย เขากอดฉันแน่น แนบใบหน้าฉันลงบนแผ่นอก

            ปล่อย!” ฉันขัดขืน ดิ้นรน

            ข้ารักเจ้า นังมนุษย์ใจเสาะ

            ฉันหยุดดิ้น คิดว่าตัวเองหูฝาด ไม่แน่ใจ เขาพูดอะไร เขากำลังหลอกฉันเล่นหรือเปล่า อีกเดี๋ยว เขาจะหัวเราะใส่หน้าฉันไหม? ฉันผลักเขาออก และเขาก็ยอมปล่อยฉันอย่างง่ายดาย ฉันเบิกตากว้างมองเขา ดวงตาสีเขียวมองฉันอย่างลึกล้ำด้วยความปรารถนา ฉันไม่เคยถูกใครมองด้วยสายตาแบบนี้มาก่อน สายตาที่ทำให้ขนลุกชัน

            หมายความว่าไง? ฉันขยับถอยห่างจากเขาหนึ่งก้าว

            ข้าหมายความตามที่พูด อย่าให้ต้องพูดซ้ำอีกครั้งเลย เขาเบือนหน้าหนี เป็นไปได้ไหมว่าปีศาจกำลังเขินอาย

            ฉัน... สับสน อีกแล้ว คำนี้อีกแล้ว ฉันสับสน

            ทำไมเจ้าต้องสับสนไปหมดทุกเรื่อง โลกิก้าวเท้าเข้าหา ดึงฉันประชิดตัวอีกครั้ง ที่ข้าพูดยังชัดไม่พออีกหรือไง นิ้วของเขาสอดเข้ามาม้วนปลายเส้นผมฉันเล่น

            ฉันจะเชื่อคุณได้ยังไง ฉันทำคิ้วขมวด

            ข้าถึงได้บอกว่าอยากให้เจ้าอ่านใจข้าได้ นิ้วของเขาลากผ่านแก้มฉัน เกลี่ยเส้นผมไปทัดไว้หลังใบหู ข้าก่อเรื่องวันนี้ทำไม ถ้าไม่ใช่เพราะเจ้า สาวน้อย

            คุณอาจมีแผนอะไรอยู่ก็ได้นี่ ครองบัลลังก์แอสการ์ด บุกโลกอีกรอบ ฆ่าทีมอเวนเจอร์ คุณอาจใช้ฉันเป็นตั๋วผ่านออกจากคุกซะที ให้พวกเขาคิดว่าคุณเปลี่ยนไปแล้ว จากนั้นคุณก็เริ่มแผนการ หักอกฉัน ทำร้ายฉัน ทำลายโลก... ประโยคที่เหลือของฉันหายไป ไม่ใช่เพราะเขาจูบอีกรอบหรอกนะ แต่เพราะเขาหัวเราะ ไม่ใช่การหัวเราะเยาะเย้ยสำหรับเหยื่อในอุ้งมือ แต่เป็นหัวเราะอย่างขำขัน

            มีอีกเรื่องนะ ฉันพูดแทรก ขัดจังหวะการหัวเราะเหะๆๆของเขา อายุขัยฉัน อายุขัยคุณ คุณคิดว่าแค่บอก... รัก แล้ว เอ่อ ทุกอย่างจะโอเคหรอ? ไม่เลย มันไม่โอ

            ข้ารู้ เขาพยักหน้า ลูบท้ายทอยฉันเบาๆ

            แล้วยังไง? รู้แล้วยังไงล่ะ?

            เจ้าเลิกสติแตกได้ไหม เขาพูดอย่างอดทน แหม อย่างกับว่าจะทำได้ง่ายนี่ จะไม่ให้ฉันสติแตกได้ไง เดี๋ยวก่อนนะ ตอนเข้ามา เขายังทำตัวร้ายกาจกับฉันอยู่เลย แล้วก็จูบฉัน แล้วก็บอก เอ่อ บอกรัก ใครจะไม่สติแตกได้เนี่ย ถามหน่อย

            เจ้ารักข้าไหม? เขามองฉันด้วยดวงตาเว้าวอน

            อ่านใจเก่งนักไม่ใช่หรอ? ฉันพูดอย่างประชดประชัน

            ข้าอยากได้ยิน น้ำเสียงมีแววอ้อน

            มันก็เหมือนกับเสียงที่คุณได้ยินจากการอ่านใจนั่นแหละ ฉันพูดอย่างใจแข็ง

            มันไม่เหมือนกัน เขาเถียงอย่างดื้อรั้น

            ฉันเงียบ

            เมนา เขาชอบทำเสียงแบบนั้น เวลาเลือกชื่อฉัน เสียงเหมือนผู้ใหญ่เวลาจะดุเด็ก

            ฉันไม่ชอบให้บังคับ ฉันยังไม่กล้าที่จะพูดออกไปมากกว่า ถ้าพูดออกไป ทุกอย่างจะดูจริงมากขึ้นสำหรับฉัน ไม่รู้สิ ฉันแค่ยังไม่กล้าที่จะพูด

            ถ้าเป็นพูดในใจ เจ้าจะพูดได้ไหม? เขาส่งกระแสจิตถาม เจ้ารักข้าไหม?    

            เก่งนัก ก็อ่านเอาสิ

             ข้าสรุปว่าเจ้ารัก โลกิโมเมสรุป แต่ฉันไม่เถียงเขาหรอก เพราะมันเป็นความจริง เจ้าเชื่อใจข้าได้ไหม? สำหรับคำถามนั้น ฉันส่ายหน้าเป็นคำตอบ เชื่อข้าเถอะ เขาจรดริมฝีปากลงบนหน้าผากของฉันอย่างเนิ่นนาน จะไม่ไปจากข้าใช่ไหม?

            ฉันไม่รู้

            อย่าไปนะ เขาแนบหน้าผากลงมาอีกครั้ง ไม่อย่างนั้นข้าจะอาละวาดอีก ถ้าเจ้าคิดจะไปจากข้าอีกครั้ง ข้าจะไม่ให้อภัย ข้าจะทำลายโลกของเจ้าไม่ให้เหลือ ไม่ให้เจ้ามีที่กลับไป เจ้าจะได้อยู่กับข้า

            ถ้าคุณทำแบบนั้น ฉันจะเกลียดคุณ

            โลกิขยับเข้ามาหาริมฝีปากของฉัน เขาประทับอย่างแผ่วเบา ขยับกลีบปากฉันให้เปิดออกช้าๆ ฉันตัวสั่นขณะที่เขากอดฉันไว้ มืออุ่นนาบอยู่บนแผ่นหลัง ดันให้หน้าอกฉันชิดสนิทแนบไปกับแผ่นอกของเขา เขาสอดลิ้นเข้ามาอย่างช้าๆ ไม่เร่งร้อน ทุกอย่างดำเนินอย่างนุ่มนวล เขาละเลียดหาความหวานละมุนอยู่ในริมฝีปากของฉัน จากความนุ่มนวลค่อยๆเปลี่ยนเป็นความกระหาย ราวกับว่าเขาไม่มีวันได้รับการเติมเต็มจนพอ มืออุ่นเริ่มสอดเข้ามาใต้เสื้อ ผิวหนังของฉันตอบสนองการสัมผัสของเขา มันซาบซ่านไปตั้งแต่หัวจรดเท้า

            เขาดึงแขนฉันให้โอบรอบคอเขาไว้ อุ้มตัวฉันขึ้นอย่างง่ายดาย ยังจูบฉันไม่หยุดขณะพาเดินข้ามห้องไปเขาวางฉันลงบนเตียงอย่างแผ่วเบา ขยับตามลงมาพร้อมจูบฉันอีกครั้ง มือใหญ่เลิกเสื้อของฉันขึ้น เขาขยับลงไปทิ้งรอยจูบไว้เหนือสะดือ ไล้ลิ้นของเขาขึ้นมาช้าๆ ฉันหน้าแดงร้อนผ่าว มือสองข้างกำผ้าปูเตียงไว้แน่น ทุกจุดที่เขาทิ้งรอยจุมพิตไว้เหมือนจะร้อนฉ่าราวกับถูกไฟลน

            เดี๋ยว ฉันเรียกเขา เริ่มไม่มั่นใจว่าทำแบบนี้มันจะดีหรือ

            ชูว์ เขายกนิ้วชี้ขึ้นแตะริมฝีปาก ทำแบบนั้นเขาดูมีเสน่ห์อย่างที่ฉันเองก็อธิบายไม่ถูก เขาจูบฉันเบาๆที่ริมฝีปาก แล้วเลื่อนไปที่ใบหู ปล่อยไปตามที่เจ้าปรารถนา เขากระซิบ และฉันต้องขอบอกว่านั่นเป็นเสียงกระซิบที่เซ็กซี่ที่สุดตั้งแต่ที่เคยได้ยินมา เขาขบใบหูฉันเบาๆ ทำให้รู้สึกจั๊กจี้ แต่ก็รู้สึกดีเหมือนกัน

            เขาขยับลงไป ทิ้งรอยจุมพิตไว้บนหน้าท้องฉันอีก ค่อยๆขยับขึ้นมาจนถึงบราของฉัน เขาดึงเสื้อฉันออกทางศีรษะ มองบราอย่างไม่เข้าใจว่ามันคืออะไร เอ้อ ใช่! ผู้หญิงแอสการ์ดไม่ได้ใส่ของพวกนี้ เขาก้มหน้า ฝังจมูกลงแถวไหปลาร้าฉัน ไล่เรื่อยลงไปจนถึงขอบบรา

            ช่วยบอกข้าซิว่าจะถอดมันยังไง?

            ฉันแอ่นตัวขึ้นนิดหน่อย สอดมือไปด้านหลังเพื่อปลดตะขอ เขายิ้มอย่างพอใจ ก้มลงจูบริมฝีปากฉันเบาๆ แล้วเริ่มสำรวจผิวหนังที่อยู่ใต้บรา ฉันยกมือโอบรอบคอของเขา เริ่มกัดริมฝีปากเพราะไม่อยากส่งเสียงคราง เริ่มคิดในหัวว่าฉันเปลือยครึ่งตัวโดยที่เขายังใส่เสื้อผ้าครบอยู่ได้ไง ไม่ค่อยยุติธรรมเลย ฉันขยับมือไปตามเสื้อผ้าของเขา หาซิปหรืออะไรก็ได้ เพื่อที่จะรูดมันลงถอดมันออก ทำไมวันนี้ดันใส่ชุดเต็มยศซะนะ

            อยากให้ข้าถอดไหม? เขากระซิบอีกแล้ว พร้อมด้วยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์นิดๆตามแบบฉบับ คำถามนี้ฉันไม่กล้าตอบ แต่หน้าแดงๆของฉันคงบอกชัดอยู่แล้ว เพราะเขาขยับออกไปครู่หนึ่ง ปลดผ้าออกทีละชิ้น เปลือยท่อนบนและเหลือกางเกงไว้ ฉันก็เคยเห็นผู้ชายที่หุ่นดีกว่านี้เยอะนะตามปกนิตยสาร เขาดูจะผอมไปถ้าเทียบกับหนุ่มๆพวกนั้น แต่ฉันก็ชอบอยู่ดี เพราะทั้งหมดนั่นคือเขา เหตุผลมีแค่นั้นเอง

            เขากลับมาคร่อมอยู่เหนือตัวฉัน จับมือฉันวางทาบลงบนแผ่นอกตำแหน่งหัวใจพอดี ผิวของเขาอุ่นสบาย ฉันจำความอบอุ่นนี้ได้รางเลือนจากคืนที่ฉันป่วย ฝ่ามือของฉันสัมผัสได้ถึงหัวใจที่เต้นเร็ว ไม่ต่างจากหัวใจของฉันเลย ดวงตาสีเขียวมองฉันอย่างอ่อนหวานนุ่มนวล

            อย่าไปจากข้านะ สาวน้อย น้ำเสียงเขาเหมือนจะขอร้อง

            ฉันไม่ใช่ นังมนุษย์ใจเสาะ แล้วหรอ? คำถามของฉันเรียกเสียงหัวเราะเบาๆจากเขาได้

            เจ้าอยากให้ข้าเรียกอะไรล่ะ?

            เมนา แค่เมนา

            เขาก้มลงจูบฉัน คราวนี้ด้วยความกระหายหนักกว่าเก่า ฉันจูบตอบอย่างไม่รังเกียจ สองแขนโอบตัวเขาไว้ ปล่อยให้เป็นไปตามความปรารถนาของฉัน เขาถอนริมฝีปากเพื่อจะดื่มด่ำอยู่กับผิวหนังบริเวณหัวไหล่ ไหปลาร้า เลื่อนลงไปยังเนินอก เริ่มยากขึ้นทุกทีที่จะควบคุมตัวเองไม่ให้ส่งเสียงคราง ริมฝีปากของเขาเลื่อนลงต่ำจนถึงขอบกางเกง ฉันหน้าร้อนผ่าวขณะที่เขาปลดกระดุมทุกเม็ดและดึงกางเกงฉันออกไป

            ฉันต้องการเขา ไม่มีประโยคอื่นที่จะอธิบายความรู้สึกของฉันตอนนี้ได้แล้ว

            ตอนนี้ร่างของเราทั้งคู่เปลือยเปล่า เขากอดฉัน จูบฉันอย่างโหยหา แล้วค่อยๆขยับมือไปจับขาทั้งสองข้างของฉัน

            เป็นของข้านะ เมนา เขากระซิบเสียงแผ่ว ฉันพยักหน้ารับรู้

            เขาค่อยๆขยับเข้ามาในตัวฉัน จูบฉันอย่างปลอบโยนเพราะรู้ว่าเขาอาจทำให้ฉันเจ็บ เขาขยับอย่างเนิบช้า พร้อมกับผ่อนลมหายใจอย่างเป็นจังหวะ แล้วขยับเร็วขึ้น ฉันโอบเขาไว้ เริ่มส่งเสียงคราง เขาลูบศีรษะฉันอย่างแผ่วเบา เช็ดเหงื่อออกจากหน้าผากให้ ฉันดึงเขาลงมาจูบอย่างร้อนเร่า บอกให้เขารู้ว่าฉันต้องการเขามากแค่ไหนตลอดมา

            ฉันไม่มีทางหนีเข้าพ้นอีกแล้ว เขาเหมือนยาเสพติดสำหรับฉัน อันตรายแต่ทำให้ฉันติดงอมแงม และสร้างความสุขอย่างล้นเหลือให้ฉัน เขามันตัวอันตรายจริงๆ

            เมื่อไฟเร่าร้อนในตัวเราทั้งสองมอดลง เขาล้มตัวลงนอนด้านข้าง ดึงฉันเข้าไปกอด ให้ศีรษะของฉันวางพาดอยู่บนแขน ฉันซุกตัวเข้าหาอ้อมกอดนั้นอย่างคุ้นเคย ผ่อนลมหายใจช้าๆ พิงใบหน้าข้างหนึ่งเข้ากับแผ่นอกอุ่นๆของเขา ฟังเสียงหัวใจของเขาที่เต้นเป็นจังหวะสม่ำเสมอ นี่เป็นเพลงกล่อมนอนที่ดีที่สุดเลย

            ข้ารักเจ้า

            นั่นก็เป็นการบอกฝันดีที่เยี่ยมที่สุดเช่นกัน

             

         


Writer's Talk

จะไม่โดนแบนใช่ไหม? ต่อไปมันจะมียิ่งกว่านี้อีกนี่สิ 555 


             

            

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 158 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

225 ความคิดเห็น

  1. #207 ทำไมต้องไอค่อน' (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 13 เมษายน 2563 / 14:02
    แล้วแฮมดัลก็เห็น โอ้ววววว แล้วพวกคนข้างนอกประตูอีก คงจะสงสัยว่าหายไปทำอะไรกันานสองนาน
    #207
    0
  2. #202 Phantom aLicE (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 29 ตุลาคม 2562 / 14:20
    ทำไมพึ่งมาเจอ เรื่องนี้คือดีย์
    #202
    0
  3. #187 Jitlada Jakthong (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 13 ตุลาคม 2562 / 22:28

    อะเฮีอก///กะอักเลือดตาย

    #187
    0
  4. #179 GINA ^-^ (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 11 ตุลาคม 2562 / 21:00

    อู้ววววว​ววว​ กินมาม่าอยู่ดีๆถึงกับสำลักเลย
    #179
    0
  5. #173 Kamikami0000 (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 11 กันยายน 2562 / 21:30
    ได้ข่าวว่าไฮม์ดัลก็เห็น... โง้ยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยวยยวววว
    #173
    0
  6. #155 PCMulan (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 16 มิถุนายน 2562 / 21:09
    โอ๊ยยยยยย เขินไม่หยุดไม่หย่อนเลยค่ะ
    #155
    0
  7. #119 PongpangBkck (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2561 / 18:05
    แล้วไฮม์ดัล... โอมายก้อด5555555555555555555555
    #119
    0
  8. #99 เอเซียนาจา (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2561 / 14:17
    โอ้ยย ที่ตลกก็คือไฮม์ดัลที่เห็นทุกอย่าง5555555
    #99
    0
  9. #86 GGbongr (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 10 พฤศจิกายน 2560 / 08:42
    จอนที่ไอนั้นกันเราเขินนะ เขินที่โอดินเห็นด้วยได้อ่ะ
    #86
    0
  10. #73 sai suju&tvxq5 (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 24 กรกฎาคม 2560 / 21:57
    เขินๆๆๆๆ ตัวบิดไปหมดแล้ว หมอนก็ขาดไปแล้วด้วย
    #73
    0
  11. #67 Kk. (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 20 กรกฎาคม 2560 / 07:14
    เลือดกำเดาไหลหมดตัวแล้วomg
    #67
    0
  12. #46 Fleur-Phoenix (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 26 มกราคม 2559 / 17:56
    เดี๋ยวนะเดี๋ยววววววววว > < ><
    #46
    0
  13. #22 Nuparty (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 10 มกราคม 2559 / 00:52
    อ๊ายยยยยยยเขิน
    #22
    0
  14. #9 Onosaka Michiko (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 31 ธันวาคม 2558 / 13:30
    นึกว่าโลกิจะเป็นพวกซึนๆ (?) แต่นี่ไม่น่าจะซึนละ ขอกรี๊ดซักที กรี๊ดดดดดดดด>_<
    #9
    0