(Fic Loki+OC) Always be mine

ตอนที่ 5 : A kiss

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 2,271
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 131 ครั้ง
    30 ธ.ค. 58

          ฉันพลิกตัว หลับสนิทอยู่บนเตียงของโลกิ และเริ่มฝัน ฉันเห็นเขาในชุดชาวแอสการ์ดสีเขียว พาดสีดำและสีทอง เขาสวมหมวกที่มีเขาสีทองชูขึ้นด้านบน ถ้าทั้งหมดอยู่บนตัวผู้ชายคนอื่นมันอาจดูตลก แต่พอมาอยู่บนตัวเขา ทุกอย่างก็ช่างดูมีมนต์ขลังทำให้หัวใจฉันเต้นแรงขึ้น เขากำลังนั่งอยู่บนบัลลังก์ ขณะที่ฉันปะปนอยู่ในฝูงชนมากมายที่ต่างเงยหน้าขึ้นมองเขาอย่างเทิดทูน นี่สมกับเป็นความฝันจริงๆ เท่าที่ฉันรู้จักชาวแอสการ์ด พวกเขาไม่มีทางมองโลกิด้วยสายตาแบบนี้แน่ แล้วดวงตาสีเขียวคู่นั้นก็จ้องมาที่ฉัน ดวงตาที่บอกยากว่ากำลังคิดอะไรอยู่ ฉันจ้องกลับ รับรู้ถึงความร้อนผ่าวที่ไต่ขึ้นมาบนแก้ม ไม่ว่าจะในความจริงหรือความฝัน เขายังมีอิทธิพลต่อฉันเสมอ ทำให้ฉันละลายได้ด้วยการมอง

            ภาพความฝันของฉันเปลี่ยนไป ฉันนอนอยู่ที่เดิม บนเตียงอุ่นสบายของเขา เขากำลังปลุกฉันให้ลุกขึ้นมากินยา ฉันลืมตาด้วยความงัวเงีย มองเห็นถ้วยเล็กๆในนิ้วมือเรียวยาวของเขา ฉันไม่อยากกินเลย จริงๆนะ มันทั้งขม ฝาดคอ ไม่รู้จะทำให้หาย หรือเจ็บคอหนักกว่าเดิมกันแน่ ฉันส่ายหน้าอย่างดื้อรั้น ล้มกลับไปนอนต่อ แต่ก็ถูกแรงมหาศาลของเขาดึงให้ลุกขึ้นนั่ง มือข้างหนึ่งของเขาจับใบหน้าฉันให้ง้างปาก โหดร้ายชะมัด ขนาดในความฝัน ยังป้อนยาดีๆไม่ได้เลย เขากรอกยาสมุนไพรลงคอฉัน ทำให้รู้สึกพะอืดพะอม ทุกอย่างกลับมาจุกอยู่บนคอ แล้วฉันก็อาเจียน มือสองข้างจับขอบเตียงแน่น โก่งคออาเจียนลงไปที่พื้นข้างเตียง เอาละ ความฝันนี่มันแย่มากเลยนะ ฉันดูน่าขยะแขยงที่อาเจียนต่อหน้าคนที่ เกือบ จะแอบชอบ

            เนื่องจากยาที่เพิ่งกรอกลงไปถูกอาเจียนออกมาจนหมด เขาจึงตักยาขึ้นมาอีกถ้วยและบังคับให้ฉันกิน ทรมานกันเกินไปแล้วนะ ฉันอยากจะตื่นเต็มที อย่างน้อยตอนตื่น ฉันก็อาจจะทำอะไรได้บ้าง แต่ถ้าหลับอยู่อย่างนี้ ฉันต้องเชื่อฟังเขาอย่างช่วยไม่ได้ ฉันยอมดื่มยาเข้าไปอีก ทำหน้าเบ้ แล้วก็ล้มตัวลงนอนต่อ

            ฉันรู้สึกมึนหัวอยู่ตลอดเวลาที่นอนอยู่ และอุณหภูมิร่างกายก็ยังสูงเหมือนเดิม ฉันรู้สึกได้ถึงภายในผ้าห่มที่ร้อนจัดเพราะร่างกายของฉันเอง มือของเขาแตะบนหน้าผากฉัน ไม่รู้ว่าฉันฝันหรือเปล่า แต่การที่คนอย่างโลกิแห่งแอสการ์ดจะเอาผ้าชุบน้ำมาวางบนหน้าผากฉันนั้น มันเป็นจริงไม่ได้แน่ ดังนั้นความรู้สึกที่เหมือนมีคนเอาผ้ามาเช็ดตัวให้ ฉันคงจะคิดไปเอง

            ไม่รู้เวลาผ่านไปนานเท่าไหร่ อากาศเริ่มเย็นลง และฉันขดตัวกลมเหมือนลูกแมวอยู่บนเตียง ฉันไม่ชอบฤดูหนาวมาตั้งแต่ไหนแต่ไร ฤดูหนาวในนิวยอร์กก็ทำให้ฉันป่วยได้เหมือนกัน อากาศเย็นจัด มีหิมะตกขาวโพลนไปทั่ว ฉันชอบแสงแดดกับอากาศอุ่นสบายในช่วงฤดูใบไม้ผลิมากที่สุด ฉันกอบโกยหาผ้าห่ม เบียดกายชิดผนังเพราะมันเป็นจุดที่อบอุ่นที่สุดแล้ว ฉันยังไออยู่สองสามที แต่อาการเจ็บคอเริ่มหาย เหลือแต่ขี้มูกเกรอะกรังนิดหน่อยกับเสลดในลำคอ

            แล้วฉันก็รู้สึกอุ่นสบาย ความอบอุ่นมาจากไหนไม่รู้ มันซาบซ่านไปทั่วแผ่นหลังของฉัน โอบกอดฉันไว้ เหมือนมีผ้าห่มผืนหน้าหลายสิบผืนโปะอยู่บนตัว ฉันผ่อนลมหายใจอย่างรู้สึกสบาย พลิกตัวหันไปหาความอบอุ่น ซุกตัวอยู่ตรงจุดนั้น ขยับใบหน้าเข้าหาซอกหมอน คือฉันคิดว่ามันน่าจะเป็นหมอนนะ มันอุ่นสบายมาก และทำให้หลับสนิทอย่างผ่อนคลายได้อีกครั้ง

            คงจะเป็นเวลาดึกแล้ว หรือไม่ก็เช้าของอีกวัน ตอนที่ฉันตื่นขึ้นมาอย่างงัวเงีย ใบหน้าฉันอยู่เกือบชิดกำแพง หัวสมองปลอดโปร่งโล่งสบายอย่างไม่น่าเชื่อ ฉันยกมือแตะหน้าผาก ไม่มีไข้แล้ว จมูกโล่ง คอโล่ง ไม่มีน้ำมูก ไม่มีเสลด ฉันหายป่วยแล้ว! อัศจรรย์มาก ก่อนที่ฉันจะลงมา อาการยังย่ำแย่อยู่เลยแท้ๆ แสดงว่ายาขมๆของแอสการ์ดนี่ของดีจริง ตอนฉันกลับโลก ฉันขอสูตรไปได้ไหมเนี่ย

            ตื่นแล้วก็ลุกเสียที เสียงทุ้มดังอยู่บริเวณแผ่นหลังฉัน ร่างกายฉันแข็งทื่อขึ้นในบัดดล รับรู้ได้ถึงสสารที่มีชีวิตนอนเหยียดยาวอยู่ชิดตัว เดี๋ยวก่อนนะ! ฉันไม่ได้กำลังคิดไปเองใช่ไหม? หรือว่ากำลังฝันอยู่ ไม่ใช่ ฉันตื่นแล้ว ฉันรับรู้ได้ว่าตื่นแล้ว และกำลังรับรู้เรื่องต่อมา มีคนนอนอยู่ข้างหลังฉัน แผ่นหลังฉันนาบอยู่กับตัวเขา และแขนข้างหนึ่งของเขาก็พาดอยู่บนตัวฉัน เขาค่อยๆขยับยกแขนออกไป ตอนนี้ฉันกำลังตกใจสุดขีด หัวสมองขาวโพลน ฉันผุดลุกขึ้นนั่ง ไม่กล้าหันไปมอง โอ๊ย ก็ลุกออกไปก่อนสิ นอนขวางแบบนี้ฉันจะลงไปได้ไง

            เอ่อ ฉันลงทางท้ายเตียงก็ได้นี่น่า เอาละ ใจเย็น ฉันไถก้นไปทางท้ายเตียงและกระโดดผลุงลงไปยืน เสื้อแขนยาวที่ใส่อยู่นั้นตัวใหญ่ ทำให้แขนเสื้อข้างหนึ่งห้อยลงเปิดไหล่ไปข้างหนึ่ง ฉันไม่ได้ยั่วนะ มันเปิดเอง และตอนนี้ก็รีบดึงขึ้นแล้ว ส่วนเขาลุกขึ้นนั่งบนเตียง ฉันไม่เคยเห็นเขาสวมชุดสบายๆแบบนั้นมาก่อน เสื้อไหมพรมถักแขนยาวสีเขียว กางเกงสีดำ ที่ดูก็รู้ว่าเป็นเสื้อใส่นอน ผมสีดำไม่ได้เรียบเหมือนทุกที มันกระเซิงนิดๆข้างที่เขาเอนศีรษะลงบนหมอน โอ๊ย ให้ตาย! ให้ตายเถอะ ฉันชอบมัน ยิ่งเห็นภาพนี้ยิ่งทำให้ฉันหมกหมุ่นในตัวเขา เทพแห่งความวิบัติ ก็มุมมองสบายๆเพิ่งตื่นนอนแบบนี้ด้วย

            ใจเย็น เมนา สูดลมหายใจเข้า ออก ช้าๆ

            คุณบอกว่าจะอยู่ฝั่งนู้น ฉันเริ่มบทสนทนา พยายามไม่เปิดปากมากไปนัก เพราะกลิ่นปากมนุษย์ยามเช้าไม่เป็นที่พึงประสงค์

            ข้าก็ต้องนอนนะ มนุษย์ เขาพูดช้าๆชัดๆ เหมือนจะเน้นให้ฉันรู้ว่า ฉันไม่มีสิทธิ์ว่าเขาในเรื่องนี้ได้ แต่ฉันก็ยังไม่เข้าใจอยู่ดี ถ้าเขาจะนอน คือแบบว่า ทุกทีถ้าจะให้สมกับเป็นตัวเขาก็คือ ลากฉันลงจากเตียง ไล่ฉันไป แค่นั้นก็จบแล้ว ทำไมต้องมานอนข้างๆด้วย โอ๊ย ไม่! อย่าคิดคำว่า นอนข้างๆขึ้นมาตอนนี้สิ ฉันพนันได้เลยว่าหน้าฉันแดงอีกแล้ว เพราะริมฝีปากบางของเขาเริ่มคลี่ยิ้มอย่างเจ้าเล่ห์และพึงพอใจ

            ฉันจะ เอิ่ม... ฉันจะกลับห้องไปแปรงฟัน ยิ่งอยู่ตรงนี้นาน มันก็ยิ่งอึดอัดกระอักกระอ่วน    

            ข้ามีแปรงสีฟันที่ยังไม่ได้ใช้ แล้วเขาจะบอกฉันทำไม? หยิบไปใช้ก่อน อยู่ในตู้ในห้องน้ำ หมายความว่าไง? คือยังไม่ให้ฉันกลับห้องหรือ?

            ฉันกลับห้องดีกว่า

            ทำไมเจ้าจะต้องให้ข้าสั่งซ้ำ ทั้งที่สุดท้าย เจ้าก็ต้องทำตามที่ข้าต้องการอยู่ดี เขามีท่าทางระอาใจ เดินเข้าห้องน้ำ หยิบแปรงสีฟันที่ยังไม่ใช้ในตู้ แปรงฟัน  ล้างหน้า เก็บแปรงเข้าที่ แล้วออกมา เขาสั่งให้ฉันทำในสิ่งที่ต้องการเป็นฉากๆ ลูกแก้วสีเขียวในดวงตาจดจ้องที่ฉันอีกแล้ว เหมือนมีมนต์สะกด ทำให้ฉันใจอ่อนทุกที

            คุณก็บอกเหตุผลสิ ทำไมฉันยังต้องอยู่ตรงนี้อีก ถ้าฉันกลับห้อง ก็จะได้เปลี่ยนเสื้อผ้า ไปหาอะไรกิน แล้วค่อยกลับลงมาใหม่ก็ได้ ตอนนี้คงเช้าแล้ว ไม่ใช่ตอนกลางคืนอย่างที่ฉันคิดแต่แรก ท้องฉันเริ่มร้องหาของกินแล้วด้วย  

            ข้าไม่อยากให้ไป แค่นี้พอไหม?

            โอเค! พอ แบบว่า พอมากๆเลย ทั้งน้ำเสียง จังหวะการพูด และแววตา บอกตามตรง ยิ่งกว่าพออีก ฉันไม่พูดอะไร หันหลังเดินเข้าห้องน้ำเงียบๆ หลังจากปิดประตู ฉันเอาหลังพิงกำแพง ควบคุมจังหวะการหายใจ พยายามครุ่นคิดว่านี่มันอะไรกัน เกิดอะไรขึ้นกับฉัน และที่มากกว่านั้นคือ เกิดอะไรขึ้นกับเขา! เขารังเกียจฉันไม่ใช่หรอ? ฉันที่เป็นพวก Mortal เป็นมดตัวหนึ่งใต้ฝ่าเท้า แค่เขาบี้ทีเดียว ก็แบนติดดินตายสนิท แล้วตอนนี้เกิดอะไรขึ้น ความเปลี่ยนแปลงนี่มันอะไร ฉันเองก็เริ่มที่จะแสดงออกมากขึ้นเหมือนกัน ทั้งที่อยากเก็บไว้ให้ลึกที่สุด

            ทั้งหมดนี่เป็นงานนะ เมนา แค่งาน! โอ๊ย ฉันทำไม่ได้ มันไม่ง่ายเลยนะ มันจะง่ายกว่านี้มาก ถ้าเขาไม่ ไม่ได้มีเสน่ห์ขนาดนั้น ไม่ได้ดูอันตรายแบบนั้น ฉันต้องเป็นพวกมาโซคิสแน่ๆเลยเนี่ย ฉันมักจะชอบผู้ชายสไตล์แบดบอยทุกที ไม่รู้เป็นบ้าอะไร อยากเอาหัวทุบอ่างจริงๆ และประเด็นก็คือ ผู้ชายพวกนี้มักจะลงท้ายด้วยการหักอกฉันไม่มีชิ้นดี ฉันก็ใช่ว่าจะเคยมีสัมพันธ์มาหลายครั้งนะ ก็แค่สองครั้ง ฉันเคยมีแฟนแค่สองคน สไตล์คล้ายเทพที่นั่งรออยู่ข้างนอกนั่น แต่อันตรายน้อยกว่า อย่างน้อยก็ไม่ใช่ผู้นำทัพต่างดาวบุกโลกล่ะ และทั้งสองครั้ง ก็ทำฉันเจ็บปวด ฉันรู้ทั้งรู้ว่าผู้ชายพวกนี้เป็นตัวปัญหา ปัญหาใหญ่ แต่ก็ยังไม่วายตกหลุมจนได้ และฉันจะว่าใครได้ล่ะ นอกจากตัวเอง

            ฉันแปรงฟัน ล้างหน้า เก็บแปรงเข้าที่เดิม แล้วเดินออกไปหาเทพที่คงนั่งรออยู่ หรืออาจจะกลับไปนอนต่อก็ได้ใครจะรู้ ปรากฏว่าเขาไม่ได้นอน คนรับใช้ชายในพระราชวังถือถาดอาหารเข้ามา มีถ้วยใส่ซุปสองถ้วย ขนมปังสองถ้วย ช้อนสองคัน น้ำหนึ่งเหยือกกับแก้วสองใบ แสดงว่าคนข้างบนรู้ว่าฉันนอนที่นี่เมื่อคืน คนรับใช้คนนั้นมองหน้าฉันหลังจากก้มคำนับโลกิ แววตาของเขาฉายความประหลาดใจอย่างปิดไม่มิด ไม่ใช่แค่คุณหรอกน่าที่ประหลาดใจในเรื่องนี้ ฉันก็ประหลาดใจเหมือนกัน หยุดมองได้แล้ว โอเค้?

            ไม่รู้ว่าโลกินึกสนุกอะไร เขาเดินเข้ามาหาฉัน นิ้วเรียวเอื้อมมาปัดผมสีบลอนด์ออกจากข้างแก้ม และพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนหวานสุดๆ

            กินไปก่อนเลยนะ

            ฉันเหลือบมองชายที่ถือถาดอาหารเข้ามา เขาดูเหมือนจะ สตั๊นไปสิบวิ หรืออะไรทำนองนั้น ปากอ้าออกน้อยๆ ใบหน้าฉันร้อนฉ่า แดงไปจนถึงใบหู โลกิเดินเข้าห้องน้ำ ทิ้งฉันเผชิญหน้ากับปัญหาตามลำพัง นี่มันแกล้งกันชัดๆเลยใช่ไหมเนี่ย

            ไฮ ฉันยกมือขึ้นทักทายอย่างเป็นมิตร ทำบ้าอะไรเนี่ย ทุกอย่างดูขัดแย้งกันไปหมด ฉันเดินมานั่งที่เก้าอี้ตรงหน้าชามซุปอุ่นๆที่ควันลอยอ้อยอิ่ง

            กระผมขอตัวครับ ชายคนนั้นพูด ก้มศีรษะให้ฉัน และเดินออกจากห้อง

            รู้อะไรไหม ฉันไม่ปล่อยให้ ไอ้เทพวิบัติบ้านั่นลอยนวลจากเรื่องนี้ง่ายๆแน่ ไม่ว่าเขาจะเล่นเกมอะไรอยู่ เกมนี้ต้องจบลง วันนี้ ที่นี่ เดี๋ยวนี้ ฉันไม่เล่นด้วยแล้ว อันที่จริง ฉันไม่เกี่ยวด้วยตั้งแต่แรก เขากำลังใช้ฉันหาความสนุกส่วนตัว ป่านนี้คนรับใช้คนนั้นจะคิดไปถึงไหนต่อไหนเนี่ย ทั้งที่มันไม่มีอะไรในกอไผ่ แต่โลกิก็ทำให้คนอื่นเข้าใจไปแล้วว่ามันมี ฉันจะฆ่าเขา! ฆ่าแน่ ถ้าฉันทนที่จะทำอย่างนั้นได้!

            โลกิเดินออกมาแล้ว เขานั่งที่อีกฝั่งของโต๊ะ อยู่ตรงข้ามกับฉันพอดี เขาเปลี่ยนเสื้อผ้า ใส่ชุดที่ดูเป็นทางการมากขึ้น แต่ก็ยังไม่พ้นสีเขียวกับสีดำ ฉันต้องพูดบางอย่าง พูดให้เคลียร์ แล้วเรื่องนี้จะได้จบๆ

            ฉันมีเรื่องต้องคุยกับคุณ ฉันยังไม่แตะอาหาร ดวงตามองตรง มุ่งมั่น และเสน่ห์ของเขาจะทำอะไรฉันไม่ได้ ฉันต้องมีสมาธิ

            ว่ามา เขาพูดแล้วตักซุปด้วยท่าทางสบายๆ

            ฉันไม่เล่นเกมนี้กับคุณแล้ว ฉันบอก น้ำเสียงเข้มแข็งจริงจัง ไม่ว่าคุณจะทำอะไรอยู่ หรือตั้งใจอะไรก็ตาม ฉันไม่สนุกด้วยหรอกนะ คุณเป็นเทพแห่งการโกหก หลอกลวง ฉันรู้ดี เพราะฉะนั้น เลิกทำเหมือน แบบว่า ทำดีกับฉัน เลิกได้แล้ว ถ้าคุณไม่ได้ตั้งใจจะทำจริงๆ ถ้าคุณคิดว่าจะหลอกใช้ฉันได้ ในเรื่องไหนก็ตาม โอเค ฉันยอมรับว่าคุณทำได้ คุณมีอิทธิพลต่อจิตใจคนอื่น แต่มันจะไม่ได้ผลกับฉันอีกแล้ว

            จริงหรือ คิ้วข้างหนึ่งของเขาเลิกขึ้น เสียงทุ้มฟังดูไม่เชื่อ

            เออ ไม่จริง มันยิ่งกว่าได้ผลกับฉันอีก ไอ้ที่เขาทำอยู่น่ะ แต่มันต้องหยุดเข้าใจไหม แล้วเลิกมองฉันแบบนั้นได้แล้ว อย่าใช้สายตาเซ็กซี่แบบนั้น อย่าเลียริมฝีปากแบบนั้น เสียงพูดนั่นด้วย เลิกใช้โทนเสียงนุ่มทุ้มหว่านล้อมเสียที ฉันเกลียดไอ้ความสามารถลิ้นเงินนี่ เกลียดที่สุดเลย

            เจ้าเกลียดลิ้นของข้าจริงหรือ? เอาอีกแล้ว โอ๊ย เขาอ่านใจฉันอีกแล้ว เขารู้เสมอว่าฉันคิดอะไร นี่ฉันยังเหลือความเป็นส่วนตัวไหม? ไม่! ไม่มี! เขาแวะเวียนเข้าๆออกๆในจิตใจฉัน แล้วจะไม่ให้ฉันหวั่นไหวได้ยังไง แล้วเมื่อกี๊ถามอะไรนะ? เกลียดลิ้นของเขาไหมหรอ? คำถามแบบนั้นมันสองแง่สามง่ามนะ

            คำถามข้าไม่ได้สองแง่สามง่าม เจ้าเกลียดลิ้นข้าจริงหรือ

            เอาละ พอที!” ฉันตวาดเสียงดังลั่น ผุดลุกจากเก้าอี้ หยุดเข้ามาในหัวฉัน หยุดฟังความคิดฉัน นี่มันละเมิดสิทธิส่วนบุคคล คุณทำให้ฉันประสาทเสีย ฉันไม่รู้... ไม่รู้จะอธิบายยังไง

            ข้าจะหยุด ก็ต่อเมื่อเจ้าเลิกคิดถึงแต่เรื่องของข้า เขาเหยียดยิ้ม เหมือนจะเยาะเย้ย แต่ก็ยั่วเย้าไปพร้อมกัน โลกิลุกขึ้นยืน เดินอ้อมโต๊ะมาอย่างเชื่องช้า หยุดอยู่ข้างฉัน ฉันกำลังจะถอยหลังหนึ่งก้าวอย่างที่ทำทุกที เมื่อรู้สึกว่าเขาเข้ามาใกล้ ฉันจะรีบถอยห่าง แต่เขาไวกว่า และคราวนี้เขาจับตัวฉันไว้ ฉันจะหยุดคิดถึงเรื่องเขาได้ยังไง ฉันจะเอาชนะเกมนี้ได้ยังไง ความมั่นใจในงานนี้ที่ฉันเคยมีมันหายไปหมดแล้ว วันแรกที่ฉันมานี่ ฉันยังมั่นใจว่ารับมือได้ แต่ตอนนี้ไม่แล้ว ฉันเคยชาญฉลาด สุขุม และรับมือทุกอย่างได้มากกว่านี้ แต่ตอนนี้ฉันรู้สึกอ่อนแอ หมดทางสู้

            โลกิขยับประชิดตัวฉัน ดึงฉันแนบอยู่กับร่างของเขา ลมหายใจของฉันสะดุด หน้าผากของฉันอยู่เกือบชิดริมฝีปากของเขา มืออุ่นๆของเขาขยับขึ้นประคองหน้าฉัน แตะแก้มที่เย็นเฉียบของฉัน นิ้วยาวสอดเข้ามาใต้ท้ายทอย ดันให้ใบหน้าของฉันเชิดขึ้น มองสบเขาอย่างเต็มตา

            ข้าให้โอกาสเจ้าอีกที คราวนี้บอกข้าซิ ว่าเจ้าจะเกลียดลิ้นข้าจริงหรือ

            ฉันกำหมัดแน่น วางทั้งสองข้างบนแผ่นอกเขา พยายามดันตัวเขาออกไป แต่แรงของฉันคงเหมือนแรงมดถ้าเทียบกับเขา เขาไม่ระคายสักนิดกับแรงผลักของฉัน มืออีกข้างเขาเลื่อนลงมาที่เอว ดันร่างฉันให้แนบสนิท ขณะที่มือตรงท้ายทอยเลื่อนมาจับแก้มให้ใบหน้าฉันอยู่นิ่งๆ ฉันรู้แล้วว่าอะไรจะตามมา และฉันไม่อาจหนีได้

นี่จะเป็นโอกาสสุดท้ายที่จะหนี โอกาสสุดท้ายที่จะไม่ถลำลึกไปมากกว่าเดิม แต่หนีไม่ได้แล้ว ฉันรู้สึกร้อนผ่าวที่ดวงตาขณะเขาก้มใบหน้าลงมาหา ฉันสบตาเขาไม่ได้อีก รีบหลับตาแน่นๆ รับรู้ถึงลมหายใจของเขาประสานกับลมหายใจของฉัน ก่อนที่ริมฝีปากบางนุ่มนวลจะแตะบนริมฝีปากของฉันอย่างเชื่องช้า น้ำตาไหล ออกจากดวงตาของฉัน ขณะที่เขาจูบและบุกรุกอย่างเอาแต่ใจ เขาจับบริเวณกราม บังคับให้เปิดริมฝีปาก ลิ้นนุ่มๆลากผ่านฟัน กระหวัดพันอยู่บนลิ้นของฉัน มือที่กำหมัดแน่นเริ่มคลายออกเปลี่ยนเป็นขยำเสื้อของเขาแทน ฉันเริ่มจูบตอบอย่างควบคุมไม่ได้

ฉันเกลียดคุณ เกลียดคุณ ฉันตะโกนดังๆในใจ ปล่อยให้น้ำตาไหลทะลักจากดวงตาที่ปิดสนิท ฉันแพ้แล้ว แพ้อย่างหมดรูป แพ้อย่างไม่เหลือชิ้นดี

เจ้าอาจโกหกคนอื่นได้ แต่โกหกข้าไม่ได้หรอก ข้าเป็นเทพแห่งการโกหก เสียงนุ่มทุ้มของเขาดังก้องในหู เขายังเพลิดเพลินอยู่กับริมฝีปากของฉัน

ปล่อยฉัน ได้โปรด ฉันอ้อนวอนอย่างหมดทางเลือก เขาค่อยๆปล่อยฉัน เลื่อนมาจูบทิ้งท้ายเบาๆที่มุมปาก ก่อนจะขยับใบหน้าออก แต่มือทั้งสองข้างยังโอบตัวฉันให้ประชิด ฉันลืมตา ผ่านม่านหมอกน้ำตา ฉันเห็นเขาได้อย่างรางเลือน นิ้วโป้งของเขาขยับมาเช็ดน้ำตาที่อยู่บนแก้มของฉันอย่างแผ่วเบา

ปล่อยฉัน ฉันพูดอีกครั้ง จริงๆนะ ปล่อยฉันเดี๋ยวนี้ ก่อนฉันจะต่อยหน้าคุณ เขาคงได้ยินความคิดฉัน ถึงได้คลายมือออกและปล่อยให้ฉันเป็นอิสระแทบจะทันที ฉันรู้สึกว่าเข่าทั้งสองข้างอ่อนยวบ แต่ก็พยายามทรงตัวยืนอยู่ให้ได้ ฉันยกมือขึ้นเช็ดคราบน้ำตาบนแก้ม ฉันไม่รู้ว่าควรรู้สึกยังไงในเรื่องนี้ มันสับสนไปหมดแล้ว ฉันโกรธ หงุดหงิด หวาดกลัว หรือพอใจ ให้ตายเถอะ อะไรก็ได้ที่ไม่ใช่อันหลังสุด ฉันไม่อยากรู้สึก พอใจกับจูบของเขา ฉันเกลียดความรู้สึกพ่ายแพ้ที่มีอยู่ตอนนี้

เมนา เขาเรียกชื่อฉัน นั่นเป็นครั้งแรกที่เขาเรียกชื่อฉันต่อหน้าฉันตอนที่พูดกับฉัน ไม่ใช่เพราะกำลังพูดกับคนอื่น ถึงจำเป็นต้องเรียก

อะไร!” ฉันตวาด ระเบิดออกมาอีก ต้องการอะไรอีก! สนุกพอหรือยัง? ทำไมคุณไม่ฆ่าฉันให้จบๆ ไล่ฉันไปให้มันจบๆ อ้อ ไม่สิ ฉันบ้าเอง บ้าตั้งแต่แรกที่รับงานนี้ ฉันคิดอะไรอยู่ ฉัน...

เมนา เขาเรียกอีกครั้ง แลดูสงบกว่าครั้งแรก

อะไร!” คราวนี้ฉันตะโกน และฉันเห็นว่าเขาผงะไปเล็กน้อย

ข้าไม่ได้แกล้งเจ้า ดวงตาสีเขียวนั่นมีแววจริงจัง ฉันจะเชื่อได้แค่ไหน เขาเป็นนักโกหกตัวพ่อนี่ ความจริงก็คือข้าขยะแขยงมนุษย์

เหอะ! แล้วคุณทำแบบนี้กับฉันทำไม? ฉันตวาด รู้สึกโมโหจนสามารถระเบิดออกเป็นนับล้านชิ้น

บางที เจ้าก็ไม่ได้ฉลาดอย่างที่อวดเลยนะ เขาพูดอย่างสงบ

ความเงียบโรยตัวลงมาท่ามกลางเราสองคน ฉันยกมือขึ้นกอดอก ท่าทางประจำตัว แต่คราวนี้ไม่ได้ยกมากอดเพราะกำลังวางท่าหรืออะไร แต่เพราะฉันรู้สึกไม่ปลอดภัย ไม่มั่นคง และไม่อยากยอมรับความจริง ความจริงที่กำลังยืนเป็นตัวเป็นตนอยู่เบื้องหน้าฉัน

โลกิ เทพวิบัติแห่งแอสการ์ด ตัวอันตรายที่ไว้ใจไม่ได้ที่สุดในจักรวาล เพิ่งจูบฉัน เขาอาจจะแกล้งฉัน อาจใช้มันเพื่อประโยชน์อะไรสักอย่าง ฉันไม่รู้ ไม่รู้อะไรแล้ว คาดเดาอะไรไม่ได้ ซึ่งไม่ใช่นิสัยฉันเลย ฉันเคยควบคุมได้ทุกอย่าง แต่ตอนนี้ไม่แล้ว ฉันควบคุมอะไรไม่ได้ ฉันอาจจะเคยปล่อยให้ผู้ชายมีอิทธิพลเหนือฉันมาบ้าง แต่ไม่มากเท่าครั้งนี้แน่ ฉันรู้สึกตัวเล็กกระจ้อย เหมือนมดที่อยู่ในอุ้งมือของราชสีห์ ฉันไม่ควรมาที่นี่ ไม่ควรมาเจอเขาหรือรับงานนี้ ควรจะไปตั้งนานแล้ว ตั้งวันที่เขาบีบคอฉัน ควรไปตั้งแต่ตอนที่ฉันยังไม่ถลำลึก

หรือไม่ ฉันก็ควรไปซะตั้งแต่ตอนนี้ ยังไม่สายเกินไปนัก ฉันสามารถทำได้ แค่บอกโอดินคำเดียว เขายินดีพาฉันไปจากลูกชายของเขาแทบจะทันที แค่บอกว่าฉันไม่ไหวอีกแล้ว ฉันทนไม่ได้ และฉันก็แทบจะไม่จำเป็นต้องบอกด้วยซ้ำว่าเกิดอะไรขึ้น

อย่าไป

            เสียงของเขาดังในหัวฉัน เขาแอบฟังความคิดของฉันอีกแล้ว ฉันจะไม่มีวันได้อยู่สุขสงบ ฉันกำลังจะโกรธ กำลังจะหันไปต่อว่าเขา แต่เมื่อหันไป ความตั้งใจของฉันก็หายวับ

            อย่าไป    

            เขาไม่ได้พูดคำนั้นออกมา ทั้งที่เราก็ยืนอยู่ห่างกันไม่มาก เขาส่งคำพูดนั้นตรงเข้าสู่สมองฉัน และดวงตาสีเขียวคู่นั้น กำลังเปลี่ยนเป็นแบบที่ฉันไม่เคยเห็น ไม่รู้สิ ฉันไม่รู้ว่าหมายถึงอะไร อ้อนวอนหรือ? โลกิแห่งแอสการ์ดเนี่ยนะจะขอร้องฉันว่าอย่าไป

            เหตุผลล่ะ? ฉันถามเขา

            ไม่มี เขาตอบ พร้อมทำสายตาแบบนั้นอีกแล้ว อ้อนวอน และลึกลงไป ฉันสัมผัสถึงความอ้างว้างเปล่าเปลี่ยว ความเหงาหงอย

            ก่อนที่จะได้ตอบอะไรอีก ก็ได้ยินเสียงเคาะประตู คนรับใช้ชายคนเดิมเดินเข้าไป เขาคงสัมผัสได้ถึงบรรยากาศแปลกๆจากระยะห่างของฉันกับโลกิที่ยืนอยู่และดวงตาแดงๆของฉัน คราวนี้ ฉันคงต้องบอกว่า     เขา สตั๊นไปยี่สิบวิ ก่อนจะหันมาพูดกับฉัน

            ขออภัยครับ คุณโมเนตต้า กษัตริย์โอดินเรียกให้คุณเข้าเฝ้า ตอนนี้เลยครับ

            ถ้าพวกเขารู้แม้กระทั่งว่าฉันนอนอยู่ที่นี่ทั้งคืน พวกเขาอาจรู้ด้วยก็ได้ว่าเมื่อสักครู่เกิดอะไรขึ้น และฉันไม่รู้ว่านี่จะสร้างปัญหาอะไรบ้าง ฉันหันไปมองโลกิ ใช่! และสร้างปัญหาให้เขาด้วย

            ไม่ว่าเขาจะพูดอะไร จงยืนยันว่าเจ้าจะไม่ไปจากข้า  

            ฉันไม่แน่ใจว่านั่นเป็นคำสั่ง หรือ คำขอร้อง  



Writer's talk

ในบรรดาตัวร้ายในโลกภาพยนตร์ทั้งหมด ฉันคิดว่า "โลกิ" เป็นยุคกำเนิดแรกๆเลยนะที่ทำตัวร้ายออกมาแล้วมี Fangirl มากที่สุด จากนั้น โลกภาพยนตร์ ก็พยายามสรรหาตัวร้าย ที่เรียกความสนใจสาวๆ ได้มากกว่าพระเอก 

หลังจากโลกิ ก็มี Khan ใน Star Trek : Into Darkness เสียงแบบ Velvet Voice ของเขานี่ หื้มมมม!! 

และตอนนี้ก็มี Kylo Ren จาก Star Wars ทำเอา Tumblr แทบแตก ถกเถียงกันว่า ควรจะมองว่าหมอนี่หล่อ หรือ หน้าแปลก ดี 

ในส่วนของซีรีย์ก็มี ตัวร้ายที่ทำให้กรี๊ดได้นะ โดยส่วนตัวชอบ ตัวร้ายของ Sherlock BBC ถึงมันจะไม่ค่อยเหมือนในหนังสือยุคดั้งเดิม หรืออย่างตัวร้ายใน The Flash คนแสดงอายุเกือบ 50 แล้ว แต่มีเสน่ห์จริงๆ  และล่าสุดก็ไปชอบตัวร้ายในซีรีย์ Jessica Jones รู้สึกว่า Kilgrave เป็นตัวร้ายโหด เลว ชั่ว แต่แอบมุ้งมิ้งได้น่ารักมาก ที่ปังที่สุดเห็นจะเป็น Hannibal แก่ๆ วัยสี่สิบ ได้อารมณ์ เท่ เนี้ยบ และขยะแขยงไปพร้อมกัน 

ตัวร้าย นี่น่าสนใจจริงๆ

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 131 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

225 ความคิดเห็น

  1. #185 Jitlada Jakthong (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 13 ตุลาคม 2562 / 21:28

    หลงเสน่ย์หนูโมเนแบ้วหรอโลกอ

    #185
    0
  2. #154 PCMulan (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 16 มิถุนายน 2562 / 20:50
    เขินไปหมด
    #154
    0
  3. #97 เอเซียนาจา (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2561 / 13:59
    กิเอ้ยยยยย
    #97
    0
  4. #71 sai suju&tvxq5 (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 24 กรกฎาคม 2560 / 21:26
    เอ็นดูโลกิ ที่จริงโลกิก็คงเริ่มผูกพันแล้วแหละ
    #71
    0
  5. #60 Lukpare Klinsub (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 3 มกราคม 2560 / 09:17
    โอ๊ยโลกิเธอไม่อยากให้เมนาไปจริงๆหรอ รึ เธอแต่เล่นเกมรู้สึกสงสารและหวาดระแวง~_~'
    ปล.มันก็เลยมีคำว่า ถึงร้ายก็รัก ไงคะ>w<
    #60
    0
  6. #54 I am Muzik (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 6 มีนาคม 2559 / 22:05
    กรี๊ดดดดดดดดดดดด ทำได้แค่กรีดร้อง-///-
    #54
    0
  7. #6 Onosaka Michiko (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 30 ธันวาคม 2558 / 12:44
    อะเฮือ =.,=!! #เลือดกระฉูด โลกี๊~~~ คุณมัน.... แอร๊~ #ปล่อยไปเถอะ กำลังฟิน
    #6
    0