(Fic Loki+OC) Always be mine

ตอนที่ 14 : Family

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,823
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 124 ครั้ง
    10 ม.ค. 59

Always be mine

Chapter 14: Family

 

            ฉันต้องรับรู้สถานะใหม่ของตน ไม่ใช่คนธรรมดาอีกต่อไป อย่างน้อยอายุขัยก็ไม่ใช่ ฉันจะอยู่ต่อไปอีกเกือบห้าพันปี!! ฉันกลายเป็นชาวแอสการ์ดอย่างเต็มตัว พลังร่างกายก็เพิ่มมากขึ้น ความรู้สึกตอนนี้ ฉันเหมือนเป็นกัปตันอเมริกาภาคผู้หญิง ฉันเป็นฮีโร่ได้! อู้วววว เอาซี่ๆ ฉันตื่นเต้นนะ และชอบด้วย ตลอดเวลาที่ผ่านมา ฉันต้องอยู่ใต้อาณัติบัญชาของโลกิ เพราะเขาแรงเยอะกว่าและมีเวทมนตร์ แต่ตอนนี้ฉันก็มีเหมือนกัน ขอกรี๊ดดังๆแป๊บนึงได้ไหม? เอาละ ฉันรู้ ฉันทำตัวเว่อร์ไป แต่แหม เอาน่า ถ้าคุณได้พลังอย่างฉัน จะทำอะไร ถามจริง? นั่งร้องไห้หรือไง

            อเวนเจอร์รวมตัวกันในวันนี้เพื่อรับประทานอาหารเย็นหลังจบศึกโดยที่ไม่มีบาดแผลกันเลยสักคน ส่วนธานอสถูกส่งไปอยู่ในคุกอวกาศเรียบร้อย ถุงมือก็ส่งไปที่แอสการ์ด เพื่อให้โอดินดูแลในห้องสรรพวุธ มันจะไม่ออกมาเพ่นพ่านและสร้างอันตรายต่อใครอีก

            ฉันมีความสุขเลยทีเดียว มีความสุขอย่างที่ไม่คาดคิดว่าจะมีได้ ฉันถูกรอบล้อมด้วยเหล่าอเวนเจอร์ที่ชอบโหวกเหวกโวยวาย แย่งอาหารในจานกันเหมือนเด็กผู้ชายวัยแรกรุ่น ฉันหัวเราะอย่างร่าเริง และอะไรก็มาทำลายความสุขตอนนี้ไม่ได้อย่างเด็ดขาด

            งานเลี้ยงเล็กๆของอเวนเจอร์จบลงเมื่ออาหารไม่เหลือแล้ว ต่างคนเริ่มบอกลากัน จับมือ กอดกัน และพูดกันว่า ไว้พบกันใหม่เมื่อโลกต้องการ แบนเนอร์กับสตาร์คตรงกับสตาร์คทาวเวอร์พร้อมกัน ฉันเดาว่าคงอยากร่วมบทสนทนาวิทยาศาสตร์ด้วยกันแน่ๆ สไปเดอร์แมนกระโดดออกไปและยิงใยเกาะตึก ยังไม่วายโบกมือลาอย่างร่าเริง เดอะวาสป์กับแอนท์แมนแยกตัวไปด้วยกัน ก่อนไปเธอมากอดฉันและขอให้ฉันโชคดี นาตาชากับคลินท์ต้องไปรับภารกิจต่อจากหน่วยชิลด์ ก่อนไปก็เอ่ยปากชวนกัปตันอเมริกาด้วย

            เจ้าจะกลับแอสการ์ดพร้อมข้าเลยหรือไม่ โลกิ เมนา? ธอร์ถามฉันกับโลกิ

            ฉันอยากอยู่ที่นี่อีกสักวัน ฉันบอก พลางหันไปทางโลกิอย่างขออนุญาต เขาพยักหน้านิดหนึ่งเพื่อบอกว่าไม่ขัดข้อง ก่อนฉันจะไปแอสการ์ด มีเรื่องต้องเคลียร์นิดหน่อยน่ะ

            ถ้าอย่างนั้น ข้าจะกลับไปก่อน รีบตามมาล่ะ น้องสะใภ้ ธอร์หลิ่วตาให้ แก้มของฉันขึ้นสีระเรื่อกับคำที่เขาใช้เรียกฉัน น้องสะใภ้คำนั้นทำให้ขนลุกซู่ แต่ก็หัวใจพองโตด้วยเช่นกัน ฉันไม่ต้องกังวลเรื่องอายุขัยอีกแล้ว ไม่ต้องกลัวอีกแล้วว่าจะแก่และตายก่อนโลกิ

            ธอร์จากไป และเหลือแค่ฉันกับโลกิอีกครั้ง ฉันจับมือเขาและเราก็เดินออกจากร้านอาหาร ฉันโบกมือเรียกแท็กซี่ แล้วก็นั่งไปจนถึงอพาร์ทเมนต์ ตลอดทางฉันกับเขาไม่ได้คุยอะไรกัน ฉันมีเรื่องที่จะถามอีกเยอะแยะไปหมดเกี่ยวกับสิ่งที่ฉันเป็นในตอนนี้ แต่คงเป็นบทสนทนาที่พิลึกน่าดูถ้าจะพูดกันบนรถแท็กซี่

            เมื่อกลับมาถึงอพาร์ทเมนต์ เขาล้มตัวลงนั่งบนโซฟาของฉัน ท่าทางเหมือนจะเหนื่อยๆ

            เหนื่อยหรือคะ? ฉันนั่งลงข้างเขา

            เหนื่อยสิ เขาพยักหน้า ข้าโลดโผนมากไปหน่อยในวันนี้

            อาบน้ำนอนกันดีไหม? ฉันเสนอ เขาสอดมือเข้ามาลูบแผ่นหลังฉัน

            ก่อนจะนอน ข้ามีเรื่องจะคุยกับเจ้าก่อน เขาขยับขึ้น เลิกเอนหลังพิงพนักโซฟา จ้องหน้าฉันอย่างจริงจัง ข้าเปลี่ยนแปลงเผ่าพันธุ์ของเจ้า ตอนนี้เจ้าจะมีชีวิตอยู่ได้เป็นพันปี โลกิจับมือฉันทั้งสองข้าง ข้ามีคำถามที่จะต้องถามเพื่อให้แน่ใจ เจ้าสบายใจกับเรื่องนี้หรือเปล่า? โอ้โหเฮะ เป็นไปได้ไงเนี่ย โลกิกำลังสนใจความรู้สึกฉัน นี่ฉันปลื้มนะเนี่ย

            ฉันโอเคค่ะ ฉันตอบคำถาม

            เจ้าจะไปอยู่แอสการ์ดกับข้าได้ไหม ตลอดไป? โลกิถามอีก

            แน่นอนค่ะ ฉันพยักหน้า ตอบด้วยเสียงหนักแน่น

            ถ้าเจ้าจะอยู่กับข้า ข้าก็ต้องทำอะไรให้ถูกต้องตามประเพณีของแอสการ์ด ดังนั้น... เขามีท่าทางกระอักกระอ่วนขึ้นมา และฉันไม่ได้คิดไปเองที่เริ่มรู้สึกว่ามือเขาชุ่มเหงื่อ เมนา เจ้าแต่งงานกับข้าได้ไหม?

            เอางี้เลยหรอ? ง่ายๆอย่างเนี้ยนะ? คือแบบ ไม่มีแหวน ไม่มีดอกไม้ ไม่มีการคุกเข่าต่อหน้า ไม่มีแสงเทียน ไม่มีร้านอาหารหรูๆ นี่ไม่ค่อยเหมือนการขอแต่งงานที่ฉันเคยวาดฝันไว้เท่าไหร่ แต่ฉันหวังอะไรล่ะ นี่คือโลกินะ นั่นเป็นคำพูดที่หวานที่สุดแล้วที่เทพวิบัติผู้ชั่วร้ายจะให้กับฉันได้ และเขาเพิ่งทำอะไรเพื่อฉันล่ะ? เขาไม่ใช่หรอที่ยอมเสี่ยงแย่งถุงมือนั่นมา เพื่อเปลี่ยนอายุขัยฉัน แค่นี้ก็ โรแมนติก ที่สุดแล้ว

            การขอแต่งงานของมนุษย์น่ะ มักจะมีแหวนนะ ฉันขอเล่นตัวสักนิด

            เจ้าไม่ใช่มนุษย์แล้ว เขาพูดอย่างยียวน

            แอสการ์เดี้ยนขอแต่งงานกันทื่อๆแบบนี้หรือไง? ฉันเลิกคิ้วมอง

            ก็ได้ เขาพูดอย่างยอมความ ยกมือซ้ายของฉันขึ้น ค่อยๆก้มหน้าลงมา ดวงตาสีเขียวยังคงจ้องตาฉัน มีแววขี้เล่นและเจ้าเล่ห์อยู่ในนั้น ริมฝีปากบางนุ่มนิ่มแตะลงบนนิ้วนางข้างซ้าย และฉันรู้สึกถึงน้ำหนักบนนิ้ว เมื่อเขาถอนริมฝีปาก แหวนทองวงเล็กๆปรากฏบนนิ้วของฉัน ตัวเรือนมรกตล้อมด้วยเพชรสีขาวบริสุทธิ์เม็ดเล็กๆ ใจฉันเต้นแรง พองโต

            ของจริงหรือเปล่า? ฉันถาม ก็เขาเคยเอาสร้อยปลอมมานี่น่า

            จริงสิ เขาจูบเบาๆบนแหวนวงนั้น

            เอามาจากไหน

            เจ้าชายแห่งแอสการ์ดต้องมีคนละวงสำหรับมอบให้หญิงสาวที่รักในวันแต่งงาน เขาพูดด้วยเสียงอ่อนโยน มืออีกข้างเลื่อนมาที่ลำคอฉัน สร้อยเส้นบอบบางกลับมาคล้องอยู่บนคอฉันอีกครั้ง ข้าขอให้ทั้งสร้อยและแหวนแทนคำสัญญาของข้า ข้าจะรักเจ้าเสมอ และจะมีเพียงเจ้าคนเดียวเท่านั้น นั่นแหละคือทุกสิ่งที่ฉันต้องการ มีฉันเพียงคนเดียว ฉันขยับเข้าไปหา จูบเขาที่ริมฝีปากอย่างอ่อนหวาน

            มีอีกเรื่องนะ เขาถอนริมฝีปาก และกระซิบกับฉัน

            อะไรหรอ? เสียงของฉันเป็นเสียงหอบหายใจแผ่วๆ

            ข้าอยากพบพ่อแม่เจ้า  ฉันดีดตัวออกห่างทันที คือเขาจะขออะไรจากฉันก็ได้นะ ได้ทุกอย่าง แต่ไม่ใช่เรื่องนี้แน่ ฉันไม่คิดจะกลับไปบ้านอีก และพวกเขาก็ไม่สนใจหรอกว่าฉันจะแต่งงานหรือไปอยู่แอสการ์ด

            เมนา เขาเริ่มเรียกชื่อฉันด้วยเสียงแบบนั้นอีกแล้ว แต่ฉันส่ายหัวดิกๆ กำลังจะเอ่ยเถียง ฟังก่อน เขาบอกฉันอย่างใจเย็น เมนา ข้ามีเหตผลนะ เจ้าแก้ปัญหาให้ข้า ปัญหาครอบครัวทุกอย่าง ข้าอยากแก้ปัญหาให้เจ้าบ้าง ข้าไม่อยากให้เรื่องนี้คาราคาซัง ไม่อยากให้เจ้ามีฝันร้ายตามหลอกหลอน

            คุณเข้าฝันฉันแทนก็จบแล้วนี่ ฉันเถียง ยกมือกอดอก ห่อตัวเล็กลง

            นั่นไม่ใช่วิธีแก้ปัญหา เมนา โลกิขยับตามฉันมา จับแขนทั้งสองของฉันไว้ ลูบขึ้นลูบลงเบาๆ ในฐานะเจ้าชายแห่งแอสการ์ด ข้าต้องทำตามประเพณี...

            เหอะ ก่อนหน้านี้คุณไม่เห็นสนนี่ เราผิดประเพณีกันไปตั้งนานแล้ว อ้าว หรือไม่จริงล่ะ? ตั้งกี่ครั้งละ

            ข้าอยากทำให้ทุกอย่างถูกต้อง ไม่อยากดูเหมือนลักพาตัวเจ้าไป เขาเถียงต่อ

            พวกเขาไม่สนหรอก ฉันเสียงดังขึ้น พวกเขาไม่ติดต่อฉันเลยด้วยซ้ำ

            ก็เพราะเจ้าไม่ยอมทิ้งข้อมูลให้ติดต่อมากกว่า โอเค เขาพูดถูก ฉันไม่ยอมให้พ่อแม่ติดต่อฉันเอง ไม่เคยทิ้งข้อมูลอะไรให้ติดต่อฉันได้ มีแค่เงินธนาคารที่จะโอนเข้าไปทุกเดือน ฉันเริ่มทำหน้างอง้ำ ข้าจะไม่ไปแอสการ์ด จนกว่าเจ้าจะยอมให้ข้าเจอพ่อแม่เจ้า เขาพูดด้วยน้ำเสียงเด็ดขาด

            โลกิ!” ฉันเรียกชื่อเขาเสียงดัง ไม่พอใจสุดๆ ได้ งั้นก็ไม่ต้องไปแอสการ์ด ไม่ต้องแต่งงาน ไม่ต้องแตะต้องฉันด้วย ฉันขยับหนี ลุกจากโซฟา ทำหน้าดื้อรั้น

            จะเล่นแบบนี้ก็ได้ เขายิ้มเจ้าเล่ห์ ข้าก็จะไม่แตะเจ้าเหมือนกัน อยู่กันไปแบบนี้แหละ

            และนั่นก็เป็นครั้งสุดท้ายที่เขาแตะฉันจริงๆ!! ฉันยังดื้อด้าน ทำหน้างอ และงอนเขาไปตลอดทั้งสัปดาห์ ใช่เลย เราอยู่กันบนโลกตลอดหนึ่งสัปดาห์ ทั้งที่ฉันอุตส่าห์ตั้งใจว่าจะอยู่แค่วันเดียว แล้วก็ไปแอสการ์ด เริ่มต้นชีวิตใหม่ แต่ก็ติดเหง็กอยู่ที่นี่ เงินในบัญชีฉันมีเยอะก็จริง แต่ก็ใช้ไปตลอดไม่ได้ และสุดท้ายเราคนใดคนหนึ่งต้องยอม และประเด็นคือ เราดื้อทั้งคู่ หัวรั้นทั้งคู่ และก็อยู่กันอย่างอึดอัด เขาไม่แตะต้องตัวฉัน ไม่กอด ไม่จับ ไม่แม้แต่จะมาลูบๆ เขายังพูดคุยตามปกติ แต่ฉันหลีกเลี่ยงที่จะไม่พูดด้วย งอนกันไปกันมา

            เจ็ดวันแล้ว! ฉันนอนลืมตาโพลงในเช้าวันที่แปด นอนบนเตียงคนเดียว เพราะเขาลงทุนนอนโซฟา เออ เอากับเขาสิ! ทำไมเขาต้องจริงใจอะไรกับเรื่องแค่นี้ด้วย ฉันไม่เข้าใจเลยจริงๆนะ ทำไมต้องอยากเจอพ่อแม่ฉันขนาดนั้น งานนี้คงไม่มีใครยอมใครแน่ๆล่ะ

ฉันลุกจากเตียง เดินเข้าห้องน้ำ แปรงฟันล้างหน้า แล้วก็ได้ยินเสียงฝีเท้าเขาเดินมาด้านหลัง เขายืนคร่อมร่างฉัน แต่ไม่ถูกตัวฉัน มีเพียงไอร้อนๆจากร่างกายเท่านั้นที่ทาบอยู่บนหลัง ฉันขนลุกทันที แล้วก็เห็นแขนแข็งแกร่งเอื้อมข้ามไหล่เพื่อหยิบแปรงสีฟันกับยาสีฟัน ฉันอยากจะขยับออก แต่ก็ไปไหนไม่ได้ ถูกล็อคอยู่ตรงกลาง เขากำลังยั่วฉัน ยั่วยวนน่ะ! เขาทำแบบนี้ทุกวัน ให้ฉันรู้สึกอยากใกล้ชิด อยากกอด อยากจูบ พยายามทำให้ฉันพ่ายแพ้ และยอมเขา เอาล่ะ แปรงฟัน เมนา แปรงฟันต่อไป ไม่ต้องสนใจคนที่กำลังยืนเบียดอยู่ข้างๆ ไม่ต้องสน แค่ไม่ต้องสน!

ฉันแปรงฟันเสร็จแล้วก็บ้วนปาก กำลังจะขยับหนี แต่มือใหญ่คว้าเอวฉัน ไหนบอกจะไม่แตะฉันไง! เขากอดเอวฉันไว้ แถมยังดึงให้บั้นท้ายฉันชนต้นขาเขาด้วย >< คือ มันไม่ใช่แค่ต้นขาน่ะสิ T^T มันมี... นั่นน่ะ อย่าให้ฉันต้องใช้คำตรงๆเลยโอเคไหม? เขาก้มหน้าเหนืออ่าง บ้วนปาก กลั้วน้ำ แล้วก็บ้วนทิ้ง ใส่แปรงสีฟันเก็บเข้าแก้ว มือเคลื่อนมาหาฉัน วางไว้ตรงสะโพก สถานการณ์ล่อแหลมมากเลยตอนนี้ นัยน์ตาสีเขียวเป็นประกายจ้องฉันในกระจก แฝงด้วยเล่ห์เหลี่ยมอย่างปิดไม่มิด

บอกว่าจะไม่แตะต้องฉันนี่ ฉันเริ่มบทสนทนา ทันทีที่พูดจบ เขาก็ฝังจมูกลงมาที่ผมของฉัน ไล่จมูกลงมาเรื่อยๆจนถึงบ่า มันช่วยไม่ได้นะที่จะรู้สึกเคลิ้มๆ ก็เขาไม่แตะฉันมาเจ็ดวันแล้วนี่นะ โลกิ... ฉันส่งเสียงขัดขืน มือยึดอ่างล่างหน้าไว้แน่น มืออุ่นๆของเขากำลังล้วงขึ้นมาใต้เสื้อฉัน และเนื่องจากนี่เป็นชุดใส่นอน ฉันก็เลยแบบว่า ไม่ได้ใส่อะไรใต้เสื้อเลยน่ะ กางเกงยังไม่ใส่เลย เสื้อมันตัวยาว

โลกิ!” ฉันดึงเสื้อลง หันไปเผชิญหน้าเขา ทำแบบนี้ไม่ได้ผลหรอกนะ

จริงหรอ? เขาถามอย่างไม่เชื่อฉันเลย มือยังวางอยู่บนสะโพกฉันและดึงให้ตัวฉันอยู่แนบกับเขา เจ้าไม่คิดถึงสัมผัสของข้าหรือ สาวน้อย ดวงตาสีเขียวของเขาเหมือนจะอ้อนๆ ทำตาลูกแมวใส่ฉันอีกแล้ว โอ๊ย ฉันไม่เข้าใจจริงๆว่าโอดินขังคนน่ารักแบบนี้ลงได้ยังไง หรือว่ามีฉันคนเดียวที่บ้ามองว่าเขาน่ารัก

ยังไงฉันก็ไม่กลับเยอรมัน ฉันพูดเสียงเด็ดขาด

จะทนได้หรอ? เขาลูบต้นขาฉัน ไล่มือสูงขึ้นเรื่อยๆ ฉันจะละลายเป็นเทียนไขอยู่แล้วเนี่ย โอ๊ย! มือสองข้างของเขาล้วงเข้ามาจนถึงเอว แล้วเขาก็อุ้มฉันขึ้น ให้ฉันนั่งอยู่ขอบอ่าง มันค่อนข้างน่าหวาดเสียวว่าอ่างจะพัง แต่เผอิญฉันตัวผอม มันน่าจะพอรับน้ำหนักได้ เขาลูบไล้ต้นขาฉันต่อ เริ่มล้วงมือเข้ามาลึก

เจ้าไม่จำเป็นต้องกลัวเลย เมนา เขากระซิบ เสียงเขา มันช่างนุ่มนวล โน้มน้าวใจ ข้าอยู่กับเจ้าเสมอ ข้าจะเปิดบทสนทนาทุกอย่างกับครอบครัวของเจ้าเอง ปล่อยให้ทุกอย่างเป็นหน้าที่ข้า ความจริงก็คือ... เมนา สาเหตุที่ข้าได้กลับโลกมากับเจ้า เพราะธอร์และโอดินให้ข้าพิสูจน์ว่าข้ารักเจ้าจริงหรือเปล่า ถ้าข้ารักจริง ข้าต้องแก้ปัญหาให้เจ้าได้ ถึงแม้ตอนนี้ สองคนนั้นจะไม่กังขาในความรักของข้าแล้ว ข้าไม่จำเป็นต้องเจอพ่อแม่เจ้าก็ได้ แต่ข้าก็ยังทำอยู่ดี

เดี๋ยวก่อนนะ ฉันหลับตา กระพริบน้อยๆ ที่เราได้มาโลก ก็เพราะฉันหรอ?

ต้องพูดว่า เจ้าเป็นคนช่วยให้ข้าออกมาจากคุกได้ต่างหาก โลกิบอก เมนา ปัญหาของข้าใหญ่กว่าเจ้าตั้งเยอะ ทำไมเจ้ายังฝ่าฟันมันได้ ด้วยตัวเจ้าเองคนเดียวด้วย เจ้าเปลี่ยนแปลงทัศนคติของทุกคน แต่ทำไมพอปัญหาของเจ้าเอง เจ้าถึงวิ่งหนีมัน ฉันกัดริมฝีปาก เขาพูดถูกทุกอย่าง พูดถูกมานานแล้วในเรื่องนี้

ไปบ้านเจ้ากันเถอะ ให้ข้าจัดการบทสนทนาทุกอย่างเอง

แล้วฉันก็ใจอ่อน อ่อนเป็นขี้ผึ้งถูกไฟลน ฉันได้แต่พยักหน้า

 

การไปเยอรมันจะต้องทำพาสปอร์ต และเนื่องจากโลกิไม่มีไอดีการ์ดแบบมนุษย์โลก ก็เลยต้องใช้เวลาพักหนึ่ง ให้เขาปลอมแปลงเอกสารของตัวเอง ส่วนฉันก็ติดต่อสถานทูต ซื้อตั๋วเครื่องบินสองที่นั่ง ทำตามปกติแบบที่คนอื่นเขาทำกันดูเสียบ้าง สามวันต่อมา เราก็อยู่บนเครื่องบิน มุ่งหน้าสู่กรุงเบอร์ลิน บ้านเกิดของฉัน และเนื่องจากฉันคิดว่า การที่อยู่ๆไปโผล่หน้าบ้านของฟิลลิปกับเกอร์ทรูด (พ่อแม่ฉัน) โดยไม่บอกล่วงหน้า พวกเขาอาจตกใจได้ ฉันก็เลยติดต่อหามาเจอรี่ (น้องสาวฉัน) ติดต่อทางอีเมล์ บอกว่าฉันกำลังไป เธอตอบอีเมล์กลับมาว่า เธอดีใจมากที่จะได้เจอฉันอีกครั้ง มันทำให้ฉันชื้นใจขึ้นนิดนึง แต่ปัญหาต่อมาก็คือ พวกเขาจะทำหน้ายังไง ถ้าฉันบอกว่า ฉันกำลังจะแต่งงานกับเทพ ??

บ้านโมเนตต้า ยังอยู่บนถนนเดิม ที่เดิม พ่อกับแม่ไม่ได้ย้ายไปไหน วินาทีที่ฉันเดินถึงประตูรั้ว มันอดไม่ได้ที่ฉันจะมองไปทางต้นไม้ใหญ่ ที่ครั้งหนึ่งมีชิงช้าห้อยอยู่ ฉันฆ่าน้องชายฉัน ฉันฆ่าเขาตรงนั้น

อย่าคิดถึงมัน โลกิเอ่ยเตื่อนฉันในใจ มันเป็นอุบัติเหตุ ไม่ใช่ความผิดอะไรของเจ้าเลย

แต่ฉันก็ทำตัวร้ายกาจ ทั้งกับพ่อแม่ และมาเจอรี่

เพราะเจ้าเจ็บปวด เจ้าถึงร้ายกาจ เจ้าต้องการความสนใจ ก็เหมือนกับข้านั่นแหละ เขาจับมือฉัน บีบแน่นๆอย่างให้กำลังใจ แล้วก็เดินผ่านสวนเข้าไปถึงหน้าประตูบ้าน ฉันเอื้อมมือกดกริ่ง รอเพียงครู่เดียว ก็มีคนเดินมาหน้าประตู ฉันกัดริมฝีปาก มันนานมากแล้ว ตั้งแต่ฉันจบเกรดเก้า ฉันก็ไม่ได้กลับมาอีกเลย ฉันชิงทุนเป็นนักเรียนแลกเปลี่ยนไปอยู่อเมริกา แอบทำงานเพื่อหาเงินเป็นค่าครองชีพ แล้วก็อาศัยอยู่อเมริกาไปเลย ประตูเปิดออกแล้ว ผู้หญิงผมบลอนด์ตัวผอมร่างสูงยืนประจันหน้ากับฉัน เธอคือมาเจอรี่

เมนา มาเจอรี่เรียก แล้วตรงเข้ามากอดฉันเต็มรัก เราคิดถึงพี่มาก รู้ไหม? เธอกำลังร้องไห้กับบ่าของฉัน เสียงสั่นเครือ เธอผละออกจากฉัน เช็ดน้ำตาบนแก้ม เข้ามาข้างในเถอะ แล้วเอ่อ นี่... เธอหันไปทางโลกิ

คู่หมั้นพี่เอง ฉันตอบ

โอ้ อ้อ ยินดีที่ได้รู้จักค่ะ ฉันมาเจอรี่ โมเนตต้า เธอยิ้มกว้าง

โลกิ แห่งแอสการ์ด เฮ้ย เอาจริงดิ แนะนำตัวแบบนั้นเลยหรอ? มาเจอรี่ทำหน้าเงิบ ฉันก็เงิบ คุณคงพอจะเคยได้ยินเกี่ยวกับอเวนเจอร์ เรื่องในนิวยอร์ก มาเจอรี่กำลังอ้าปากค้าง มองฉัน มองโลกิ แล้วก็มองฉันอีกที

มาร์จ เมนามาหรือยัง เสียงของผู้หญิงวัยกลางคนทำให้ฉันตัวแข็งทื่อ นั่นเสียงของแม่ ฉันยืนนิ่งแทบไม่หายใจ แล้วก็เห็นแม่ แม่ของฉันยังมีรูปร่างสวยไม่เปลี่ยนแปลง แม้จะอายุห้าสิบเข้าไปแล้ว ผมสีบลอนด์รวบเป็นมวยด้านหลัง หลุดรุ่ยเล็กน้อย แม่มองฉัน แล้วก็เดินเร็วๆเข้ามา

โอ้ เมนา เธอกอดฉันอย่างแนบแน่น แล้วจูบฉันที่แก้ม แม่คิดถึงลูกเหลือเกิน ฉันยืนนิ่ง ไม่รู้ว่าควรทำยังไงกับสถานการณ์นี้ นี่ไม่ใช่อย่างที่ฉันคิดไว้เท่าไหร่ ฉันนึกว่าพวกเขาจะไม่ต้อนรับเสียอีก หรือไม่ก็มีบรรยากาศมาคุแปลกๆ พ่อต้องดีใจแน่ๆ ฟิล ฟิลคะ เมนามาแล้วค่ะ!”

จริงหรอ? ฉันได้ยินเสียงพ่อตะโกน แล้วก็เห็นเขาโผล่หน้าออกมาจากห้องรับแขก เขาเบิกตากว้าง พ่อยังตัวอ้วนๆเหมือนเดิม พุงใหญ่ และมีหนวดเคราเล็กน้อยบนหน้า เขาเดินตรงเข้ามาหาฉัน เมนา! ในที่สุดลูกก็ยอมกลับบ้าน เขากอดและอุ้มฉันลอยจากพื้น

แล้วคุณเป็นใครครับนี่? ฟิลลิปหันไปถามโลกิ หลังจากวางตัวฉันลง

คู่หมั้นพี่เมนาค่ะ มาเจอรี่ตอบแทนฉัน

งั้นหรอ? ฟิลลิปมีท่าทางวางท่าขึ้นทันที หรี่ตายังไม่ไว้วางใจ ชื่ออะไร ลูกเต้าเหล่าใคร? ทำงานอะไร? อยู่ที่ไหน เรียนจบจากไหน? มีประวัติอาชญกรรมหรือเปล่า? โห้ว พ่อ ไม่อยากจะบอกเลยว่า ประวัติอาชญากรรมนี่เพียบ!

ข้าคือโลกิ แห่งแอสการ์ด แล้วเขาก็แนะนำตัวแบบนั้นอีกรอบ

พ่อคะ เขาคือมนุษย์ต่างดาวที่บุกนิวยอร์ก มาเจอรี่ช่วยเสริม ซึ่งมันทำให้ดูแย่ลง

ว่าไงนะ!!” พ่อฉันคำรามเสียงดังลั่น

ข้าเปลี่ยนไปแล้ว โลกิกำลังพยายามจะอธิบาย ข้าไม่ใช่อาชญากรอีกแล้ว ข้าเป็นบุตรลาฟฟี่แห่งโยทันไฮม์ แต่ถูกเลี้ยงดูโดยโอดินแห่งแอสการ์ด เชษฐาข้าคือธอร์ เทพเจ้าสายฟ้า ข้าเป็นเจ้าชายแห่งแอสการ์ด และข้าเรียนจบจากสำนักหลวงในวัง แนะนำตัวได้สุดยอดเลย ฉันอยากกุมขมับ มีอะไรบ้ากว่านี้อีกไหม? พ่อ แม่ และน้องสาวฉันเบิกตามองเหมือนเขาเป็นตัวประหลาด ซึ่งจะว่ากันตามจริง มันก็ใช่ เขาเป็นมนุษย์ต่างดาวนี่น่า

เข้ามาข้างในก่อนเถอะ แม่ทำอาหารเย็นเตรียมไว้แล้ว แม่โอบเอวฉัน และพาเราทั้งคู่เดินเข้าบ้าน แล้วแม่ก็แอบกระซิบกับฉัน เขาพูดจริงหรอ?

ค่ะ และหนูก็ไปอยู่แอสการ์ดมาพักนึง ฉันพยักหน้า

แม่ไม่คิด ... คือ แม่ เกอร์ทรูดทำหน้าสับสน

ฉันคงมีอะไรอีกเยอะเลย ที่ต้องอธิบาย เล่า พูด ให้ทุกคนที่นี่ได้เข้าใจ และนี่ยังมีเรื่องที่กลายเป็นชาวแอสการ์ดไปแล้วด้วย อายุขัยไม่ใช่มนุษย์ แล้วก็ความตั้งใจที่ฉันจะไปอยู่แอสการ์ดตลอดกาล ฉันคิดอย่างหัวหมุน แต่ก็รู้สึกโล่งใจไปหนึ่งแปลาะ ไม่มีใครพูดถึงน้องชายฉันที่ล่วงลับ ไม่มีใครกล่าวโทษฉันอีกแล้ว ไม่มีสายตาที่มองฉันอย่างเป็นคนนอก ฉันถอนหายใจ รู้สึกดีที่เชื่อโลกิ และยอมมาที่นี่

ในที่สุด ฉันก็ได้รู้ว่า ครอบครัวรอฉันอยู่เสมอ   

 

               






Writer's Talk

ฉันรู้สึกว่ามันน้ำเน่าจริงๆนะ กลับมานั่งอ่านแล้วมันรู้สึก "ว๊ายยยย ฉันเคยลิเกขนาดนี้เลยรึเนี่ย"

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 124 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

225 ความคิดเห็น

  1. #194 Jitlada Jakthong (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 13 ตุลาคม 2562 / 23:38

    ปลื้มปริติมากกกกก ที่น้องกลับมาบ้าน

    #194
    0
  2. #162 PCMulan (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 17 มิถุนายน 2562 / 14:16
    ไม่น้ำเน่าหรอกค่ะ คุณไรท์แต่งได้ดีเสมอ เรารักการแนะนำตัวมากๆ 555
    #162
    0
  3. #144 เฮกเซนเอง (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 7 พฤษภาคม 2562 / 17:14
    มันโรแมนติกนะคะไรท์ ถึงจะฮาตอนโลกิแนะนำตัวก็ตาม55555
    #144
    0
  4. #123 PongpangBkck (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2561 / 19:23
    โลกิแนะนำตัวได้ตลกมาก ซื่อไปไหน5555555555555555555555
    #123
    0
  5. #106 เอเซียนาจา (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2561 / 15:23
    ตลกทอล์คของไรท์5555555
    #106
    0
  6. #91 Kino (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 25 ธันวาคม 2560 / 23:06
    ชอบมากเลยคะ อ่านรวดเดียวเลย ไรท์เขียนเก่งมาก โรแมนติดี แต่สงสัยว่าจะตัดฉาก 18+ ไปเยอะเลยใช่มั้ยคะ บางทีดูห้วนๆหายๆ อยากให้ลงอ่ะ อยากอ่าน
    #91
    0
  7. #79 sai suju&tvxq5 (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 25 กรกฎาคม 2560 / 14:48
    สุดยอดเลยโลกิ แนะนำตัวได้เจ๋งเลย
    #79
    0
  8. #26 Bahty (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 10 มกราคม 2559 / 21:59
    ไรต์รีบมานะคะ ชอบตอนโลกิแนะนำตัวที่สุดเลยยยยยยยยยยยยยย
    #26
    0
  9. #25 Alonè misticismo (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 10 มกราคม 2559 / 20:11
    สนุกมากค่ะ ไม่น้ำเน่าหรอกค่ะ
    #25
    0
  10. #24 13778 (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 10 มกราคม 2559 / 19:19
    ไม่ลิเกหรอก  สนุกออก แต่ขอหลายๆตอนไม่ได้หรอ อยากอ่าน ชอบสนุกดี ชอบโลกิมากโดยส่วนตัวอยู่แล้ว  แต่ป๋าโลกิแนะนำตัวได้สุดโต่งม๊วกกกกก
    #24
    0