(Fic Loki+OC) Always be mine

ตอนที่ 1 : First Meet

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 2,667
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 176 ครั้ง
    27 ธ.ค. 58

ฉันถูกไล่ออก! ถูกไล่ออกน่ะ โอเค้? และตอนนี้ชีวิตก็โคตรห่วยแตกชนิดที่ว่า ฉันน่าจะเมาหัวราน้ำ อ้วกอยู่ข้างถนนและนอนให้รถทับตาย ฉันไม่ได้พูดเกินไปนะ ฉันเก็บของทุกอย่างใส่กล่องและเดินถือออกไป ฉันไม่มีรถขับ เพราะการใช้ชีวิตในนิวยอร์กที่ระบบขนส่งยอดเยี่ยม ทำให้ฉันไม่เคยคิดอยากซื้อรถให้เปลืองเงินผ่อนและเปลืองค่าน้ำมัน สุดท้ายต้องติดเหง็กอยู่บนถนนเป็นชั่วโมง ฉันเลือกรถไฟฟ้าใต้ดินดีกว่า แต่ให้ตายเถอะ! การเดินถือกล่องแบบนี้ขึ้นรถไฟน่ะ เป็นความคิดที่แย่มาก คนอื่นก็รู้หมดน่ะสิว่าคุณเพิ่งออกจากงาน และด้วยหน้าตาของฉันตอนนี้ มันแสดงออกชัดเจนว่าสิ้นหวัง

ป่านนี้ไอ้เจ้านายของฉัน คงโทรศัพท์ไปทั่วทุกสำนักงานทนายในนิวยอร์กว่าอย่ารับฉัน ฉันมันตัวอันตราย ไว้ใจไม่ได้ ลิ้นงูพิษ เอาเหอะ อยากทำไรก็ทำ ฉันไม่คิดจะอยู่เมืองนี้ต่อไปอีกแล้ว ฉันโทรหาดาร์ซี เพื่อนสนิทของฉันแล้ว เธอติดค้างฉันไว้เยอะสมัยมัธยมปลาย และอีกนิดหน่อยสมัยมหาวิทยาลัย เอาเป็นว่าเธอไม่มีสิทธิ์ปฏิเสธ ถ้าฉันจะขอย้ายไปอยู่ด้วย ฉันพอจะเห็นเค้าตั้งแต่แรกว่าจะโดนไล่ออก ก็เลยโทรบอกดาร์ซีไว้ก่อน

ฉันตัดสินใจโยนกล่องของฉันทิ้ง ช่างมัน! มีแต่แฟ้มงานกับของกระจุกกระจิกที่ฉันเอาไว้ตั้งบนโต๊ะทำงาน ฉันไม่อยากได้มันกลับอพาร์ทเมนต์ไปด้วย ฉันสะบัดผมสีบลอนด์ไปด้านหลัง จับมัดอย่างลวกๆ แล้ววิ่งลงไปที่รถไฟใต้ดิน ใช้เวลาเพียงแค่ยี่สิบนาที ฉันก็มาอยู่หน้าอพาร์ทเมนต์ขนาดกะทัดรัด ใจหนึ่ง ฉันรู้สึกเข้มแข็งและช่างหัวมันกับงานที่เพิ่งเสียไป แต่อีกใจ ฉันรู้สึกอยากนอนกอดหมอนร้องไห้

ฉันหยิบขวดวิสกี้ออกจากครัว กระดกเข้าไปหนึ่งอึกแล้วล้มตัวลงบนโซฟา ทบทวนทุกสิ่งทุกอย่างที่ฉันได้ทำลงไป และมันทำให้ดวงตาของฉันร้อนผ่าว ส่วนหนึ่ง ฉันก็ผิด ฉันรู้ข้อนั้นดี ฉันคิดแต่จะเอาชนะเจ้านายให้ได้ พยายามจะทำลายเขา สุดท้ายความคิดนั้นทำลายตัวฉันเอง มันแย่มาก ฉันดื่มเข้าอีกอึก ขณะที่โทรศัพท์ดัง ฉันเอื้อมมือเปิดสปีกเกอร์โฟน จะได้ไม่ต้องถือโทรศัพท์ไว้ในมือ

เฮ้ นี่ดาร์ซีนะ เสียงสดใสของดาร์ซีดังออกมา

ว่าไง ฉันไม่อยู่ในอารมณ์คุยกับใครเลยจริงๆ

เธอรู้จัก ธอร์แห่งแอสการ์ดไหม? คิ้วของฉันขมวดเข้าหากันทันที นี่เธอจะพูดเรื่องอะไรเนี่ย

เคยได้ยินชื่อ เขาเป็นหนึ่งในอเวนเจอร์ผู้โด่งดังนี่ ทำไม?

เขากำลังจะไปหาเธอ ดาร์ซีบอก จริงๆนะ ฉันไม่ล้อเล่น เขามีงานจะเสนอให้เธอทำ เผอิญฉันเล่าเรื่องเธอให้เขาฟัง ตอนเขามาหาเจน เพื่อนร่วมงานฉันน่ะ เขาสนใจเธอมากๆเลยแหละ

งานอะไรไม่ทราบ? แต่มันฟังดูน่าสนใจดีนะ ฉันวางขวดวิสกี้และเริ่มสนใจโทรศัพท์

มันเกี่ยวกับน้องชายเขา โลกิ แห่งแอสการ์ด เดี๋ยวเขาจะอธิบายให้เธอฟังเอง ฉันว่าอีกไม่กี่นาที เขาก็ถึงอพาร์ทเมนต์เธอแล้วล่ะ

เฮ้ย เดี๋ยว!” ฉันเรียกไว้ไม่ทัน เธอวางสายไปแล้ว และก่อนที่ฉันจะได้คิดทบทวน ก็มีเสียงฟ้าผ่าอยู่ข้างนอก พร้อมกับแสงเจิดจ้านอกหน้าต่างห้อง ฉันได้ยินเสียงคนกระโดดลงบนระเบียง นั่นธอร์หรอ? o[]O ฉันรีบวิ่งไปที่ระเบียง เปิดผ้าม่าน และนั่นไง ผู้ชายตัวสูงใหญ่สวมชุดแบบ เอ่อ ฉันอธิบายไม่ถูก ชุดเกราะเอเลี่ยนหรอ? ชุดชาววัง? อะไรก็ช่างเหอะ เอาเป็นว่าเขายืนอยู่ที่ระเบียงห้องฉัน

เจ้าคือเมนา โมเนตต้า ใช่ไหม? เขาถามฉัน ชื่อลิเกๆนั่นชื่อฉันเอง จริงๆแล้วฉันมีเชื้อสายเยอรมันปนอิตาลี ตอนนี้ครอบครัวก็อยู่ที่เยอรมัน ฉันได้ทุนมาเรียนมหาวิทยาลัยที่อเมริกา พอเรียนจบก็ทำงานที่นี่ ไม่ได้กลับไปที่ประเทศ ฉันพยักหน้าตอบธอร์ แต่ยังไม่ยอมเลื่อนประตูกระจกให้เขาเข้ามาได้

ธอร์สินะ ดูจากชุดแล้ว สายตาของฉันเลื่อนตั้งแต่หัวจรดเท้า

ข้ามาด้วยธุระจำเป็น ขอเข้าไปได้ไหม?

จะรู้ได้ไงว่านายไม่ใช่คนโรคจิตที่ตัดชุดธอร์มาใส่

ดาร์ซี พูดไว้ไม่ผิดเลยว่าเจ้าจะไม่ไว้ใจข้า

ก็แน่อยู่แล้ว ฉันยักไหล่ ยกมือกอดอก เชิดหน้าขึ้นนิดๆ มองเขาอย่างถือดีน่าตบ เอาน่า แหม คนเราก็ต้องวางท่ากันบ้าง ฉันไม่ไว้ใจคนง่ายๆหรอกนะ ยังไงก็เถอะ ตอนนี้เขาชูค้อนขึ้นฟ้า แล้วทันใด ฉันก็เห็นสายฟ้าแลบออกจากค้อนพุ่งตรงไปบนท้องฟ้า โอเค เขาไม่โกหก แน่ล่ะ! ฉันยอมเลื่อนประตูให้เขาเข้าห้อง

เจ้ารู้จัก โลกิ แห่งแอสการ์ดหรือไม่?

เทพแห่งการโกหก ใครจะไม่รู้จัก ตั้งแต่คุณเข้าร่วมอเวนเจอร์และช่วยนิวยอร์กไว้ได้ สองปีมานี้ เราต่างได้ยินแต่เรื่องของคุณ ครอบครัวคุณ และทุกคนในอเวนเจอร์ ฉันยกมือกอดอกอีกครั้ง มีธุระอะไรกับฉัน ดาร์ซีบอกว่าคุณมีงานมาเสนอ

เจ้าฉลาด ดาร์ซีบอกแบบนั้น ถ้ามีใครจะรับมือโลกิได้ด้วยปัญญา ก็น่าจะเป็นเจ้า ดวงตาของเขามองลึกเข้ามาที่ฉัน

เดี๋ยวนะ พูดให้เคลียร์หน่อย อยากให้ฉันทำอะไร? ฉันไม่ชอบอะไรอ้อมค้อม

เฝ้าโลกิ เขาตอบ

ที่แอสการ์ดไม่มีคนหรอ? วานาไฮม์ แล้วอะไรอีกนะ ชื่ออาณาจักรแปลกๆนั่นน่ะ ไม่มีคนอื่นหรอ ฉันคิดว่าพวกแอสการ์ดไม่อยากให้มนุษย์ขึ้นไปซะอีก ดาร์ซีเคยพูดอะไรทำนองนั้นให้ฟัง

ชาวแอสการ์ดซื่อตรงเกินไป และไว้วางใจคนง่ายไป โลกิมีวิธีการหว่านล้อมใหม่ๆเสมอ เขาเก่งเรื่องภาพลวงตา คดโกง หักหลัง ข้าต้องการคนมีไหวพริบ ฉลาดแกมโกงทัดเทียมกับเขาเพื่อเฝ้าเขาไว้ ดาร์ซีบอกว่าเจ้าฉลาดที่สุดในเรื่องมนุษย์ด้วยกัน เจ้ารู้ทันคน และรับมือกับทุกคนได้เสมอ อีกทั้งบางครั้งเจ้าเองยังเป็นอันตรายต่อมนุษย์ด้วยกันเอง

ยัยดาร์ซี ฉันจะฆ่าเธอ เธอพูดถึงฉันเยอะเกินไปแล้ว และไม่ใช่ในทางที่ดี ฉันไม่ทำงานให้ฟรีๆ พอจะรู้ใช่ไหม จากที่ฟัง ดาร์ซีคงพูดถึงฉันเยอะอยู่ เพราะฉะนั้น งานนี้ต้องมีค่าตอบแทน

เจ้าอยากได้อะไร ข้ายินดีให้ และกษัตริย์โอดินแห่งแอสการ์ดยินดีให้เช่นกัน ธอร์ให้คำมั่น

ถ้าฉันรับงานนี้ ฉันต้องไปแอสการ์ด ถูกต้องไหม ฉันถาม และธอร์พยักหน้า เข้าทาง! “รู้ไหม ฉันมีพ่อแม่ที่นี่ พวกเขาคงจะเป็นห่วงฉันมากเลยล่ะ ถ้าอยู่ๆฉันหายไป ไม่ติดต่อ ต้องทำให้แน่ใจว่าฉันยังมีชีวิตสำหรับพวกเขา เดือนละห้าพันดอลลาร์จะต้องโอนเข้าบัญชีพ่อแม่ฉัน และอีกหนึ่งพันให้กับน้องสาวฉันที่เยอรมัน สำหรับตัวฉัน ที่ต้องไปอยู่ที่นู่นนานแค่ไหนก็ไม่รู้ ฉันต้องได้การรับประกันว่าฉันจะปลอดภัยทุกประการ ไม่มีแม้แต่รอยขีดข่วน เอาเป็นว่า เดี๋ยวฉันจะพิมพ์ใบสัญญาออกมาให้นายเซ็น และฉันต้องการให้นิค ฟิวรี่ ถือใบสัญญาอีกชุดไว้ หน่วยชิลด์จะต้องดูแลความปลอดภัยของฉันเช่นกัน เพราะไม่อย่างนั้น ฉันอาจจะพบว่าโลกิเป็นคนน่าสนใจ และร่วมมือกับเขาขึ้นมาก็ได้

ดาร์ซีได้เตือนนายเรื่องนี้หรือเปล่าล่ะ ฉันมันไว้ใจไม่ได้ เป็นยัยตัวร้าย งูพิษลอบกัด แถมยังละเอียดรอบคอบ เจนจัดในทุกด้าน เป็นทนายเลือดเย็น กล้าแบล็กเมล์ทุกคน แม้กระทั่งเจ้านาย และฉันอาจแบล็กเมล์นายได้ ไม่ว่านายจะเป็นเทพ มีพ่อเป็นโอดิน หรือมีชิลด์ทั้งหน่วยหนุนหลัง ถ้าฉันเกิดไม่พอใจขึ้นมา ฉันทำให้พวกนายกลายเป็นฝุ่นธุลีได้ในทันที เหมือนที่ฉันทำให้เจ้านายของฉันอับอายขายหน้าทั้งบริษัท แม้สุดท้ายฉันจะโดนไล่ออก แต่ไม่มีใครลืมสิ่งที่ฉันเปิดโปงไปได้แน่

ธอร์ตกลงทุกข้อเสนอของฉัน และฉันก็จัดการทำสัญญาขึ้นในคืนนั้น ส่งไฟล์ไปให้ทางหน่วยชิลด์ ส่งตรงถึงนิค ฟิวรี่ มีลายเซ็นของธอร์กำกับ อีกใบ ฉันเก็บไว้กับตัว ฉันจัดการใส่บัญชีธนาคารของพ่อแม่และน้องสาวไปในใบสัญญาด้วย พวกเขาจะต้องโอนเงินไป ไม่ว่าจะติดเหตุอะไรก็ตาม และฉันจะต้องได้หยุดพักมาโลกสี่วันต่อหนึ่งเดือน เพื่อตรวจสอบบัญชีว่าพ่อแม่และน้องสาวได้เงินหรือไม่ สำหรับตัวฉัน ฉันจะต้องปลอดภัย กินดีอยู่ดีในแอสการ์ด และเมื่องานจบลง ในกรณีที่โลกิกลายเป็นหมาเชื่องๆในกรงขัง หมดพิษสง ฉันจะได้กลับมาโลก พร้อมกับได้เข้าทำงานในหน่วยชิลด์ เป็นเจ้าหน้าที่ฝ่ายกฏหมาย ฉันไม่เรียกร้องเงินให้ตัวเอง แต่เรียกร้องงาน เพราะมั่นคงมากกว่า

คืนนั้น ธอร์นั่งอยู่ในอพาร์ทเมนต์ เฝ้าดูฉันเก็บของที่คิดว่าจำเป็นสำหรับการใช้ชีวิต ฉันไม่ชอบเสื้อผ้าของแอสการ์ดที่เหมือนหลุดมาจากยุคเชคสเปียร์ ฉันหยิบเสื้อผ้ายัดใส่กระเป๋าไปให้มากที่สุด หยิบหนังสือนิยายที่ชอบไปด้วย กับหนังสือกฏหมายหย่าร้าง ฉันชอบอ่านเพราะมันสะใจดี จากนั้นก็มองดูตู้เย็นที่อัดแน่นไปด้วยอาหาร ฉันคงไม่ได้อยู่กินมัน ฉันหยิบแม้กระทั่งผ้าห่มยัดใส่กระเป๋าใบใหญ่

เจ้ารู้ไหม ที่แอสการ์ด เรามีของครบทุกอย่าง

รู้ ฉันตอบสั้นๆ แต่ยังยัดห้าห่มของตัวเองลงไป

ห้าทุ่ม ฉันเก็บของเสร็จ รู้สึกง่วงเต็มทน แต่ธอร์ก็ยืนกรานจะพาฉันไปคืนนี้ ฉันขี้เกียจจะเถียง และปล่อยให้เขารวบตัวฉันกับกระเป๋าใบใหญ่สองใบ ฉันได้ยินเขาเรียกแฮมดัลให้เปิดไบฟรอส และตัวฉันกับเขาก็พุ่งขึ้นไปบนท้องฟ้า ผ่านหมู่ดาวนับล้าน ฉันวิงเวียน รู้สึกอยากอาเจียน ก็เลยต้องหลับตา มือเกาะแผงอกเขาไว้แน่น หวังว่าเจน ฟอสเตอร์ จะไม่ว่าอะไรในเรื่องนี้ ฉันจำเป็น

ฉันไม่มีอารมณ์จะสำรวจวังแอสการ์ด ไม่มีอารมณ์จะพูดคุยกับโอดินที่เหมือนจะรอการมาของฉันอยู่ ฉันได้แต่รับคำงึมงำๆ เหนื่อยเต็มทน และแทบจะขอบคุณอย่างล้นเหลือเมื่อกษัตริย์โอดินบอกธอร์ว่าให้พาฉันไปพักผ่อน

ห้องของฉันกว้างขวาง เฟอร์นิเจอร์ครบครันเหมือนยุควิคตอเรีย ฉันล้มลงบนเตียง เปิดกระเป๋าดึงผ้าห่มออกมาห่อตัว แล้วกลิ้งขลุกๆหาจุดที่สบายที่สุดบนเตียง หลับแทบจะทันที

ตอนเช้า ฉันรู้สึกดีขึ้น อาการวิงเวียนเพราะการเดินทางข้ามดวงดาวหายไป ฉันล้างหน้า หยิบแปรงสีฟันกับยาสีฟันของตัวเองออกมา จัดการธุระให้เรียบร้อย เปลี่ยนไปใส่ชุดเรียบๆ เสื้อเชิ้ตกับกางเกงยีน พระราชวังแอสการ์ดสวยสมกับคำร่ำลือ เจนเคยเล่าให้ดาร์ซีฟัง และดาร์ซีเล่าให้ฉันฟังอีกต่อหนึ่ง ฉันเดินออกจากห้อง เดินเรียบไปตามทางเดิน เห็นพวกแอสการ์เดียน ส่งยิ้มเป็นมิตรให้ฉันตลอดทาง ว้าว คนพวกนี้ถึงรับมือโลกิไม่ได้อย่างไรเล่า ถ้าด้วยกำลังน่ะพอทน พวกเขามีทหารที่ทำได้ แต่โลกิไม่ใช่คนที่จะเอาชนะด้วยกำลัง เพราะฉะนั้นตัดเรื่องทหารออกไปเลย

เฮ้ เมนา ธอร์เดินมาเจอฉันเข้า ไปกินข้าวเช้ากับข้าสิ

อืม ฉันตอบงึมงำในลำคอ และยอมเดินตามเขาไป อาหารเช้าของแอสการ์ดเป็นขนมปังกับข้าวโอ้ตต้ม คือมันเหมือนข้าวโอ้ตนะ ฉันคิดว่า แต่ยังไงก็เถอะ มันกินได้ และหนักท้องดีด้วย ห้องอาหารก็นั่งสบาย ทหารของธอร์แวะเวียนเข้ามาทักอย่างไม่ขาดสาย ธอร์มีมนุษย์สัมพันธ์ดีมาก เขายิ้มและพูดคุยอย่างเป็นมิตรกับทุกคน นั่นคงเป็นนิสัยของชาวแอสการ์ดเองด้วย

เจ้าพร้อมจะพบเขาไหม? ธอร์ถามฉัน หลังจากจบมื้อเช้า

คุณพาฉันมา เพื่อเฝ้าเขานี่ นั่นหมายความว่าฉันพร้อม ถามอะไรหน่อย ถ้าฉันทำไม่สำเร็จขึ้นมา คุณจะทำอะไรกับฉัน?

ข้าแค่พาเจ้ากลับโลก นั่นเป็นคำตอบที่ดี เอาเป็นว่า ถึงฉันทำพลาด ก็ไม่ได้ส่งผลอะไรต่อชีวิตฉัน

ห้องขังโลกิอยู่ใต้ดิน และจะพูดว่าใต้ดินก็ออกจะดูธรรมดาไปหน่อย มันเป็นหลุมขนาดใหญ่ที่มีห้องของเขาแขวนห้อยอยู่ตรงกลาง ต้องเป็นนักโทษสาหัสสากรรจ์จริงๆถึงต้องมาอยู่คนเดียวในหลุมแบบนี้ ฉันจินตนาการไม่ออกว่า จะมีใครอยู่ในที่แบบนี้ได้ยังไง มีหน้าต่างแค่สองบาน นอกนั้นปิดทึบ และถ้ามองออกจากข้างใน ก็จะเห็นแต่หลุมมืดๆ ถึงเขาจะชั่วร้ายแค่ไหน แต่แบบนี้ก็โหดร้ายสำหรับคนๆหนึ่ง

เจ้าเป็นอะไรหรือเปล่า ธอร์ถามฉัน

เปล่า นั่นไม่ใช่คำตอบที่มั่นคงเลย ฉันเกลียดที่มืดและแคบ ถึงที่นี่จะไม่แคบ แต่มันมืด

เข้าไปกันเถอะ

ธอร์เดินนำฉันเข้าไป เขาสอนวิธีเปิดประตูให้ฉัน และจากนั้นฉันก็ได้เห็นห้องนั้น มันเรียบร้อยสะอาดกว่าที่คิดไว้มาก ฉันนึกว่าจะเจอสภาพรกๆเพราะโลกิอาละวาดหรืออะไรแบบนั้น พื้นห้องสีขาว กับผนังสีขาว เขาคงจะชอบอ่านหนังสือ ด้านหนึ่งของกำแพงเรียงรายด้วยหนังสือ จากนั้นก็เป็นเตียง ตู้เสื้อผ้า ห้องน้ำ มีโต๊ะกลมตรงกลางห้องกับเก้าอี้แข็งๆสองตัว ฉันคิดถึงโซฟาที่อพาร์ทเมนต์จับใจ ถ้าเอามาไว้ในห้องนี้ มันอาจดูหดหู่น้อยลง

เขาอยู่ไหนล่ะ? ฉันถามธอร์ เมื่อไม่เห็นตัวเจ้าของห้อง

โลกิ เลิกเล่นได้แล้ว ธอร์พูดเสียงเย็นชา เป็นครั้งแรกที่ฉันจับความเย็นชาในน้ำเสียงของผู้ชายที่เป็นมิตรกับทุกคนได้

ชายหนุ่มคนหนึ่งปรากฏตัว เขานอนเหยียดยาวอยู่บนเตียง กำลังโยนแก้วเล่น เขาปล่อยให้แก้วเกือบหลุดมือ แต่ก็รับไว้ได้ทันทุกครั้ง เขาไม่หันมามองฉันหรือธอร์แม้แต่น้อย และฉันก็ได้เพียงด้านข้างของใบหน้าเท่านั้น

นี่คือ เมนา โมเนตต้า เป็นคนดูแลเจ้านับจากนี้

ก็แค่เศษดินอีกราย โลกิพูดขึ้นเป็นครั้งแรก เสียงทุ้มต่ำน่าฟัง ไม่อยากเชื่อว่าเขาจะมีสำเนียงอังกฤษ คราวนี้เขาหันมา ลุกขึ้นยืนเต็มความสูง และฉันได้เห็นชัดเจน ใบหน้าของเขายาว ดวงตาสีเขียวเจ้าเล่ห์ที่ดูมีพลังอำนาจ ผมสีดำยาวถึงบ่า เขาสวมชุดสีดำ มีผ้าพันคอสีเขียวห้อยลงมา ดวงตาของเขาเลื่อนมาจ้องฉัน ริมฝีปากบางคลี่ยิ้มอย่างเยาะเย้ย ฉันกลับไม่รู้สึกโกรธอย่างที่ควร เพราะฉันแข็งนิ่งอยู่กับที่ตั้งแต่เห็นเขายืนแล้ว ตั้งแต่เห็นใบหน้าเจ้าเล่ห์เพทุบายที่มีเสน่ห์อย่างประหลาดนั่น

ไม่ได้นะ! เมนา! หยุดเดี๋ยวนี้! ฉันบอกตัวเอง เขามันตัวอันตราย เขามันไว้ใจไม่ได้ เขามันฉลาดแกมโกง เขามันงูพิษ เขาเหมือนเธอนั่นแหละ เมนา เขาเหมือนเธอ! ฉันตะโกนในใจ ฉันยังไม่ไว้ใจตัวฉันไม่ได้เลย ห้ามมีความรู้สึกอะไรเด็ดขาด เขาก็แค่ดันมีหน้าตา ความสูง สีผม ดวงตา ที่ตรงกับสเป็กเท่านั้นเอง

เท่านั้นเอง! ฉันกำลังหลอกตัวเองชัดๆ มันไม่ใช่คำว่า เท่านั้นเอง ในสถานการณ์นี้ ลมหายใจของฉันกระตุกไปแล้ว รอยยิ้มของเขากว้างขึ้น และดวงตาสีเขียวนั่นก็เหมือนจะมองได้ทะลุทะลวง เขาเลียริมฝีปาก ก่อนจะเอ่ยขึ้น

มนุษย์? ผู้หญิง? เขาพ่นลมทาางจมูกอย่างขำขัน เลือกได้แย่นะคราวนี้ พี่ชายข้า

โต้ตอบสิ! ฉันตะโกนบอกตัวเอง ตอบอะไรก็ได้เดี๋ยวนี้ ฉันพูดไม่ออกเลย รู้สึกอยากออกไปจากที่นี่อย่างรุนแรง มันไม่สมควรเป็นแบบนี้

เดี๋ยวเจ้าก็จะรู้ว่าข้าเลือกผิดหรือไม่ น้องชาย ธอร์บอกอย่างมั่นใจ แต่ฉันไม่มั่นใจเลย ไม่มั่นใจอีกแล้ว ไม่ใช่กับผู้ชายที่มีหน้าตาแบบโลกิ ถ้าเขาเป็นแบบภาพเขียนในการ์ตูน หน้าตาทุเรศแบบนั้นก็ว่าไปอย่าง แต่นี่ โอ้ว พระเจ้า! ไม่ยุติธรรมเลย ไม่ยุติธรรมสำหรับฉันเลย

ธอร์เดินออกไปแล้ว ออกไปจากห้อง และฉันอยู่กับเขาตามลำพัง ฉันรู้สึกว่าตัวฉันหดเล็กลงเป็นสิบเท่าเมื่อยืนอยู่ต่อหน้าผู้ชายคนนี้ โลกิเดินผ่านตัวฉันไปหยิบหนังสือบนชั้นวางแล้วกลับไปนั่งที่เตียง เปิดหนังสืออ่านเหมือนฉันไม่ได้อยู่ในห้องด้วย แต่ก็ไม่ได้ทำให้ฉันสบายใจขึ้นสักนิด ภายใต้ความเงียบนั้น เขาจะคิดอะไรอยู่ วางแผนอะไรไว้

ใจเย็นก่อนดีไหม มนุษย์ ถ้าเจ้ากลัว เจ้าควบคุมความประพฤติข้าได้ยังไง? ดวงตาสีเขียวมองฉันอย่างยั่วเยาะ

มนุษย์คนนี้มีชื่อ ฉันโต้ตอบ

ข้าไม่จำเป็นต้องจำชื่อของเศษดิน

เพราะถือดีแบบนี้ล่ะสิ คุณถึงต้องอยู่คนเดียวในนี้ ไม่เห็นเดือนเห็นตะวัน ก็เหมาะสมดีนะ ฉันยักไหล่ ลากเก้าอี้มานั่ง ยกมือกอดอก วางท่าให้ดูผ่อนคลายที่สุด กฏข้อแรก อย่าให้ศัตรู(หรือผู้ชายหล่อเหลาที่เรากำลังรู้สึก...)รู้ว่าเรากำลังกลัว

แล้วเจ้าล่ะ? ทำไมต้องรับงานนี้ เขาปิดหนังสือ พูดด้วยน้ำเสียงเหมือนคนที่รู้ทุกอย่าง มองฉันอย่างตั้งใจมากเป็นพิเศษ มนุษย์ก็ควรอยู่กับมนุษย์ด้วยกัน แต่อยู่ๆ เจ้าโผล่มาที่นี่ รับงานที่ไม่มีใครอยากทำ มาอยู่แบบนี้ นั่นทำให้ข้าสรุปอะไรได้อย่างหนึ่ง ไม่มีมนุษย์คนใดที่นั่น อยากจะมีเจ้าอยู่ใกล้ๆล่ะสิ

คำพูดเขาเหมือนมีดปักใจดีๆนี่เอง เหตุผลที่ฉันไม่กลับเยอรมันไปอยู่กับครอบครัว เหตุผลที่ตลอดทั้งชีวิตมีแค่ดาร์ซีคนเดียวที่เป็นเพื่อนฉัน เหตุผลที่ฉันไม่อยากจะนึกถึงมัน กำลังลอยกลับมาในความคิดฉัน ฉันเบือนหน้าหนีเขา และนั่นเรียกเสียงหัวเราะอย่างพึงพอใจจากเขาได้ ฉันกำหมัดแน่น อยากจะโยนอะไรสักอย่างใส่เขา หรือตรงเข้าไปจับหัวเขาขยี้กับพื้น ฉันเกลียดเขา พอๆกับที่ชอบหน้าตาของเขานั่นแหละ

            และฉันต้องนั่งอยู่อย่างนี้ ทุกวัน อยู่ในห้องเดียวกับเขา ปล่อยให้เขาถามคำถามเจาะใจฉัน มันน่าทรมาน และตอนนี้ฉันเริ่มทบทวนว่า ฉันคิดถูกหรือเปล่า ฉันถือดีเกินไปหรือเปล่าที่มาที่นี่

 

 

  

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 176 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

225 ความคิดเห็น

  1. #181 Jitlada Jakthong (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 13 ตุลาคม 2562 / 20:29

    นางเอกขออะไรที่ขาดทุนมาก555

    #181
    0
  2. #55 เจ้าแมวซึน (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 27 มีนาคม 2559 / 15:12
    รักเลย
    #55
    0
  3. #51 I am Muzik (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 6 มีนาคม 2559 / 21:29
    อ๊ากกกกกกกกก เปิดมาได้แซ่บ-..-
    #51
    0
  4. #49 Taurus Girl (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 29 มกราคม 2559 / 11:18
    เปิดมาได้อย่างสนุกสนาน! เหมือนนิยายแปลเลย!!!!
    #49
    0