โรงเรียนศาสตร์มืดแห่งดาร์คแลนด์ (เปิดเทอม)

ตอนที่ 19 : ชั้นที่ 2 ชั้นลอร์ด เลดี้ ที่เคารพ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 934
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    10 ธ.ค. 59

ชั้นที่ 2 ชั้นลอร์ดเลดี้ที่เคารพ

สวัสดีเหล่า "ลอร์ดเลดี้ที่เคารพ"
หากเจ้าต้องการเป็นชนชั้นสูงผู้สง่างามแล้วไซร้
ที่ห้องเรียนนี้ เจ้าจะต้องผ่านทักษะการอบรมบุคลิกมารยาท ความสง่างาม
การงานเก่งกาจ ทั้งงานประดิษฐ์ งานช่าง อาหาร งานบ้าน จัดสวน

ในชั้นเรียนนี้ หากเจ้าไม่เข้าใจอันใด สามารถถามได้ที่กล่องคอมเม้นด้านล่าง







ภารกิจ

ภารกิจ คือ สถานการณ์จำลอง เพื่อทดสอบทักษะของท่าน
ในชั้นนี้ มีภารกิจทั้งหมด 4 ภารกิจ ท่านจะภารกิจเหล่านี้หรือไม่ก็ได้
และเลือกทำกี่ภารกิจก็ได้

โดยคะเเนนจากภารกิจที่ท่านทำ จะช่วยในการสอบเพิ่มระดับของท่าน
และเมื่อทำภารกิจเสร็จสิ้น ท่านจะไ้ด้รับรางวัล
ท่านสามารถเลือกทำ "ภารกิจ" ต่างๆดังนี้




ข้อควรระวัง
อนึ่ง ระว่างการเดินทางทำภารกิจของท่าน
ท่านอาจจะต้องแวะตามสถานที่ต่างๆ และจำเป็นต้องโพสคอมเม้น
เมื่อท่านโพสคอมเม้น  ไม่ว่าที่ใดก็ตามในดาร์คแลนด์
ให้แนบบัตรประ
นักเรียนศาสตร์มืดแห่งดาร์คแลนด์ด้้วยเสมอ
และผลการทำภารกิจของท่าน จะปรากฏที่หอพักของท่าน ทุกวันศุกร์




การสอบเลื่อนระดับ

หากท่านศึกษาบทเรียนในชั้นนี้จนถ่องแท้แล้ว กรุณาทำข้อสอบ
เพื่อสอบเพิ่มระดับ...เข้าสู่ ชั้นที่ 3 ชั้น "เจ้าหญิงเจ้าชายสูงส่ง"
หากท่านสอบผ่าน จะได้รับเหรียญตราให้เข้าเรียนในชั้นต่อไป


คลิกเพื่อทำข้อสอบเลื่อนระดับสู่ชั้นต่อไป



บทเรียนที่ 1 ว่าด้วยความสง่างามและการวางตน

ความสง่างามเป็นการวางตนในสังคมที่สำคัญสำหรับชนชั้นสูง
ความสง่างามในที่นี้จะเปรียบเสมือนรังสี หรือรัศมีของเพชร ที่ทำให้ผู้คนเคารพนับถือ
อาจถึงขั้นทำให้ศรัทธาในตัวท่าน
เช่นนั้นเเล้ว ชนชั้นสูงที่ดี จึงไม่ควรเเสดงกริยาตื่นเต้น ระริกระรี้ เเสดงอารมณ์จนเกินงาม
การยิ้มให้ิยิ้มแต่พอดีจนเห็นเรียวฟันเล็กน้อย และดวงตาควรยิ้มตาม
การลุก เดิน ยืนนั่ง ควรเป็นไปอย่างนิ่มนวลแต่ไม่เชื่องช้า
นัยตาควรมีความสุภาพ และอ่อนน้อมในที
ไม่หัวเราะกระโตกกระตาก พูดจาพึงระมัดระวังงง
ชนชั้นสูงย่อมรักษา ความเรียบร้อย กายจริยา วจีกริยา  มโนจริยา

ไม่ทำอุจาดลามก

คุณสมบัติชนชั้นสูง 176  ประการ
1 ย่อมไม่ใช้กิริยาข้ามกรายบุคคล.
2 ย่อมไม่อาจเอื้อมในที่ต่ำสูง.
3 ย่อมไม่ล่วงเกินถูกต้องผู้อื่นซึ่งไม่ใช่หยอกกันฐานเพื่อน.
4 ย่อมไม่เสียดสีกระทบกระทั่งกายบุคคล.
5 ย่อมไม่ลุกนั่งเดินเหินให้พรวดพราดโดนผู้คนหรือสิ่งของแตกเสียหาย.
6 ย่อมไม่ส่งของให้ผู้อื่นด้วยกิริยาอันเสือกไสผลักโยน.
7 ย่อมไม่ผ่านหน้าหรือบังตาผู้อื่น เมื่อเขาดูสิ่งใดอยู่ เว้นแต่เป็นที่เฉพาะไป.
8 ย่อมไม่เอิกอึงเมื่อเวลาผู้อื่นทำกิจ.
9 ย่อมไม่อื้ออึงในเวลาประชุมสดับตรับฟัง.
10 ย่อมไม่แสดงกิริยาตึงตัง หรือพูดจาอึกทึกในบ้านแขก.
11 ย่อมไม่สอดสวนวาจาหรือแย่งชิงพูด.
12 ย่อมไม่พูดด้วยเสียงอันดังเหลือเกิน.
13 ย่อมไม่ใช้เสียงตวาด หรือพูดจากระโชกกระชาก.
14 ย่อมไม่ใช้วาจาอันหักหาญดึงดัน.
15 ย่อมไม่ใช้ถ้อยคำอันหยาบคาย. 
16 ย่อมไม่ปล่อยใจให้ฟุ้งซ่านกำเริบหยิ่งโยโส.
17 ย่อมไม่บันดาลโทสะให้เสียกิริยา. 
18 ย่อมใช้เสื้อผ้าเครื่องแต่งตัวอันสะอาด และแต่งโดยเรียบร้อยเสมอ.
19ย่อมไม่แต่งตัวในที่แจ้ง.
20 ย่อมไม่จิ้มควักล้วงแคะแกะเการ่างกายในที่ชุมชน.
21 ย่อมไม่กระทำการที่ควรจะทำในที่ลับในที่แจ้ง.
22 ย่อมไม่หาวเรอให้ปรากฏในที่ชุมชน.
23 ย่อมไม่จามด้วยเสียงอันดังและโดยไม่ป้องกำบัง.
24 ย่อมไม่บ้วนขากด้วยเสียงอันดัง หรือให้เปรอะเปื้อน ให้เป็นที่รังเกียจ.
25 ย่อมไม่ลุกลนเลอะเทอะมูมมามในการบริโภค.
26 ย่อมไม่ถูกต้องหรือหยิบยื่นสิ่งที่ผู้อื่นจะบริโภคด้วยมือตน.
27 ย่อมไม่ล่วงล้ำ ข้ามหยิบ ของบริโภคผ่านหน้าผู้อื่น ซึ่งควรขอโทษและขอให้เขาส่งได้.
28 ย่อมไม่ละลาบละล้วงเอาของผู้อื่นมาใช้ในการบริโภค เช่น ถ้วยน้ำ และผ้าเช็ดมือ.
29 ย่อมไม่เอาเครื่องใช้ของตน เช่น ช้อนส้อมไปล้วงตักสิ่งบริโภคซึ่งเป็นของกลาง.
30 ย่อมระวัง ไม่พูดจาตรงหน้าผู้อื่นให้ใกล้ชิดเหลือเกิน.
  31 ย่อมไม่กล่าวถึงสิ่งโสโครกพึงรังเกียจในท่ามกลางประชุมชน.
32 ย่อมไม่กล่าวถึงสิ่งควรปิดบังในท่ามกลางประชุมชน.
33 ย่อมพึงใจที่จะรักษาความสะอาด.
34 ย่อมนั่งด้วยกิริยาสุภาพเฉพาะหน้าผู้ใหญ่
35 ย่อมไม่ขึ้นหน้าผ่านผู้ใหญ่.
36 ย่อมไม่หันหลังให้ผู้ใหญ่.
37 ย่อมแหวกที่หรือให้ที่นั่งอันสมควรแก่ผู้ใหญ่หรือผู้หญิง.
38 ย่อมไม่ทัดหรือคาบบุหรี่ คาบกล้อง และสูบให้ควันไปรมผู้อื่น.
39 ย่อมเปิดหมวกเมื่อเข้าชายคาบ้านผู้อื่น
40 ย่อมเปิดหมวกในที่เคารพ เช่น โบสถ์ วิหาร ไม่ว่าแห่งศาสนาใด.
41 ผู้น้อยย่อมเคารพผู้ใหญ่ก่อน.
42 ผู้ชายย่อมเคารพผู้หญิงก่อน.
43 ผู้ลาย่อมเป็นผู้เคารพก่อน.
44 ผู้เห็นก่อนโดยมากย่อมเคารพก่อน.
45 แม้ผู้ใดเคารพตนก่อน ย่อมต้องตอบเขาทุกคน ไม่เฉยเสีย.
46 ย่อมไม่พูดจาล้อเลียนหลอกลวงผู้ใหญ่.
47 ย่อมไม่กล่าวร้ายถึงญาติมิตรที่รักใคร่นับถือของผู้ฟังแก่ผู้ฟัง.
48 ย่อมไม่กล่าววาจาติเตียนสิ่งเคารพหรือที่เคารพของผู้อื่นแก่ตัวเขา.
49 เมื่อจะขอทำล่วงเกินแก่ผู้ใด ย่อมต้องขออนุญาตตัวเขาก่อน.
50 เมื่อตนทำพลาดพลั้งสิ่งใด แก่บุคคลใด ควรออกวาจาขอโทษเสมอ.
51 เมื่อผู้ใดได้แสดงคุณต่อตนอย่างไร ควรออกวาจาขอบคุณเขาเสมอ.
52 ย่อมเคารพยำเกรงบิดามารดาและอาจารย์.
53 ย่อมนับถือนอบน้อมต่อผู้ใหญ่.
54ย่อมมีความอ่อนหวานแก่ผู้น้อย.
55 ไม่ไปใช้กิริยายืนเมื่อเขานั่งกับพื้นและไม่ไปนั่งกับพื้นเมื่อเวลาเขายืนเดินกัน.
56 ย่อมไม่ไปนั่งนานเกินสมควรในบ้านของผู้อื่น.
57 ย่อมไม่ทำกิริยารื่นเริงเมื่อเขามีทุกข์.
58 ย่อมไม่ทำกิริยาโศกเศร้าเหี่ยวแห้งในที่ประชุมรื่นเริง.
59 เมื่อไปสู่ที่ประชุมการรื่นเริงย่อมช่วยสนุกชื่นบานให้สมเรื่อง.
60 เมื่อเป็นเพื่อนเที่ยว ย่อมต้องกลมเกลียวและร่วมลำบากร่วมสนุก.
61 เมื่อตนเป็นเจ้าของบ้าน ย่อมต้องต้อนรับและเชื้อเชิญแขกไม่เพิกเฉย.
62 ย่อมไม่ทำกิริยาบึกบึนต่อแขก.
63 ย่อมไม่ให้แขกต้องคอยนานเมื่อเขามาหา.
64  ย่อมไม่จ้องดูนาฬิกาในเวลาที่แขกยังนั่งอยู่.
65 ย่อมไม่ใช้กิริยาอันบุ้ยใบ้หรือกระซิบกระซาบกับผู้ใด ในเวลาเฉพาะเมื่อตนอยู่ต่อหน้าผู้หนึ่ง.
66 ย่อมไม่ใช่กิริยาอันโกรธเคือง หรือดุดันผู้คนบ่าวไพร่ต่อหน้าแขก.
67 ย่อมไม่จ้องดูบุคคลโดยเพ่งพิศเหลือเกิน.
(68) ย่อมต้องรับส่งแขกเมื่อไปมา ในระยะอันสมควร. วจีจริยา คือ
(69) ย่อมไม่เที่ยวติเตียนสิ่งของที่เขา ตั้ง แต่ง ไว้ในบ้านที่ตนไปสู่.
(70) ย่อมไม่กล่าวสรรเสริญรูปกายบุคคลแก่ตัวเขาเอง.
71 ย่อมไม่พูดให้เพื่อนเก้อกระดาก.
72 ย่อมไม่พูดเปรียบเปรยเกาะแกะสตรีกลางชุมชน.
73ย่อมไม่ค่อนแคะติรูปกายบุคคล.
74 ย่อมไม่ทักถึงการร้ายโดยพลุ่งโพล่งให้เขาตกใจ.
75 ย่อมไม่ทักถึงสิ่งอันน่าอายน่ากระดากโดยเปิดเผย.
76 ย่อมไม่เอาสิ่งที่น่าจะอายจะกระดากมาเล่าให้แขกฟัง.
77 ย่อมไม่เอาเรื่องที่เขาพึงซ่อนเร้นมากล่าวให้อับอายหรือเจ็บใจ.
78 ย่อมไม่กล่าวถึงการอัปมงคลในเวลามงคล
79 ย่อมรู้จักเกรงใจคน. สมบัติของผู้ดี
80 ย่อมมีกิริยาอันผึ่งผายองอาจ.
81 จะยืนนั่ง ย่อมอยู่ในลำดับอันสมควร ไม่เป็นผู้แอบหลังคนหรือหลีกเข้ามุม.
82 ย่อมไม่เป็นผู้สะทกสะท้านงกเงิ่นหยุด ๆ ยั้ง ๆ
83 ย่อมพูดจาฉะฉานชัดถ้อยความ ไม่อุบอิบอ้อมแอ้ม
84 ย่อมมีความรู้จักงามรู้จักดี.
85 ย่อมมีอัชฌาสัยอันกว้างขวาง เข้าไหนเข้าได้.
86 ย่อมมีอัชฌาสัยเป็นนักเลง ใครจะพูดหรือเล่นอันใดก็เข้าใจและต่อติด.
87 ย่อมมีความเข้าใจว่องไวไหวพริบ รู้เท่าถึงการณ์.
88  ย่อมมีใจอันองอาจกล้าหาญ.
89 ย่อมไม่ถ่วงเวลาให้คนอื่นคอย.
90 ย่อมไม่ละเลยที่จะตอบจดหมาย.
91 ย่อมไม่ทำการแต่ต่อหน้า
92 พูดสิ่งใดย่อมให้เป็นสิ่งที่เชื่อถือได้.
93 ย่อมไม่รับวาจาคล่อง ๆ โดยมิได้เห็นว่าการจะเป็นได้หรือไม่. มโนจริยา คือ
94 ย่อมเป็นผู้รักษาความสัตย์ในเวลา.
95 ย่อมไม่เป็นผู้เกียจคร้าน.
96 ย่อมไม่เข้าใจว่า ผู้ดีทำอะไรด้วยตนไม่ได้.
97 ย่อมไม่เพลิดเพลินจนละเลยให้การเสีย.
98 ย่อมเป็นผู้รักษาความเป็นระเบียบ.
99 ย่อมเป็นผู้อยู่ในบังคับบัญชาเมื่ออยู่ในหน้าที่.
100 ย่อมมีมานะในการงานไม่ย่อท้อต่อความยากลำบาก.
101 ย่อมเป็นผู้ทำอะไรทำจริง.
102 เมื่อเห็นใครทำผิดพลาดอันน่าเก้อกระดาก ย่อมช่วยกลบเกลื่อนหรือทำไม่เห็น.
103 เมื่อเห็นสิ่งของของใครตก หรือจะเสื่อมเสีย ย่อมต้องหยิบยื่นให้หรือบอกให้รู้ตัว.
104 เมื่อเห็นเหตุร้าย หรืออันตรายจะมีแก่ผู้ใด ย่อมต้องรีบช่วย.

105 ย่อมไม่เยอะเย้ยถากถางผู้กระทำผิดพลาด.
106 ย่อมไม่ใช้วาจาอันข่มขี่.
107 ย่อมไม่มีใจอันโหดเหี้ยมเกรี้ยวกราดแก่ผู้น้อย.
108 ย่อมเอาใจโอบอ้อมอารีแก่คนอื่น.
109 ย่อมเอาใจช่วยคนเคราะห์ร้าย.
110 ย่อมไม่เป็นผู้ซ้ำเติมคนเสียที.

111 ย่อมไม่เป็นผู้อาฆาตจองเวร. 
112 ย่อมไม่พักหาความสบายก่อนผู้ใหญ่.
113 ย่อมไม่เสือกสนแย่งชิงที่นั่งหรือที่ดูอันใด.
114 ย่อมไม่เที่ยวแย่งผู้หนึ่งมาจากผู้หนึ่ง ในเมื่อเขาสนทนากัน.
115 เป็นผู้ใหญ่ จะไปมาลุกนั่งย่อมไว้ช่องให้ผู้น้อยมีโอกาสบ้าง.
116 ในการเลี้ยงดูย่อมแผ่เผื่อ เชื้อเชิญแก่คนข้างเคียงก่อนตน.
117 ในที่บริโภค ย่อมหยิบยกยื่นส่งสิ่งของแก่ผู้อื่นต่อ ๆ ไป ไม่มุ่งแต่กระทำกิจส่วนตน.
118 ย่อมไม่รวบสามตะกลามสี่กวาดฉวยเอาของที่เขาตั้งไว้เป็นกลาง จนเกินส่วนที่ตนจะได้.
119 ย่อมไม่แสดงความไม่เพียงพอใจในสิ่งของที่เขาหยิบยกให้.
120 ย่อมไม่นิ่งนอนใจให้เขาออกทรัพย์แทนส่วนตนเสมอ เช่น ในการเลี้ยงดูหรือใช้ค่าเดินทางเป็นต้น.
121 ย่อมไม่ลืมที่จะส่งของ ซึ่งคนอื่นได้สงเคราะห์ให้ตนยืม.
122 การให้สิ่งของหรือเลี้ยงดูซึ่งเขาได้กระทำแก่ตน ย่อมต้องตอบแทนเขา. วจีจริยา คือ
123  ย่อมไม่ขอแยกผู้หนึ่งมาจากผู้หนึ่ง เพื่อจะพาไปพูดจาความลับกัน.
124 ย่อมไม่สนทนาแต่เรื่องตนถ่ายเดียว จนคนอื่นไม่มีช่องจะสนทนาเรื่องอื่นได้.
125 ย่อมไม่นำธุระตนเข้ากล่าวแทรกในเวลาธุระอื่นของเขาชุลมุน.
126 ย่อมไม่กล่าววาจาติเตียนของที่เขาหยิบยกให้แก่ตน.
127 ย่อมไม่ไต่ถามราคาของที่เขาได้หยิบยกให้แก่ตน.
128 ย่อมไม่แสดงราคาของที่หยิบยกให้แก่ผู้ใดให้ปรากฏ.
129 ย่อมไม่ใช้วาจาอันโอ้อวดตนและหลบหลู่ผู้อื่น. มโนจริยา คือ
130 ย่อมไม่หวังแต่จะพึ่งอาศัยผู้อื่น.
131 ย่อมไม่เป็นผู้เกี่ยงงอนทอดเทการงานตนให้ผู้อื่น.
132 ย่อมรู้คุณผู้อื่นที่ได้ทำแล้วแก่ตน.
133 ย่อมไม่มีใจริษยา
134 ย่อมไม่ละลาบละล้วงเข้าห้องเรือนแขกก่อนเจ้าของบ้านเชิญ.
135 ย่อมไม่แลลอดสอดส่ายโดยเพ่งเล็งเข้าไปตามห้องเรือนแขก.
136 ย่อมไม่เที่ยวฉวยโน่นหยิบนี่ของผู้อื่นดูจนเหลือเกิน ราวกับว่าจะค้นหาสิ่งใด.
137 ย่อมไม่เที่ยวขอหรือหยิบฉวยดูจดหมายของผู้อื่นที่เจ้าของไม่มีประสงค์จะให้ดู.
138 ย่อมไม่เที่ยวขอหรือหยิบฉวยดูสมุดพกหรือสมุดจดรายงานบัญชีของผู้อื่น ซึ่งตนไม่มีธุระเกี่ยวข้องเป็นหน้าที่.
139 ย่อมไม่เที่ยวนั่งที่โต๊ะเขียนหนังสือของผู้อื่น.
140  ย่อมไม่เที่ยวเปิดดูหนังสือตามโต๊ะเขียนหนังสือของผู้อื่น.
141  ย่อมไม่แทรกเข้าหมู่ผู้อื่นซึ่งเขาไม่ได้เชื้อเชิญ.
142 ย่อมไม่ลอบแอบฟังคนพูด.
143 ย่อมไม่ลอบแอบดูการลับ.
144 ถ้าเห็นเข้าจะพูดความลับกัน ย่อมต้องหลบตาหรือลี้ตัว.
145 ถ้าจะเข้าห้องเรือนผู้ใด ย่อมต้องเคาะประตูหรือกล่าววาจาให้เขารู้ตัวก่อน. วจีจริยา คือ
146ย่อมไม่ซอกแซกไต่ถามธุระส่วนตัวหรือการในบ้านของเขาที่ไม่ได้เกี่ยวข้องแก่ตน.
147 ย่อมไม่เที่ยวถามเขาว่า นั่นเขียนหนังสืออะไร.
148 ย่อมไม่เที่ยวถามถึงผลประโยชน์ที่เขาหาได้เมื่อตนไม่ได้มีหน้าที่เกี่ยวข้อง.
149 ย่อมไม่เอาการในบ้านของผู้ใดมาแสดงในที่แจ้ง.
150 ย่อมไม่เก็บเอาความลับของผู้หนึ่งมาเที่ยวพูดแก่ผู้อื่น.
151 ย่อมไม่กล่าวถึงความชั่วร้าย อันเป็นความลับเฉพาะบุคคลในที่แจ้ง.
152  ย่อมไม่พูดสับปลับกลับกลอกตลบตะแลง.
153  ย่อมไม่ใช้คำสบถติดปาก.
154 ย่อมไม่ใช้ถ้อยคำมุสา. มโนจริยา คือ
155 ย่อมไม่เป็นคนต่อหน้าอย่างหนึ่งลับหลังอย่างหนึ่ง.
156  ย่อมเป็นผู้รักษาความไว้วางใจแก่ผู้อื่น.
157 ย่อมไม่แสวงประโยชน์ในทางที่ผิดธรรม.
158 ย่อมเป็นผู้ตั้งอยู่ในความเที่ยงตรง
159 ย่อมไม่เป็นพาลเที่ยวเกะกะระรั้วและกระทำร้ายคน.
160 ย่อมไม่ข่มเหงผู้อ่อนกว่า เช่น เด็กหรือผู้หญิง.
161 ย่อมไม่ทำให้ผู้อื่นเดือดร้อนเจ็บอาย เพื่อความสนุกยินดีของตน.
162 ย่อมไม่หาประโยชน์ด้วยอาการที่ทำให้ผู้อื่นเดือดร้อน.
163 ย่อมไม่เสพสุราจนถึงเมาและติด.
164 ย่อมไม่มั่วสุมกับสิ่งอันเลวทราม.
165 ย่อมไม่หมกมุ่นในการพนัน เพื่อจะปรารถนาทรัพย์.
166 ย่อมไม่ถือเอาเป็นของตน ในสิ่งที่เจ้าของไม่ได้อนุญาตให้.
167ย่อมไม่พึงใจในหญิงที่มีเจ้าของหวงแหน.
168 ย่อมไม่เป็นพาลพอใจทะเลาะวิวาท.
169 ย่อมไม่พอใจนินทาว่าร้ายกันและกัน.
170 ย่อมไม่พอใจพูดส่อเสียดยุยง.
171 ย่อมไม่เป็นผู้สอพลอประจบประแจง.
172 ย่อมไม่แช่งชักให้ร้ายผู้อื่น.
173 ย่อมไม่ปองร้ายผู้อื่น.
174 ย่อมไม่คิดทำลายผู้อื่นด้วยประโยชน์ตน.
175 ย่อมมีความเหนี่ยวรั้งใจตนเอง.
176 ย่อมเป็นผู้มีความละอายแก่บาป.





บทเรียนที่ 2 ว่าด้วยการประดิษฐ์และงานช่าง

ชนชั้นสูงควรมีคุณสมบัติจำเป็นอีกประการก็คือ ความคิดสร้างสรรค์
นี่เป็นสิ่งสำคัญและทำให้ท่านมีความโดดเด่น ไม่วาจะเป็นการเเต่งกาย การออกเเบบหมวก
ปากกา ไม้เท้า นาฬิกา ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะบ่งบอกรสนิยมของท่าน
โดยปกติสิ่งประดิษฐ์ของชนชั้นสูงชาวดาร์ค มักจะมีความพิเศษ หรืออำนาจบางอย่างในนั้น
ซยึ่งต้องอาศัยจิต เเละสมาธิ จึงจะได้มันมา
ของบางสิ่ง ก็เลือกจ้านายเช่นกัน
เเละถ้ามันได้เจ้านายที่พึงพอใจ มันก็จะเป็นทาส เเลรับใช้ตราบไป
ท่านสามารถเยี่ยมดูสิ่งของ หรือสิ่งประดิษฐ์น่าสนใจได้ที่
ย่านการค้าดาร์คแลนด์






บทเรียนที่ 3 ว่าด้วยเรื่องอาหาร

การทำอาหารเป็นศิลปะอย่างหนึ่งของเเต่ละชนชาติ
ชาวดาร์คก็มีรูปแบบการทำอาหารที่เป็นเอกลักษณ์
นั่นคือส่วนผสม เเละหน้าตาของอาหาร ที่อาจมองดูน่าสยดสยอง ในสายตาคนทั่วไป
แต่สำหรับชาวดาร์ค อาหารอันปรุงเเต่งด้วย เลือด เเละ ความตาย
ช่วยทำให้ชาวดาร์ครับรู้ว่าเราอยู่ใกล้ความตาย อยู่ร่วมกับความตายตลอดเวลา...แม้ยามกิน






บทเรียนที่ 4 ว่าด้วยการออกแบบที่พักอาศัย

ที่พักอาศัยของชาวดาร์คแลนด์จะมีลักษณะล้ายศิลปะโกธิค
เราเรียกว่าศิลปะเเบบดาร์คิดัส กล่าวคือ มีความปสมผสานระหว่าง
1 ความฟุ่มเฟือยหรูหราของศิลปะเเบบบารอค
2 ความละเอียดอ่อนของลายเส้นและปลายเเหลมยอดของศิลปะแบบโกธิค
และ 3 ความเรียบง่ายของศิลปะแบบยุคกลาง

จุดเด่นของศิลปะเเบบดาร์คคิดัสมักจะมีลวดลายของกุหลาบ และเถาวัลย์เป็นส่วนตกเเต่งเสมอ
ผู้พักอาศัยจะรู้สึกราวกับได้พักในสถานที่เรียบหรูอันสงบเเละสง่างามนั่นเอง





บทเรียนที่ 5 ว่าด้วยเรื่องอุทยานและพรรณไม้

ชนชั้นสูงย่อมมีความสุขกับการจัดเดินย่างหรือต้อนรับเเขกเหรื่อในอุทยานที่งดงาม
อุทยาน บ่งบอกถึงอุปนิสัยของเจ้าบ้าน ดอกไม้ในอุทยานก็เช่นกัน
ชนชั้นสูงมักจะรู้เเละเข้าใจในภาษาดอกไม้เป็นอย่างดี
นักเรียนสามารถศึกษาวิธีจัดอุทยานได้จากตำรามากมาย
ในที่นี้จะสอนภาษาดอกไม้


ดอกไม้สีแดง
เราเชื่อกันว่าสีแดงเป็นสีแห่งความกระตือรือร้น  กระตุ้นให้ระบบย่อยอาหาร และชีพจรทำงานมากยิ่งขึ้น สร้างชีวิตชีวา ความน่าสนใจและน่าจดจำ  ทำให้รู้สึกติดตาตรึงใจยากที่จะลืมเลือน  สีแดงนั้นยังเป็นสีที่มีอิทธิพลในการตัดสินใจของเราให้เร็วขึ้นด้วย   อีกทั้งสีแดงยังเป็นสีแท้ ที่สายตาเราสามารถมองเห็นได้ก่อนสีอื่นๆ ดังนั้นหากต้องการลดปฏิกิริยาตอบสนอง  เราอาจจะแต้มหรือตกแต่งด้วยดอกไม้สีขาว  เพื่อให้รู้สึกสัมผัสที่นุ่มนวลอ่อนหวานขึ้นมาได้ อีกทั้งการใช้ดอกไม้สีแดง และสีขาว ผสมกัน จะมีความหมายถึง  การรวมเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน(unity) ด้วยค่ะ ส่วนดอกไม้สีแดงที่เรามักจะพบเห็น และใช้กันบ่อย ๆ  ได้แก่  ดอกกุหลาบ   ซึ่งเป็นราชินีแห่งดอกไม้  และเป็นสัญลักษณ์แสดงถึง  ความเป็นอมตะแห่งรัก   เป็นดอกไม้ที่นิยมใช้ตลอดทั้งปี  และโอกาสสำคัญ  ที่จะขาดกุหลาบไม่ได้  คือ  เทศกาลคริสมาต์  และวันแห่งความรัก (Valentine Day)

ดอกไม้สีส้ม
สีส้ม เป็นสีที่สัมพันธ์กับฤดูใบไม้ร่วง สีส้มกระตุ้นให้เกิดความคิดสร้างสรรค์ และ ความรู้สึกสนุกสนาน   ผู้คนที่ชื่นชอบสีส้ม ต่างกล่าวว่า  สีส้มเป็นสีแห่งความครุ่นคิดและจริงใจ  เป็นสีที่มีพลัง ยากที่จะลืมเลือน อีกทั้งยังเป็นสีที่สร้างความน่าสนใจและสะดุดตาอีกด้วย
ถึงแม้ว่า สีส้มจะบ่งบอกถึงพลังและการเคลื่อนไหวพัฒนา  แต่กระนั้น  สีส้มก็ยังถูกมองว่าเป็นสีแห่งการบำบัดด้วย ซึ่งอาจเป็นไปได้ว่า เพราะศาสนาพุทธนำเสนอว่า เป็นสีแห่งความรุ่งโรจน์   เป็นสีแห่งความรู้แจ้งนั่นเอง
การรับรู้ถึงสีส้มขึ้นอยู่กับปริมาณสีแดงที่ผสมอยู่กับสีเหลือง เมื่อมีปริมาณเท่ากันก็จะได้สีส้มออกมา  สีส้มให้ความรู้สึกถึงความสงบ และเบิกบานใจ  เมื่อเพิ่มปริมาณสีแดงมากขึ้นก็จะทำให้รู้สึกอบอุ่นมากยิ่งขึ้นในขณะที่หาก เพิ่มสีเหลืองมากขึ้นกลับจะทำให้ รู้สึกถึงความสามัคคี ความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน
ดอกไม้สีส้มเป็นที่นิยมแพร่หลาย ในฤดูใบไม้ผลิ ดอกไม้สีส้มให้ความรู้สึกสดชื่น และ มีชีวิตชีวา  เมื่อถึงฤดูใบไม้ร่วงสีส้มก็มักจะถูกนำมาจัดช่อร่วมกับใบไม้ประดับต่างๆ แทน สีส้มดูเด่นกว่าสีเหลือง และเหมาะที่จะใช้เป็นองค์ประกอบหลักมากกว่า  ดังนั้นดอกไม้สีส้ม  จึงสามารถสร้างความรู้สึกน่าหลงใหลและน่าสนใจได้มากกว่า   สีส้มช่วยให้การผสมผสานรูปร่างของดอกต่างๆ ในช่อดอกไม้น่าสนใจ  ดอกไม้สีส้มยังทำให้เกิดพลัง ความศรัทธาและมิตรไมตรี   การจัดดอกไม้ที่ใช้สีส้มทำให้รู้สึกเชื่อมั่น ความพึงพอใจและความน่าหลงใหลนั่นเอง ดังนั้น  อย่าลืมที่จะแต่งเติมสีสันและเพิ่มพละกำลังโดยใช้สีส้มผสมเข้าไปในทุกโอกาส ที่เข้ามาหาคุณ

ดอกไม้สีเหลือง
สีเหลืองแทบจะเป็นสีที่อ่อนที่สุด , เป็นสีแรกแย้ม จึงเป็นธรรมดาที่จะสื่อถึง ความผลิบาน  ช่อดอกไม้แห่งฤดูใบไม้ผลิ  มักจะใช้ดอกทิวลิปสีขาวและเหลืองบ่อยๆ  ดอกแดฟโฟดิลเหลือง (daffodils) สื่อความหมายถึง รักที่ไม่ต้องการสิ่งตอบแทน ,  กุหลาบสีเหลือง หมายถึง มิตรภาพ และดอกไม้สีเหลืองยังมีความเกี่ยวข้องกับเทศกาลอีสเตอร์และ Passover ของชาวยิวเช่นกัน
สีเหลือง คือ แสงตะวัน  ความสดใส , ความเป็นมิตรและง่ายในการผสมผสาน  สีเหลืองเพิ่มมิติของพื้นที่และช่วยส่องประกายเงาของตัวมันเองให้แจ่มชัด ยิ่งขึ้น
สีเหลืองเกิดจาการที่ เซลโคนที่เรตินาในตาของเรารับเอาแสงสีแดงและสีเขียวรวมกันเข้า  ก็จะเห็นเป็นสีเหลือง ดังนั้น  สีเหลืองจึงเป็นสีที่เปรียบเหมือน สีพิเศษ  ที่นำมิติใหม่เข้ามาสู่ช่วงชีวิตต่างๆ ของเรา เราจะรู้สึกแช่มชื่นขึ้นเมื่อเห็นช่อดอกแดฟโฟดิล หรือนำดอกเบญจมาศสีเหลืองทองมาจัดแจกัน สีเหลืองนั้นกระตุ้นให้เกิดความรู้สึกปิติยินดี เป็นสัญลักษณ์ของมิตรภาพ และช่อดอกไม้ที่ประดับประดาด้วยดอกไม้สีเหลืองมีความหมายถึงการเริ่มต้นใหม่ และความสุข

ดอกไม้สีเขียว
สีเขียวเป็นสีที่มีบทบาทพิเศษ  ที่สามารถนำมาใช้ในชีวิตประจำวันได้  โดยทั่วไป ธรรมชาติจะ แสดงถึงความสวยงามของโลกมนุษย์ผ่านทางสีเขียวของต้นไม้ต่างๆ  สีเขียวถูกใช้เสมอ เมื่อต้องการแสดงออกถึงความเป็นธรรมชาติ อย่าลืมที่จะใช้สีเขียว เพื่อสร้างความเบิกบานในที่ทำงาน สีเขียวแสดงออกถึงความมีสุขภาพและอนามัยดี ความอ่อนเยาว์และโชคดี สีเขียวยังเป็นองค์ประกอบที่ทำให้รู้สึกถึงการมองดลกในแง่ดี และ สร้างความปลื้มปิติในชีวิตได้เสมอ

ดอกไม้สีฟ้า คราม
สีแห่งท้องฟ้า และมหาสมุทร   เป็นสีที่นำมาซึ่งความสงบ  เยือกเย็น  สีฟ้าเป็นสีเย็นตาที่สุด และทำให้รู้สึกผ่อนคลายทั้งร่างกายและจิตใจ   ทั้งยังเป็นสีตัวแทนของผู้ชายอีกด้วย
สีฟ้าเข้ม หรือสีน้ำเงินบ่งบอกถึง  ความจริงและความเชี่ยวชาญ ชำนาญ  สีฟ้าสด คือ สีแห่งแรงบันดาลใจ และจิตวิญญาณ   ซึ่งโดยรวมแล้วสีฟ้าสื่อความรู้สึกถึงการเดินทาง จุดหมายปลายทางและบ่งบอกให้รับรู้ถึงความรู้สึกที่เปิดเผย ชัดเจน หนักแน่น
เราแทบจะหาดอกไม้ที่เป็นสีฟ้าได้ยาก  หรือได้น้อยมาก  ส่วนใหญ่แล้ว ดอกไม้ ที่มีสีฟ้ามักจะเป็นสีม่วงหรือสีไลแลคเสียส่วนมาก  ส่วนในเมืองไทย  ดอกไม้สีฟ้าที่หาได้  คือ ดอกไฮเดรนเยีย ค่ะ   สำหรับดอกไอริสสีน้ำเงินแล้วมีความหมายถึง  มิตรไมตรีอันสูงค่า ค่ะ
ตำนานดอกไม้สีฟ้าของชาวเยอรมันกล่าวว่า ดอกไม้สีฟ้าเป็นศูนย์รวมแห่งความรักและความโรแมนติคทั้งมวล
สีฟ้าเป็นตัวแทนแห่งความรักและความปรารถนา ความอุตสาหะของจิตใจมนุษย์ที่ไม่สามารถหาที่ไหนได้และไม่มีที่สิ้นสุด

ดอกไม้สีม่วง
สีม่วงเป็นสีแห่งพลังอำนาจ และความหรูหรา แต่ในขณะเดียวกัน  ก็ให้ความรู้สึกถึง ความเที่ยงแท้และสมหวังอีกด้วย สีม่วงช่วยให้จิตสงบ และมักจะใช้ในการทำสมาธิ ส่วนใหญ่เด็กเล็กๆ มักจะชอบสีม่วงซึ่งตรงข้ามกับผู้ใหญ่ที่หากใครไม่ชอบก็จะเกลียดสีม่วงไปเลย  สีม่วงเป็นได้ทั้งสีร้อน และสีเย็น     
ดอกไม้สีม่วงจำเพาะเจาะจงถึงความจงรักภักดี และความพิถีพิถัน ดอกไม้สีม่วง  แสดงออกถึงความภูมิฐาน ทระนง สง่าผ่าเผย และบ่งบอกถึงความสำเร็จ ไม่ว่าจะจัดดอกไม้เฉดม่วงอย่างเดียว หรือ ผสมกับสีอื่นๆ เพื่อให้เกิดมิติ ช่อดอกที่แซมด้วยดอกสีม่วงก็ยังทำให้ชวนหลงใหลอยู่ดี

ดอกไม้สีชมพู
ต้นกำเนิดของดอกไม้สีชมพูไม่ปรากฏแน่ชัด  แต่เราเข้าใจกันว่าสีชมพู  ถูกนำมาใช้ในภายหลัง    หากใครที่กำลังคิดถึงสีชมพู  แน่นอนว่า เค้าคนนั้นกำลังคิดถึง ความนิ่มนวล   อ่อนหวานและความชื่นบาน ไม่ว่าจะเป็นดอกไม้รูปแบบใดก็ตาม ดอกตูม ดอกเล็กๆ ของกุหลาบในสวนที่ดูเปราะบาง  กลีบสีชมพูดูนุ่มนวล  เมื่อบานเต็มที่ สีชมพูของมวลบุปผชาติเหล่านี้  จะแสดงถึงความอ่อนเยาว์  ความบริสุทธิ์  และความปิติยินดี   อีกทั้ง สีชมพู  ยังเป็นสีที่ทำให้มวลมนุษย์เรา มีช่วงที่น่าจดจำในทุกยุคทุกสมัย

ดอกไม้สีขาว
สีขาวกับดำ ทำให้เกิดนัยยะ ที่สำคัญมากมาย ถึงแม้ว่าในทางเทคนิคแล้วทั้ง 2 สีไม่ได้เป็นสีที่กระตุ้นอะไรเลย สีขาวสะท้อนทุกสี  (แสง) ในขณะที่สีดำกลืนทุกสี  (เงา)  ทำให้ทั้งสองตรงข้ามกันอย่างสุดขั้ว ในขณะที่สีขาว  แสดงถึงความเปิดเผย บริสุทธิ์   สีดำ จะให้ความรู้สึกถึงการปิดบัง  และทั้งสองสียังแสดงให้เห็นถึงสัจธรรมในศาสนาอีกด้วย
สีขาวทำให้รู้ถึงความบริสุทธิ์และความสมบูรณ์แบบ อีกทั้งยังแสดงถึง การเริ่มต้นที่เยี่ยมยอด   มันไม่ได้บังเอิญที่สาวพรรมจรรย์ และเจ้าสาว จะสวมชุดขาว  เพราะสีขาว เป็นสัญลักษณ์ที่แสดงให้เห็นถึงความสะอาด บริสุทธิ์ เป็นสากล ตรงไปตรงมา เที่ยงแท้และ มีเมตตา
สีขาวนิยม ทั้งสำหรับจัดช่อดอกไม้ร่วมกับดอกไม้อื่นๆ สำหรับช่อเจ้าสาวและในงานไว้อาลัย หรืองานศพ ด้วย
ดอกเดซี่สีขาวเป็นสัญลักษณ์ของความมั่นคงในความรัก ขณะเดียวกันดอกแมคโนเลียสีขาวก่อให้เกิดความรู้สึกถึงความเวิ้งว้าง ห่างไกล
สีขาวทำให้ช่อดอกไม้  ดูใหญ่ขึ้นกว่าปกติ ขณะเดียวกันหากขาวมากเกินไป ก็จะรู้สึกอนามัยเกินไป ควรเติมสีแดงหรือเหลืองลงไปเพื่อให้รู้สึกดูอบอุ่นมากยิ่งขึ้น
เมื่อเราพูดถึงสีขาว โดยทั่วไปแล้ว เราจะนึกถึงสันติภาพ อันจะนำมาซึ่ งความสงบสุขแห่งจิตใจ หากแต่ดอกไม้สีขาวเป็นตัวแทนได้ในอีกหลายความหมาย   สีขาวในความหมายของดอกไม้สามารถสื่อถึง ความไร้เดียงสา ความถ่อมตน การให้ความเคารพ และดอกไม้สีขาวยังให้ความรู้สึกถึงความงามอันเรียบง่ายได้อีกด้วย และถ้าเราจะพูดถึงรูปทรงที่แสดงถึงความหรูหรา ก็เห็นจะเป็นดอก gardenias (ตระกูลดอกพุด)ดอกเล็กๆ ที่มีกลีบบางระยับราวแพรไหมพร้อมกลิ่นหอม  หรืออาจจะเป็นความน่าตะลึงของ ดอกกุหลาบขาว 12 ดอก ก็ดี  การจัดดอกไม้ที่ใช้ดอกไม้สีขาวเป็นตัวเด่น ชวนให้รู้สึกถึงความ สละสลวย และ ความอ่อมน้อมถ่อมตนในที แต่พลังแห่งดอกไม้สีขาวเมื่อนำมาใช้ประกอบพิธีต่างๆ ก็ยังสามารถ ก่อกำเนิดห้วงเวลา แห่งการน่าจดจำได้อย่างดียิ่ง

ดอกไม้ที่น่าสนใจ

ดอกลิลลี่  ( Lily )
ภายในเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ต่างๆ ที่ผ่านมา ดอกลิลลี่เป็นดอกไม้พันธุ์หนึ่ง  ที่เป็นหัวข้อให้แก่ นักเล่าเรื่องทั้งหลาย ตลอดจนบทกวี  และศิลปินมากมาย ภาพดอกลิลลี่ถูกค้นพบ ในสุสานของอียิปต์ บนภาพจิตรกรรมฝาผนัง ของชาวcretan และงานแกะสลัก ของชาวแอสซีเรียนในยุค1580 ก่อนคริสตกาล   ดอกลิลลลี่เป็นดอกไม้ที่ได้รับความนิยมในอารยธรรมของชาวยิวในอดีตกาลและดอก ลิลลี่ยังถูกกล่าวถึงในพระคัมภีร์  ทั้งภาคพันธะสัญญาเดิมและใหม่อีกด้วย ในคริสต์ศาสนาดอกลิลลี่เป็นสัญลักษณ์ของความบริสุทธิ์ ผุดผ่อง พรหมจารีและความศักดิ์สิทธิ์   เจ้าสาวชาวกรีกจะสวมช่อมงกุฏดอกลิลลี่เพื่อบ่งบอกถึงความบริสุทธิ์และความ อุดมสมบูรณ์   ในทางหลักฮวงจุ้ย  ดอกลิลลี่จะเป็นสัญลักษณ์แห่งฤดูร้อนและความสมบูรณ์ ขณะที่ชาวจีนเลือกที่จะให้ความหมายถึง รักอมตะ ดังนั้นความสวยของดอกชนิดนี้ประกอบกับความหมายอันดีงามทำให้ดอกลิลลี่เป็น ที่นิยมที่จะใช้เป็นของขวัญแทบจะทุกโอกาส

ดอกคาร่า ลิลลี่  ( Calla lily )
ดอกไม้ ที่มีถิ่นกำเนิดจากทวีปแอฟริกานี้  เต็มไปด้วยเรื่องราวความเป็นมาและยังถูกยกย่องว่าเป็นดอกไม้สำหรับการเฉลิม ฉลองมาตั้งแต่ยุคโรมัน   ดอกคาร่าลิลลี่เป็นดอกไม้ที่มีความงามแบบเรียบง่าย ด้วยรูปทรงของดอกที่เก๋ไก๋ และมีเอกลักษณ์   ดอกคาร่าลิลลี่ ถูกยกย่องว่าเป็นดอกไม้แห่งความสว่างไสว  และปัจจุบัน  ดอกคาร่าลิลลี่  เป็นดอกไม้ที่นิยมมากสำหรับงานแต่งงาน  ดอกคาร่าลิลลี่ ช่วยสร้างความรู้สึกหรูหรา สง่างามให้แก่บ้านของคุณ  และยังเป็นสัญลักษณ์ที่บ่งบอกถึงความบริสุทธิ์  ความสง่างาม  เพราะว่า ดอก คาร่าลิลลี่เป็นดอกไม้ที่แย้มบานอย่างช้าๆ  และยังมีสีสันให้เลือกใช้ได้มากมาย  ดอกคาร่าลิลลี่นั้น  เป็นดอกไม้ที่สวยงามคงทนและยังเหมาะอย่างยิ่งที่จะใช้ในงานแต่งงาน  การแสดงความเอื้ออาทร  หรืออย่างน้อยสำหรับประดับตกแต่งบ้านให้รู้สึก รื่นรมย์

ดอกกุหลาบ  ( Rose )
เพราะได้รับความนิยมเสมอมา ดอกกุหลาบจึงเป็นราชินีแห่งมวลดอกไม้ ดอกกุหลาบเป็นดอกไม้สายพันธุ์ที่เก่าแก่ที่สุดในโลกอันดับสอง  รองลงมาจากดอกบัตเตอร์คัฟ (Buttercup) นักชีววิทยา ค้นพบร่องรอยของดอกกุหลาบย้อนหลังไปได้ถึง 200 ล้านปี  และถึงแม้ว่า จะมีความหมายต่างๆ   เป็นสัญลักษณ์ถึงสิ่งต่างๆ แตกต่างกันมากมาย  แต่สิ่งเดียวที่ ดอกกุหลาบให้ความหมายก็คือ  ความรัก ซึ่งมาจากเทพนิยายกรีกโบราณ  ซึ่งกล่าวถึง เทพวีนัสหรือ Aphrodite  ที่ร้องไห้คร่ำครวญถึงการจากไป  ของเทพอันเป็นที่รักนั่นคือ เทพ อะโนดิส (Adonis)  โดยที่เธอได้รับดอก “Adonis roses” ซึ่งเติบโตด้วยเลือดของชายของเธอเอง  จึงเป็นที่มาของความหมายของกุหลาบแดง ว่า” รักไม่มีวันตาย” และที่ขาดไม่ได้อีกอย่างคือ หนามกุหลาบที่คอยตำมือเราให้เจ็บอยู่เสมอ ทำให้ดอกกุหลาบ  กลายเป็นสัญลักษณ์ที่ว่า ความรักอาจทำให้เราเจ็บปวดและทรมานได้  หากไม่ดูแล ทนุถนอมมัน

ดอกทานตะวัน (Sunflower)
ดอกทานตะวัน  ในประเทศจีนถือว่าเป็นสัญลักษณ์แห่งการมีอายุยืน  และ ทางสากล  ดอกทานตะวันจะเป็นสัญลักษณ์ของความทระนง และความมีชีวิตชีวา   ในปี 1996 ได้จัดให้เป็นปีแห่งดอกทานตะวัน โดยสำนักงานเกษตรแห่งชาติ เมืองแคนซัส ประเทศอเมริกา   ซึ่งขึ้นชื่อว่า เป็นมลรัฐแห่งดอกทานตะวัน  ไม่ว่าจะนำดอกทานตะวันไปจัดช่อหรือจัดแจกันก็สามารถทำให้ห้องดูมีชีวิตชีวา ขึ้นมาได้เสมอ  ดอกทานตะวันสามารถใช้เป็นของขวัญได้แทบทุกโอกาส  และมักจะได้รับความนิยมอยู่เสมอ
ยังมีตำนานของดอกทานตะวัน  ที่เกี่ยวข้องกับพระอาทิตย์  ก็เพราะดอกทานตะวัน  มักจะหันดอกไปตามแสงอาทิตย์แถมยังชอบแสงแดดมาก ทำให้กลายเป็นสัญลักษณ์ของความหยิ่งทะนงและ ความกระปี้กระเปร่า มีชีวิตชีวานั่นเอง  นอกจากนี้ ดอกทานตะวัน  ยังให้ความรู้สึกถึงพลัง ความอบอุ่น  และ การดูแลทนุถนอม   จากลักษณะที่ดอกหันไปหาแสงอาทิตย์เสมอๆ นั้น  ทำให้เราเรียก ดอกทานตะวันว่า  เป็นสัญลักษณ์ของ “  ความจงรักภักดีในรัก ” นั่นเอง

ดอกทานตะวันนั้นมีความหมาย และเป็นสัญลักษณ์มากมาย ในหลากหลายวัฒนธรรม  เช่น  ในเมืองจีน  ดอกทานตะวัน  จะเป็นสัญลักษณ์แทนการมีอายุยืน ,   ที่เทือกเขาแอนดิส  อเมริกาใต้ เราจะพบรูปดอกทานตะวันสีทองภายในโบสถ์หลายแห่ง และ ในอเมริกาเหนือยังนำดอกทานตะวันมาผลิตน้ำมันสำหรับอุปโภคบริโภค ใช้เป็นยา และทำสีย้อมผ้า  นอกจากนี้  ชาวอินเดียนแดง ตามทุ่งหญ้าอเมริกาเหนือ  ยังนำถ้วยใส่เมล็ดทานตะวันวางลงในหลุมฝังศพด้วย  และ กล่าวกันว่าถ้าเด็กสาวนำเมล็ดทานตะวัน 3 เมล็ดวางที่หลัง เธอจะได้แต่งงานกับเด็กชายคนแรกที่เธอเจอ  การที่ ดอกทานตะวันหันหาแสงอาทิตย์ทำให้เป็นเครื่องหมายแห่งความจกรักภักดี  ,  ความเสมอต้นเสมอปลาย  และให้ความรู้สึกถึงพลัง ความอบอุ่น และ การทนุถนอม  แต่ก็ยังมีความหมาย ถึงความหยิ่งยะโส  ด้วย     ส่วน ดอกทานตะวันแคระ  จะมีความหมายถึง  การเคารพ

ดอกไฮเดรนเยีย  ( Hydrangea )
ดอกไอเดรนเยีย  เป็นดอกไม้ที่สวยที่สุด ในบรรดาพืชตระกูลเตี้ยทั้งหลาย   มีถิ่นกำเนิดในอเมริกา    หิมาลัย   ตะวันออกกลาง  ไปจนถึงแถบเอเชียตะวันออก   ดอกไฮเดรนเยียถูกเลือกให้เป็นดอกไม้รุ่นโบราณมาหลายยุคหลายสมัย   ดอกไฮเดรนเยียจะเริ่มออกดอกตั้งแต่ ต้นฤดูใบไม้ผลิไปจนถึงปลายฤดูใบไม้ร่วง   ดอกจะมีลักษณะเป็นช่ออยู่ตรงปลายก้าน ดอกไฮเดรนเยียสีฟ้า นั้น  สามารถใช้เป็นของขวัญได้  ไม่ว่าจะเป็นโอกาสใดก็ตาม



ดอกไอริส  ( Iris )
ดอกไอริสในภาษากรีก แปลว่า  สายรุ้ง  และเป็นดอกที่ได้ชื่อมาจากเทพเจ้าไอริส  ซึ่งเป็นเทพีแห่งสายรุ้ง และเป็นผู้คอยส่งสารแห่งภูเขาโอลิมปัส  เทพไอริส เป็นฑูตสวรรค์  ผู้คอยส่งสารจากสวงสรรค์มายังโลกมนุษย์ โดยวิ่งมาตามสายรุ้งลงมาสู่โลก   ดังนั้นดอกไอริสจึงเป็นสัญลักษณ์ถึง  “ดวงตาแห่งสวรรค์”  ซึ่งมีความหมายว่า  เมื่อเราถือดอกไอริส ก็เหมือนกับเราได้นำสวรรค์ติดตัวเราไปด้วยนั่นเอง   ดอกไอริสนั้นบ่งบอกถึงไอเดียและความนัยต่างๆ ใบเลี้ยงทั้ง สามใบนั้นหมายถึง ความศรัทธา , ความรอบรู้และความกล้าหาญ  ส่วนกลีบดอก 3 กลีบนั้นเรามักจะเรียกกันว่า “standards” ส่วนกลีบเลี้ยงอีก 3 กลีบด้านนอกเราก็จะเรียกว่า “falls”
ความหมายของดอกไอริส – ฉันมีข้อความที่ต้องการบอกเธอ
ความหมายของดอกไอริสและประวัติความเป็นมา – ชายชาวกรีก จะปลูกดอกไอริสบนหลุมศพของหญิงที่รักของเขา  เพื่อเป็นการแสดงความเคารพต่อเทพธิดาไอริส  ผู้ซึ่งทำหน้าที่นำดวงวิญญาณของหญิงสาวไปสู่สุขคติ
สำหรับศาสนาโรมันคาทอลิค ภายในโบสถ์จะใช้ดอกลิลลี่เป็นตัวแทนพระแม่มาเรีย เพราะกลีบดอกของมันที่แบ่งออกเป็น 3 กลีบซึ่งเป็นสัญลักษณ์แทน พระบิดา พระบุตร และพระจิต ส่วนใบสามใบของดอกไอริสจะเป็ฯตัวแทนของความศรัทธา , ความรอบรู้และความกล้าหาญ และดอกไอริสยังเป็นตัวแทนบ่งบอกถึงความจงรักภักดีอีกด้วย ดอกลิลลี่ (ซึ่งมีบรรทัดฐานมาจากดอกไอริส – นิยาม) เป็นสัญลักษณ์แห่งประเทศฝรั่งเศสตั้งแต่ศตวรรษที่ 13 ตามขนมประเพณีดอกลลิลลี่ (หรือไอริส)ถูกใช้  เป็นตราแผ่นดินประจำราชวงศ์  หมายถึง ความสมบูรณ์แบบ แสงสว่างและความมีชีวิตชีวา และดอกไอริสเป็นดอกไม้ประจำชาติ  ของประเทศฝรั่งเศส  และนำมาใช้สำหรับเครื่องราชอิสริยาภรณ์  และสื่อถึงประเทศฝรั่งเศส












 

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

13,441 ความคิดเห็น

  1. #10589 มาริมาริ (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 22 มีนาคม 2557 / 16:28
    เริ่มเรียนวันนี้สินะ..//นั่งรอ
    #10,589
    0
  2. #7576 the Mystery of the dark (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 28 มีนาคม 2556 / 20:16
     เนื้อหาเกี่ยวกับดอกไม้...!//ตาเป็นประกาย
    #7,576
    0
  3. #7421 MoMoKunG (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 24 มีนาคม 2556 / 21:14
    เอิ่ม กฎเยอะม๊วกกๆ ><
    #7,421
    0
  4. #7413 Purple dream (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 24 มีนาคม 2556 / 19:45
    (เดินเข้ามาอย่างสบายๆ มองเนื้อหา)
    โอ้...แม่เจ้า
    (พูดจบนั่งอ่านบทเรียนพลางจิบชาไปด้วย)
    #7,413
    0
  5. #7400 I'm Queen's (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 24 มีนาคม 2556 / 18:25
    นะ นะ......เนื้อหาสุดยอดมากกก=[  ]=
    #7,400
    0