(จบแล้ว) 90 วัน รัก ไสย ไสย (Yaoi)

ตอนที่ 4 : Day 15 : รุ่นพี่ผู้นั้น...แกร่งกล้าอาคม

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 3,103
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 160 ครั้ง
    11 ส.ค. 61



Chapter 4

/Day 15/  รุ่นพี่ผู้นั้น...แกร่งกล้าอาคม

        ผมคิดว่าวิชาลูกเสือนอกจากจะสอนวิธีเอาตัวรอดจากหลงป่าควรมี ‘วิธีการเอาตัวรอดจากผีหลอก’ เพิ่มเข้าไปในหลักสูตรด้วย เพราะตอนนี้ผมแมร่งไม่รู้จะทำอะไรก่อนดีแล้ว ระหว่างนั่งรอเงียบๆ อยู่บนรถ (ซึ่งไม่รู้ว่าผีจะมาหลอกผมที่อยู่คนเดียวแทนมั้ย) ตามไอ้พี่ขุนไป (ซึ่งมีความเสี่ยงต่อการโดนผีหลอกเพิ่มขึ้น 50% แต่มีหมอผีซึ่งก็คือไอ้พี่ขุนอยู่ด้วย)


“ลงมาเร็วๆ” พี่ขุนที่ยืนท้าวแขนกับประตูรถอยู่ด้านนอกก้มตัวลงมาพูด ตอนนี้พวกเราอยู่หน้าบ้านไม้หลังใหญ่ที่เงียบสงัดโคตรๆ สองข้างทางเป็นพุ่มไม้ มาปลูกบ้านทำไมตรงนี้หลังเดียววะ เพื่อนบ้านไม่รักหรอ


“ทำใจแปปสิวะ ผีนะเว้ย ไม่ใช่ไปเจอมาสคอตหมี” วินาทีนี้รุ่นพี่ก็รุ่นพี่เถอะครับ ความสุภาพนี่อย่าหวัง พี่ขุนถอนหายใจเสร็จก็ดึงแขนผมออกจากรถมัน


“กลัวหรอ”


“เออดิวะ จะกลับบ้าน”


“ยังไม่อยากแยกกับเรานี่ เดี๋ยวเสร็จตรงนี้จะไปส่ง” ไม่ทันได้ใช้คลื่นสมองแปลความหมาย ร่างหนึ่งก็เดินเข้ามาข้างหลังพี่ขุน ผมสะดุ้งโหยงขยับไปหลบด้านหลังพี่ขุนด้วยความกล้าหาญ


…เป็นลุงคนหนึ่ง...


“คน..หระ..หรือผีวะ” ผมกระซิบ ได้ยินเสียงถอนหายใจเป็นคำตอบหนึ่งที


“คนนี้แหละผู้ว่าจ้าง” ได้ยินแบบนี้ค่อยใจชื้นหน่อย คุณลุงท่าทางภูมิฐานเดินเข้ามาใกล้จนอยู่ตรงหน้า


“เท่าที่ทราบ เธอเป็นลูกสาวของคุณใช่มั้ย” พี่ขุนถาม ลุงพยักหน้า นัยน์ตาเศร้าจนแม้แต่ผมยังสัมผัสได้


“ช่วยทีเถอะ มีแต่เรื่องบ้าอะไรนักหนาก็ไม่รู้ ผมไม่ไหวแล้ว” เสียงของลุงสั่นจนผมเองก็ใจหายไปด้วย ถ้าเดาไม่ผิดล่ะก็ ผีที่ว่าก็คงจะเป็นลูกสาวของลุงนี่แหละ


“ตอนนี้ภรรยาของผมอยู่ชั้นบน แต่ผมหาเธอไม่เจอ ทำยังไงก็หาไม่เจอ ทั้งบ้านมืดไปหมด ผม…ผม…” พี่ขุนพยักหน้าแล้วแตะไหล่ลุงเบาๆ ลุงเล่าต่อว่าเป็นเพราะภรรยาใหม่ของลุงไม่ดีกับลูกสาวที่เป็นลูกติดนัก ลุงเองทำงานอยู่ต่างจังหวัดนานๆ จะกลับมาที สุดท้ายลูกสาวก็ฆ่าตัวตายเพราะทนปัญหาหลายอย่างไม่ได้


ตอนนี้ที่พี่จ้าวบอกว่าฉุกเฉิน ก็เป็นเพราะภรรยาของลุงหายไปในบ้านของตัวเอง


‘ผีบังตา’ นั่นคือสิ่งที่พี่ขุนบอกกับผมบนรถระหว่างที่ขับมา ฮือ ไม่อยากจะเถียงว่าแน่ใจหรอว่าเมียลุงไม่ได้หนีไปเที่ยวทองหล่อ ข้าวสาร อะไรเทือกๆ นั้น


“มีเหตุการณ์แปลกๆ ในบ้านหลายอย่างตั้งแต่เธอตาย ผมรู้ แต่ก็ไม่คิดว่าลูกจะทำแบบนี้” พูดถึงตอนนี้ลุงก็เบือนหน้าหนี ผมรู้สึกจุกขึ้นมาเลย สงสารว่ะ แต่แบบ นี่ไม่ใช่เรื่องของกูเลยเปล่าวะ ฮือออ


“พี่ขุน ผมตัดสินใจละ เดี๋ยวรออยู่ที่รถนะ”


“ตลกหรอ ที่พี่พาเรามาก็เพราะอยากให้เราอยู่ด้วย”


“โนวๆ ผมไม่เข้าบ้านผีสิงเด็ดขาด แถมเข้าไปก็ไร้ประโยชน์ด้วย”


“ทำไมจะไร้ประโยชน์” อ้าว ทำเสียงเข้มใส่ผมเฉย “ไม่รู้ว่าเพราะอะไร แต่เวลาอยู่กับเราสัมผัสของพี่จะชัดเจนขึ้น” เชี่ย…เจอผมแล้วพลังวิญญาณอัพเป็น Level.99 หรอวะ ผมอ้าปากเหวอ เซอร์เรียลฉิบหายเลยรุ่นพี่กู ไม่ทันให้ผมได้ค้าน ทั้งพี่ขุนทั้งไอ้ลุงก็ดึงแขนผมคนละข้างลากเข้ารั้วบ้านไปด้วยกันโดยมิได้นัดหมาย


สาสสส...กู ไม่ อยาก เจอ ผี โว้ยย


*****


***


**


เอาล่ะครับท่านผู้ชม ตอนนี้เราก็มาถึงช่วงล่าท้าผีกูจะหนีก็ไม่ได้ ตอนนี้ผมอยู่ในสภาพมือขวาถือไฟฉาย มือซ้ายดึงหลังเสื้อพี่ขุนแน่น ตาลุงเดินอยู่หน้าสุดนำผมกับพี่ขุนขึ้นบันไดไปยังชั้นสองของบ้านไม้หลังใหญ่ ทั้งที่ข้าวของเครื่องใช้ดูมีราคาหรูหรากว่าบ้านทั่วไปแต่ตอนนี้กลับเงียบสนิทวังเวง ทุกก้าวที่เหยียบได้ยินแต่เสียงไม้ลั่นเอี้ยดอ้าดประกอบกับบรรยากาศมืดๆ และความจริงที่ว่าพวกเรากำลังมาตามหาเมียลุงที่โดนผีซ่อนทำให้ผมมั่นใจว่าแค่ตอนนี้ผมไม่น้ำลายฟูมปากก็ถือว่าเก่งกล้าสามารถแล้ว


“เธอบอกว่าจะขึ้นมาหยิบของ ผมได้ยินเสียงกรี้ดแล้วเธอก็หายไป เพื่อนผมเคยได้ยินชื่อของจ้าวนาราเลยให้ติดต่อไป”


“หึ…ติดต่อจ้าวนาราโดยตรงหรอ เธอเรียกเงินไปเท่าไหร่ล่ะ” เสียงพี่ขุนเย็นเยียบไม่แพ้บรรยากาศ ผมเหลือบมองแผ่นหลังที่อยู่ข้างหน้าแต่ก็เดาไม่ออกว่าอีกฝ่ายกำลังรู้สึกยังไง


“หนึ่งแสนหลังงานเสร็จ แต่ไอ้โรจน์บอกว่าเธอเชื่อใจได้ ใช่ไหม?”


ผมกลืนน้ำลายเอื้อกๆ เหงื่อซึมชื้นเต็มมือ พี่ขุนเหมือนจะไม่เดินไม่ค่อยสะดวกเพราะผมดึงหลังเสื้อแกยึกยักไปมา สุดท้ายไอ้รุ่นพี่จอมขมังเวทย์ก็สะบัดมือผมออกแล้วเอามือไปจับกับมือมันไว้แทน อ่ะๆ นี่ไม่ได้แต๊ะอั๋งกูใช่ป่ะ แต่วินาทีนี้ก็ยอมแหละครับ ไม่ว่าพี่ขุนมันจะทำเพราะรำคาญหรือเพราะอะไรก็ตาม


เพราะสิ่งนี้ก็ทำให้ผมรู้สึกอุ่นใจเช่นกัน


พวกเราเดินสำรวจเข้าไปในห้องนอน ห้องน้ำ ทุกฉากหลอนๆ ในหนังสยองขวัญปรากฏขึ้นในหัวผมแต่เราก็ยังไม่เห็นวี่แววของเมียลุงเลย


เสียงเข็มนาฬิกาบนฝาผนังเดินติ๊ก...ต๊อก...ติ๊ก...ต๊อก...ก่อนจะหยุดไปดื้อๆ เมื่อพวกผมยืนอยู่หน้าประตูห้องหนึ่ง


“นี่คือห้องเธอ”


…เธอ...คือลูกของลุง...


พี่ขุนพยักหน้าแล้วเดินตามลุงเข้าไปในห้อง อยู่ๆ อากาศก็เย็นฉับพลัน ผมขนลุกพรึ่บ เสียวสันหลังวาบเหมือนร่างกายสัมผัสถึงอะไรบางอย่างที่มองไม่เห็น “พี่ขุน...” ผมเสียงสั่น ได้ผลเป็นมือที่บีบแน่นขึ้น พี่ขุนไม่หันมามองผม มือที่ถือไฟฉายของพี่ขุนลดลงจนแนบอยู่ข้างลำตัว 


“ที่นี่แหละครับ” ผมไม่รู้ว่าพี่ขุนเห็นเชี่ยอะไร แต่พอได้ยินว่าเป็นที่นี่ขาผมแมร่งก็เริ่มสั่น ไอ้ห่าเอ้ย! ถ้าต้องวิ่งจะไหวหรอวะกู “แต่เธอไม่ยอม เธอไม่ยอมปล่อยผู้หญิงคนนั้น” ได้ยินแค่นั้นลุงก็ร้องไห้โฮ ปล่อยมือที่ถือไฟฉายแล้วทรุดกายลงนั่งคุกเข่ากับพื้น 

“เธออยากให้ผู้หญิงคนนั้นตายไปด้วยกัน” พี่ขุนพูดเสียงเรียบ ผมหลับตาปี๋


“ไม่…มากไปแล้ว...มากเกินไปแล้ว” ลุงพึมพำเสียงสั่นแล้วทรุดตัวลงกับพื้น ทันใดนั้นเก้าอี้หน้ากระจกก็ค่อยๆ เลื่อนครืดออกเอง สาสสสสส ไอ้สาสสสสสสส !@#$%^&*(&^%$#@#$%^&


“คุณควรพูดกับเธอเอง พูดสิ่งที่คุณต้องพูดกับเธอ” ไม่รู้ว่าเชี่ยพี่ขุนยังมีสติอยู่ได้ยังไง แต่ผมแน่ใจว่าถ้าไม่ได้ถูกมือพี่ขุนบีบเอาไว้คงวิ่งเกียร์หมาหนีตายออกไปแล้ว ฮือๆๆ คุณนายแจ่มฟ้า พี่เขียง พ่อบนสวรรค์ ป้าแหววหน้าตลาด ใครก็ได้ช่วยด้วย


“ขอโทษ” เสียงของลุงสั่นและเบาหวิว “ขอโทษที่ไม่ดูแลลูกให้ดี ขอโทษที่ปล่อยให้ทุกอย่างเป็นแบบนี้” น้ำเสียงที่ขาดห้วงบอกให้รู้ว่าคนที่นั่งอยู่บนพื้นเริ่มสะอื้น ผมใจหายวูบ ถึงจะไม่ได้โตมากับพ่อ จำหน้าพ่อไม่ได้ด้วยซ้ำ แต่พอเห็นภาพตรงหน้าในความมืดแม้แต่ผมก็พูดอะไรไม่ออก


“พ่อผิดเอง เป็นความผิดของพ่อเอง”


“เธอเกลียดคุณ” พี่ขุนพูดเสียงเรียบ ดวงตาจับจ้องไปที่เก้าอี้หน้าโต๊ะเครื่องแป้งตัวนั้น “คุณไปอยู่ที่ไหนตอนที่เธอถูกทุบตี ตอนที่เธอถูกทำร้าย คุณไม่เคยใส่ใจเธอเลย...” พี่ขุนเงียบเสียงลง “คุณควรจะรู้...เธอถูกข่มขืน”


“อ๊ากก!!!” ลุงร้องลั่น ทุบมือลงกับพื้นไม้ซ้ำๆ จนพื้นสะเทือน ผมเกาะพี่ขุนแน่น ไม่คิดว่าจะต้องมาฟังเรื่องแบบนี้ด้วย


“พ่อขอโทษ...พ่อขอโทษ...” ลุงพึมพำซ้ำไปซ้ำมาเหมือนคนหัวใจสลาย มีเพียงเสียงร่ำไห้ของลุงเท่านั้นจนกระทั่งอีกเสียงหนึ่งลอดเข้ามา


เป็นเสียงผู้หญิงร้องไห้ไปพร้อมๆ กัน


“ผมจะสวดส่งวิญญาณ ขอให้คุณตั้งจิตภาวนาให้เธอด้วย” พี่ขุนเริ่มขยับปากสวดบทคาถาที่ผมไม่เข้าใจ ใบหน้าจริงจังสงบนิ่งไม่เหมือนคนที่หยอกล้อผมเล่นเมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อน ไม่นานนักอากาศก็เริ่มอุ่นขึ้น เสียงผู้หญิงหายไปเหลือเพียงเสียงสะอื้นของลุงที่นั่งอยู่กับพื้น


ตึง! ตึง!


  ผมสะดุ้งโหยงเมื่อได้ยินเสียงประหลาดดังมาจากอีกทาง พี่ขุนยังคงสวดมนต์ต่อไปอีกครู่หนึ่งจนจบ เมื่อทุกอย่างเงียบสงบ แฮร์รี่ พอร์ตเตอร์ ก็สั่งให้ลุงไปเปิดตู้เสื้อผ้าที่มาของเสียงเมื่อครู่ 


…และภรรยาของลุงก็หมดสติอยู่ด้านในนั้น...


“อ้าว…ก็ไม่ยากนี่หว่า” ผมพึมพำแต่กลับโดนลุงตาขวางใส่ พี่ขุนเอามือตีหัวผมหนึ่งป๊าบ 


“ขอบคุณมาก ขอบคุณมาก” ลุงหันไปพูดซ้ำๆ กับพี่ขุนทั้งที่น้ำตานองหน้า ผมมองหน้าพี่ขุนที่เต็มไปด้วยเหงื่อ แววตาอ่อนล้าผิดจากเมื่อครู่ลิบลับ


หลังอยู่คุยกับลุงเจ้าของบ้านอีกครู่หนึ่งก่อนที่พี่ขุนจะแนะนำให้ลุงพาเมียแกไปโรงพยาบาล


“ผมจะจ่ายตามที่ตกลงกันไว้ แต่ถ้าคุณอยากได้เพิ่มเติมผมก็ยินดี” สิ่งที่ลุงพูดทำให้ผมทึ่งในใจ เมียหายนี่เป็นผมคงเรียกตำรวจนะ แต่นี่เรียกหมอผีแถมยอมจ่ายเกินแสนอีกด้วย พอเหลือบมองพี่ขุนก็เห็นอีกฝ่ายนิ่วหน้า


“ครั้งนี้เงินอาจแก้ปัญหาให้คุณได้ แต่มันแก้ไขอดีตไม่ได้ อย่าให้ผมต้องมาที่นี่อีก” อ้าว…ไม่เอาเงินแล้วยังจะไปสั่งสอนเขาอีก แล้วพี่ขุนก็พาผมออกจากบ้านหลังนั้น ระหว่างทางมีแต่ความเงียบจนเป็นผมเองที่ต้องเริ่มชวนคุยเพราะกลัวคนขับจะเผลอหลับไปจริงๆ “ให้ขับแทนป่ะเนี่ย หน้าแมร่งโคตรง่วง”


“หน้าง่วงที่ไหนจะหล่อขนาดนี้” ฟังแล้วอยากเรียกน้ำใจของตัวเองคืนทันที


“จริงๆ เธอไม่ได้ต้องการจะทำร้ายผู้หญิงคนนั้นหรอก เธอแค่ต้องการคำขอโทษจากคนที่เป็นพ่อ แค่นั้นก็ยอมแล้ว” ผมนิ่งฟัง พี่ขุนเงียบไปพักหนึ่งก่อนพูดต่อ “ขอบใจที่ยอมมาด้วย ถ้าไม่มีเราพี่คงแย่กว่านี้” เหมือนจะเห็นผมทำหน้าโง่พี่ขุนเลยอธิบายต่อ


“เวลาทำงานแบบนี้พี่จะเพลียมาก วันที่โดนอาคมกับเราคราวก่อนก็สลบไปเลย” ผมพยักหน้า นึกได้ลางๆ ว่าเช้าวันนั้นที่ตื่นมาเจอพี่ขุนอีกทีก็เห็นโทรมมาก


“ถามจริง คือพี่มองเห็นผีด้วยหรอ ทำอะไรได้บ้างเนี่ย” คนฟังยิ้มเจื่อนๆ พี่ขุนมองผมแล้วหลุบตาเหมือนกำลังลังเล แต่เมื่อเห็นผมยังจ้องอยู่ก็ยอมตอบ


“ก็ไม่ได้ชัดเจนนักหรอก รู้ในสิ่งวิญญาณอยากให้รู้ สัมผัสได้ในส่วนที่เขาอยากให้เห็น เป็นมาตั้งแต่เด็กแล้ว”


“สัมผัสได้นี่คือขั้นไหนอ่ะ คุยกันรู้เรื่องงี้หรอ”


“ถ้าบอกแล้วเราจะเชื่อมั้ย” พี่ขุนพูดโดยไม่ได้หันกลับมามอง ผมมองเห็นความวูบไหวในแววตาแล้วก็พอจะเข้าใจบางอย่าง


“มาถึงขนาดนี้แล้วยังต้องถามอีกหรอ” ได้ยินคำตอบจากผมอีกฝ่ายก็ยกยิ้มขึ้นมานิดหนึ่ง ผมว่าผมเข้าใจแล้ว เข้าใจว่าทำไมคนคนนี้ถึงกันตัวเองออกมาจากวงล้อมที่ใครต่อใครพยายามเข้าหา ทำไมถึงไม่เห็นพี่ขุนมีเพื่อนรุมล้อมอย่างที่ควรจะเป็น


“จะพูดยังไงดี เป็นบางครั้งล่ะมั้ง” พี่ขุนตอบ “พี่เข้าใจสิ่งที่วิญญาณต้องการสื่อ ผู้หญิงคนนั้นน่าสงสารนะ พ่อใช้เงินเลี้ยง เมียใหม่พ่อก็เลวด้วย แถมยังเจอเรื่องร้ายๆ อีกมาก” ผมพยักหน้า เท่าที่ฟังก็น่าสงสารจริงๆ นั่นแหละ


“อายุน้อยอยู่เลย” พี่ขุนพูดต่อ สีหน้าครุ่นคิด


“อ่ะๆ นี่กำลังจะพูดคำคมอะไรป่ะเนี่ย สถานการณ์แบบนี้” ได้ผลครับ ไอ้หน้าเครียดๆ เมื่อครู่คลายลงทันที พี่ขุนเดาะลิ้นขัดใจ 


“อืม…แปลกนะคนเรา ต้องรอให้สูญเสียกันไปก่อนถึงจะใส่ใจความรู้สึกกัน”


“โอ๊ย! จนได้ว่ะ ฮ่าๆๆ” จากนั้นทั้งผมและคนที่รับมุขเมื่อครู่ก็พากันหัวเราะ แต่ผมก็ยังคิด...ว่ามันอาจเป็นเหมือนที่พี่ขุนพูดจริงๆ


*****


***


**



โชคดีที่วันพรุ่งนี้เป็นวันเสาร์ผมถึงไม่โดนคุณนายแจ่มฟ้าแพ่นกบาลที่กลับถึงบ้านตอนเกือบตีสาม ผมถามย้ำพี่ขุนอีกครั้งว่าขับรถกลับบ้านไหวใช่มั้ย อีกฝ่ายพยักหน้ายืนยันในสภาพที่ผมเองก็อดห่วงไม่ได้


“ถ้าไม่ไหวจะให้พี่นอนด้วยมั้ยล่ะ” ยังมีแรงมายักคิ้วหล่ิวตากวนตีนแบบนี้คงไม่ต้องห่วงแล้วล่ะ  “ไหวอยู่แล้ว เรารีบเข้าบ้านเถอะ” ผมแยกกับพี่ขุนที่หน้าบ้านในขณะที่พวกป้าๆ แม่ค้าเริ่มทยอยเข้ามาจัดร้านเตรียมขายของเช้า ทั้งที่ควรจะง่วงมากแต่ผมกลับนอนไม่หลับ ได้แต่กลิ้งไปมานึกถึงเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อน


นึกถึงเรื่องอาคม…วิญญาณ…ความตาย...


นึกถึงหน้าพี่ขุนตอนโปรยยิ้มเจ้าเสน่ห์ ตอนทำหน้าตอแหลใส่แม่ผม สีหน้าจริงจังตอนทำพิธีกรรม ความเหนื่อยล้าบนหน้าหล่อๆ นั่น มีแต่ผมที่เห็นพี่ขุนสมุทรขวัญใจใครต่อใครแบบนั้น


“เป็นคนยังไงกันแน่วะ” หนังตาผมเริ่มหนัก ภาพทุกอย่างค่อยๆ รวมกันเป็นสีดำสนิท 


คืนนั้นผมไม่ฝันอะไรแม้แต่อย่างเดียว



@@@@@



อย่างที่บอกว่าอาคมห่าเหวที่เป็นอยู่ทำให้ผมกับพี่ขุนต้องเจอกันทุกวัน ไม่อย่างนั้นจะเริ่มรู้สึกทรมาน พอตื่นขึ้นมาตอนบ่ายๆ ผมเห็นสายที่ไม่ได้รับเป็นเบอร์ไอ้พ่อมดแฮร์รี่ พอตเตอร์ ผมก็โทรกลับทันที 


‘เพิ่งตื่นอ่ะดิ


“อื้อ หลับลึกโคตร นอนจนเหนื่อยต้องตื่นมาพักเนี่ย” พอได้ยินเสียงปลายสายหัวเราะก็ชักหมั่นไส้ จะมาสดใสอะไรแต่วันวะ คนเพิ่งตื่นยังมึนๆ อยู่เลย


‘วันนี้พี่ไปกินข้าวเย็นที่บ้านเราได้มั้ย ขี้เกียจไปร้านข้างนอก’ ผมพยักหน้า แล้วก็นึกขึ้นได้ว่าพี่ขุนมันไม่เห็นนี่หว่า 


“ก็มาดิ”  ผมตอบพร้อมหาวหวอด ครู่เดียวพี่ขุนก็วางสาย แล้วโทรศัพท์ก็ดังขึ้นอีกครั้ง ฮอตจังวะกู แต่คราวนี้เป็นไอ้หมง


‘สลัดผัก เมื่อคืนกูรอด๊อนสต๊าฟตั้งนาน หายหัวไปไหน’


“เรื่องของกู ปัญญาอ่อนอย่างมึงเล่นกี่รอบก็ตาย” ไม่มีใครเล่นเกมด้วยแบบนี้คือกูเป็นเพื่อนคนเดียวของมึงจริงๆ สินะ


‘วันนี้ม๊าไม่อยู่ว่ะ ไปงานสมาคม จะขอไปฝากท้องกับคุณนายมึงเนี่ย’


“เอาดิ” เดี๋ยวนะ...ผมเพิ่งนึกได้ “เอ่อ แต่เย็นนี้พี่ขุนก็มานะ”


‘กริ๊ววว~~~’ ไอ้สัส! จะแซวเสียงดังทำไม หูจะแตก ‘ผัวก็มา เพื่อนก็มา’


“มึงจะกินข้าวหรือกินตีน!” ขี้เกียจจะโมโหใส่มันละครับ เชี่ยหมงหัวเราะร่าเริงเหมือนคนเมาปุ๊นจนผมเริ่มรำคาญเลยตัดสาย มันเลยโทรมาอีกที น้ำเสียงอารมณ์ดีเหมือนเดิมแต่พูดจาเป็นเรื่องเป็นราวหน่อย มันบอกจะมาตอนเย็นๆ ผมเลยไปอาบน้ำแปรงฟัน ลงมาข้างล่างก็เจอพี่เขียงนอนยาวเล่นไอแพดอยู่บนโซฟา


“เย็นนี้พี่ขุนกับไอ้หมงมากินข้าวด้วยนะ บ้านไม่มีหม้อข้าวทั้งคู่” พี่เขียงตอบอือออ จับผมปัดให้ถูกองศาสองสามที เบื่อพี่ตัวเองจังเว้ย นอนใส่เสื้อยืดเน่าๆ อยู่บ้านยังจะทำเท่ หรือพี่เขียงมันเท่อยู่แล้ววะ ยิ่งคิดได้อย่างนั้นยิ่งเบื่อเข้าไปใหญ่


“ก็ดี อยากรู้จักพี่รหัสเราด้วย” ผมสะดุุ้ง


“พรุ่งนี้เวรเราเฝ้าร้านนะอย่าลืม” ผมพยักหน้า เกือบลืมเวรเฝ้าเขียงหมูตอนเช้า พี่เขียงเล่าว่าป้าแหววถามหาผมเพราะเดี๋ยวนี้ตอนเย็นๆ ไม่ค่อยเจอ ฮึ! ป้าแหววจะมาสนใจอะไรผมล่ะ ผมมันก็แค่ไอ้หัวรุงรังไม่ใช่คนโปรดเหมือนพี่เขียงซะหน่อย


“ตัดผมด้วย คุณนายฝากมาบอก” ผมหันไปมองเงาสะท้อนจากจอทีวี เริ่มรำคาญผมหน้าที่มันทิ่มตาแล้วเหมือนกัน เลยพยักหน้าคีบอีแตะเดินไปร้านลุงสมัยข้างตลาด แต่อ้าว...ลุงสมัยไม่อยู่ ผมเลยได้ตัดผมกับพี่ป๊อดลูกชายลุงแทน


*****


***


**


สั้นฉิบ!


สังกาแฟไม่หวานได้หวานเจี๊ยบฉันใด บอกเล็มผมนิดหน่อยได้ตัดสั้นฉันนั้น ไอ้ปังตอคนนี้อยากเอาหัวโขกท่อประปาให้แตก เอาให้แมร่งสระผมให้ลูกค้าไม่ได้เลย เจ็บใจโว้ย ดีนะพี่ป๊อดยังเหลือผมหน้ายาวๆ ให้ผมปัดข้างหน่อย แม้ข้างหลังจะไถของเก่าไปเกือบหมดก็เถอะ


“เนี่ยแหละปัง กำลังฮิต” พี่ป๊อดตบไหล่ผมสองทีเมื่อเห็นหน้าซีดๆ ของผม ควักกระเป๋าจ่ายตังค์สองร้อย ถูกกว่าในห้างเยอะ บ่นๆ ไปงั้นตัดมาตั้งแต่เด็ก กลับมาถึงบ้านพี่เขียงถึงกับวางไอแพตมาร้องกรี้ดข้างหู โว้ยยย อะไรนักหนาวะคนรอบตัวผมเนี่ย


“แล้วก็ปล่อยให้รุงรังเป็นขนตูดหมาอยู่ได้ตั้งนาน”


“จะต่อยพี่ป๊อดอยู่เนี่ย เอาออกซะครึ่งหัว” ไอ้พี่เขียงหัวเราะ ใช่สิ มึงตัดกับพี่ป๊อดทีไรก็ได้ทรงตามใจทุกทีนี่หว่า มีแต่ผมนี่แหละที่ชอบให้ลุงสมัยตัดผมให้


“บอกคุณนายแล้วว่าเพื่อนเราจะมา ไปช่วยพี่มะลิเตรียมกับข้าวไป” ผมพยักหน้า ขี้เกียจพูดกับพี่เขียง เอาจริงๆ ขี้เกียจพูดกับทุกคน อยากหลบหน้าประชาชนไปร้องไห้อกตรมอยู่บนห้องนอน ทำใจไม่ได้ ลมพัดผ่านหนังหัวเย็นแบบนี้ไม่ชินครับ


ไม่กี่ชั่วโมงหลังจากนั้นก็เป็นพี่ขุนที่มาเยือนประตูบ้านผมในร่างเสื้อโปโล กางเกงขาสั้น รองเท้าผ้าใบแพงๆ บวกกับหน้าตาสะอาดสะอ้านแบบที่คุณนายแจ่มฟ้ากรรมการจากเวเนซุเอร่ากดคะแนน 10 10 10 


“แหม หล่อไม่เว้นวันหยุดราชการแบบนี้เดี๋ยวแม่ตักข้าวให้พิเศษเลย” ให้มันน้อยๆ หน่อยคุณนาย ลูกชายยืนหัวโด่อยู่นี่นะครับ ขณะที่คุณนายแจ่มฟ้ากำลังชื่นชม‘พี่รหัส’ของผมอยู่ พี่เขียงก็มองพี่ขุนเท้าจรดหัวหัวจรดเท้าวนไปวนมาสามรอบพร้อมกับขมวดคิ้ว 30 องศาตั้งมุมกับแกนโลก


“อ้าว ตัดผมใหม่หรอ” อย่าทักสิวะ! ผมเกาหัวเก้อๆ “ดูดีนี่”


อ๊าก! แล้วกูจะดีใจทำเพื่อ!


  “บอกให้ตัดกับไอ้ป๊อดมันตั้งนานแล้วก็ไม่เชื่อ ตาสมัยมันมีกรรไกรไว้ตัดหัวคนแก่ๆ นู่น” ตัดแค่ผมก็ได้ครับคุณนาย พี่ขุนมองยิ้มๆ ผมเลยไปช่วยพี่มะลิจัดโต๊ะแมร่ง ทำตัวไม่ถูกว่ะ เขินหัวเกรียน

ไม่กี่นาทีหลังจากนั้นไอ้หมงก็มาถึงบ้านผมในร่างเสื้อยืดรองเท้าแตะ ภาษีต่ำกว่าพี่ขุนอย่างกับวรรณะกษัตริย์กับจัณฑาล พอฉอเลาะกับคุณนายเสร็จมันก็มายืนสังเกตการณ์ข้างๆ ผม


“นี่พี่ขุนสนิทกับบ้านมึงขนาดนี้แล้วหรอวะ”


“จะบอกว่าบ้านกูไม่ได้ กับคุณนายคนเดียวว่ะ กับพี่เขียงยังทะแม่งๆ” ไอ้หมงพยักหน้า


“สรุปว่าพี่เขาจะแต่งเข้าบ้านมึงสินะ” ผมชูนิ้วกลางใส่มันแทนคำด่า ครู่เดียวคุณนายก็เรียกทุกคนไปกินข้าว 


ต้องอธิบายถึงห้องกินข้าวบ้านผมก่อนว่าติดกับห้องครัวแต่แยกออกมาเป็นมุมทานอาหารเล็กๆ มีโต๊ะกินข้าวทรงยาวๆ มาตรฐานบ้านสามัญชนทั่วไปตั้งอยู่ คุณนายนั่งหัวโต๊ะ พี่เขียงนั่งซ้ายมือ ถัดมาเป็นพี่ขุน ผมนั่งขวามือ ถัดมาเป็นไอ้หมงแล้วก็พี่มะลิ


“นี่มีแต่ของโปรดปังทั้งนั้นเลยนี่” แน่สิครับคุณนายแม่ บ้านผมกับข้าวบางอย่างก็ทำบางอย่างก็ซื้อ “ขุนทานได้หมดนะ”


“ครับ” พี่ขุนตอบรับแต่มองกับข้าวแต่ละอย่างแบบพิจารณา ภาพข้าวผัดกุ้งไม่ใส่ผักที่พี่ขุนชอบสั่งมากินที่โรงอาหารเด้งขึ้นมาในสมอง เวรกรรม...ผมลืมว่าพี่ขุนไม่กินผัก


แกงหน่อไม้หมู ต้มยำทะเล ผัดยอดคะน้าหมูกรอบ ไข่ยัดไส้ ปลาทอด ฉิบหายล่ะสงสัยกินได้อย่างเดียว ผมลุ้นอยู่ในใจแต่สุดท้ายพี่ขุนก็ตักเนื้อสัตว์ในกับข้าวอย่างอื่นกินด้วยโดยไม่ได้กินผักเข้าไป


“ก่อนหน้านี้ไม่เคยได้ยินว่าปังมีพี่รหัสชื่อขุน ได้ยินแต่พี่โป้ง” พี่เขียงเปิดประเด็น ผมแทบจะคายข้าวออกจากปาก ตาเหลือบมองพี่ขุนที่ยังกินต่อแบบชิลๆ


“ผมเป็นพี่ทบสาย ปีที่แล้วเรียนแยกตึกกันเพิ่งจะมาเจอกันบ่อยปีนี้เองครับ” ถึงประโยคหลังจะเป็นความจริงแต่ประโยคแรกก็โกหกอยู่ดีอ่ะ ผมก้มหน้าก้มตากินพยายามไม่พูดมากเพราะรู้ว่าพี่เขียงกำลังมองอยู่ พี่เขียงแสกนเรื่องส่วนตัวอีกสองสามคำถาม อย่างเรียนเอกไหน บ้านอยู่แถวไหน ทำไมพักนี้เจอกันบ่อย พี่ขุนก็ตอบได้เข้าท่าดี


“แล้วที่บ้านทำอะไรล่ะ” มาถึงคำถามนี้ผมนี่วางช้อนแล้วกระดกแก้วน้ำอึกๆ เหมือนจะติดคอตาย


ไล่ผี!


“ธุรกิจส่วนตัวครับ” พอเห็นพี่ขุนไม่อธิบายพี่เขียงก็เงียบไปก่อนจะยิ้มๆ


“รวยก็เอาเงินมาฝากแบ๊งค์พี่นะ เดี๋ยวแนะนำดอกเบี้ยดีๆ ให้” ผมถอนหายใจโล่งอก พี่ขุนพยักหน้ารับ ส่วนไอ้หมงทำหน้าเหรอหราเข้ามากระซิบ


“พี่ขุนไปเป็นพี่ทบมึงตอนไหน...อุ่ก...” ผมถองศอกใส่มันเป็นการปิดสวิตปากรั่ว พี่เขียงมองผมกับไอ้เพื่อนดัดฟันสลับกันไปมาก่อนที่คุณนายจะชวนคุยเรื่องในสัพเพเหระเปลี่ยนประเด็น นับว่าช่วยชีวิตแบบหวุดหวิด


หลังกินข้าวเสร็จผมกับไอ้หมงก็ช่วยพี่มะลิเก็บโต๊ะ ไม่ทันได้ดูว่าพี่ขุนไปคุยหนุงหนิงกับคุณนายแจ่มฟ้าอยู่ตรงไหนถึงได้โผล่มาอีกทีตอนพวกผมเดินออกหลังบ้านไปเล่นกับไอ้โจ๊กเกอร์พอดี


“เลี้ยงหมาด้วยหรอ โห เลี้ยงยังไงให้เป็นหมูเนี่ย” พี่ขุนหัวเราะเมื่อเห็นไอ้โจ๊กเกอร์ตัวเท่าท่อนซุงนอนขวางประตูด้านหลังอยู่ โจ๊กเกอร์เป็นหมาไทยพันธุ์ไซด์โร้ด แม่มันมาออกลูกในตลาด พ่อค้าแม่ค้าเลยช่วยๆ กันเอาไปเลี้ยงคนละตัวสองตัว โจ๊กเกอร์เลยมาอยู่กับผมตั้งแต่ห้าปีก่อน


“นี่ยังเวอร์ชั่นหมูธรรมดา บางวันมันก็เป็นหมูดำคุโรบุตะ คลุกน้ำคลำหลังตลาด ใช่มั้ยโจ๊กเกอร์ลูกพ่อ” ผมขยี้หัวไอ้หมาแก้มย้อยด้วยความหมั่นเขี้ยว


“กัดมั้ยเนี่ย” พี่ขุนถาม


“เอามันเลยลูก”


“เฮ้ยไม่เอา” พี่ขุนเสียงหลงทำเอาผมกับไอ้หมงขำก๊าก ไอ้หมงลูบพุงโจ๊กเกอร์โชว์ พอพี่ขุนเห็นมันนอนอ้าซ่าแต่โดยก็โล่งอก 


“เคยโดนหมากัดตอนเด็กๆ เลยไม่ค่อยชอบ” พี่ขุนย่อตัวนั่งลงกับพื้นข้างๆ ดูไอ้หมงเล่นกับโจ๊กเกอร์


“พี่แมร่งตลกว่ะ นี่เคยคิดว่าโคตรเท่นะเน่ี่ย สาวๆ งี้รุมหึ่ง ใครจะรู้ว่าผักก็ไม่กิน หมาก็กลัว” ผมเยาะ แต่นอกจากไม่โกรธพี่ขุนยังตาพราว


“คิดว่าพี่โคตรเท่เลยหรอ”


“แค่เคยไหมล่ะ แต่ก็คิดว่าพี่แปลกๆ” ลิ้นผมแทบพันกัน ในอกชักเริ่มรู้สึกหวิวๆ อีกแล้ว “เหมือนคนชอบเยอะ แต่ไม่เห็นจะคบกับใคร เหมือนเพื่อนจะเยอะ แต่ก็ชอบเดินอยู่คนเดียว” ยิ่งฟังผมอธิบายพี่ขุนก็ยิ่งยิ้ม


“แปลว่ามองมาทางนี้บ่อยล่ะสิ”


บอกตรงๆ ว่าวินาทีนี้ผมเกลียดลักยิ้มชวนใจสั่นนั่นฉิบเป๋งเลย


“โจ๊กเกอร์กลับมา!” เสียงไอ้หมงร้องทำให้บทสนทนาหยุดชะงัก ผมกับพี่ขุนลุกยืนแทบจะพร้อมกันพอเห็นไอ้หมงวิ่งตามโจ๊กเกอร์ที่วิ่งทะลุออกประตูหลังบ้านตามฝูงหมาไล่กัดกันไป 


“เวร!” ผมร้องแล้ววิ่งตาม ก็ถ้าไอ้โจ๊กเป็นเหวอะหวะกลับมาผมก็ซวยต้องพามันไปหาหมออีกน่ะสิ แถมไอ้โจ๊กเกอร์มันลูกรักคุณนายยิ่งกว่าพี่เขียงซะอีก


“เฮ้ย! พี่ตามมาทำไมวะเดี๋ยวหมากัด” ผมตะโกนไล่พี่ขุนที่วิ่งตามผมมาอีกที พี่ขุนหน้าเหรอหราคงเพราะไม่ทันคิดเหมือนกันว่าตามมาทำไม ปัญญาอ่อนผิดกับหน้าตาสัสๆ


“ปังมึงไปดักซอยหน้า” ไอ้หมงที่ตามตูดโจ๊กเกอร์อยู่ร้องบอก ไอ้หมาหมูนี่บทจะวิ่งก็เร็วเป็นม้าเลย เอาแรงจากไหนมาพยุงพุงวะเนี่ย ผมวิ่งตัดไปอีกทางตามที่ไอ้หมงบอก หมงมันมาตลาดแจ่มฟ้าบ่อยจนรู้จักทุกซอกทุกมุมพอๆ กับผมนั่นแหละ แค่วิ่งทะลุแผงขายของไปยังไม่ทันออกปากทางก็ได้ยินเสียงหมากัดกันลั่น


ปรากฏว่าพวกหมาเกือบสิบตัวกำลังแยกเขี้ยวใส่กันอยู่ ผมร้องเฮ้ยเสียงดังข่มให้พวกที่รุมๆ อยู่กระโจนออกจากกัน โจ๊กเกอร์วิ่งมาอีกทาง ผมตะโกนเรียกชื่อมัน ใครจะกัดกันก็ช่างแต่มึงต้องกลับบ้านโว้ยไอ้โจ๊ก


“ปัง!” ผมสะดุ้งหันไปข้างหลังก็เจอพี่ขุนยืนตาค้างตัวแข็งทื่ออยู่ ข้างหน้าพี่ขุนมีหมาแยกเขี้ยวขนตั้งกำลังย่างสามขุมเข้าไปหาพี่แก เวรเอ๊ย! ระหว่างไอ้โจ๊กเกอร์โดนกัดกับคุณชายขุนสมุทรโดนกัดแบบไหนจะโดนคุณนายแจ่มฟ้าด่าน้อยกว่ากันวะ


“จับไอ้โจ๊กได้แล้ว!” เสียงไอ้หมงตะโกนบอกจากด้านหลังทำให้ผมหายใจโล่งไปเปราะหนึ่ง เห็นมันตะครุบไอ้โจ๊กที่ยังร้องหงิงๆ ลากกลับบ้านได้ผมเลยหันมาทางพี่ขุนแทน


จากตัวเดียวกลายเป็นหมาหลายตัวที่หันมาแยกเขี้ยวใส่พี่ขุน ผมค่อยๆ เดินอ้อมไปอยู่ข้างๆ หมอผีที่ตอนนี้คงอยากจะจับหมาถ่วงน้ำเต็มทน


“อยู่นิ่งๆ นะ” ผมกระซิบ พี่ขุนพยักหน้าจ้องตาพวกมันไว้ไม่หลบ แล้วไอ้ตูบมหาประลัยตัวแรกก็กระโจนเข้ามา 


“ว่ิงงง!” ผมวิ่ง พี่ขุนวิ่ง หมาแมร่งก็วิ่ง ไอ้สัสเอ๊ย! ตามมาทั้งขบวน ทุกอย่างเร็วมากจนไม่ทันตั้งตัวเพราะชั่วพริบตาเดียวไอ้พี่ขุนก็วิ่งหน้าตั้งแซงผมพร้อมกับกระชากข้อมือผมไปด้วย ว้ากกก ไอ้โจ๊กนะไอ้โจ๊ก กลับบ้านไปมึงโดนดีแน่!


“ระวัง!” ผมดึงแขนจะพาอีกคนเลี้ยวแต่พี่ขุนก็ดึงมือผมวิ่งต่อโดยไม่รู้ว่าข้างหน้ามีอะไร ผมกลั้นหายใจทันทีที่รู้ว่าต้องเหยียบทางระบายที่เต็มไปด้วยน้ำคลำกับบรรดากองขยะที่จุดทิ้งขยะด้านหน้า ทางระบายน้ำก็ไม่ได้มีคนมาคอยขัดไงครับ วิ่งไปไม่กี่ก้าวผมก็ลื่นพรืด ดึงพี่ขุนลงมาก้นจ้ำเบ้าด้วยกันทั้งคู่ แต่นอกจากร้องสบถแล้วก็ไม่มีเวลาพอจะสรรหาคำมาบ่น ผมกับพี่ขุนลุกวิ่งต่อ 


พอพ้นจุดท้ิงขยะพวกหมาหมู่ก็เลิกตาม คงเพราะพ้นเขตมันแล้ว


“ไม่…ไม่ไหว...” พี่ขุนหอบแฮ่ก เหงื่อท่วมไปทั้งตัวแถมสภาพยังเลอะน้ำคลำ จะหัวเราะก็ไม่ออกเพราะผมเองก็สภาพเดียวกัน


“ไม่เป็นไรแล้วพี่” พี่ขุนมันไหวเปล่าวะ สงสัยยังหลอนหมาอยู่เลยดูไม่ค่อยมีสติ ผมดึงมือพี่แกเดินอ้อมไปอีกทางเพื่อกลับบ้าน ตลาดก็มีอยู่แค่นี้ยังเสือกเกิดเรื่องอีก


“ตายแล้ว!” คุณนายร้องลั่นเมื่อเห็นสภาพพวกผมสองคน ทั้งแม่ทั้งพี่เขียงมายืนรอหน้าบ้านพร้อมไอ้หมงที่จูงเชือกโจ๊กเกอร์ไว้


“นี่ไม่ได้โดนกัดตรงไหนใช่มั้ย” พี่เขียงมองสภาพผมกับพี่รหัสตัวปลอมด้วยความห่วงใยผสมขยะแขยง แหงล่ะ เน่ากันทั้งคู่ขนาดนี้ ผมส่ายหน้าตอบ คุณนายแจ่มฟ้าเลยสวดยาวอีกหลายบทข้อหาไม่ผูกไอ้โจ๊กไว้ให้ดี อย่างนู้นอย่างนี้อย่างนั้น สุดท้ายก็ลงเอยที่มาโอ๋พี่ขุนสมุทรคนดีเป็นการปลอบขวัญ


“ยังไงก็ล้างเนื้อล้างตัวกันก่อนนะ เอาชุดตาเขียงไปใส่ก็ได้” พี่ขุนพยักหน้า ระดับสติปัญญาคืนมาแล้ว 70% ครู่เดียวพี่เขียงก็เอาเสื้อยืดกับกางเกงขาสั้นมาให้ 


“ไม่ดีเท่าชุดเดิมที่ใส่มาหรอกนะ” พี่เขียงกระตุกยิ้มทำมุม 30 องศา 12 ลิปดากับแกนโลก แหม่ะ ไม่คิดจะซ่อนความสะใจในแววตาหน่อยหรอ เห็นคนตกอับเป็นไม่ได้ ส่วนรุ่นพี่หมอผีของผมก็รับเสื้อผ้ามาด้วยความเกรงใจแบบหงอยๆ ไอ้หมงที่ไม่เปื้อนอะไรนั่งแดกขนมเล่นอยู่โซฟาปล่อยให้ผมกับพี่ขุนขึ้นไปอาบน้ำที่ห้อง


“รกนะ” ผมเตือน ไม่ได้เก็บห้องมาเป็นเดือนแล้วครับ จู่ๆ ผมก็รู้สึกประหม่าขึ้น แต่คิดอีกทีเหม็นเน่าทั้งคู่ขนาดนี้จะตื่นเต้นทำสากกระเบืออะไร พอก้าวขาเข้าห้องผมได้พี่ขุนก็มองสำรวจก่อนจะยิ้มให้โปสเตอร์ดราก้อนบอลบนผนัง อ่ะๆ ชอบโงกุนเหมือนกันล่ะสิ


“พี่จะอาบก่อนหรือให้ผมอาบก่อน” ผมถาม


“ก็อาบพร้อมกันเลยดิ เหม็นจะตายอยู่แล้ว”


“…”


“อายหรอ หรือว่า...” พี่ขุนมองต่ำพร้อมอมยิ้มกรุ้มกริ่ม สาสสส ผมงี้ถอดเสื้อทิ้งลงตะกร้าทันที ใครอายใครวะ ผมยักคิ้วใส่พี่ขุนหนึ่งที พี่แกก็ถอดเสื้อเน่าบ้าง แต่เดี๋ยวๆ แล้วสรุปทำไมต้องอาบพร้อมกันวะ ไม่ทันได้คิดลังเลไอ้พี่ขุนก็ดันหลังผมเข้าห้องน้ำ ปิดประตูล็อคกลอน แล้วถอดกางเกง


“เฮ้ยๆๆ”


“อะไร” อีกฝ่ายชะงักมือที่กำลังปลดเข็มขัด เอาละกู พลาดแล้วไง ผมเหลือบมองพี่ขุนที่บัดนี้โชว์กล้ามท้องเหลือแต่บ็อกเซอร์ตัวเดียวแล้วกลืนน้ำลายเอื้อก


“เอาสบู่ไป หันหลังอาบคนละฝั่ง ฝักบัวอยู่ตรงกลาง ห้ามมอง” อีกฝ่ายขำเบาๆ แต่ก็พยักหน้ารับคำสั่งไม่เรื่องมาก ผมจะเปลี่ยนใจไม่อาบก็เดี๋ยวเสียฟอร์ม จะแก้ผ้าโชว์ก็กระดากใจครับ ชีวิตนี้ไม่เคยคิดว่าจะพิศวาสผู้ชาย แต่บอกตรงๆ ว่าตอนนี้หงุดหงิดก็เพราะไอ้อาคมคู่รักเนี่ยแหละ!


มันทำให้ตอนนี้ใจเต้นเป็นบ้าเลยโว๊ย


พอหันหลังให้กันก็ต่างคนต่างอาบ ยุบหนอ พองหนอ สบู่หนอ ยาสระผมหนอ หอมหนอ ตื่นเต้นหนอ ตื่นตัวหนอ ใจไม่ดีแล้วหนอ รีบอาบรีบเสร็จดีกว่าครับ ไม่มีหรอกนะโมเม้นต์คว้าจับยาสระผมแล้วมือแตะกันพอดีงี้ ผมตั้งใจเล็งมากว่าต้องไม่โดนตัวพี่ขุนเด็ดขาด


…แต่ก็เสือกได้ยินเสียง...


“อื้อ”


“เชี่ย…พี่จะร้องทำไมวะ”


“ก็ปังอาบน้ำอยู่ข้างหลังพี่”


“ก็แล้วพี่จะร้องทำไมล่ะวะ!” ผมที่ล้างตัวเสร็จพอดีรีบคว้าผ้าเช็ดตัว สถานการณ์สุ่มเสี่ยงแบบนี้การเล็งทุกอย่างต้องแม่นยำมากถึงมากที่สุด ผมพันผ้าเช็ดตัวอย่างรวดเร็ว ระวังการก้าวขาแบบไม่ให้มีการลื่นล้มซวนเซไปให้อีกฝ่ายประคองอะไรแบบละครหลังข่าว แต่พี่ขุนมันยังอาบไม่เสร็จไง


ก้น…ก้นแมร่งขาวจั๊วะเลย


สาสสส!!


“ปัง” ยังจะมาทำเสียงอ่อนอีก


“ระ…รีบอาบดิ ผมไปละ” ลิ้นพันกันหมดแล้วโว้ย ไอ้อาคมเวรตะไล ใครเป็นคนคิดไสยศาสตร์พวกนี้ขึ้นมาวะ ผมล่ะอยากจะเอาดอกกุหลาบไปยัดปากให้มันรู้จักการจีบกันแบบสามัญชน ไม่ใช่มาทำของใส่กันแบบนี้


“เราออกไปก่อนได้เลยนะ” ไม่ต้องบอกผมก็จะเผ่นแน่บอยู่แล้วครับ นี่ขนาดเห็นแค่ข้างหลังพี่แกผมยังรู้สึกขนาดนี้ นี่คือความอัปยศที่สุดในชีวิตตั้งแต่เกิดมา เสือกมีอารมณ์กับผู้ชายแล้วไงกู พังมาก ผมรีบออกจากห้องน้ำ ปล่อยให้พี่ขุนสมุทรทำกิจกรรมอะไรก็ตามที่พี่แกคิดจะทำในห้องน้ำผม 


ยังไม่ต้องคิดหรอกว่าตอนพี่ขุนออกมาจากห้องน้ำจะทำหน้ายังไงใส่กันดี ในเมื่อปัญหาสำคัญตอนนี้มันอยู่ในกางเกงในผมแล้ว ไอ้อาคมผี ไอ้หมีกินเห็บ ไอ้เล็บขบหนอน ถ้าเทวดาประจำตัวมีอยู่จริงผมขอใช้ผลบุญที่เคยเก็บโจ๊กเกอร์มาเลี้ยง ให้อาหารเหา บรรเทาความหิวให้ยุง ช่วยให้ผมรอดจากความบัดซบในชีวิตครั้งนี้ที


แค่ให้พ้นจาก 90 วันนี้ไปได้ ผมจะไม่ขออะไรอีกเลย!





///////////////////////////////////////////////////////////////////////

มาถึงวันที่ 15 กันแล้ว ในที่สุดพี่ขุนก็ได้สำแดงอิทธิฤทธิ์อีกครั้งหลังจากวันแรก (5555) แต่ดูเหมือนจะไม่ได้มีแต่ผีที่อยากหนีพี่ขุนแล้วนะ ปังตอก็ดูจะไม่ไหวแล้วโว้ยเหมือนกัน (ฮาา) 

Blackbunny

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 160 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

384 ความคิดเห็น

  1. #362 Baeklittle (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 26 ตุลาคม 2562 / 17:58

    ขำปังรีบอาบรีบเสร็จหนอ

    #362
    0
  2. #355 ซีเอชโอเอ็มพียู..yy.. (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 21 สิงหาคม 2562 / 18:50
    เอ็นดูพี่ขุนมันเว้ย
    #355
    0
  3. #345 SlothSixteen (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 26 มิถุนายน 2562 / 10:42

    โง้ยยย ตลกกกกก พี่ขุนหล่อเด๋อๆ อิน้องก็แบบช่างจินตนาการ

    เขียนเรื่องแนวนี้อยู่พอดี ได้อารมณ์คล้ายๆกันเลย แต่เรื่องนี้มีความมุ้งมิ้งกว่าเราเยอะ ตัลล๊คคค

    //เม้นท์แปะก่อนไปอ่านต่อจ้า

    #345
    0
  4. #327 Rmuay Jirasatitkul (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 18 มิถุนายน 2562 / 14:01
    ฮาอะไรขนาดนี้555555 ตลก
    #327
    0
  5. #299 saisaisaisai14 (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 3 พฤษภาคม 2562 / 23:10
    ขรรมพี่
    #299
    0
  6. #278 เด็กหญิง น่วมเนี่ยม (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 24 มีนาคม 2562 / 00:30

    ออ่าวววเป๓นิยายตลกเหรอ?

    นึกว่าจะบรรยายฉากไล่ผีมากกว่านี่ซะอีก

    อยากอ่านแบบตอนที่พี่ขุนเล่า

    ว่าเห็นผีเป็นยังไง ใช้พลังยังไง มากกว่านี้

    อันนี้ดูธรรมดาไปเลยอ่ะ

    เสียดาย

    #278
    0
  7. #249 Midories (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2562 / 18:13
    โถ น้องงงง ยุบหนอพองหนอนะลู้กกก
    #249
    0
  8. #247 ฺBenja (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 24 มกราคม 2562 / 03:25
    55555555
    #247
    0
  9. #227 Prawpak (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 15 มกราคม 2562 / 23:58
    ชอบคาแรกเตอร์พี่ขุน มีความเด๋อ 5555
    #227
    0
  10. #205 NJChokdee (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 7 มกราคม 2562 / 02:23
    ความคิดแต่ละอย่างของปังตอเนี่ยนะ55555
    #205
    0
  11. #20 'mamba  (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 10 มิถุนายน 2560 / 11:32
    ตลกปัง5555555555
    #20
    0
  12. #10 Tannatos Orcus (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 24 พฤษภาคม 2560 / 23:27
    ฮามาก สนุกมาก
    #10
    0
  13. #8 huhh (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 24 พฤษภาคม 2560 / 16:08
    ตลกอะ ปังนี่ฮามากเลย ขำพี่เขียงด้วย ส่วนพี่ขุนนี่แอบน่าเอ็นดู โจ๊กพันธ์ุไทยไซด์โร้ดตอนแรกก็งงๆว่ามีพันธุ์นี้ด้วยเหรอ คนเขียนก็เข้าใจเรียกนะคะ ตอนนี้ล่าผีด้วย ปังรั่วตลอดเวลาเลย แอบคิดว่าพี่ขุนกับพี่จ้าวมีปัญหากันเพราะเรื่องไล่ผีนี่แหละ มันคงกินพลังพี่ขุนมากๆเลย ดีที่ได้ปังอะน่ะ นี่มันเนื้อคู่ชัดๆเลย พล็อตแปลกมากเลยค่ะตามมาจากในเฟสอีกที เฟบแบบไม่คิดเลย สู้ๆนะคะ รอตอนต่อไป
    #8
    0
  14. #7 pd_72 (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 23 พฤษภาคม 2560 / 12:38
    ชอบ ชอบเรื่องนี้
    น่ารักมาก ละมุนมาก ภาษาก็ดีมาก ชอบทุกอย่างเลย พี่ขุนก็น่ารัก น้องปังก็ดี
    อยากอ่านตอนต่อ อยากได้รวมเล่มด้วยจังค่ะ
    #7
    0
  15. #6 qangzter (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 23 พฤษภาคม 2560 / 00:08
    ฮือออออ พี่ขุนน่ารักน่าเอ็นดูจังเลยยยยยยยย 555555555555555555 ผักก็ไม่กิน หมาก็กลัว น่าเอ็นดูเว่อออ
    #6
    0