(จบแล้ว) 90 วัน รัก ไสย ไสย (Yaoi)

ตอนที่ 3 : Day 3 : ความเชื่อเป็นเรื่องส่วนบุคคล

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 2,148
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 166 ครั้ง
    11 ส.ค. 61

Chapter 3

/Day 3/ ความเชื่อเป็นเรื่องส่วนบุคคล


‘หลับสบาย บางเบาเหมือนไม่ได้ใส่’

ติ๊ด!


‘ได้โปรดอย่าตายนะ! ฉันต้องการคุณ โอ้ว...ไม่นะที่รัก!’

ติ๊ด!


‘ให้ค่ำคืนแห่งรักเต็มไปด้วยความสุข...’

ติ๊ดดดด! แกร่ก!


ขุนสมุทรโยนรีโมททิ้งไว้ข้างตัว พอปิดทีวีห้องก็เงียบ ได้ยินแต่เสียงแอร์หึ่งๆ เหมือนไม่มีคนอยู่ทั้งที่นอกจากเขายังมีใครอีกคนนั่งเงียบไม่พูดไม่จาอยู่อีกมุมหนึ่งของโซฟา


‘ปัง’ ไอ้เด็กปีสองหน้ากวนๆ เขาเคยเห็นอยู่กับแป้งบางครั้งแต่ไม่คิดว่าวันหนึ่งจะต้องมาวุ่นวายด้วย ไม่เคยคิดว่าผมยุ่งๆ นั่นจะดูน่าขยี้ แขนขานั่นจะน่าสัมผัส


“เฮ้ย! อย่าจ้องกันแบบนั้นดิ ขนลุกว่ะ” และปากนั่นก็น่าเอาตีนฟาดด้วย 


คนพูดขมวดคิ้ว อย่าว่าแต่พี่ขุนมองแล้วขนลุกเลย แค่คิดว่าตัวเองก็อยากนั่งอยู่ตรงนี้ด้วยก็ยิ่งหัวเสีย ไม่มีเหตุผลที่ผมต้องมาเกี่ยวข้องกับเรื่องแบบนี้เลย มันต้องทำอะไรสักอย่างสิ


“เราก็รู้ว่าทำไมพี่ถึงมอง คุยกับพี่จ้าวมาแล้วใช่ไหมล่ะ” พี่ขุนตรงเข้าประเด็น “ต้องเป็นอย่างนี้กันไปอีกสามเดือน พี่เองก็ประสาทเสียเหมือนกัน”


“ก็เพราะธุรกิจชั่วๆ  ของบ้านพี่ไม่ใช่หรือไง” ผมสวนทันที


“มันเราเองรึเปล่าที่วันนั้นเข้ามายุ่งไม่เป็นเรื่อง” อ้าว! พูดแบบนี้มันโยนขี้นี่หว่า 


“คิดว่าผมอยากเข้าไปเสือกเรื่องพิธีกรรมบ้าบออะไรนั่นหรือไง บอกมาเลยดีกว่าว่าจะจัดการกับเรื่องนี้ยังไง” 


“ทำอะไรไม่ได้ อาคมนี้มีแต่ต้องรอเวลาให้ของเสื่อมถึงจะถอนได้ หรือไม่...” พี่ขุนชะงัก แล้วก็เงียบไป


“อะไร มีวิธีถอนอาคมก่อนเก้าสิบวันหรอ?”


“ไม่”


“เอาดีๆ  เมื่อกี้พี่พูดเหมือนมี” ผมชักหัวเสีย สาบานว่านี่สงบสติเต็มที่แล้ว “เรื่องนี้มันเกี่ยวกับผม ผมว่าผมมีสิทธิรู้”


“SEX”


“หะ…หา..?”


“มีเซ็กส์กัน แล้วทุกอย่างก็จะจบ”


“เหี้ย!” ผมลุกพรวดจากโซฟา “ไอ้วิปริต เชิญมึงอยู่กับเรื่องบ้าๆ นี่ไปคนเดียวเถอะ!” อย่าว่าแต่ด่าเลย ผมไม่ต่อยรุ่นพี่แมร่งก็บุญแล้ว ทันทีที่ก้าวขาพุ่งไปทางประตูได้ไม่กี่ก้าวก็ถูกคว้าแขนให้หันกลับ ทันทีที่ร่างกายสัมผัสกันก็เกิดเหมือนมีกระแสไฟฟ้าแล่นปราด พี่ขุนปล่อยมือโดยอัตโนมัติ


พี่ขุนมองมือตัวเอง เหมือนที่ผมมองแขนตัวเอง


“เมื่อกี้มันอะไร” ผมถาม 


พี่ขุนเงียบ ก่อนจะยื่นมือออกมาข้างหน้าอีกครั้ง


“จะลองจับมือกันหน่อยมั้ย” คำถามปัญญาอ่อนผิดกับหน้าตามาก แต่แปลกที่ไม่ได้ทำให้รู้สึกขยะแขยง ผมวางมือลงบนมือเขาช้าๆ และสายตาที่มองสบบอกให้รู้ว่าความรู้สึกสั่นไหวนั้นคงจะเกิดขึ้นกับอีกฝ่ายไม่ต่างกัน

พี่ขุนเป็นฝ่ายผละมือออกก่อน ไม่รู้ผมแสดงสีหน้ายังไงพี่แกถึงได้เดินขยับเข้ามาใกล้ “ช่างเถอะ ความรู้สึกพวกนี้มันเกิดขึ้นเพราะอาคมเท่านั้น”


“…พวกเราไม่ได้รู้สึกอะไรกันจริงๆ...”



@@@@@



“สรุปเมื่อคืนมึงไปหาพี่ขุนทำไม” ไอ้หมงถามขึ้นเป็นอย่างแรกที่เจอหน้ากัน มันจ้องผม เสร็จแล้วก็ทำตาโตเท่าที่ตาตี่ๆ ของมันจะถลนออกมาได้ “นี่ไม่ใช่เสื้อนศ. มึง!”


“มึงเป็นเมียจับผิดผัวหรอสัส! ปล่อยกู๊” ผมสะบัดตัวจากไอ้เพื่อนรัก มันยังทำหน้าบิดเบี้ยวไปมาเหมือนพูดไม่ออกบอกไม่ถูก


“บอกกู มึงเอาตูดพี่เขาหรือให้พี่เขาเอาตูด”


“กูไม่เอาตูดใคร!”


“แปลว่ามึงโดนเอา...”


ป้าบ!


ทนไม่ไหวแล้วโว้ย ขอตบแมร่งสักที ไอ้หมงโอดโอยอยู่ครู่เดียวก็เอาหน้ามาวางบนไหล่ผมแล้วกระซิบ “มีรสนิยมแบบนี้ก็ไม่บอก”


“ไอ้เหี้ยหมง ถ้ามึงอยากรู้นักกูก็จะบอก เมื่อคืนกูไปหาพี่ขุนเพราะเรื่องพี่แป้ง เกือบต่อยกันแต่แมร่งเสือกชวนกูเล่นเอ็กซ์บ็อกเลยยาวถึงเช้าเนี่ย” ไอ้หมงยอมเอาหน้าขยับออกไปแต่ไม่วายจ้องผมอยู่ดี 


“เรื่องพี่แป้ง?”


“มึงก็รู้กูชอบพี่แป้ง” ไอ้หมงพยักหน้า ไม่รู้มันเชื่อจริงหรือเปล่าแต่มันก็มาคว้าคอผมแล้วตบไหล่แปะๆ ผมเล่าว่าเป็นแค่เรื่องเข้าใจผิด ระหว่างพี่ขุนกับพี่แป้งไม่มีอะไรและกลายเป็นว่าพี่แกชวนผมเล่นเกมส์อยู่ห้องเมื่อคืนเลยไม่ได้กลับบ้าน ผมเลยต้องใส่เสื้อนศ. ของพี่ขุนมาวันนี้ 


ก็แน่ล่ะ...ผมจะบอกความจริงได้ยังไงว่าเมื่อคืนที่ไม่ได้กลับเพราะดันรู้สึกไม่อยากกลับ พอเห็นเครื่องเอ็กซ์บ็อกที่ชั้นใต้ทีวีเลยชวนพี่ขุนเล่นถึงเกือบตีสามแล้วก็นอนมันตรงโซฟาซะเลย 


ตอนนี้ผมเชื่อแล้วว่าเรื่องอาคมคู่รักนั่นไม่ใช่เรื่องโกหก และถ้ายังหาทางแก้ไม่ได้ผมก็ติดติดแหง่กอยู่กับความรู้สึกพิลึกๆ นี่ไปอีกสามเดือน อย่างน้อยวันนี้ผมก็รอดแล้วเพราะเพิ่งแยกกับพี่ขุนเมื่อเช้า พอเลิกเรียนเลยตรงดิ่งกลับบ้าน แต่กลายเป็นว่ายังไม่ทันก้าวเท้าเข้าประตูก็เกิดแรงปะทะที่กลางกบาลทันที


“โอ๊ย!”  ผมหันขวับ เห็นพี่เขียงยืนตาขวางอยู่ข้างหลัง “อะไรของพี่เนี่ย”


“ก็จะอะไรล่ะ จะยอมให้เตะตรงนี้หรือไปให้คุณนายฟาดข้างใน ทำไมไม่กลับบ้าน” ผมสะดุ้ง 


“ก็บอกพี่มะลิไว้แล้วไง”


“บอกว่า? ”


“…จะกลับดึก”


“แล้วนี่กลับมากี่โมง? ” 


“เออๆ ยอมละ แล้วนี่แม่อยู่ไหน” พี่เขียงส่ายหน้า เดินนำเข้าบ้านพร้อมกับปลดเน็คไทด์สีกรมจากเสื้อเชิ้ต บิดตัวซ้ายทีขวาทีน่าหมั่นไส้ จะเก็กหล่อโชว์ทำไมวะ นี่น้องนะไม่ใช่สาว


“โทษที พอดีหล่อแต่กำเนิด”


เสือกรู้ความคิดผมอีก พี่เขียงหัวเราะ เอาเป็นว่าไม่น่าแปลกใจเลยว่าทำไมมันถึงเป็นขวัญใจป้าแหววและบรรดาแม่ค้าในตลาด พอซักไซ้ได้ความว่าเมื่อคืนผมไปหมกตัวอยู่บ้านไอ้หมงเฮียแกก็เลิกสนใจแล้วบอกให้ผมหมอบคลานไปรายงานคุณนายแจ่มฟ้าที่ชั้นสองซะ แต่ก้าวขาขึ้นบันไดไปได้ไม่กี่ขั้นก็ได้ยินเสียงหัวเราะต่อกระซิกของคุณนายเหมือนกำลังคุยออกรสอยู่กับใครสักคน และยิ่งเข้าใกล้ชั้นบน เสียงของอีกคนมันก็เริ่มจะคุ้นๆ เฮ้ยๆ เดี๋ยวนะ คงไม่ใช่คนที่ผมคิดใช่มั้ย


“แม่ อะ…อะ…”  มองคุณนายแจ่มฟ้าที มองคนข้างๆ คุณนายอีกที เดี๋ยวก่อน นี่มาได้ยังไงเนี่ย!?


“อ้าว! มาพอดี นี่พี่รหัสเรามาฟ้องแม่หมดแล้วว่าอยู่มหาลัยแกแสบขนาดไหน”


พี่รหัสพ่องง!! พี่ขุนสมุทรมันรหัสห่างกับผมเป็นร้อยเลขเลยครับคุณนาย! 


แขกที่ไม่ได้รับเชิญยิ้มหน้าระรื่น แก้มซ้ายมีรอยบุ๋มเล็กๆ ตาหยี เชี่ยแล้ว...หน้าตาแบบนี้แหละที่น่าเอ็นดูในสายตาคุณนายแจ่มฟ้า “ก็ไม่ถึงขนาดนั้นหรอกครับแม่ จริงๆ ปังตอก็ช่วยงานพวกรุ่นผมบ่อยๆ”


เชี่ยพี่ขุน! เมื่อกี้มันเรียกผมว่ายังไงนะครับ


“ใช่มั้ย? ปัง ตอ


“เดี๋ยวพวกเราก็คุยกันต่อแล้วกัน แม่ไปช่วยมะลิเตรียมข้าวเย็นดีกว่า อยู่กินข้าวด้วยกันนะลูก” แม่บังเกิดเกล้าของผมรับลูกบุญธรรมคนใหม่แบบไม่ถามความเห็น แถมไอ้คนที่แอบอ้างตัวเป็นพี่รหัสผมยังตอบตกลงด้วยการพยักหน้าหล่อๆ แบบไม่เกรงใจ 

ทันทีที่คุณนายลงบันไดไปชั้นล่างผมก็กระโจนเข้าใส่พี่ขุนทันที


“นี่พี่มาทำบ้าอะไรเนี่ย?” 


“แนะนำตัวกับคุณแม่ไง” เมื่อมองรอบตัวไม่เห็นว่ามีคนอื่นพี่ขุนก็หุบยิ้มฉับแล้วบิดคอเอียงตัวไปมา “ฉีกยิ้มจนเมื่อยเหงือกหมดแล้วเนี่ย แต่แม่เราก็น่าจะชอบพี่แล้วแหละ”


“ห๊ะ!” 


“ทีนี้เราก็เป็นพี่รหัสน้องรหัสที่สนิทกันมากๆ แล้วนะ น้องปังตอ”


“ถ้าไม่หยุดผมเอาจริงนะ” ไม่ตลกครับ โดนล้อชื่อรัวๆ แบบนี้ พี่ขุนคงเห็นสีหน้าผมเลยหยุดเล่น “โอเคพี่ขอโทษ แต่มันก็นะ น่ารักว่ะ”


เชี่ย!


หน้าผมร้อนวูบ  ไม่ทันได้อ้าปากด่าพี่ขุนก็ลุกจากเก้าอี้แล้วเริ่มเดินสำรวจข้าวของในห้องอย่างพินิจพิเคราะห์


“นี่มีพี่ชายด้วยสินะ”


“เฮ้ย! ถามจริง พี่มาบ้านผมทำไมวะ” พี่ขุนวางกรอบรูปครอบครัวของผมลงที่เดิม พี่แกหันมายิ้ม ยิ้มชวนขนลุกแบบที่ผมเห็นภาพพี่จ้าวซ้อนขึ้นมากระทันหัน


“เอาตามตรงคือพี่รู้จักอาคมนี้ดีกว่าเรา พอทำใจได้ก็เลยคิดออก ไหนๆ ก็ต้องติดแหง่กอยู่ด้วยกันแบบนี้อีกสามเดือน เรามาสนิทกันไว้ไม่ดีกว่าหรือไง” 


“ไม่ดี!”


“ยังไงก็ต้องเจอกันทุกวัน” ดูมัน ฟังผมซะที่ไหน “พี่บอกแม่เราไปแล้วนะว่าบ้านทางเดียวกัน เดี๋ยววันไหนเลิกพร้อมกันจะมาส่ง”


“พอเลยๆ เจอกันที่มหาลัยก็พอแล้วป่ะ” พี่ขุนเดินกลับมานั่งที่เก้าอี้ ผมชักงงแล้วว่านี่มันเพราะอมคมหรือพี่แกสมองกลับ


“เพื่อที่เราสองคนจะไม่ต้องมาคิดมากเรื่องนี้กันอีก พี่เลยอยากให้เราทำให้มันเป็นเรื่องปกติธรรมดา ทำเหมือนกับว่าพวกเราสนิทกันอยู่แล้ว”


“ขนลุก” ผมสวน พี่ขุนมองผมเหมือนชั่งใจว่าจะตอบยังไงดี สุดท้ายก็ถอนหายใจ


“เชื่อเถอะว่าพี่ก็อยากหลุุดจากอาคมนี้ไม่แพ้เรา แต่พี่เคยเห็นมาแล้วว่าคนที่ฝืนมันจะเป็นยังไง” ไม่ต้องให้ถามพี่ขุนก็พยักหน้าต่อเหมือนรู้ว่าผมเดาออก


“ทิวใช่มั้ย มันเป็นไง”


“รู้ไว้ว่าแย่ก็แล้วกัน ที่เป็นอย่างนั้นก็เพราะทิวฝืนมาก” นี่อาจจะเป็นเหตุผลที่ทิวไม่ค่อยมาเรียนก่อนหน้านี้ ผมทิ้งตัวเอนหลังนั่งหมดแรง มีแต่เรื่องปวดหัว


“แล้วพี่จะเอาไง ให้ทำกระหนุงกระหนิงใส่กันหรอ” ผมแกล้งทำยิ้มหวานประชดแต่คราวนี้พี่ขุนกลับไม่เล่นด้วย 


“ทำตามที่ความรู้สึกบอกก็แล้วกัน”



@@@@@



หลังจากวันที่โผล่หน้ามาออดอ้อนขอเป็นลูกคุณชายแจ่มฟ้าอีกคน สำหรับผมแล้วไอ้คุณชายขุนสมุทร ตติยะฤกษ์ ก็กลายเป็น ‘พี่รหัสคนสนิท’ ในสายตาคุณนายแจ่มฟ้า ‘คนน่าสงสัย’ ในสายตาพี่เขียงที่แอบมาถามผมลับหลังว่ารุ่นพี่เราคนนี้มันแปลกๆ หรือเปล่า และ ‘คู่ขามึงหราาา’ จากขี้ปากที่น่าเอาส้นเท้าเข้าไปยัดของไอ้หมง เพราะบางวันก็มากินข้าวด้วย บางวันก็มารอหลังเลิกเรียน ทำเอาชีวิตประจำวันของผมเริ่มจะแปลกๆ เพราะสายตาที่เพื่อนร่วมชั้นมอง


…โดยเฉพาะพวกผู้หญิง...


  ‘ไม่ยักรู้ว่าสนิทกัน ไม่งั้นจะจีบผ่านแกเนี่ยแหละ’


‘อย่ามาทำบื้อ กูขอเบอร์พี่ขุนหน่อยเร็วๆ’


‘พี่เค้าไม่ได้ชอบมึงแน่ป่ะเนี่ย เป็นเกย์นี่เสียดายแย่’


โอเค รู้เลยว่านี่มันหายนะชัดๆ ชีวิตปกติที่ไม่เคยได้รับการสนใจของไอ้ปังตอเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ไอ้ที่เคยหวังว่าจะได้รับการรุมล้อมจากหญิงเนี่ยผมสาบานเลยว่าไม่ใช่แบบนี้แน่ๆ ทุกคนถามถึงแต่เรื่องพี่ขุน ถามนู่น นี่ นั่น โน้น โว้ยย ผมก็ไม่ได้รู้เกี่ยวกับทุกอณูรูขุมขนของพี่ขุนขนาดนั้นรึเปล่าวะ


วันนี้ผมก็ได้แต่นั่งมองหน้าคนที่กำลังนั่งกินข้าวอยู่ฝั่งตรงข้ามอย่างไม่รู้ร้อนรู้หนาวทั้งที่ถูกแอบมองจากคนรอบข้างที่เดินผ่านไปผ่านมาในโรงอาหารเป็นพักๆ


“ถ้ารู้ว่าที่บ้านทำงานหลอนขนาดไหนจะยังกรี๊ดกันอย่างนี้อีกมั้ยวะ” 


“บ่นอะไรงึมงำ” พี่ขุนละมือจากข้าวผัดกุ้งไม่ใส่ผัก ขนาดแดกยังเหมือนเด็ก ไม่เห็นจะเท่ตรงไหน 


“เอ้าๆ คู่รักจะตีกันทำไมล่ะครับ มีข้าวแดกก็แดกไปครับ แดกช้ากูไม่รอนะสัสปัง” ไอ้หมงที่นั่งข้างๆ แซวพร้อมกับด่าผมไปในคราวเดียว ไอ้นี่ก็ไม่รู้จะหยาบคายอะไรนักหนา 


“พูดดีๆ สักประโยคนี่จะตายป่ะ” ผมสวน ไอ้หมงส่ายหน้าหัวเราะไม่ต่อล้อต่อเถียงแต่ตักหมูกรอบในจานมันมาใส่จานผมแทน เออดี ให้มันรู้ซะบ้าง


“ช่วงนี้เรียนเป็นยังไงบ้างล่ะ” พี่ขุนรวบช้อน หันไปคุยกับไอ้หมง 


“ก็มีแต่งานของจารย์เงาะที่ให้ทำธุรกิจขนาดเล็กพัฒนาชุมชนอะไรเนี่ยแหละพี่ งงฉิบ” ไอ้หมงเริ่มพล่ามถึงงานเรียนที่ต้องส่งเดือนหน้า ถึงจะแซวบ้างอะไรบ้างแต่เพราะคุยกับคนง่ายเจอกับพี่ขุนไม่กี่ครั้งก็จ้อไม่หยุด ดีไม่ดีแมร่งสนิทกว่าที่ผมควรจะเป็นอีก 


“งั้นพี่ไปละ ไว้เจอกันตอนเย็น” ผมพยักหน้า มองตามหลังพี่ขุนที่เดินไปเก็บจาน แต่เดี๋ยวนะ วันนี้เจอกันกลางวันแล้ว ตอนเย็นยังต้องเจออีกหรอ


“เดี๋ยวนี้นั่ง BMW กลับบ้านไม่ง้อเวสปาร์กูแล้วสิ” ไอ้หมงมองตามพี่ขุนแล้วก็หันมาพูด “จะว่าไปพี่แกมีเพื่อนบ้างป่าววะ” ผมนึกตาม จะว่าไปก็ไม่เคยเห็นอยู่กับใครจริงๆ 


*****

***

**


พอเลิกเรียนก็เห็นพี่ขุนนั่งรออยู่ใต้ตึกคณะ มีรุ่นพี่รุ่นน้องผู้หญิงอีกสองสามคนรุมล้อมคุยกันกระหนุงกระหนิง ผมกลอกตาเป็นวงกลมหนึ่งรอบ 


“มาแล้วหรอ” ผมพยักหน้าตอบคนที่ยกมือขึ้นทัก พี่ขุนยิ้มจนเห็นลักยิ้มที่แก้มซ้าย ลักยิ้มที่คุณนายแจ่มฟ้าแพ้ทางนั่นแหละ แต่ขอบอกว่าใช้กับผมไม่ได้แน่นอน หน้าหลอนๆ ตอนพี่แกสวดทำพิธีไสยศาสตร์ยังติดอยู่ในความทรงจำอยู่เลยครับ พี่ขุนบอกลาคนอื่นอีกสองสามประโยคก็ถือกระเป๋าเดินนำไปที่รถ


“ทำไมเงียบ หึงหรอ”


“ขนลุก!” ยังจะมีหน้ามาหัวเราะ พี่ขุนมองผม “อารมณ์เสียก็ไม่แปลกหรอก เราโดนอาคมอะไรกันอยู่ล่ะ สองสามวันมานี่พี่เห็นเราอยู่กับหมงตลอดยังรู้สึกแปลกๆ เลย” 


“กับไอ้หมงนี่ขอเหอะ ให้เป็นแฟนกับไอ้ดำที่ตึกน่าจะเวิร์คกว่า” อย่างไอ้หมงเปรียบเทียบกับหมาที่คณะก็คงพอได้


รถเคลื่อนตัวไปเรื่อยๆ โชคดีวันนี้เลิกเร็วรถเลยไม่ค่อยติด แต่ขับมาได้สักพักผมก็เริ่มสังเกตว่านี่มันออกนอกเส้นทางกลับบ้านนี่หว่า


“เฮ้ย นี่จะไปไหนเนี่ย”


“กินข้าว บอกแม่แจ่มแล้วเดี๋ยวพาไปส่ง ไม่ดึกหรอก” ตลกแล้ว ไปคุยกับแม่กูตอนไหน พอเห็นว่าผมหน้าเหวอกว่าเดิมอีกฝ่ายก็พูดต่อ “ขอโทษที่ไม่ได้บอกก่อน พอดีทิวโทรมา พี่คิดว่าเราสามคนน่าจะได้คุยกัน” พอได้ยินว่ากินข้าวกับทิวผมก็เลยพยักหน้า ถึงไม่อยากไปก็โดนหิ้วขึ้นรถมาแล้วนี่หว่า 


หลังจากวันที่เกิดเหตุผมกับทิวก็แทบจะไม่ได้เจอกัน ทั้งที่ทิวน่าจะมาเรียนได้ปกติแล้วเพราะการถอนอาคมสำเร็จแต่ทิวก็ยังไม่มา โชคดีที่มันเก่งจนได้คะแนนเก็บสูงลิ่วเป็นทุนเดิมอยู่แล้วเลยไม่ต้องเป็นห่วงอะไร


ฟ้ามืดลง รถเริ่มบางตาเพราะเป็นถนนเส้นนอกเมือง ยิ่งขับไปต้นไม้ข้างทางยิ่งหนาตาขึ้น ถนนเส้นเล็กลงจนกระทั่งผมเริ่มแปลกใจ


“แถวนี้อย่างกับต่างจังหวัด”


“ก็จะออกนครปฐมอยู่แล้ว” ผมพยักหน้า ท้องฟ้ากลายเป็นสีน้ำเงินอมแสงสีส้มของพระอาทิตย์ที่เพิ่งตก สองข้างทางเป็นต้นไม้ร่มรื่น ขับรถลึกเข้าไปจนเผลอคิดว่าร้านอยู่ไกลขนาดนี้ใครจะมากิน แต่พอเห็นสวนอาหารริมน้ำบรรยากาศดีก็พอเข้าใจที่คนจะยอมขับรถเข้ามา


“ทิวมาก่อนแล้ว” พี่ขุนมองไปยังโต๊ะด้านใน ร้านอาหารเป็นแบบเปิดโล่ง มีพัดลมใหญ่ประจำแต่ละโต๊ะไว้เป่าไล่ยุง ทิวยิ้มให้เมื่อเห็นผม


“ไง สบายดีนะมึง” ผมทักมันก่อน ไอ้ทิวยังดูดีเหมือนเดิม ไม่ได้เหมือนคนป่วยแบบเหตุผลที่มันลาเรียน ดีไม่ดีมีแก้มขึ้นอีกหน่อยด้วยซ้ำ 


“เราอ่ะดี ปังแหละงานเข้า”


“งานเข้าเชี่ยไรล่ะ พูดว่าของเข้าจะถูกกว่า” มันหัวเราะ ทิวดูดีกว่าครั้งสุดท้ายที่ผมเห็นที่งานวันเกิด ไม่นานอาหารก็ทยอยมาเสิร์ฟ อื้อหืม กุ้งตัวโตสัสๆ เรากินไปคุยเรื่องเรื่อยเปื่อยไปทั้งเรื่องเรียนและเรื่องจิปาถะ จนกระทั่งอาหารบนโต๊ะพร่องเกือบหมดนั่นแหละพี่ขุนถึงได้ถามเข้าเรื่อง


“ตอนนี้เราโอเครึยัง” พี่ขุนรอจนทิวรวบช้อนส้อม อย่างกับว่าถ้าถามก่อนหน้านี้คงจะกินข้าวกันไม่ลง


ทิวพยักหน้า “ดีขึ้นครับ แต่บอกตามตรงผมยังไม่อยากไปมหาลัยเท่าไหร่” ตากลมๆ นั่นมองหน้าผมเหมือนชั่งใจอะไรบางอย่างก่อนพูดต่อ “ผมกลัวว่าจะเจอเขา”


“ใคร?” ผมถามทั้งที่มะม่วงยังคาปาก แต่พอเห็นสายตาดุๆ ของพี่ขุนเลยชักไม่แน่ใจว่าไม่ควรถามหรือเปล่า แต่ก็เออ พูดไปแล้วนี่หว่า ทิวเงียบไป


“คนที่ทำอาคมใส่ เราขอไม่พูดถึงนะ” ผมชะงัก คนที่ทำของใส่ทิวป็นคนที่มหาลัย พี่ขุนพยักหน้าเป็นเชิงเข้าใจ 


“ที่นัดมาวันนี้ก็ไม่ใช่อะไรหรอก พี่อยากรู้ว่าเราโอเคหรือยัง” ทิวยิ้มเมื่อได้ฟังก่อนพยักหน้ารับ


“อาทิตย์หน้าก็จะไปเรียนแล้วล่ะครับ ว่าแต่พี่ขุนกับปังเถอะ” ทิวถามกลับ ผมวางส้มโอในมือ เริ่มเข้าใจแล้วว่าทำไมพี่ขุนถึงได้รอให้ทุกคนอ่ิมก่อนถึงเข้าเรื่อง ก็เรื่องนี้มันโคตรกระอักกระอ่วนเลย 


“จะโอเคได้ไงวะ กูแมร่งหึงพี่ขุนด้วยเนี่ย รำคาญตัวเองสัสๆ” ผมพูดติดตลก ได้ผลเพราะทิวขำ แม้แต่พี่ขุนก็ยังอมยิ้ม


“ยอมรับแล้วสิว่าหึงพี่” แมร่งยังจะมายักคิ้วหลิ่วตาอีก


“หุบปากไปเลยไป” ไอ้ที่อมยิ้มเมื่อกี้ก็กลายมาเป็นยิ้มกว้าง ชอบใจอะไรนักหนาวะ คนยิ่งหงุดหงิดอยู่ ทิวมองผมทีพี่ขุนทีก่อนจะถอนหายใจ


“ขอโทษด้วยที่ทำให้ทั้งสองคนต้องเป็นแบบนี้” เห็นไอ้ทิวทำสีหน้ารู้สึกผิดผมก็ไม่รู้จะพูดยังไง “เพราะไปงานวันเกิดเรา จริงๆ คงต้องขอโทษทุกคนที่ไปแต่เพราะต้องทำพิธีแบบนั้นต้องทำในสถานที่ที่มีคนอยู่เยอะๆ” พอเห็นผมทำหน้างงทิวก็หันไปมองพี่ขุน


“พิธีกรรมต้องใช้พยานจิตจำนวนมาก พูดง่ายๆ คือต้องทำท่ามกลางฝูงชน แต่พวกเราทำแบบนั้นไม่ได้เลยต้องจัดงานขึ้นมาเพื่อเชิญแขก แล้วใช้ประโยชน์จากการวมกันของจิตภายในบริเวณนั้นมาประกอบพิธี” ผมว่าผมเริ่มงงยิ่งกว่าเดิมแล้วนะ


“ตอนนั้นเราอาจจะไม่รู้ โชว์ที่ขึ้นแสดงตอนเราเข้ามาในบ้าน คือมายากลที่แอบซ่อนการสะกดจิตไว้อยู่”


“เชี่ย…” ผมหันไปมองพี่ขุนแบบที่ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าหน้าเหวอสุดๆ มีการสะกดจิตหมู่ด้วย หวีดสยองฉิบหายเลย แวบหนึ่งผมนึกโกรธขึ้นมาที่เหมือนกับว่าทุกคนถูกหลอกให้ไปเจออะไรแบบนี้ แต่แค่มองหน้าเศร้าๆ ของทิวก็เข้าใจว่าทำไมมันต้องทำ


ตอนนี้เป็นผมผมก็ทำวะ


หลังจากนั้นทิวก็เล่าอาการของตัวเองระหว่างที่ต้องอาคม ผมไม่รู้ว่าใครเป็นคนทำอาคมใส่ทิวแต่แน่นอนว่าทิวไม่เต็มใจและรังเกียจที่จะพูดถึง


“ความรู้สึกรัก หึงหวง ความต้องการและอารมณ์อ่อนไหวต่างๆ จะมากขึ้น เชื่อเถอะว่าเป็นเพราะอาคม และเมื่อถอนอาคมสำเร็จมันจะไม่เหลืออยู่อีกเลย” ทิวเล่า “เรายังจำความรู้สึกทั้งรักทั้งรังเกียจที่มีก่อนหน้านี้ได้ ไม่รู้รักลงไปได้ยังไง แต่บอกเลยว่าตอนนี้แมร่งเกลียดมันสุดๆ” ทิวพูดต่อทั้งที่ปลายเสียงเริ่มสั่นและมือที่กำแน่น


“ทิวเข้มแข็งมากที่ผ่านมันมาได้ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นกับพี่กับปังมันเป็นเรื่องบังเอิญ” พี่ขุนพูด “ครบเก้าสิบวันพี่ก็จะทำพิธีถอนอาคม พวกเราจะไม่เป็นไร” ทิวพยักหน้า ดวงตาที่เหมือนจะมีน้ำตาคลอหลับลงและลืมขึ้นใหม่ช้าๆ 


ทิวเจ็บปวดกับเรื่องที่เกิดขึ้นมาก นั่นคือสิ่งที่ผมรับรู้


และมันเองก็ไม่อยากให้ผมกับพี่ขุนต้องเจอสิ่งเดียวกัน


“พวกเราจะไม่เป็นไร” ผมทวนคำพูดของพี่ขุนอีกครั้งเพื่อยืนยันกับตัวเอง พี่ขุนหันมามองหน้าผม รอยยิ้มจางๆ ปรากฏขึ้นที่มุมปากของพี่ขุนและมันส่งมาถึงผมด้วยเช่นกัน


*****

***

**


ผมเอนตัวลงกับเบาะรถ มื้อนี้อิ่มแปล้ฟรีๆ เพราะพี่ขุนจ่าย หลังแยกกันพี่ขุนก็ขับรถพาผมกลับ คงเพราะไม่อยากคุยเรื่องเครียดๆ แล้วเลยเริ่มชวนคุยเรื่องสัพเพเหระ รวมไปถึงเรื่องที่บ้านผม


“ก็ไม่เห็นจะต้องอายเรื่องชื่อปังตอขนาดนั้น พอบอกว่าพี่ชายชื่อเขียงก็ไม่แปลกใจแล้ว”


“ใช่สิ พี่มันชื่อขุนสมุทรนี่ แค่ชื่อก็หล่อแล้วป่ะวะ ลองชื่อปังตอเป็นพี่จะอยากบอกคนอื่นมั้ยล่ะ” คนฟังหัวเราะ ผมมองพี่ขุน แล้วคนถูกมองก็เหมือนจะรู้ตัวเลยหันกลับมา ในรถเหมือนเกิดพื้นที่ว่างขึ้นฉับพลัน ผมเงียบ พี่ขุนก็เงียบ 


เดี๋ยวๆ พื้นที่ว่างสามร้อยเอเคอร์นี่เอาไว้ให้หมีพูห์กับคริสโตเฟอร์โรบินวิ่งเล่นหรอครับ มีอะไรก็พูดสิวะเฮ้ย 


“ปัง…” พออีกฝ่ายจะพูดขึ้นมาก็กลายเป็นผมที่สูดลมหายใจเข้าลึกเหมือนปอดขาดอากาศ เสียงโทรศัพท์ดังขึ้น พี่ขุนชะงักแล้วหยิบบลูธูทมาใส่


เมื่อกี้แมร่งเผลอใจเต้นเลยว่ะ 


ผมไม่ได้สนใจฟังว่าพี่แกคุยอะไรเพราะมัวแต่คิดอยู่ว่าไอ้อาการแบบที่ทิวเพิ่งบอกมันเกิดขึ้นแล้วจริงๆ ครู่เดียวพี่ขุนก็จอดรถข้างทางเพื่อคุยโทรศัพท์อย่างจริงจัง


“จะบอกว่าต้องไปตอนนี้งั้นหรอ” น้ำเสียงนั่นเข้มขึ้น สีหน้าก็จริงจังต่างกับที่คุยเล่นกับผมเมื่อกี้ลิบลับ “แล้วมันต้องเป็นผมตลอดหรือไง” เฮ้ยๆ เริ่มขึ้นเสียงด้วย “พี่จ้าว” พี่ขุนพูดแค่นั้นก็เงียบไป ก่อนจะเอนตัวทิ้งลงกับเบาะแล้วปิดเปลือกตาลง


“ขอให้นี่เป็นเรื่องฉุกเฉินครั้งสุดท้ายนะ พี่ก็รู้ว่าผมไม่ชอบ” ปลายสายคือพี่จ้าวงั้นหรอ ผมยังคงเงียบกริบเมื่ออีกฝ่ายวางสาย พี่ขุนหันมองผมนิ่งๆ มองนานจนผมเริ่มคิดว่าจะถามดีไหม


“ขอโทษทีนะปัง แต่ช่วยไปด้วยกันอีกที่ได้ไหม”


“ห๊ะ…จะไปไหน” คนฟังเงียบไปไม่กี่วินาที


“ไปไล่ผี”


“…”


ไอ้พี่ขุน! เห็นหน้าผมเหมือนหม้อถ่วงผีหรือไงล่ะ!?



@@@@@@



มาถึงตอนที่ 3 แล้ว เป็นยังไงกันบ้างคะ นี่มีความสงสารปังตอนะเอาจริงๆ 5555 คือความซวย อยากบอกว่าสู้ๆ นะปังเอ๊ย เพราะคนเขียนอวยพี่ขุนอยู่ (ซะงั้น) แวะมาพูดคุยกันได้ทั้งคอมเม้นและเพจ https://web.facebook.com/nandafroundblackbunny นะคะ


//Blackbunny

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 166 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

384 ความคิดเห็น

  1. #376 1VERSE By Jhope (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 21 พฤศจิกายน 2562 / 16:47
    555 พี่ทำน้องเหวอแล้วน่ะ 5555
    #376
    0
  2. #374 เด็กชายผู้หลงทาง (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 1 พฤศจิกายน 2562 / 21:32
    เอาตรงๆคือมันเป็นเนื่อเรื่องที่แปลกใหม่และน่าติดตามมาก สนีกตลอดเงยอ่ะ
    #374
    0
  3. #361 Baeklittle (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 26 ตุลาคม 2562 / 17:19

    น้องปังงานจะเข้าอีกมั้ย

    #361
    0
  4. #326 Rmuay Jirasatitkul (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 18 มิถุนายน 2562 / 13:45
    ชอบความที่แบบ รู้สึกหึง ใจเต้นต่างๆ จะเพราะอาคมก็เถอะ
    #326
    0
  5. #298 saisaisaisai14 (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 3 พฤษภาคม 2562 / 22:42
    ใครทำทิววว
    #298
    0
  6. #296 Pk-chimchi (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 22 เมษายน 2562 / 22:48
    หน่องหัวฟูของเจ๊!!! //สู้ๆลูกหม้อภ่วงผี
    #296
    0
  7. #277 เด็กหญิง น่วมเนี่ยม (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 23 มีนาคม 2562 / 23:49

    ชชอบอ่าาสส

    อยากอ่านฉากเจอผีนี่แหละ

    จะโหดมันฮาแค่ไหน

    แอบรู้สึกไม่ชอบปังเลย

    กวนตีx อ่ะยอมรับได้นะ

    แต่บางครั้งพูดไรแบบไม่มีมารยาทเลยจริงๆ

    #277
    0
  8. #265 >haruhi (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 10 มีนาคม 2562 / 19:30
    ปังน่ารักง่ะ แต่สงสารทิวมากเลย
    #265
    0
  9. #226 Prawpak (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 15 มกราคม 2562 / 23:37
    หม้อถ่วงผี 55555
    #226
    0
  10. #200 mook2328 (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 28 ธันวาคม 2561 / 08:35
    เอออออ ขำดี สงสารปังตออ่ะฮ่าๆๆๆ
    #200
    0
  11. #150 Yumajiharu (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 19 ตุลาคม 2561 / 03:31
    'ไปไล่ผี' บันเทิงเลยที่นี้ ปังเอ้ยย555
    #150
    0
  12. #40 saru1234 (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 11 กรกฎาคม 2560 / 14:04
    โอ๊ยยยชอบบบบ

    ไม่นึกว่าจะสนุกขนาดนี้
    #40
    1
    • #40-1 BlackBunny(จากตอนที่ 3)
      13 กรกฎาคม 2560 / 09:10
      ฝากติดตามด้วยนะคะ ^^
      #40-1
  13. #26 Lingbahh สนพ.นาบู (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 25 มิถุนายน 2560 / 13:48
    ข้าวสารเสกพร้อมยังงง
    #26
    1
    • #26-1 BlackBunny(จากตอนที่ 3)
      30 มิถุนายน 2560 / 11:07
      ไม้กายสิทธิ์พร้อม 5555
      #26-1
  14. #19 'mamba  (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 10 มิถุนายน 2560 / 10:41
    ตลก จังหวะใจกำลังเต้นอยู่แท้ โดนชวนไปไล่ผีซะงั้น5555555
    #19
    0
  15. #9 Tannatos Orcus (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 24 พฤษภาคม 2560 / 23:06
    สนุกมากค่ะ
    #9
    0