[ นิยายทำมือ ] เด็กมันร้าย | BLACKWHITE

ตอนที่ 8 : BLACK WHITE ⊿◤ PART.2 | ร้ายเร้น ep.2

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,274
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 127 ครั้ง
    3 มิ.ย. 62

  
    โ ป ร ด มี ส ติ ก่ อ น อ่ า น   
- นิยายเรื่องมีบทสนทนาที่ไม่สุภาพ/หยาบคาย หรืออาจมีเนื้อหาที่ไม่เหมาะสมบ้าง
หากมีฉากที่ไม่เหมาะสม นักเขียนขออนุญาตไม่อัพลงเด็กดี
หรืออาจลดทอนเนื้อหาส่วนนั้น แต่สามารถอ่านเนื้อหาหลักได้ปกติ
- นิยายเรื่องนี้ไม่ได้อัพฯทุกวัน/วันละนิดๆ หน่อยๆ ขึ้นอยู่กับเวลาว่างของนักเขียน
- นิยายเรื่องนี้งดอัพทุกวันเสาร์และอาทิตย์
- นิยายเรื่องนี้สรรค์สร้างจากมันสมองของนักเขียนเอง กรุณาอย่า copy | paste


______________________________________________________

 PART.2 ⊿◤ ร้ายเร้น | ep.2 





        [ Kay’s Talk ]

        “ขอโทษนะครับ บัตรนี้ใช้ไม่ได้ มีบัตรใบอื่นมั้ยครับ?”

          “อ่าว เหรอคะ? งั้นรอก่อนนะคะ พอดีเพื่อนไปเข้าห้องน้ำ”

“ครับ” พนักงานส่งบัตรที่บอกว่าใช้ไม่ได้คืนให้ คนๆ นั้นรับไว้แล้วหันไปพูดกับเพื่อน

“สงสัยวงเงินไม่พอ” พอพูดจบก็หัวเราะเยาะ คนอื่นๆ หัวเราะตาม “เห็นทำตัวเป็นคุณหนูลูกผู้ดี เจอค่าอาหารไปหลายหมื่นถึงกับต้องหนีไปเข้าห้องน้ำ นี่ถ้ากลับมาแล้วรู้ว่าวงเงินในบัตรมีไม่พอ อยากรู้จริงๆ ว่าจะทำหน้ายังไง”

“แต่หลังบัตร...”

“หือ?”

“ชื่อแกไม่ใช่เหรอ?”

ผมไม่ได้ตั้งใจมองเหตุการณ์นั้น บังเอิญมันอยู่ในระยะสายตาและใกล้มากพอจะได้ยินทุกคำพูด แน่นอนว่าผมรู้เห็นตั้งแต่ต้นจนจบนั่นแหละ อาจเรียกว่าบังเอิญทั้งที่ความจริงก็ เสนอหน้า ด้วยส่วนหนึ่ง

คนที่พวกเขากำลังอ้างอิงถึงคือผู้หญิงตัวเล็กๆ ผิวซีดๆ เหมือนไม่ค่อยมีเลือดหล่อเลี้ยงในร่างกาย เป็นผู้หญิงคนเดียวกับที่ผมเคยช่วยไว้ในวันที่เหม่ยอิง แฟนของน้องชายถูกทำร้าย แล้วยังเป็นผู้หญิงคนเดียวกับที่เข้ามาวุ่นวายในวันที่ผมเพลี่ยงพล้ำให้กับเด็กเปรตพวกหนึ่งที่ไปมีเรื่องกับพวกมันใกล้ๆ มหาวิทยาลัย อีกทั้งยังเป็นผู้หญิงคนเดียวกับที่เป็นหนึ่งในนักแสดงซึ่งต้องประกบคู่กับผมหรือไอ้ไคด์ในซีรี่ย์โปรโมตรค่าย

สรุปง่ายๆ ว่าเป็นผู้หญิงที่เข้ามามีซีนในชีวิตของผมบ่อยเกินไป จากที่ไม่คิดจะใส่ใจ กลายเป็นตอนนี้อยากรู้อยากเห็นเรื่องของเธอไปโดยปริยาย

ความจริงเธอก็เป็นผู้หญิงน่าสนใจตั้งแต่วันแรกที่เจออยู่แล้ว จำได้ว่าวันที่เข้าไปช่วยเธอ แน่นอนว่าเป็นการช่วยเหลือแบบไม่รู้ต้นสายปลายเหตุ แม้กระทั่งถีบประตูเข้าไปในห้องก็ไม่เคยจินตนาการมาก่อนว่าจะเห็นผู้หญิงตัวเล็กๆ คนหนึ่งถูกรุมทำร้ายอย่างน่าสังเวช แต่สิ่งหนึ่งที่ทำให้ประหลาดใจนอกจากร่างกายสะบักสะบอมของเธอ คือสภาพเลือดไหลท่วมตัวของผู้ชายคนหนึ่ง มือของมันกุมลำคอตัวเองเอาไว้ สายตาผมว่องไวมากพอจะได้เห็นอาวุธที่ใช้ทำร้ายมัน รวมถึงซากหักพังของสิ่งของภายในห้อง ร่องรอยบาดแผลบนตัวผู้ชายที่เหลือ บ่งบอกว่ากว่าจะมานอนสลบเหมือดใต้ตีนเปรตนรกพวกนี้ เธอก็สู้สุดใจเหมือนกัน

หลังจากนั้นก็ได้เจอเธออีกหนในเหตุการณ์คล้ายๆ กัน เปลี่ยนตรงที่คราวนี้เธอเป็นฝ่ายยื่นมือเข้ามาช่วย ซึ่งมันผ่านไปค่อนข้างนานนับตั้งแต่วันแรกที่เจอ และสภาพของเธอวันนั้นแตกต่างจากวันแรกแทบจะสิ้นเชิง ดังนั้นผมจึงตะขิดตะขวงใจนิดหน่อย ถึงจะจำได้แต่ก็ไม่แม่นยำเท่าไหร่

สุดท้ายก็มาเจอกันที่ค่ายซีแควร์ดอีกครั้ง ซึ่งนั่นทำให้ผมมั่นใจว่าทั้งสามคนในสามเหตุการณ์ล้วนเป็นเธอทั้งหมด ชุดนักศึกษาและใบหน้าแบบเดียวกันนี้ ท่าทางขลาดกลัวทว่าดวงตากล้าหาญแบบนี้...

ในชีวิตของผม คงมีแต่เธอคนเดียวเท่านั้นแหละ

ความบังเอิญที่ทำให้ได้เจอกันสามครั้งก็มากพอแล้ว ใครจะรู้ว่าตอนนี้ก็ดัน บังเอิญ เห็นเธอเล่นงานเพื่อนตัวเองอีก

“พี่เคว่ายังไงคะ?” ผมดึงสายตากลับมาที่ผู้หญิงตรงหน้า

เธอมีศักดิ์เป็นน้องร่วมสถาบันเดียวกับแม่ของผม แต่อายุน้อยกว่าผมสองสามปี การที่เรามาทานมื้อเย็นด้วยกันวันนี้ถือว่าแปลกพอสมควร ส่วนหนึ่งเพราะผมไม่ชอบเข้าสังคม ไม่ว่าจะเป็นสังคมประเภทไหนก็มักตีตัวออกห่างเสมอ ทว่าที่ยอมออกมาเจอวันนี้เพราะเธอมีเรื่องเดือดเนื้อร้อนใจ วานให้แม่ของผมขอร้องแกมบังคับให้มาเจอ

ผมไม่ทันได้ตั้งใจฟังคำพูดของอีกฝ่ายเท่าไหร่ พอถูกถามเอาคำตอบจึงเลิกคิ้วขึ้นตามสัญชาตญาณ

“ริตาอยากรู้ว่าพี่เคพอจะมีคำแนะนำเรื่องลูกสาวของคุณศุวิลรึเปล่า?”

ศุวิลเป็นชื่อที่ไม่คุ้นเลยสักนิด หมายถึงไม่คุ้นกระทั่งไม่กี่วันก่อนมีลุงท่าทางครุ่นคิดตลอดเวลาคนหนึ่งเข้ามาอาศัยในบ้านใหญ่ในฐานะแขกของพ่อเลี้ยง จึงได้เข้าใจเรื่องราวแบบรวบรัดและรวดเร็วว่าริตาคือเจ้าหนี้รายใหญ่ของลุงศุวิล และพ่อเลี้ยงของผมซึ่งเป็นเพื่อนสนิทของลุงคนนั้นช่วยเหลือเอาไว้ด้วยการใช้หนี้ทั้งหมดแทน ทว่าที่ต้องมาคุยกันวันนี้เพราะริตาไม่ยอมรับเงินจากคนอื่น แต่ขอ บางอย่าง ซึ่งต่อให้พ่อเลี้ยงหรือแม่ของผมมีเงินมากแค่ไหนก็ให้ไม่ได้

นั่นคือ ลูก

ผมคิดว่าทางผู้ใหญ่คงเกลี่ยกล่อมเธอจนสุดความสามารถแล้ว แต่คงไม่เป็นผลจึงต้องส่งผมมารับหน้าที่ต่อ อันที่จริงคิดว่าไม่ได้เรื่องอะไรแม้จะเป็นผมก็เถอะ ทำได้อย่างมากก็แค่รับฟังแบบเข้าหูซ้ายทะลุหูขวา

“พี่ไม่ใช่หมอ ถามพี่ก็ไม่มีประโยชน์” ผมบอก

เธอหน้าสลดลง “ริตารู้ค่ะ แต่ได้ยินว่าพี่เค...คือ...พี่เคพอจะมีเส้นสายเรื่องพวกนั้น”

ผมยกคิ้วข้างหนึ่ง ก่อนถามว่า “อยากให้พี่ไปขู่เขา?”

“ไม่ใช่นะคะ” ถึงจะปฏิเสธ แต่สายตาเธอแสดงออกชัดอยู่

นิสัยของผมเป็นยังไงสำหรับคนอื่นไม่รู้ ทว่าทุกครั้งที่มีปัญหาหลายคนก็มักขอให้ทำเรื่องประเภทนี้เสมอ ส่วนผมก็จัดการให้ตลอดแม้จะไม่ค่อยเข้าใจสถานการณ์ก็เถอะ

ยังไงก็ตาม นอกจากใช้กำลังกับพวกที่มันสมควรโดนแล้ว เรื่องอื่นผมไม่ขอยุ่ง

“แค่รับเงินจากพ่อเลี้ยงพี่แล้วพาสามีไปปรึกษาหมอ” ผมบอกได้เท่านั้น

“แต่...” ริตาไม่น่าเป็นคนเข้าใจยาก แต่เธอทำเหมือนไม่เข้าใจจนผมเริ่มรำคาญ “ช่วยริตาหน่อยได้มั้ยคะ ถือว่า...เป็นการตอบแทนที่ริตาเคยเกื้อหนุนคุณแม่ของพี่ก็ได้”

“...” ทวงบุญคุณ?

“คราวที่แม่ของพี่ประมูลที่ดินของรัฐมนตรีท่านนั้น พี่เคก็รู้ว่าถ้าไม่ได้ครอบครัวของริตา แม่พี่ไม่มีทางชนะประมูลแน่ หรือต่อให้ชนะก็ไม่มีทางได้ไปอย่างสงบหรอกนะคะ”

“พูดให้เคลียร์” ผมถนัดข่มขู่คนอื่นก็จริง แต่ไม่ใช่นิสัย ครั้นต้องมาโดนข่มขู่เองก็รู้สึกว่าไม่ใช่นิสัยที่ต้องยอมศิโรราบให้อีกฝ่ายอีกเหมือนกัน “พี่มันพวกไร้จิตสำนึก”

“...”

“ไม่รู้จักบุญคุณใครหรอก”

ผมลุกขึ้น ตั้งใจจะเดินไปจ่ายเงินที่เคาน์เตอร์แต่ดันถูกริตาคว้าข้อมือเอาไว้

เธอคล้ายจะบอกอะไรสักอย่าง ผมเปิดโอกาสให้เธอพูดก่อนที่ความอดทนจะสิ้นสุด แต่กลับไม่มีสักคำหลุดออกจากปากกระทั่งเธอค่อยๆ ปล่อยมือของตัวเองแล้วก้มหน้าลง ท่าทางอับอายแต่สายตาราวกับคาดหวังค่อนข้างขัดแย้งกัน ทีแรกผมไม่ติดใจ แต่พอเดินออกมาจากร้านได้สักพักกลับรู้สึกร้อนมากเป็นพิเศษ เหงื่อออกจนชุ่มฝ่ามือ เส้นทางข้างหน้าเริ่มโคลงเคลงและรู้สึกเหมือนปฏิกิริยาในร่างกายอัปยศมาก

มื้ออาหารที่ผ่านมาไม่ได้แตะแอลกอฮอล์แม้แต่นิด หรือต่อให้ดื่มก็ไม่สะเทือนศักยภาพร่างของผมแน่นอน ผมไม่ใช่คนคออ่อนขนาดนั้น ต่อให้ซัดเบียร์เป็นลัง มากสุดแค่มึนเล็กน้อย เป็นไปได้ว่าบางอย่างในสายตาของริตาน่าจะเป็นสิ่งทำให้ผมมีอาการพิสดารแบบนี้

มันเป็นความรู้สึกของผู้ชายที่อยาก...

“ขอโทษนะคะ”

“...”

“ของคุณรึเปล่าคะ? เมื่อกี้เห็นมันตก”

ระหว่างพยายามหาคำตอบและคิดเรื่องสัพเพเหระเพื่อเบี่ยงเบนความกำหนัดของตัวเอง เสียงของหายนะก็ดังขึ้นข้างหลัง มันไม่มีทางฉิบหายไปกว่านี้แน่ถ้าเสียงนั้นเป็นแค่นกกาหมาเห่าไปเรื่อย แต่มันไม่ใช่ไง เสือกรู้สึกว่ามันทั้งหวานทั้งเย้ายวน ยิ่งได้ยินลมหายใจตอนที่ฝ่ายนั้นค่อยๆ เดินเข้ามาใกล้...

มือที่ห้าแม่งก็หน้าด้านผงาดง้ำขึ้นทันควัน!

เอาจริงๆ ผมไม่ใช่พวกหื่นกามขนาดนั้น สามารถควบคุมอารมณ์ตัวเองได้แน่นอน แต่จู่ๆ ประสาทสัมผัสกลับดีเลิศขึ้นมาทันตาเห็น ทั้งได้ยิน ได้กลิ่น รับรู้ทุกการเคลื่อนไหวแบบไม่ต้องอาศัยจินตานาการ

“คุณคะ?”

“...” ตอนที่หันไปเพราะถูกเรียกซ้ำหลายครั้งก็ตั้งใจข่มอารมณ์สุดๆ แต่สวรรค์แม่งโหดร้ายเกินไป ดันส่ง ผู้หญิงคนนั้นมาในเวลาแบบนี้

เธอยื่นอะไรสักอย่างมาให้ ผมรวบรวมสำนึกส่วนดีทั้งหมดที่มีในตอนนี้เพื่อบังคับสายตาให้ก้มลงไปมอง ส่วนหนึ่งก็เพื่อระงับความกระเหี้ยนกระหือรือของตัวเองที่พร้อมจะพุ่งเข้าใส่เธอทุกวินาที พบว่าในมือของเธอคือกุญแจรถที่จอดอยู่ข้างๆ ของผม

“ของคุณใช่มั้ยคะ?” เธอถามซ้ำ

ผู้หญิงคนนี้คงมีหน่วยความจำเล็กมาก อย่างน้อยเธอก็เคยเห็นหน้าผมแล้วครั้งหนึ่ง ทำไมจำไม่ได้?

เอาเถอะ จำได้ก็ไม่มีประโยชน์ “อือ” ผมคว้ากุญแจมาจากเธออย่างรวดเร็ว ทว่าจังหวะนั้นกลับบังเอิญได้สัมผัสผิวนุ่มๆ ซึ่งทำให้เส้นประสาททุกส่วนของร่างกายพร้อมใจกันดีดดิ้นอย่างรุนแรง

ผมเกลียดที่ตัวเองหื่นได้มากขนาดนี้ รีบวิ่งเข้ารถไปช่วยตัวเองจะดีขึ้นมั้ย?

“คุณ...โอเครึเปล่าคะ?” ความใจดีมีเมตตาของเธอคล้ายจะเป็นนิสัยที่น่ารำคาญเหมือนกัน เธอสามารถไปมีน้ำใจกับใครก็ได้ แต่อย่ามามีกับผม

ยิ่งในสภาพแบบนี้...

ไม่ต้องมาหวังดี เพราะอีกนิดเธอคงต้องโดนดีแน่!

“มีอะไรให้ช่วยมั้ยคะ?”

“ไม่ต้อง!

คนที่ไม่รู้ว่าสถานการณ์เป็นยังไง ต่อให้บ่ายเบี่ยงแค่ไหนก็ไม่รู้สึกตัว

สมองของผมเริ่มเบลอขั้นสุด มองหน้าเธอได้ไม่ชัดนัก แม้ยังควบคุมเท้าให้เดินไปที่รถได้แต่ไม่สามารถอธิบายชัดเจนว่าระยะทางสั้นๆ วิถีการเดินของผมเป็นยังไง

ตอนนี้ผมเคียดแค้นริตามาก เธอขอให้ผมช่วย ไม่ทันคิดว่าการขอร้องของเธอจะแฝงไปด้วยเล่ห์เหลี่ยมทุเรศแบบนี้ บางทีผมอาจด่วนตันสินใจท่าทางเรียบง่ายของเธอเกินไป คิดว่าศักดิ์ศีรของเธอสูงเกินกว่าจะทำเรื่องต่ำช้าพรรค์นี้ ถึงอย่างนั้นก็ยังสงสัยว่าริตาตั้งใจทำแบบนี้กับผมเพื่ออะไร? ทำให้ผมมีอารมณ์...

เธอคิดจะหาใครมารองรับ?

ผมมั่นใจว่าเธอไม่มีทางเอาตัวเองมาพัวพัน ส่วนหนึ่งเพราะเธอรักสามีและเชิดชูเกียรติความเป็นผู้ดีมาตั้งแต่ต้นตระกูลของตัวเองมาก แต่การที่ร้องขอสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ ต้องการพรากสิ่งที่ไม่ควรพรากไปจากคนๆ หนึ่ง หรือแม้แต่บังคับให้ผมก่อปัญหาอนาจาร

สรุปแล้ว...

คำว่า ผู้ดีของเธอคือยังไงกันแน่?

เรื่องของริตายังรกสมองอยู่แบบนั้น กระทั่งฝืนสังขารเดินมาถึงรถกลับรู้สึกว่าเรี่ยวแรงในตอนนี้ถูกสิ่งอื่นบังคับให้เคลื่อนไหว ผมสะบัดใบหน้าเพื่อไล่ความพลุ่งพล่านในร่างกาย แต่ทำได้ไม่นานก็ถูกความปรารถนาดีของผู้หญิงคนนั้นทำลายจนสิ้น

เอาเป็นว่าผมอดทนได้เท่าที่ร่างกายจะสามารถ แต่การที่เธอพุ่งตัวเข้ามาคว้าแขนผมเอาไว้ “ระวังค่ะ!” ห่วงใยว่าผมจะล้มลงไปกองกับพื้น ซึ่งแบบนั้นคงจะดีกว่า

ผมไม่สนใจอะไรอีกเลย เหมือนสติที่ครองไว้กระเจิดกระเจิงไปถึงไหนต่อไหน ไม่สนแล้วว่าหลังจากนี้เธอจะเป็นตายร้ายดียังไง ไม่สนด้วยว่าผมจะกระทำยำยีกับเธอยังไง ความจริงไม่ใช่ไม่อยากสนใจทว่าร่างกายไม่ฟังคำสั่งของสมองสักนิด

ช่วงที่มือเล็กคว้าแขนของผมเอาไว้ ผมก็ใช้พละกำลังที่ได้เปรียบกว่าคว้าเอวของเธอเข้าหาตัว

“คุณ!” เสียงท้วงของเธอดังได้เท่านั้นก็ถูกผมจัดการให้เงียบ

เธอไม่ได้เงียบสนิท เพียงแต่กรีดร้องอยู่ในลำคอ คำพูดทุกคำของเธอถูกผมดูดกลืนเข้าไปในปาก เท่าที่จำความได้คือผมพยายามกดเธอลงบนกระโปรงรถของตัวเอง จูบเธอตามอารมณ์ล้นปรี่ที่เรียกร้องไม่หยุดหย่อน ยังจำได้อีกว่าเธอสะบัดทั้งขาทั้งแขนใส่ผมสารพัด แต่ตอนนั้นไม่ได้รู้สึกเจ็บปวดอะไรเลย มีเพียงความรู้สึกเดียวคืออยากฉีกเธอออกเป็นชิ้นๆ ยิ่งบดขยี้เธอได้มากเท่าไหร่ก็ยิ่งตอบสนองความปรารถนาได้มากเท่านั้น ทว่าย่ำยีแค่ไหนก็ยังไม่เพียงพอ ยังอยากบีบเค้นเธอให้แดดิ้นอยู่ใต้ร่าง อยากทำให้เธอรู้สึกทรมานต่อให้เธอทนรับมันไม่ไหวก็ตาม

สุดท้ายผมก็ตื่นขึ้นมาในโรงพยาบาลแห่งหนึ่ง ใบหน้าหวานๆ ของน้องชายต่างไส้โผล่มาให้เห็นเป็นคนแรก

ไอ้ไคด์ขยับตัวเมื่อเห็นผมลืมตา มันนั่งจ้องหน้าผมนานเท่าไหร่ไม่รู้ แต่สายตาของมันไม่ได้แสดงออกว่าห่วงใยพี่ชายคนนี้เลยสักนิด

“เป็นไง?” มันถาม

ผมรู้สึกปวดร้าวไปทั้งตัว ปวดหัวมากเป็นพิเศษ “แย่” ตอบได้เท่านั้น

มันถอนหายใจ “ควร”

ศีรษะของผมถูกผ้าพันไว้ เดาว่าคงถูกฟาดด้วยอะไรสักอย่างจนนองเลือด ส่วนตามเนื้อตัวก็มีรอยจิกรอยข่วนเต็มไปหมด แขนทั้งสองข้างแทบจะไม่เหลือพื้นที่ว่างๆ นอกจากรอยเขี้ยวหรือผิวหนังที่หลุดออกเป็นหย่อมๆ ยังคงมีเลือดไหลซึมตลอดบ่งบอกว่าช่วงเวลาที่ได้รับบาดแผลพวกนี้เพิ่งผ่านไปได้ไม่นาน เห็นแบบนั้นแล้วเกิดอาการแสบชาแถวลำคอ พอเอามือไปแตะแผลก็ยิ่งสำแดงฤทธิ์เดชของมันมากขึ้น ไม่ต้องบอกเลยว่าสภาพของผมตอนนี้ทุเรศทุรังแค่ไหน พาลให้นึกไปถึงคนที่ฝากรอยพวกนี้เอาไว้

“ผู้หญิงคนนั้นเป็นไง?” ผมถาม

น้องชายของผมทำหน้างง “คนไหน?”

“คนที่โดน”

“โดนอะไร?”

“...” มึงอย่ากวนตีน!

“อ๋อ” มันแสร้งทำเป็นเพิ่งนึกออก “น่าจะโอเค”

“ไม่เจอกัน?”

“ก็ไม่”

“แล้วมึงเจอกูได้ไง?”

“บังเอิญโทรฯ หาแล้วเขารับ”

“...” ยังมีเวลารับโทรศัพท์ หมายถึงตอนนั้นเธอก็น่าจะโอเคจริงๆ

“เขาบอกว่าเผลอตีมึงตาย แต่ก็บอกว่าเรียกรถพยาบาลให้แล้ว”

อ้อ! ไอ้แผลบนหัวก็คงเพราะโดนเธอตีจนสลบซินะ นับว่าดี อย่างน้อยก็สามารถเอาตัวรอดและช่วยผมไว้ด้วย พอรู้แบบนั้นก็ค่อยเบาใจขึ้นมาหน่อย ถึงแม้จะจำอะไรไม่ค่อยได้แต่เพราะเธอยังมีแรงสู้มากขนาดนั้น คิดว่าผมก็คงไม่ได้รุนแรงกับเธอเท่าไหร่หรอก

“ทีแรกคิดว่าถูกปล้น ก็เลยไปเช็คกล้องหน้ารถ” ไอ้ไคด์พูดไปเรื่อยๆ ระหว่างหันไปคว้าแท็บเล็ตที่ถูกวางทิ้งไว้โซฟาพลางส่งมาให้ “แต่คนที่ปล้นไม่น่าใช่เขาแล้วมั้ง”

ผมยื่นมือไปรับ บนหน้าจอปรากฏเป็นวิดีโอที่ถูกหยุดเอาไว้

ไอ้ไคด์หรี่ตาลงเหมือนต้องการจับผิดอะไรสักอย่าง

“เป็นอะไรของมึง?” อดรนทนความกวนตีนของมันไม่ไหวจึงต้องถาม

มันไหวไหล่ “ชอบแบบเอ้าท์ดอร์เหรอ”

“เอ้าท์ดอร์ห่าไร”

มันให้คำตอบด้วยการกดเล่นวิดีโอ จากมุมของภาพที่ค่อนข้างมืดทำให้เห็นเหตุการณ์ไม่ค่อยชัดเจนในช่วงแรก แต่ก็พอจะเดาได้ว่ามุมที่ถูกถ่ายเป็นมุมจากด้านในของรถยนต์ ซึ่งก็คือกล้องหน้ารถของผมนั่นเอง

ในวิดีโอเป็นช่วงที่ผมกำลังจะล้มหน้าคว่ำแล้วถูกผู้หญิงคนนั้นพยุงเอาไว้ ต่อจากนั้นคือเหตุการณ์ที่ผมพอจะจำได้บ้าง แต่ไม่คิดว่าช่วงที่จำอะไรไม่ได้แล้วจะทำกับเธอแบบไม่อายฟ้าอายดิน ไม่ใช่ว่าไม่เคยนอกระเบียงหรือบันไดหนีไฟหรอกนะ ทว่าเอ้าท์ดอร์แบบไหนก็ไม่เอิกเกริกแบบนี้แน่ๆ

ผมรู้สึกกระดากอายนิดหน่อยตรงที่มีไอ้หน้าหวานยืนดูอยู่ข้างๆ มันเหลือบตามองแล้วยิ้มกรุ่มกริ่มใส่ผมด้วย ปกติไม่เคยมีใครเห็นด้านกวนตีนหน้าตายของไอ้ไคด์หรอก มันเป็นคนนิ่งๆ ไม่ค่อยหยอกล้อกับใคร แต่เพราะผมกับมันสนิทกันฉิบหาย จึงได้เห็นด้านประหลาดๆ ของกันและกันบ่อยครั้งจนบางทีก็อยากเลิกสนิทกับมันไปซะ

“ไม่อายฟ้าอายดิน” มันแขวะ

อิริยาบถที่เห็นในวิดีโอไม่ใช่เรื่องแปลกสำหรับผมนัก เวลา ทำ ทั้งตอนมีสติหรือไม่มีสติก็ล้วนเกิดขึ้นเพราะสัญชาตญาณ ดังนั้นการไม่เห็นว่าเล่นท่าพาดโพนอะไรจึงหายห่วงไปเปราะหนึ่ง มีบางช่วงที่ภาพสั่นรุนแรงไปหน่อย จนในที่สุดก็ได้เห็นสาเหตุของแผลบนหัว

ผมแค่คิดว่าเธอบังเอิญฟาดผมจนสลบไปเฉยๆ ไม่ได้คิดว่าทีแรกเธอถีบผมจนล้มก่อน จากนั้นก็หันไปคว้าก้อนหินจากที่ไหนไม่รู้มาทุบใส่ โชคดีที่ก้อนหินมันไม่ได้ใหญ่มาก ทุบไปทีหนึ่งผมก็ตายห่าแล้ว นี่เธอยังเอากระเป๋าสะพายมาฟาดผมไม่บันยะบันยังอีก นับๆ ดูแล้วเกือบสิบทีเลยนะ โหดอะไรปานนั้น...

ฟาดผมด้วยกระเป๋าคงยังไม่สาแก่ใจ เธอยังถอดรองเท้ามาปาใส่ร่างที่นอนแน่นิ่งอยู่บนพื้นของผมด้วย

น้อง...พี่ว่าเกินไปแล้วนะ เห็นแล้วอยากเอาคืนฉิบหาย

วิดีโอดำเนินต่อไปกระทั่งไอ้ไคด์โผล่มา ตามด้วยหน่วยกู้ภัยที่เธอน่าจะเป็นคนโทรฯ ไปแจ้ง ทว่าตัวเองกลับหนีหายไปดื้อๆ จากนั้นก็เกิดความวุ่นวายพักหนึ่ง

ไอ้ไคด์สรุปเรื่องราวให้ฟังแบบขี้เกียจสุดๆ ว่า...

“ถ้าเอาไอ้นี่ไปให้ตำรวจดู คิดว่าคนที่ถูกจับคงไม่ใช่น้องคนนั้นแล้ว ก็เลยบอกกู้ภัยไปว่ามึงเมาแล้วตบตีตัวเอง ไม่ใช่การชกชิงทรัพย์สินหรือโดนทำร้ายอะไร”

“...” กูดูประสาทแดกมาก

“ส่วนเรื่องที่มึงเป็นแบบนั้น ไอ้หมอบอกว่าไม่ใช่ผลมาจากยาปลุกเซ็กซ์ อาจจะออกฤทธิ์คล้ายกันแต่จริงๆ เป็นยาประเภทที่ทำให้ไม่เป็นตัวของตัวเอง”

“ยาเสพติดรึเปล่า?”

“ก็ไม่ใช่ยาดี” ไอ้ไคด์ไม่พูดออกมาตรงๆ แต่สีหน้าของมันไม่ได้ปฏิเสธ “เรื่องนี้ขอให้เก็บเงียบไว้ก็ได้ ยังไงไอ้หมอก็รับผิดชอบเคสมึงอยู่แล้ว ส่วนตัวต้นเหตุ...ถ้ามึงอยากรู้กูจะช่วยหา”

ไอ้หมอ ที่พูดคือเพื่อนสมัยเรียนมหาวิทยาลัยของน้องชายผม เป็นคนไว้ใจได้ ไม่ค่อยสอดรู้สอดเห็น และบ่อยครั้งที่มันต้องรับผิดชอบเรื่องไม่เป็นเรื่องของพวกเรา เรียกว่าเป็นผู้สมรู้ร่วมคิดแทบจะทุกอย่าง

ผมไม่อยากสืบสาวราวเรื่องเพราะรู้อยู่แล้วว่า ตัวต้นเหตุ เป็นใคร พอได้สติก็ยิ่งเข้าใจจุดประสงค์ของอีกฝ่าย

การที่ผมออกไม่ยอมให้ความร่วมมือคงทำให้ริตาโกรธและคิดจะหาวิธีแบล็กเมล์เพื่อข่มขู่ผม มั่นใจว่าการกระทำของผมก็คงถูกเธอบันทึกภาพไว้ ในอนาคตคงได้เป็นเรื่องราวใหญ่โตแน่ๆ ถึงอย่างนั้นกลับไม่หวาดกลัวเท่าไหร่ เธอขู่มาผมก็ขู่กลับ ต่อให้เป็นลูกผู้ดีมาจากไหน ใช้ชีวิตมาได้เกือบสามสิบปีจะไม่เคยทำเรื่องชั่วๆ ไว้บ้างเหรอ?

สำหรับชื่อเสียงของผม บอกตามตรงว่าไม่มีความจำเป็นให้ต้องรักษา ผมไม่ได้ใช้หน้าตาทางสังคมหากิน ทุกวันนี้เงินที่ใช้ก็ได้มาจากความเป็นศิลปินในตัวล้วนๆ แม้แต่ใบหน้าก็ไม่เคยโผล่ออกสื่อ ชื่อเต็มพร้อมนามสกุลยังถูกผมบล็อกออกจากโซเชียลมีเดียได้เลย ตรงกันข้ามกับริตาที่มักห่วงภาพลักษณ์เสมอ นั่นหมายถึงเธอยังต้องหากินกับชื่อเสียงสะอาดเอี่ยมของวงษ์ตระกูลตัวเอง เพราะฉะนั้นคนที่ได้เปรียบจากเรื่องนี้จริงๆ ย่อมไม่ใช่เธออยู่แล้ว

“ปล่อยมัน” ผมบอก

ในเมื่อผมไม่สนใจ ไอ้ไคด์จึงปล่อยผ่าน

“แล้วตอนนี้ตัวกูโอเครึยัง?” ผมหมายถึงสารบ้าสารบอสักอย่างที่ทำให้แดดิ้นขนาดนั้นยังคงอยู่รึเปล่า

“ไอ้หมอจัดการแล้ว ให้ชัวร์ก็นอนแห้งอยู่ที่นี่ อาทิตย์หน้าค่อยออกจากโรงบาล”

“อาทิตย์หน้า?” รู้สึกเหมือนมีเรื่องติดค้างอยู่นิดหน่อย

ไอ้ไคด์คงรู้สึกเหมือนกัน มันจึงล้วงมือถือออกจากกระเป๋าแล้วเช็คตารางงานที่ไม่ค่อยอยากจะทำตามเท่าไหร่ “อ้อ...” มันถอนหายใจ สีหน้าเหมือนจะตายให้ได้

“คือ?” ผมถาม

“แคสฯ บท”

คำสั้นๆ ที่ผมโคตรเกลียด

บอกไปแล้วว่าไม่หากินกับชื่อเสียงของตัวเอง แต่เพราะถูกไอ้เชบังคับ ต่อให้ไม่คิดจะโผล่หน้าออกสื่อก็ปฏิเสธไม่ได้

 

หนึ่งอาทิตย์ต่อมา

อาการของผมปกติดีทุกอย่าง ยกเว้นบาดแผลตามเนื้อตัวที่ต้องอาศัยเสื้อแขนยาวคอเต่าปกปิดเอาไว้ ยังดีที่เธอไม่ทำร้ายพื้นที่บนใบหน้าของผมด้วย ส่วนผ้าที่พันหัวก็เอาออกได้เพราะแผลไม่ได้ใหญ่มาก ไอ้หมอบอกว่าที่ผมสลบไม่ใช่เพราะถูกตี แต่เป็นเพราะฤทธิ์ยาบวกกับแรงกระแทกตอนที่ถูกถีบล้มลงบนพื้น

“อ้อนตีนใครมาอีก?” คำทักทายของไอ้เชยังคล้ายๆ กันทุกวัน

ถึงจะบอกว่าแผลไม่ได้ใหญ่ แต่ก็ยังมีแผลและต้องแปะพลาสเตอร์เพื่อป้องกันเชื้อโรค จึงห้ามไม่ได้ที่จะไม่เป็นจุดสนใจ

ผมไม่ได้ตอบมัน เดินเลี่ยงเข้าไปในห้องที่ถูกเตรียมไว้แล้วทักทายทุกคนด้วยการเดินผ่านหน้าไปเฉยๆ พฤติกรรมแบบนี้สามารถเรียกว่า ไร้มารยาทสำหรับคนอื่นได้ แต่สำหรับผม...

นี่เรียกว่าเป็นมิตรสุดๆ แล้ว

ไอ้ไคด์เดินตามหลังมาติดๆ สไตล์ของมันไม่ได้ต่างจากผมเท่าไหร่ เว้นแต่หน้าหวานๆ ของมันน่าเข้าหามากกว่าหน้าตาของผมหลายเท่า ดังนั้นหลายคนจึงกล้าที่จะส่งยิ้มให้มัน แม้จะถูกมันเมินก็ตาม

ผมรู้จักผู้กำกับกับคนเขียนบทในระดับหนึ่ง ล้วนเป็นคนในวงการที่มาจากจุดกำเนิดเดียวกัน หมายถึงเคยร่วมสถานศึกษาเดียวกัน แต่ไม่เคยร่วมงานกันอย่างจริงจัง ส่วนคนอื่นก็เป็นเด็กในค่ายที่คุ้นหน้าคุ้นตาดี พวกมันค่อนข้างมีระยะห่างกับผมและไอ้ไคด์พอสมควร ทุกครั้งที่หันไปสบตาโดยบังเอิญมักจะได้เห็นท่าทางตื่นตระหนกหรือไม่ก็สะดุ้งสุดตัว บางทีแค่เดินผ่านพวกมันก็พากันมุดหน้าหนี ไม่กล้าแม้แต่จะเหลียวคอมาทางผมสักนิด

ไม่รู้เป็นห่าอะไรกัน...

โต้คือผู้กำกับซีรี่ย์ที่ค่ายซีแควร์ดเลือก ส่วนหนึ่งเพราะฝีมือมันดี แต่อีกส่วนเพราะสนิทกับไอ้เช ส่วน อินคือคนเขียนบทดาวรุ่งพุ่งแรง ค่าตัวแพงเพราะอัพเกรดตัวเองล้วนๆ ทว่าที่ถูกเลือกเพราะสไตล์การจัดวางเรื่องค่อนข้างทันสมัยและเข้าใจตลาดปัจจุบัน นอกจากเหตุผลเหล่านั้น ทั้งสองคนยังถูกเรียกให้มาร่วมงานเพราะสามารถเข้าถึงผมและไอ้ไคด์ได้

คือผมกับน้องก็ไม่ได้หยิ่งอะไรขนาดนั้น ที่เห็นหน้าดุๆ ก็ไม่ใช่ตั้งใจทำ แต่คนอื่นมันไม่รู้ไง ตีความไปต่างๆ นาๆ

“พวกมึงอ่านบทกันมาบ้างแล้วใช่มั้ย?” ไอ้เชเดินเข้ามาถาม

ผมพนักหน้าส่งๆ ถามว่ากูเต็มใจจะเล่นรึเปล่าดีกว่า

“งั้นคงรู้ใช่มั้ยว่าวันนี้ต้องเล่นฉากไหน?”

“...”

“เงียบคือไม่รู้?”

“...”

“ไอ้สัส พูดด้วยก็ต้องตอบมั้ย?” พระเอกมาดคุณชายอย่างไอ้เช การขึ้นสงขึ้นสัสถือว่าเสียภาพลักษณ์มากๆ แต่อย่างที่น่าจะรู้กันอยู่แล้วว่าถ้ามันสามารถดึงผมกับน้องให้มาอยู่ในค่ายของมัน รวมถึงบังคับให้เล่นซีรี่ย์ห่าเหวอะไรนี่ได้ นั่นหมายถึงมันต้องมีอะไรที่พวกผมต้องเกรงใจ

ใช่...มันมีเงินเดือนของพวกผมไงล่ะ

ในเมื่อเป็นลูกจ้าง นายสั่งให้ทำอะไรก็ต้องกล้ำกลืนฝืนใจทำไปซะ

“เออ ไม่รู้” ผมตอบ

เจ้าของค่ายเอือมระอาขั้นสุด มองหน้าผมแล้วค่อยถอนหายใจใส่ไอ้ไคด์

น้องชายหน้ามึนของผมไม่สนอะไรนอกจากยืนนิ่งเป็นหุ่น มันโคตรไม่เต็มใจเล่นซีรี่ย์เรื่องนี้เพราะติดเมียฉิบหายวาบป่วง ทุกวันนี้ก็แทบจะลืมไปแล้วว่ามีพี่ชายอยู่ด้วย ตอนที่แม่งไม่มีเมียขยันมาอ้อนกูจัง พอมีแล้ว แม้แต่เงาก็ไม่มาให้กูเห็น

น้องเลว!

“...” เหมือนว่าแม่งมีกระแสจิต มันใช้หางตามองผม

สุดท้ายไอ้เชก็ได้แต่ปลง บอกพวกผมว่าเล่นไปตามน้ำ เพราะเด็กที่มาแคสฯ คงทำการบ้านมาดีอยู่แล้ว

รอกระทั่งมีผู้หญิงห้าคนเข้ามายืนเรียงแถวหน้ากระดานหน้าห้อง ผมไม่คุ้นหน้าใครเพราะไม่เคยผ่านสายตา เว้นแต่ผู้หญิงที่กำลังยืนก้มหน้างุดอยู่ตรงกลาง

เธอเป็นคนเดียวที่ผ่านการแคสฯ ด่านแรกจากพวกผม

และใช่...เป็นคนเดียวกับที่ฟาดผมไม่ยั้งเมื่อคืนด้วย

ผมรู้อยู่แล้วว่าเราต้องได้เจอกัน เพียงแค่ไม่คิดมาก่อนว่าการเจอกันวันนี้จะทำให้อะดรีนาลีนพลุ่งพล่านมากกว่าเมื่อคืนหลายเท่า ทั้งที่รู้อยู่แก่ใจว่าคนเริ่มเรื่องคือผม คนที่ควรต้องสำนิดผิดก็คือผม ทว่าภาพที่เธอทุบผมด้วยหิน ตะบี้ตะบันฟาดผมไม่ยั้ง หรือแม้กระทั่งถอดรองเท้าโยนใส่หน้าผมทั้งที่สลบเหมือดไปแล้ว

บอกตรงๆ ว่ามันทำให้อารมณ์ขึ้นสุดๆ

ดวงตาของเธอมักเด็ดเดี่ยวเสมอ ต่อให้ภายนอกแสดงออกว่าหวาดกลัวโลกภายนอกก็ตาม นั่นทำให้บุคลิกของเธอน่าสนใจ และคิดว่าเธอไม่เคยกลัวใครอย่างที่พยายามทำให้คนอื่นเข้าใจแบบนั้น

แต่แล้ว...

ผมกลับพบว่าการได้เห็นเธอตกใจสุดขีดทันทีที่เงยหน้าแล้วรู้ว่าผู้ชายที่ยืนค้ำหัวเธอตอนนี้คือใคร ได้สบดวงตาที่สะท้อนออกมาว่าทั้งหวาดกลัวและตื่นตระหนก

นั่นเป็นเรื่องที่ท้าทายมาก

ผมจ้องหน้าเธอ... “ไง” มุมปากพลางกระตุกยิ้มอย่างเลือดเย็น

        [ Kay’s Talk End ]







เค : พี่มาแล้วนะ


- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -




{+ ฉินฉิน talk }

น้องฟาดพี่ยับขนาดนั้น คิดว่าจะรอดมั้ย? คิคิคิคิ

PRE ORDER | 2K
1 - 31 Jul 2019
อ่านรายละเอียดที่นี่ >> จิ้มตรงนี้ซิคะ <<

พูดคุยกันได้ที่...
ทวิตเตอร์ @chinch_in
แฟนเพจ @chin2nan
hashtag #พี่เคคนดุ

คอมเม้นนิด โหวตหน่อย ให้นักเขียนขี้เหงาหน่อยน้าาาา

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 127 ครั้ง

145 ความคิดเห็น

  1. #144 Okura 03 (@1122kanjana) (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 14 สิงหาคม 2562 / 05:58
    เห็นน้องมึนๆน้องโหดนะเอ่อ
    #144
    0
  2. #60 komie_bear (@JooJee_socute) (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 1 มิถุนายน 2562 / 19:02
    พี่อย่าทำไรน้องนะ5555555 แต่พี่ก็สมควรโดนแล้วล่ะ
    #60
    0
  3. #59 pptmk (@poppy_patimakorn) (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 1 มิถุนายน 2562 / 14:27
    โอ๊ยกว่าอีพี่จะออกมาได้
    #59
    0
  4. #58 pan96250717 (@pan96250717) (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 1 มิถุนายน 2562 / 09:34
    รออออออ
    #58
    0
  5. #57 komie_bear (@JooJee_socute) (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 29 พฤษภาคม 2562 / 18:33
    พี่ ทำไมไปโผล่โรงบาลซะล่ะ55555555555
    #57
    0
  6. #56 CherrBiie (@ippujung) (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 28 พฤษภาคม 2562 / 20:35
    โอ๊ยยยยสรุปทำไรกันนน &#128522;
    #56
    0
  7. #55 stsnw (@stsnw) (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 28 พฤษภาคม 2562 / 10:55
    อ้าวริตา ไปปรึกษาหมอก็จบไหม
    #55
    0
  8. #54 komie_bear (@JooJee_socute) (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 28 พฤษภาคม 2562 / 02:16
    อิคุณริตานี่ก็ยังไงๆนะ...
    #54
    0
  9. #53 komie_bear (@JooJee_socute) (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 28 พฤษภาคม 2562 / 02:16
    พี่มาทีพี่ทอล์กเลย5555555ดจีย์~~
    #53
    0
  10. #51 Heytt (@joytip) (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 27 พฤษภาคม 2562 / 22:30
    ค่าตัวแพงจริงๆพระเอกของเรา
    #51
    0