[ นิยายทำมือ ] เด็กมันร้าย | BLACKWHITE

ตอนที่ 6 : BLACK WHITE ⊿◤ PART.2 | ร้ายเร้น ep.1

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,316
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 104 ครั้ง
    26 พ.ค. 62

  
    โ ป ร ด มี ส ติ ก่ อ น อ่ า น   
- นิยายเรื่องมีบทสนทนาที่ไม่สุภาพ/หยาบคาย หรืออาจมีเนื้อหาที่ไม่เหมาะสมบ้าง
หากมีฉากที่ไม่เหมาะสม นักเขียนขออนุญาตไม่อัพลงเด็กดี
หรืออาจลดทอนเนื้อหาส่วนนั้น แต่สามารถอ่านเนื้อหาหลักได้ปกติ
- นิยายเรื่องนี้ไม่ได้อัพฯทุกวัน/วันละนิดๆ หน่อยๆ ขึ้นอยู่กับเวลาว่างของนักเขียน
- นิยายเรื่องนี้งดอัพทุกวันเสาร์และอาทิตย์
- นิยายเรื่องนี้สรรค์สร้างจากมันสมองของนักเขียนเอง กรุณาอย่า copy | paste


______________________________________________________

 PART.2 ⊿◤ ร้ายเร้น | ep.1 




        เรื่องที่พูดกันว่า รักแรกพบ เกิดขึ้นได้เพียงเสี้ยววินาที...

          ฉันไม่เคยผ่านประสบการณ์ประเภทนั้นจึงไม่อาจให้คำตอบได้ว่าสถานการณ์ที่ทำให้ใจเต้นแรงแบบนี้ เป็นหนึ่งในจุดเริ่มต้นของการเกิดรักแรกพบรึเปล่า ครั้นฝ่ามือที่ปัดเส้นผมของฉันเบาๆ ผละออกไป ดวงตาหวานทว่าคมคู่นั้นก็วกกลับมาสบกับฉันอีกหน จึงได้เข้าใจว่าอาการใจเต้น ความจริงก็แค่ ตกใจ เท่านั้นเอง

          “ชื่ออะไร?” เหมือนว่าเพิ่งนึกได้ เขาจึงเอ่ยคำถามที่ควรถามมาตั้งนานแล้ว

          เดิมทีฉันแค่จะกล่าวขอบคุณเขาสั้นๆ แล้วค่อยแยกย้ายกันไป แต่เมื่อถูกถามก็ไม่ควรเพิกเฉยซินะ

          “ไวท์ค่ะ”

          “อ่า...เรา ไนล์

          “...”

“...”

จากนั้นก็เงียบ...

เดาว่าเขาไม่ใช่คนพูดเก่ง ฉันเองก็ด้วย เพราะฉะนั้นหลังจากที่เราแนะนำตัวกันสั้นๆ แล้ว คล้ายว่าความเงียบจะทำให้บรรยากาศอึดอัดขึ้นมาเฉยๆ

ฉันแสร้งยกนาฬิกาข้อมือขึ้นดูเวลา พยายามสร้างความเคลื่อนไหวเพื่อไม่ทำให้เหตุการณ์หยุดนิ่ง เมื่อเป็นแบบนั้นเขาจึงลงจากรถมอเตอร์ไซค์แล้วเปิดเบาะเพื่อเก็บหมวกกันน็อค ส่วนฉันก็หาจังหวะบอกลา ซึ่งตอนที่เขาเก็บของเรียบร้อยแล้วก็หันกลับมาพูดว่า...

“แลกเบอร์ฯ กันมั้ย?”

“คะ?”

“คิดว่าเราควรจะได้เจอกันอีก หรือเธอว่าไง?”

ที่จริงไนล์เป็นผู้ชายหน้าตาดีเอาเรื่องเลยล่ะ นั่นเป็นสาเหตุที่ว่าทำไมเขาสามารถทำให้ใจฉันเต้นแรงได้ช่วงหนึ่ง และถ้าฉันไม่หลงตัวเองเกินไปคงคิดว่าท่าทางของเขาเหมือนคนที่พยายามจะ จีบ ฉัน ต้องบอกตรงๆ ว่าฉันเจอเรื่องแบบนี้บ่อยอยู่เหมือนกัน แต่ยังไม่เคยเจอผู้ชายคนไหนตรงไปตรงมาขนาดนี้ เพราะการถามของเขาเหมือนมั่นใจว่าฉันจะไม่ปฏิเสธ อนึ่งสังเกตทีท่าว่าฉันคงสนใจเขาในระดับหนึ่งจึงกล้าถามออกมาตรงๆ

ใช่ วูบหนึ่งก็คิดว่าเกือบจะชอบเขาแล้ว

แต่มันก็แค่วูบเดียว...

“ฉันไม่มีโทรศัพท์” เคยใช้ข้ออ้างแบบนี้ปฏิเสธคนอื่นอยู่เหมือนกัน

เมื่อได้ยินคำตอบของฉัน ไนล์ก็หรี่ตาลงหนึ่งข้างราวกับเครื่องจับเท็จที่พยายามแสกนหาความจริงจากปากของฉัน แต่คราวนี้ไม่ใช่ข้ออ้างหรอกนะ

“จริง?” เขาย้ำ

ฉันพยักหน้า

“ยุคนี้เนี่ยนะ”

“ยุคนี้ก็ยังมีคนไม่มีเงินซื้อมือถือเหมือนกันนะคะ”

“หือ?”

แม้หลายอาทิตย์ที่ผ่านมาชีวิตของฉันจะลำบากลำบนมากกว่าเดิม ทว่ารูปลักษณ์ที่ยังคงบอบบาง หรือแม้แต่ผิวพรรณที่แดดแสบร้อนไม่สามารถทำลายได้ ยังคงทำให้ลักษณะภายนอกของฉันคงความเป็นคุณหนูลูกผู้ดี ทั้งที่ความจริงเงินในกระเป๋าเหลือแค่ไม่กี่พันบาทเท่านั้น

ไนล์กึ่งเชื่อกึ่งไม่เชื่อ แต่เขามีมารยาทมากพอที่จะไม่หักหน้าหรือพูดจาร้ายกาจออกมา เพียงแค่บอกว่า...

“งั้นขอที่อยู่แล้วกัน เดี๋ยวเขียนจดหมายหา?”

เอาจริงดิ?

เขาไม่ได้หัวเราะเลยสักนิด เหมือนต้องการยืนยันว่ากำลังจริงจังสุดๆ

“เอ่อ...” และทำให้ฉันกระอักกระอ่วนสุดๆ เหมือนกัน

สุดท้ายแล้วเขาก็ยิ้มออกมา ลุกขึ้นจากเบาะมอเตอร์ไซค์จนฉันต้องเงยหน้ามองเขา “ล้อเล่น” เห็นเขาคว้าเป้ซึ่งแขวนอยู่ตรงแฮนด์รถมาสะพาย จากนั้นยื่นมือหมายจะทำอะไรสักอย่างบนหัวฉัน ทว่าฉันเบี่ยงตัวหลบได้อย่างว่องไว

เขาชะงัก มุมปากกระตุกลงจนลบเลือนรอยยิ้มเมื่อครู่จนหมด

“ไม่ได้จะตบหัวสักหน่อย” เขาว่า

ฉันยิ้มเก้กังให้เขา เมื่อกี้ที่หลบเพราะเป็นสัญชาตญาณ ไม่ได้คิดว่าเขาจะทำร้ายหรอก ทว่าถ้าฉันไม่หลบก็คงถูกเขาลูบผมไปแล้ว ความจริงฉันเคยอ่านอ่านเรื่องรักๆ ใคร่ๆ มาบ้างนะ เขาว่าการที่ผู้ชายลูบผมผู้หญิงก็เพื่อแสดงออกให้รู้ว่ากำลังสนใจ หรือไม่ก็รู้สึกเอ็นดูคนนั้น ไม่แน่ใจว่าในกรณีของไนล์เป็นแบบไหนกันแน่

ยังไงก็เถอะ การลูบผมคนที่เพิ่งเจอกันไม่นานน่ะ ไม่เหมาะล่ะมั้ง? แล้วฉันก็ไม่คิดว่าต้องการให้ผู้ชายคนไหนมาเอ็นดูหรอก

ไม่จำเป็นสักนิด...

เราเดินออกจากลานจอดรถด้วยกัน ตอนนี้ฉันรู้จักแค่ชื่อของเขา ส่วนเขาก็ไม่มีข้อมูลของฉัน หมายความว่าหลังจากนี้เราไม่น่าจะได้เจอกันอีก ซึ่งฉันก็คิดว่าดีแล้ว

“คงต้องพึ่งโชคชะตาแล้วล่ะ” จู่ๆ เขาก็พูดออกมา

ฉันรู้ว่าเขาต้องการจะสื่ออะไร แต่แกล้งทำเป็นไม่เข้าใจเพื่อตัดบท “ขอบคุณที่ให้ติดรถมาด้วยนะคะ”

“...”

เมื่อเขาไม่ตอบ ฉันจึงถือโอกาสเดินหนีเสียเลย

แต่ใครจะคิดว่าเขาดันคว้าแขนของฉันไว้!

การถูกใครสักคนจู่โจมแบบนี้ แม้จะเป็นการรั้งที่เบามือจนแทบไม่รู้สึกว่ามือใหญ่ที่กำแขนของฉันออกแรงขนาดที่ทำให้ร่างฉันเซไปชนลำตัวของเขา กระนั้นก็สัมผัสได้ว่าการรั้งในครั้งนี้ค่อนข้างเอาแต่ใจ อีกทั้งแฝงความรุนแรงเอาไว้ส่วนหนึ่ง

พอฉันกลับไปอยู่ในจุดที่เขาอยากให้อยู่ มือใหญ่จึงปล่อยแขนของฉันให้เป็นอิสระ

“ทำอะไรคะ?” แน่นอนว่าฉันถามออกไปอย่างไม่พอใจสุดๆ

ขณะนั้นใบหน้าเหนือศีรษะของฉันกลับเคร่งเครียดขึ้นมา และดูท่าว่าเขาไม่ได้สนใจคำถามของฉัน สายตาของเขาไม่ได้จับจ้องฉันเช่นกัน แต่พุ่งตรงไปด้านหน้าราวกับวิเคราะห์อะไรสักอย่าง

กระทั่งเขาเอ่ย “ใช่พวกนั้นรึเปล่า?”

ฉันยังคงขุ่นเคืองอยู่หน่อยๆ แต่ก็ยอมมองตามสายตาของเขา พบว่าภายในกลุ่มนักศึกษาของมหาลัยมีคนแปลกหน้าปะปนอยู่ และการแต่งกายของคนพวกนั้นไม่ได้กลมกลืนไปกับเสื้อเชิ้ตสีขาวของนักศึกษาเลยสักนิด ซึ่งหมายความว่าพวกเขาไม่ใช่นักศึกษา อีกทั้งไม่ใช่ครูอาจารย์ แต่เป็นกลุ่มคนที่มีแนวโน้มว่าจะเข้ามาสร้างความวุ่นวาย รวมถึงสีหน้าท่าทางที่กราดมองไปทั่วเหมือนกำลังหาใครสักคน ทำให้เริ่มความหวาดระแวงว่าจะมีปัญหาเกิดขึ้นในรั้วมหาวิทยาลัยรึเปล่า ประจวบเหมาะกับคำถามของไนล์ทำให้ฉันนึกถึงเหตุการณ์เมื่อหลายวันก่อน วันที่เขาเข้าไปร่วมตะลุมบอนเพื่อช่วยผู้ชายแปลกหน้าคนนั้น ซึ่งฉันไม่รู้ว่าอริของผู้ชายคนนั้นหน้าตาเป็นยังไง แต่ในเมื่อไนล์คุ้นตา ก็หมายความกลุ่มคนที่กวาดสายตามองหาบางคนก็น่าจะเป็นกลุ่มเดียวกับที่โดนเขาทำร้าย

หรือนี่อาจจะเป็นการแก้แค้น?

ตอนนี้เข้าใจแล้วว่าทำไมไนล์จึงรั้งฉันเอาไว้ แน่นอนว่าถ้าเป็นกลุ่มเดียวกัน คนที่พวกเขาอยากแก้แค้นก็คงรวมฉันด้วย ไม่ซิ! ความจริงฉันเป็นแค่พลเมืองดีนะ หรือพวกเขาคิดว่าฉันเป็นพวกเดียวกับผู้ชายคนนั้น?

ไนล์ใช้เวลาสังเกตการณ์ราวๆ ห้านาที กระทั่งหนึ่งในพวกเขาหันมาเจอเราสองคน และเหมือนจะทิ้งสายตาไว้ที่พวกเรานานพอสมควร

“นายคิดว่า...” ฉันอยากจะถามเพื่อความแน่ใจ แต่ไม่นานฝ่ายนั้นกลับละสายตา

“ไม่ใช่” ไนล์ตอบ “หรือถ้าใช่ก็คงจำเราไม่ได้”

“แล้วถ้าใช่ พวกเขาจะทำร้ายเราเหรอ?” ไม่คิดว่าพวกเขาจะอาฆาตขนาดนั้นมั้ง ซึ่งถ้าเป็นอย่างที่คิดเอาไว้ เท่ากับว่าฉันสร้างความเดือดร้อนให้ไนล์และตัวเองด้วยเหตุผลเพียงเพราะอยากจะเป็นพลเมืองดี?

“เธอรู้จักผู้ชายคนนั้นรึเปล่า?” ไนล์ไม่ได้ตอบ แต่ถามฉันแทน

ฉันส่ายหน้า ผู้ชายที่เอาแต่จ้องฉันอย่างกับจะฉีกเนื้อออกจากร่าง ฉันจะรู้จักคนแบบนั้นได้ยังไง

“อืม” เขาตอบรับคล้ายไม่ใส่ใจนัก ทว่าฉันสัมผัสได้ถึงความครุ่นคิดบางอย่างจากน้ำเสียง และความกังวลในแววตาของเขา “เธอระวังตัวไว้หน่อยก็ดี คนบางประเภทแพ้ไม่เป็น มันอาจจะแว้งกัดได้ตลอดเวลา”

“คนพวกนั้นคงไม่คิดว่าฉันกับนายมีส่วนรู้เห็นหรอก เราเป็นแค่พลเมืองดีนะ” ...แม้นายจะต่อยพวกเขาก็เหอะ

“ไม่มีพวกขี้แพ้ที่ไหนเข้าใจคำว่า พลเมืองดี หรอก”

“...”

“ยังไงก็ระวังๆ ไว้”

“นายอาจจะคิดมากไปเองก็ได้นะ พวกเขาคงไม่...”

“เรื่องเข้าใจผิดเกิดขึ้นได้กับทุกคนแหละ ต่อให้เธอเป็นแค่พลเมืองดีที่ใสซื่อบริสุทธิ์ก็เถอะ เพราะยังไงก็ไม่มีใครรู้ว่าเธอกับฉันไม่เกี่ยวข้องกับเขา สถานการณ์วันนั้นก็กำกวมเกินกว่าจะแยกแยะได้ว่าเราไม่รู้จักเขาจริงๆ”

“แต่เราไม่รู้จักเขาจริงๆ นี่”

“ที่ฉันพูดไม่ใช่เพราะคิดมาก แต่ประสบการณ์มันเตือนให้ฉันระวังตัว เธอก็ด้วย”

ประสบการณ์ที่ว่า น่าจะหมายถึงเรื่องชกต่อยที่คงเกิดขึ้นบ่อยๆ ในชีวิตของเขา เพราะคงไม่มีคนปกติที่ไหนพุ่งเข้าไปร่วมตะลุมบอนกับคนที่ไม่รู้จัก นอกจากคนที่คุ้นเคยกับสถานการณ์เหล่านั้น

“ถึงแม้ฉันจะไม่รู้จักผู้ชายคนนั้น แต่ฉันรู้จักคนประเภทที่ถูกเขากระทืบดี”

“...”

“คนพวกนั้นแหละที่เรียกว่า ขี้แพ้

สรุปว่าเรื่องตอนนี้เป็นยังไงกันแน่?

ฉันพาตัวเองและคนอื่นเข้าไปพัวพันกับความยุ่งยากจริงๆ เหรอ? หรือเขาอาจจะคิดมากไป จริงอยู่ที่เขามีประสบการณ์มากกว่าฉัน อาจจะชำนาญเรื่องพวกนั้นมากกว่า แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเขาสามารถนำประสบการณ์ของตัวเองมาประยุกต์ใช้ได้กับทุกๆ สถานการณ์นี่

ยังไงฉันก็ยังมั่นใจว่าบนโลกใบนี้ คนที่ถูกเรียกว่าขี้แพ้ ย่อมไม่ใช่ประเภทขี้แพ้แบบหน้าโง่แน่นอน

 

ในที่สุดฉันก็แยกกับไนล์สักที ไม่รู้ว่าหลังจากแยกกันแล้วเขาไปทำอะไร ที่แน่ๆ คือต้องเป็นเรื่องไร้สาระที่เขากำลังกังวลอยู่นั่นแหละ เอาเถอะ! คนที่มองโลกในแง่ร้าย ไม่ว่าพยายามห้ามปรามยังไงก็ไม่มีวันฟังหรอก อันที่จริงฉันก็ไม่ใช่คนมองโลกในแง่ดีขนาดนั้นนะ ทว่ามันไม่สมเหตุสมผลเลยจริงๆ เขาคนนั้นเป็นใครก็ไม่รู้ เจอหน้าแค่ครั้งเดียว พูดคุยสักคำยังไม่เคย แม้แต่ชื่อเสียงเรียงนามยังไม่รู้จัก แล้วทำไมฉันต้องถูกหางเลขไปกับคนที่ไม่รู้จักด้วยล่ะ

เห็นมั้ยว่าไม่สมเหตุสมผล?

เอาเป็นว่าอย่าเอาความบ้าบอของไนล์มาคิดให้วุ่นวายเลย สิ่งที่ฉันต้องสนใจตอนนี้คือการเรียน อีกหนึ่งเดือนก็จะถึงสอบปลายภาคแล้ว สอบครั้งนี้จบทุกอย่างในรั้วมหาวิทยาลัยก็จบ นั่นหมายถึงชีวิตที่ต้องดิ้นรนจริงๆ จังๆ กำลังจะเริ่มต้นขึ้นอย่างช้าๆ

และฉันก็ตั้งใจว่าจะเริ่มต้นชีวิตใหม่อย่างะมัดระวังด้วยเหมือนกัน

ระหว่างที่สูดความปลอดโปร่งของลมเย็นๆ จากร่มไม้ใหญ่ข้างทางเพื่อสร้างกำลังใจเล็กน้อยให้ตนเอง ฉันบังเอิญได้เห็นร่างเพรียวบางของคนๆ หนึ่งซึ่งคุ้นเคยดี หมายถึงช่วงหนึ่งเราก็สามารถเรียกกันและกันว่าเพื่อนได้ แต่ตอนนี้สถานะเปลี่ยนไปแล้ว อย่าว่าแต่เพื่อนเลย แม้แต่ใช้คำว่า คนที่เรียนอยู่ในมหาวิทยาลัยเดียวกันยังกระดากอาย ไม่ใช่เพราะฉันอับอายกับการกระทำของตัวเองหรอก ฉันรู้ดีว่าทำอะไรลงไป และเรื่องพวกนั้นไม่ใช่เรื่องน่าอายสักนิด เพียงแต่สิ่งที่ทำให้ฉันไม่กล้าสู้หน้าเหม่ยอิง คือการที่ฉันไม่สามารถซื่อสัตย์กับความบริสุทธิ์ของตัวเองได้

เหม่ยอิงยังคงมีท่วงท่าเย่อหยิ่งเหมือนเคย ฉันรู้ดีว่านั่นเป็นแค่เปลือกนอก ความจริงเธอก็เป็นแค่ผู้หญิงที่มีโลกเป็นของตัวเอง โลกที่ไม่อยากให้ใครเข้าไปยุ่ง

เธอเดินลงจากรถสีดำคันเดิม แน่นอนว่าสารถีย่อมเป็นบอดี้การ์ดที่มักสวมสูทสีดำแบบเดียวกันทุกวัน เพียงแต่วันนี้เขาไม่ได้ลงจากรถแล้วตามติดเธอต้อยๆ วันนี้เขาปล่อยให้เจ้าหญิงผู้สูงศักดิ์ได้ใช้ชีวิตเป็นคนธรรมดา

ฉันไม่คิดว่าควรก้าวก่ายชีวิตเธออีกแล้ว จึงละสายตาแล้วตั้งใจจะเดินไปยังตึกเรียน กลายเป็นว่าตึกเรียนของฉันกับเหม่ยอิงดันเป็นตึกเดียวกัน แหงล่ะ ก็เราเรียนอยู่คณะเดียวกันนี่ ดังนั้นฉันจึงเดินตามหลังเธอ แต่พยายามแฝงตัวไปกับลมกับฟ้าให้แนบเนียนมากที่สุด

ในตอนที่เส้นทางเริ่มมีผู้คนสันจรน้อยลง ทำให้ถนนเส้นเล็กๆ เส้นนี้เหลือเพียงแค่เราสองคน ฉันจึงคิดว่าควรเว้นระยะห่างจากเธอมากกว่านี้ เป็นผลให้ชะลอฝีเท้าลงแล้วค่อยหยุดเดิน บังเอิญว่าการหยุดเดินดันเป็นจังหวะเดียวกับที่มีผู้ชายสามคนเดินมาขวางหน้าพอดี

แล้วช่วงนั้นฉันก็นึกถึงคำเตือนของไนล์ขึ้นมา

ผู้ชายสามคนนี้คือคนที่มีลักษณะเดียวกับที่เรากังวลในคราวแรก บวกกับสีหน้าขมึงถึงเวลาจ้องฉัน คล้ายว่าสายตาของพวกเขากำลังตบตีฉันอย่างเลือดเย็น

“ตามมาหน่อย” หนึ่งในนั้นพูด

ถ้าฉันตามพวกเขาไปก็โง่เต็มทีแล้ว ทว่าถ้าฉันมีทางเลือกมากกว่านี้ก็คงดีซิ

ท้ายที่สุดฉันก็เลือกที่จะโง่และเดินตามพวกเขาไป ไม่รู้ด้วยซ้ำว่ากำลังไปเจอใครหรือสถานการณ์แบบไหน ทว่าเส้นทางที่เราผ่านมานั้น ไม่ได้เปลี่ยวหรือวังเวงจนน่ากลัว อีกทั้งยังอยู่ในอาณาเขตของมหาวิทยาลัย อย่างน้อยๆ ฉันก็วางใจได้ว่าคงไม่ถูกฆ่าหมกศพแถวนี้หรอก

กระทั่งเห็นรถตู้สีดำคันหนึ่งในระยะร้อยเมตรข้างหน้า รอบๆ รถตู้คันนั้นก็มีผู้ชายอีกสองคนยืนอยู่ที่ท้ายและหน้ารถ เมื่อเห็นกลุ่มคนซึ่งมีฉันเดินตัวหดอยู่ตรงกลางกำลังตรงเข้าไปหา ผู้ชายที่ยืนอยู่ท้ายรถก็ก้าวไปที่ประตู รอจนผู้ชายสามคนพาฉันมาใกล้แล้วจึงเอื้อมมือไปเปิดพร้อมสั่งเสียงเหี้ยมว่า...

“ขึ้นไป!

ฉันก็ก้าวขึ้นรถไปอย่างว่าง่าย

สิ่งหนึ่งที่ฉันบอกตัวเองเสมอเมื่อเจอเรื่องขับขันประเภทนี้คือ... หากยังไม่รู้สถานการณ์ การให้ความร่วมมือถือว่าเป็นเรื่องที่ควรทำมากที่สุด

ภายในรถเย็นเชียบเพราะเครื่องปรับอากาศ ฉันยังไม่เห็นว่ามีใครอยู่ในนั้น จนได้ยินเสียงหนึ่งเอ่ยมาจากด้านหลัง

“คุณไวท์ใช่มั้ยคะ?” เสียงนั้นเล็กและหวานทีเดียว แน่นอนว่าต้องเป็นเสียงของผู้หญิง

เมื่อฉันเอี้ยวตัวกลับไปมองก็พบว่ามีผู้หญิงนั่งอยู่ตรงเบาะหลังจริงๆ เธออยู่ในชุดสูทกึ่งทางการ บุคลิกโดยรวมดูเป็นผู้ใหญ่ ทว่าใบหน้าอ่อนเยาว์เหมือนเด็กสาวอายุสิบเจ็ดสิบแปด

ฉันยังไม่สามารถเข้าใจสถานการณ์ตอนนี้ สิ่งที่ตอบกลับไปจึงห้วนและหวาดระแหวง “รู้จักฉันเหรอคะ?”

เธอเผยยิ้มบางๆ “ค่ะ”

ในขณะที่ฉันเริ่มขมวดคิ้วอย่างข้องใจ

“คุณไวท์คงไม่เคยเจอริตา แต่ริตาเจอคุณไวท์บ่อยค่ะ”

“คะ?”

“ผ่านรูปที่คุณศุวิล พ่อของคุณให้ดูทุกครั้งที่เจอกัน”

“มีเรื่องอะไรเกี่ยวกับพ่อเหรอคะ?” พอเป็นเรื่องของพ่อ การโต้ตอบของฉันจะว่องไวขึ้น

ผู้หญิงที่เอ่ยชื่อตัวเองว่า ริตา ขณะพูดจะมีท่วงท่าอ้อนช้อย ท่วงทำนองการพูดไม่ได้เร่งรีบแต่ไม่ยานคาง ทำให้ดูเป็นคนใจเย็นทว่าแฝงความคิดบางอย่างเอาไว้เสมอ เช่นเดียวกับน้ำเสียงที่ใช้ เธอสามารถทำให้คนฟังรู้สึกเพลิดเพลินจนไม่สามารถจับผิดความไม่ปกติได้

ในสังคมที่พ่อเคยอยู่ แน่นอนว่าฉันก็เคยอยู่ เราต่างเจอคนหลากหลายประเภท ไม่ว่าจะเป็นพวกที่เข้าหาเพราะผลประโยชน์ หรือพวกที่คิดว่าเราอยากได้ผลประโยชน์จากเขา ทั้งวิธีการพูดหรือกายภาพจะหนุนนำให้เราสามารถแยกแยะได้ว่าแต่ละคนเป็นประเภทไหน

และฉันสามารถบอกได้ว่าคุณริตาคนนี้...

เป็นคนทั้งสองประเภท

“คุณศุวิลสบายดีใช่มั้ยคะ?” เธอถาม

ถึงแม้ไม่อยากตอบแต่ก็พยายามรักษามารยาท เพราะไม่แน่ว่าคนๆ นี้มีผลประโยชน์กับครอบครัวของเรารึเปล่า “สบายดีค่ะ” ฉันบอก

เธอพยักหน้ารับ “ความจริงริตากับคุณศุวิลมีเรื่องติดค้างกันอยู่ แต่จู่ๆ ท่านก็ขาดการติดต่อไป ริตาอดเป็นห่วงไม่ได้ค่ะ”

“ติดค้างเรื่องอะไรคะ?”

“เรื่องนั้น...” แววตาของเธอสงบนิ่งพอสมควร แต่เสี้ยวหนึ่งกลับสะท้อนบางอย่างที่ไม่ชัดเจน

ฉันคิดว่าเธอคงอยากจะได้คำพูดประเภทว่า “บอกไวท์แทนก็ได้ค่ะ ยังไงไวท์ก็เป็นลูกสาวท่าน ถ้ามีอะไรที่ทำแทนได้ก็จะทำค่ะ” และถึงจะรู้ว่าเข้าทางเธอ ฉันก็ยังคงพูดออกไป

คุณริตายิ้มพอใจ “ไม่ใช่เรื่องใหญ่โตหรอกค่ะ”

“...”

“เป็นแค่คำสัญญาที่เราต่างให้กันไว้”

“สัญญา?” รู้สึกใจคอไม่ดีเลยแฮะ “เรื่องอะไรเหรอคะ?”

“ตอนนี้ทั้งทรัพย์สินและที่ดินของคุณศุวิลไม่พอใช้คืนสำหรับเงินที่คุณศุวิลหยิบยืมริตาไป” เอกสารชุดหนึ่งถูกดึงออกจากกระเป๋าทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้า เธอยื่นให้ฉันระหว่างที่กล่าวต่อ “เงินส่วนที่เหลือเป็นจำนวนไม่มากหรอกค่ะ เพียงแต่กำหนดคืนล่วงเลยมาเกือบสามปีแล้ว ริตาเข้าใจว่าตอนนี้คุณศุวิลคงไม่สะดวกและมีปัญหาที่แก้ไม่ได้ เพราะฉะนั้นจึงยื่นข้อเสนอเพื่อชำระหนี้สินไปค่ะ”

เอกสารเหล่านั้นชี้แจงเป็นลายลักษณ์อักษรชัดเจนถึงสัญญาการกู้ยืมเงิน รวมถึงโฉนดที่ดินที่ฉันเคยคิดว่ายังเป็นสมบัติของครอบครัวซึ่งพ่อเหลืออยู่ กลายเป็นว่าตอนนี้ไม่ใช่ของเราอีกแล้ว อีกทั้งจำนวนเงินที่ยังค้างชำระ ทั้งที่คุณริตาบอกว่าไม่ใช่เงินจำนวนมาก แต่เท่าที่ฉันนับดู มีเลขศูนย์ตามหลังถึง 7 ตัว

หมายความว่าตอนนี้ครอบครัวของเราติดหนี้คุณริตาเป็นหลักสิบล้าน!

เรื่องพวกนี้เกิดขึ้นได้ยังไง ฉันพยายามย้อนความทรงจำ ไม่เห็นจำได้ว่าช่วงไหนที่พ่อขาดแคลนเงินเป็นสิบๆ ล้าน ไม่ซิ! ต่อให้พ่อขาดแคลนก็คงไม่แสดงให้เราเห็น

แต่ฉันคิดไม่ออกเลยว่าพ่อยืมเงินขนาดนี้ไปทำอะไร?

“คุณไวท์ทราบใช่มั้ยคะว่าธุรกิจหลักของคุณศุวิลมีจำนวนเท่าไหร่ และช่วงที่ธุรกิจหลักๆ ของคุณศุวิลกำลังล้ม ท่านขอยืมเงินก้อนหนึ่งเพื่อใช้ประคับประคอง หลังจากนั้นท่านก็พยายามหามาคืนค่ะ แต่คืนได้ไม่นานก็ยืมเพิ่มอีก จนสุดท้ายท่านก็ใช้ทรัพย์สินมาจำนอง เมื่อครบกำหนด...”

“บ้านหลังปัจจุบันก็ถูกยึดด้วยเหรอคะ?”

คุณริตาคล้ายจะเห็นใจ แต่แววตาของเธอไม่ได้แสดงออกแบบนั้น “ค่ะ”

สรุปว่าตอนนี้เราไม่เหลืออะไรแล้วจริงๆ ซินะ

ชีวิตที่วาดฝันว่าจะได้เริ่มต้นใหม่ จริงๆ แล้วก็คงเป็นได้แค่ฝัน ฉันไม่อยากโยนความผิดให้พ่อ ไม่อยากกล่าวโทษใคร แต่ก็ไม่อยากยอมรับชะตากรรมแบบนี้

สิ่งหนึ่งที่คิดว่าจะทำ ทั้งที่ไม่อยากทำ...

คือก้มหน้าแล้วชดใช้ไปซะ

“อาจจะกะทันหันไปสำหรับคุณไวท์ แต่หนี้สินจำนวนนี้ไม่ได้ปลอมแปลงขึ้นมาแน่นอน” คุณริตายืนยัน

ฉันไม่โต้แย้ง ไม่ได้อยากทำแบบนั้น เพราะส่วนลึกก็เชื่อว่าเรื่องแบบนี้สามารถเกิดขึ้นได้ “เรื่องที่พ่อสัญญากับคุณริตาไว้คือเรื่องอะไรเหรอคะ?”

เธอไม่ได้ตอบในทันที เงียบคล้ายกับว่ารอให้ฉันตัดสินใจรับปัญหาส่วนนี้ของพ่อจริงๆ

“ไวท์ต้องชดใช้คืนยังไงคะ?” ฉันถาม

พอมั่นใจว่าฉันโง่พอจะรับผิดชอบเรื่องนี้แล้ว เธอจึงเผยยิ้มกว้างขึ้นอีกนิด “ไม่ใช่เรื่องที่ต้องชดใช้กันหรอกค่ะ” น้ำเสียงที่ฟังดูใจดี แท้จริงแล้วเคลือบแฝงความโหดเหี้ยมไว้ “ริตาได้ยินว่าคุณไวท์กับคุณดวิษถอนหมั้นกันแล้ว เสียใจด้วยนะคะ”

เธอรู้จักพี่แดนเช่นกัน หมายความว่าคงรู้เรื่องของครอบครัวเราดี

ฉันพยักหน้ารับตามมารยาท “ค่ะ” กับผู้ชายพรรค์นั้นไม่มีอะไรน่าเสียใจหรอก

“ความจริงสิ่งที่คุณศุวิลสัญญาเอาไว้ เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้เหมือนกันค่ะ”

“คะ?”

“ร่างกายของริตาไม่ค่อยแข็งแรงเท่าไหร่ แต่เพราะครอบครัวของสามีอยากให้มีคนสืบสานธุรกิจ ริตาพยายามอยู่หลายครั้งแต่ก็ไม่สามารถทำได้ จนกระทั่งเมื่อเร็วๆ นี้ริตากับสามีไปปรึกษาคุณหมอมาค่ะ เพิ่งได้รู้ว่าสามีของริตาเป็นหมัน ส่วนริตาก็มีปัญหาที่มดลูก หากอุ้มท้องก็เสี่ยงที่จะแท้งได้ง่ายๆ เพราะฉะนั้น...”

ฉันไม่ได้รู้สึกไปเองใช่มั้ย เหมือนว่าคำขอของคุณริตาต้องเป็นเรื่องไม่เข้าท่าแน่ๆ

“ริตาจึงขอเด็กค่ะ”

“...”

“เด็กที่ริตามีเองไม่ได้”

ตอนที่พ่อเสนอให้พลาดท้องกับพี่แดน เหตุผลของพ่อไม่ใช่เพื่อจับพี่แดนซินะ?

นี่ถือเป็นเรื่องที่ช็อคที่สุดในชีวิตเลยจริงๆ เป็นเรื่องที่ทั้งโหดเหี้ยมและร้ายแรงมาก ฉันไม่เข้าใจเลยว่าพวกเขามีหัวใจกันรึเปล่า

ขอให้ฉันท้องแล้วขายลูกตัวเองเพื่อใช้หนี้?

บ้ารึไง!

“ขอโทษนะคะคุณริตา ไวท์ขอความชัดเจนมากกว่านี้ได้มั้ยคะ?” เพื่อป้องกันความผิดพลาดในการคิดเองเออเอง ฉันจึงต้องถามเพื่อความมั่นใจทั้งที่แปดสิบเปอร์เซ็นรู้ความหมายดีอยู่แล้ว

คุณริตาคล้ายไม่อยากพูดออกมาตรงๆ ด้วยพื้นฐานนิสัยของคนที่เกิดในสังคมผู้รากมากดี การพูดเรื่องเสียหายอย่างตรงไปตรงมาจึงถือว่าเสียมารยาท

กระนั้นเธอก็ยอมพูด “ริต้าขอให้คุณไวท์ตั้งท้องเพื่อแลกกับหนี้สินทั้งหมดค่ะ”

เป็นอันว่าเข้าใจตรงกัน...

ฉันถอนหายใจหลังจากได้ยิน “ไวท์ทำให้ไม่ได้หรอกค่ะ” ปฏิเสธโดยไม่ต้องคำนวณหาส่วนได้เปรียบเสียเปรียบสักนิด ต่อให้เห็นแก่ตัวหรือจนตรอกยังไง ฉันก็จะไม่ขายศักดิ์ศรี ไม่ขายลูกตัวเองเด็ดขาด!

เป็นครั้งแรกที่ได้เห็นแววตาของคุณริตาสลดลง ราวกับเธอรู้สึกเศร้าและผิดหวังอย่างจริงใจ “ริตาทราบค่ะ” และยากที่จะยอมรับการปฏิเสธได้

“เรื่องหนี้ทั้งหมด ไวท์จะชดใช้คืนให้เอง” ฉันพูด

“แต่...”

“ตราบเท่าที่ไวท์ยังมีลมหายใจ ยังไงก็จะหามาคืนให้ค่ะ”

 

รถตู้สีดำขับเคลื่อนออกไปสักระยะหนึ่งแล้ว แต่ฉันยังยืนแน่นิ่งมองเศษใบไม้ปลิวว่อนจากแรงดันของท่อรถ พิจารณาการลอยล่องของมันอย่างสับสน

การที่ใบไม้พวกนั้นสามารถลอยตัวขึ้นจากพื้นถนนได้ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร แต่สิ่งที่ทำให้จิตใจของฉันทั้งว้าวุ่นและกดดันคือเรื่องที่ฉันรับปากว่าจะหาเงินมาชดใช้หนี้สินจำนวนหลายสิบล้านแทนพ่อต่างหาก พยายามครุ่นคิดดูแล้ว ไม่ว่าจะด้วยหนทางใดก็เป็นไปได้ยากทั้งนั้น

ระหว่างเดินไปตึกเรียนก็ยังคิดอีกด้วยว่า...

ถ้ายืมเงินวาร์มาใช้หนี้ก่อนจะเป็นอะไรมั้ย? ต่อให้วาร์ไม่ใช่นักแสดงแถวหน้าของประเทศ แต่ก็ไม่ใช่ปลายแถวเช่นกัน โฆษณาในมือมีหลายชิ้น ละคร ซีรี่ย์ หรือแม้แต่การถ่ายแบบก็ไม่เคยขาด เงินจำนวนหลายสิบล้านคงไม่ทำให้เงินเก็บของเธอหมดเกลี้ยงหรอกมั้ง?

ไม่ซิ! ทำแบบนั้นไม่ได้หรอก

เอาเข้าจริงคนที่รู้เรื่องเสียหายของพ่อมากที่สุดก็คือฉันนี่แหละ เป็นฉันที่เสนอหน้าแบกรับเรื่องพวกนี้ไว้คนเดียว เพราะฉันไม่อยากให้วาร์ทิ้งอนาคตเพื่อพ่อ ไม่ต้องให้ไวน์ตกเป็นเครื่องมือของพ่อ สุดท้ายฉันจึงต้องอยู่ในจุดที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออก

ก้มหน้ารับผิดชอบเรื่องพวกนี้โดยลำพัง...

มือของฉันเอื้อมไปผลักประตูห้องเรียน เสียงโวกเวกของนักศึกษาด้านในดังผ่านช่องว่างออกมาและเงียบไปครู่หนึ่งเมื่อประตูถูกเปิด ทว่าพอเห็นว่าเป็นฉัน ทุกคนก็เลิกให้ความสนใจและหันไปทำสิ่งที่เคยทำเหมือนเดิม

ฉันก็ไม่ได้สนใจเหมือนกัน เรียกได้ว่าไม่เคยสนใจใครเลย หรืออาจจะพูดว่าฉันไม่ใช่คนที่ใครๆ ให้ความสนใจมาตั้งนานแล้ว ทำให้ไม่มีเพื่อนสนิทในห้องหรือแม้แต่คนที่สามารถพูดคุยอย่างผิวเผินก็แทบไม่มี

เมื่อเข้ามาในห้องแล้ว สิ่งแรกที่สะดุดตาฉันก็คือผู้หญิงสวยๆ คนหนึ่งกำลังนั่งเท้าคางมองออกไปทางฝั่งหน้าต่างอย่างเบื่อหน่าย

วิชาเรียนวันนี้ไม่ยักรู้ว่ามีเหม่ยอิงอยู่ด้วย?

เพราะฉะนั้นโต๊ะที่ฉันเลือกนั่งจึงแทบจะติดผนังด้านหลังของห้องมะร่อมมะร่อ ทั้งที่ปกติโต๊ะของฉันมักอยู่แถวกลางๆ หน่อย แต่ด้วยเหม่ยอิงนั่งหน้านิ่งอยู่ตรงนั้นจึงไม่อยากเข้าไปวุ่นวาย

ครั้นได้ที่นั่งแล้วก็ได้ยินเพื่อนคนหนึ่งพูดขึ้นพอดี

“สรุปว่าเย็นนี้เจอกันที่ ละอองดาวนะ”

เสียงตอบรับดังแข็งขัน คงมีแค่ฉันกับเหม่ยอิงที่ไม่ได้ตอบโต้

ทุกทีไม่เคยมีใครให้ความสำคัญกับเราอยู่แล้ว ต่อให้เราตอบรับหรือปฏิเสธก็ไม่เคยมีผลอะไรกับเพื่อนพวกนี้ที่เราแทบไม่รู้จักกัน แต่วันนี้เพื่อนหลายคนกลับช่างสังเกตผิดปกติ ถึงกับวิ่งเข้ามาเขย่าแขนฉันแล้วคะยั้นคะยอกันใหญ่

“ไวท์ เย็นนี้ไปด้วยกันนะ” ฉันไม่รู้จักผู้หญิงคนนี้เลย หมายถึง...เธอคือเพื่อนที่เรียนด้วยกันมาหนึ่งเทอมแหละ แต่ชื่ออะไรนะ?

ช่วงนั้นฉันเห็นว่ามีอีกหลายคนรุนเร้าเหม่ยอิงด้วย หรือนี่คือกิจกรรมสานสัมพันธ์ก่อนจะเรียนจบ? อืม...ก็น่าจะเป็นแบบนั้น

“ไปเถอะนะ พวกเราเรียนด้วยกันมาตั้งครึ่งปี ใกล้จบแล้วก็น่าจะไปฉลองกันหน่อย”

“เอ่อ...”

“น้าาา ไปเถอะน้า”

“แต่พรุ่งนี้...”

“พรุ่งนี้วันเสาร์ ไม่มีข้ออ้างแล้ว”

นั่นซิ อุตส่าห์จะบอกว่าพรุ่งนี้มีเรียนสักหน่อย แต่ลืมไปว่านักศึกษาภาคธรรมดาของมหาวิทยาลัยนี้ไม่มีเรียนวันเสาร์ แล้วคราวนี้จะปฏิเสธยังไง? หมาป่วยดีมั้ย?

เพื่อนคนเดิมและอีกหลายๆ คนช่วยกันกดดันฉัน แปลกมาก...พวกเธออยากคบค้าสมาคนกับฉันตั้งแต่เมื่อไหร่? เคยได้ยินว่าที่พวกเธอไม่ค่อยอยากสนิทกับฉันเพราะมาดคุณหนูที่ดูน่าหมั่นไส้ ถึงกับเคยกระแหนะกระแหนฉันมาก่อนด้วย แล้วตอนนี้สติไม่ดีกันรึไง?

หรือพวกเธอมีแผน?

อ่า...ฉันเริ่มจะกลายเป็นคนหวาดระแวงเหมือนไนล์แล้วซิ บางทีเพื่อนพวกนี้คงไม่มีเหตุผลไร้สาระนอกจากเลี้ยงส่งก่อนเรียนจบล่ะมั้ง

“ก็ได้” สุดท้ายสำนึกส่วนดีของฉันจึงบอกให้รับปากไป

และดูเหมือนเพื่อนคนนั้นจะรู้ทัน “บอกว่าไปก็ต้องไปนะ ห้ามเบี้ยวเด็ดขาด” รีบพูดดักคอฉันก่อนเลย

เหม่ยอิงคล้ายว่าถูกรบกวนจนต้องตอบรับอย่างรำคาญใจ

 

ในที่สุดเย็นวันนี้ตอนหกโมงเราก็มาเจอกันที่หน้าร้านละอองดาว ไม่ซิ! ไม่ใช่ ร้าน แต่เป็น ภัตตาคาร ซึ่งตั้งอยู่ในย่านทองของกรุงเทพฯ ที่มีการตกแต่งหรูหราโอ่อ่าประดุจเดินอยู่ในโถงราชวังจนทำให้นึกถึงราคาอาหารแสนแพงขึ้นมาทันที หลายปีก่อนตอนที่ครอบครัวยังไม่ขัดสน ฉันเคยมาทานมื้อเย็นกับครอบครับที่นี่ หากรู้มาก่อนว่าเป็นที่นี่ฉันคงไม่มาแน่ๆ ทว่าชื่อร้านเมื่อหลายปีก่อนกับตอนนี้ดันเปลี่ยนไป แน่นอนว่าราคาอาหารก็ย่อมเปลี่ยนไปด้วย

นอกจากราคาข้าวเปล่าจานละหนึ่งร้อยที่ฉันเหลือบไปเห็นในเมนูแล้ว ฉันยังสามารถหาเหตุผลว่าทำไมเพื่อนๆ จึงพยายามชักชวนฉันกับเหม่ยอิงมานัก

สายตาของฉันสบเข้ากับป้ายชื่อตัวเองซึ่งวางอยู่กลางโต๊ะตอนที่เดินเข้ามาด้านใน มีหมายความสองอย่างคือ

หนึ่ง...ฉันเป็นผู้จอง

และสอง...ฉันเป็นเจ้าภาพ!

“ไวท์! มาแล้วเหรอ มานั่งตรงนี้ซิ”

“ขอบคุณที่มาน้า”

เพื่อนทรยศพวกนั้นยังหน้าชื่นตาบานต้อนรับฉันเป็นอย่างดี ขณะที่บริกรผายมือเป็นการเชิญให้ฉันเดินไปนั่งยังเก้าอี้ตัวแรกของโต๊ะ  

จังหวะที่ก้นของฉันยังไม่ทันแตะเบาะ รถเข็นอาหารก็ค่อยๆ ทยอยกันออกมาโชว์ความอลังการชนิดที่ทำให้ฉันแทบจะนั่งไม่ติด บนรถเข็นเด่นสง่าไปด้วยล็อบเตอร์ตัวใหญ่ จากความหรูหราของภัตตาคารแห่งนี้ ล็อบเตอร์ก็ไม่น่าจะมาจากคลองชลประทาน และราคาคงไม่ใช่กิโลฯ ละร้อยแน่

ถัดจากนั้นยังมีเมนูชื่อประหลาดแต่อวดความร่ำรวยและสูงศักดิ์ตามมาอีกหลายจาน รู้เลยว่าเพื่อนพวกนี้อดอยากปากแห้งเหลือเกิน แต่เท่านั้นยังไม่สาแก่ใจ เพื่อนผู้ชายหลายคนยังกล้าสั่งไวน์บ่มหลายสิบปีมาดื่มด้วย แม้แต่เพื่อนผู้หญิงก็ถือดีขอใช้บริการพิเศษเพื่อผสมคอกเทลด้วยตัวเอง แน่นอนว่าราคาต่อแก้วย่อมไม่ใช่หลักพัน

ฉันมองภาพน่าเวทนาพวกนั้นโดยไม่รู้เลยว่าจะบรรยายความรู้สึกตอนนี้ของตัวเองอย่างไร ตอนนี้ฉันคงกลายเป็นคุณหนูหน้าโง่ในสายตาของพวกเขา ถึงไม่บอกออกมาตรงๆ ว่าค่าใช้จ่ายของมื้อนี้เป็นความรับผิดชอบของใคร แต่จากการบริการเป็นพิเศษที่ทางบริกรขยันปรนเปรอให้ฉัน หรือสายตาขออนุญาตทุกครั้งที่พวกเขาสั่งเมนูสุดแพงก็มักจะส่งมาที่ฉัน

สรุปง่ายๆ ว่า...

ลูกสาวอดีตนักการเมืองคนนี้คงดูมีราคามากพอที่จะทำให้พวกเขาคิดว่าสามารถชักเงินออกจากกระเป๋าของฉันได้

หึ!

“ขอโทษนะคะ” ฉันยกมือเรียกพนักงาน “คิดเงินเลยค่ะ”

พนักงานเดินเข้ามาพร้อมค่าอาหารที่ทำเอาดวงตาของทุกคนรอบๆ ฉันเบิกกว้าง แหม...ตกใจเก่งกันจัง

“แพงมากเลย พวกเรามีกันกี่คนนะ จะจ่ายไหวเหรอ?” ใครคนหนึ่งพูด

“นั่นซิ ล็อบเตอร์ตัวเป็นหมื่นเชียวเหรอ นึกว่าแค่ไม่กี่พันเองอะ”

“โห ไวน์ก็ขวดละสามหมื่นเลย พวกแกสั่งได้ไงเนี่ย”

ฉันแสร้งทำเป็นหูทวนลม กระทั่งเพื่อนคนที่ตั้งใจคะยั้นคะยอให้ฉันมาพูดขึ้น

“เหม่ยอิงก็ไม่มาด้วยซิ”

“ใช่...เธอรับปากแล้วว่าจะมานะ”

“แล้วทีนี้จะเอายังไงดี?”

เหม่ยอิงไม่มาหมายความว่ายังไง? หากเธอมาก็จะให้เธอจ่ายเงินเหรอ? หรือเธอรับปากว่าจะรับผิดชอบค่าอาหารมื้อนี้ เช่นกัน...ฉันบอกว่าจะมาแต่ก็ไม่ได้รับปากว่าจะจ่ายให้รึเปล่า?

ยังไงก็เถอะ “คิดเงินตามนี้ค่ะ” ฉันยื่นบัตรให้พนักงาน

เพื่อนหน้าเงินพวกนั้นเฮกันใหญ่ ไหนดูซิใครตื่นเต้น อยากโดนเปย์กันนักใช่มั้ย?

ได้!

“ไวท์จ่ายให้พวกเราเหรอ โห...ใจดีจังเลย” เพื่อนคนที่พยายามชวนฉันมาที่นี่ออกปากชม ทำเป็นนวดไหล่ฉันอย่างประจบประแจง

ฉันยิ้มอ่อน

ช่วงที่พนักงานกำลังเดินกลับมา ฉันฉวยโอกาสนั้นบอกทุกคนว่า “ขอไปเข้าห้องน้ำเดี๋ยวนะ”

ในเมื่อจ่ายเงินแล้ว ไม่มีใครคิดจะรั้งฉันไว้หรอก

ตอนที่เดินลอยชายออกมาจากภัตตาคาร ท้องของฉันก็ร้องโอดโอยเพราะแทบไม่มีอะไรตกถึงท้อง แหงล่ะ ใครจะไปกล้ากิน กระนั้นเพราะไม่กล้ากินจึงมีเวลามากพอที่จะเสาะหาหนทาง เอาคืน ซึ่งนับว่าสวรรค์ยังเห็นใจที่เพื่อนทรยศคนนั้นวางกระเป๋าไว้ข้างๆ ฉัน ทำให้ฉันใช้เวลาช่วงที่เธอกำลังตื่นเต้นกับความหรูหราของอาหาร หยิบบัตรเครดิตของเธอออกมาจากกระเป๋า

ใช่...บัตรใบนั้นไม่ใช่ของฉันหรอก

ในเมื่ออยากโดนเปย์นัก เอาซิ...ฉันเปย์เอง แต่เงินเธอนะ














เค : เรียกพี่เหรอ?


- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -




{+ ฉินฉิน talk }

ยัง...ยังไม่มาอีก พี่เคยังไม่มาอีก
ทุกคนรู้ใช่มั้ยคะว่าสองเคเจอตัวยาก
นั่นแหละค่ะ คือเหตุผลที่ทำไมเรายังไม่ได้เจอพี่เคสักที 5555555555555
ไม่ต้องห่วงค่ะ ขายไว้แล้วว่าพาร์ทสองแซ่บ ตอนหน้าพี่เคก็มาแล้ว ฮี่ๆๆๆๆๆ


ยังเขียนพี่เคไม่เสร็จ แต่วาดปกเสร็จแล้ว ง่อววววววว ความขยันไม่ถูกจุดของเรา -_-





สปอยแบบนี้ได้เปล่า ฮี่ๆๆๆๆ

เปิดพรีออเดอร์เร็วๆ นี้นะคะ แต่ยังไม่มีวันเวลาที่ชัดเจน ขึ้นอยู่กับความรวดเร็วในการปั่นพี่เค
ระหว่างนี้ก็เอารายละเอียดคร่าวๆ มาบอกก่อน (อ้างอิงจากป๊าไคด์ที่จัดอาร์ตเสร็ตแล้ว)
หนังสือขนาด A5 เท่ากับนิยายทั่วไป
จำนวนอักขระ 300,000 - 330,000 คำ | A5 = 310+ หน้า
ราคาเล่มละ 329 บาท (ไม่รวมจัดส่ง)
สิ่งที่จะได้:
ที่คั่นหนังสือฟรี 1 ชิ้น (สำหรับออเดอร์ปกติ)
โปสเตอร์ ver.พิเศษ + โปสการ์ด ลายแตกต่างจากหน้าปก (สำหรับ Premium)
ปล.อาจมีการเปลี่ยนแปลง

นอกจากของเหล่านี้ แนนยังมีของแถมพิเศษสำหรับคนที่ลงชื่อ
ทั้งนี้ในการลงชื่อรับของ ไม่เกี่ยวข้องการกับลงชื่อจองหนังสือนะคะ
เป็นเพียงแค่การแจ้งว่าต้องการรับของสมนาคุณชิ้นนี้หลังจากที่พรีฯ หนังสือตามระยะเวลาที่กำหนด
สามารถลงชื่อได้ตั้งแต่วันนี้ (ตามลิงค์ด้านล่าง) เป็นต้นไปค่ะ

ปล. ใครเข้าลิงค์นี้ก็จะเจอสปอยหน้าปกป๊าไคด์แบบใหม่ด้วยแหละ ฮิฮิ

พูดคุยกันได้ที่...
ทวิตเตอร์ @chinch_in
แฟนเพจ @chin2nan
hashtag #พี่เคคนดุ

คอมเม้นนิด โหวตหน่อย ให้นักเขียนขี้เหงาหน่อยน้าาาา

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 104 ครั้ง

145 ความคิดเห็น

  1. #52 komie_bear (@JooJee_socute) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 28 พฤษภาคม 2562 / 02:10
    ไวท์คือแสบมาก555555
    #52
    0
  2. #50 komie_bear (@JooJee_socute) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 24 พฤษภาคม 2562 / 21:38
    พี่เคค่าตัวแพงม๊ากกก
    #50
    0
  3. #49 nam_thipNT (@nam_thipNT) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 24 พฤษภาคม 2562 / 20:38
    พี่เคควรออกมาได้แล้วนะ แงง
    #49
    0
  4. #48 Heytt (@joytip) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 24 พฤษภาคม 2562 / 20:36
    พี่เคผู้ค่าตัวแพง
    #48
    0
  5. #47 komie_bear (@JooJee_socute) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 22 พฤษภาคม 2562 / 22:34
    หลินอี้หนิ55555555
    #47
    1
  6. #46 Heytt (@joytip) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 22 พฤษภาคม 2562 / 21:02
    ค้างงงงง
    #46
    0
  7. #45 WhileNunSleep (@WhileNunSleep) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 20 พฤษภาคม 2562 / 20:42

    รอเรยยยย

    #45
    0
  8. #43 eyungwa (@eyungwa) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 17 พฤษภาคม 2562 / 19:42
    รอค่าาาา
    #43
    0
  9. #42 pptmk (@poppy_patimakorn) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 17 พฤษภาคม 2562 / 19:05
    รอค่าา
    #42
    0
  10. #41 FaiiWareeya (@FaiiWareeya) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 17 พฤษภาคม 2562 / 18:02
    รอออจ้าาา
    #41
    0